เฮนเดอร์สัน เอ็นเตอร์ไพรส์
"ออสตินครับ ไปรอดี้ที่ห้องทำงานก่อนนะครับ"
"ครับ"
เด็กหนุ่มดวงตาสีฟ้าครามในชุดเอี๊ยมน่ารักวัยแปดขวบเดินตรงไปที่ห้องทำงานของผู้เป็นพ่อในขณะที่ผู้เป็นพ่อของตัวเองแยกตัวออกไปทางอื่น เขายังเดินไปไม่ทันถึงห้องทำงานก็ได้ยินเสียงเอะอะในห้องที่คุณพ่อของตัวเองเดินเข้าใป
ใจเกิดสงสัย…
"เสียงอะไรหว่า"
เด็กชายออสตินแอบแง้มประตูดูเห็นภาพเหตุการณ์พบผู้ชายรูปร่างกำยำจำนวนกว่าสิบคนกำลังมีปากเสียงกับผู้เป็นพ่อของตัวเองอยู่ ด้วยความไม่รู้เด็กชายออสตินแอบคลานเข้าไปหลบใต้โต๊ะเพราะคิดว่าเขาจะสามารถช่วยเหลือพ่อของตัวเองได้
หลังจากที่นั่งหลบอยู่ใต้โต๊ะไม่นานเสียงในห้องก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขาเกิดความกลัวแต่ยังคงแอบหมอบมองดูทั้งน้ำตาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเขา ก่อนที่ใบหน้าน่ารักจะได้แนบลงไปที่พื้นเขานอนตะแคงเพื่อแอบดูผ่านช่องข้างล่าง ก็เกิดเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าขึ้นหลายต่อหลายครั้ง
เปรี้ยงงงงง!!
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
"ดะ... ดี้ ฮื้ออออออออ~"
ออสตินเริ่มหวาดกลัวร่างเล็กตัวสั่นเทิ้มเขาเปล่งเสียงออกมาเบาๆ เพราะกลัวคนอื่นจะรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ มือเล็กยกขึ้นปิดปากที่สั่นเทิ้มเพราะความเสียใจของตัวเอง หยดน้ำตาไหล่ผ่านหน้าหยดแล้วหยดเล่า
"ดะ... ดี้ ดี้ครับ ช่วยตินด้วย ตินกลัว ฮื้ออออออ~"
เด็กน้อยวัยแปดขวบยังไม่ทันได้เห็นเหตุการณ์ชัดเจนนักก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเสียก่อน ด้วยความเป็นเด็กออสตินยกสองมือขึ้นปิดใบหูตัวเองแน่นแล้วตะเบ็งเสียงร้องออกมาจนสุดเสียง แข่งกับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงที่ดังอย่างต่อเนื่องจนคนด้านนอกไม่ได้ยินเสียงของเด็กน้อยเลยสักคน เมื่อเสียงฟ้าผ่าเบาลง เขาใช้เวลาเพียงครู่เดียวแล้วค่อยๆ ลืมตามองหาพ่อของตัวเองผ่านทางช่องข้างล่างใต้โต๊ะตัวที่ตัวเองแอบอยู่กลับพบเพียงแค่
แดดดี้นอนจมกองน้ำสีแดงสด และแน่นิ่ง…
พ่อของเขานอนจมอยู่ในกองน้ำสีแดงสด ดวงตาสีฟ้าครามของร่างไร้วิญญาณยังคงเบิกโตขึ้นแล้วจ้องมองมาทางช่องใต้โต๊ะที่ลูกชายวัยสดใสของเขาหลบอยู่ สองสายตาของสองพ่อลูกประสานกัน คนหนึ่งเริ่มร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว
ส่วนอีกคน…
ไร้ลมหายใจไปแล้ว…
ออสตินยังคงนอนหมอบหลบอยู่ หลังจากนั้นเพียงไม่นานมากนัก กลุ่มชายชุดดำก็กองระเนระนาด บางส่วนก็วิ่งหนีออกไปพร้อมกับเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เด็กน้อยออสตินสะดุ้งโหยงหลับตาปี๋ยกมือปิดสองใบหูของตัวเองร่างเล็กสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวเขาร้องไห้หวังให้แดดดี้ต้องมาคอยปกป้องเขาอย่างที่เคยเป็น
เด็กน้อยที่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่พ่อตัวเองถูกฆ่า หัวใจดวงเล็กๆ ของเขาจะบอบช้ำมากเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ได้
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
สิ้นเสียงดังออสตินลืมตาขึ้น ถึงเขาจะเด็กแต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ว่าพ่อของเขานั่นไร้ลมหายใจไปแล้ว สองดวงตาไร้แววสดใสเหมือนอย่างที่เคยมี แต่ทว่าออสตินกลับพบกับบางสิ่งบางอย่างที่ตกอยู่มันคือ แหวนเงินสลักลายพญาเหยี่ยว
ออสตินพยายามเอื้อมมือเล็กเข้าไปหยิบแต่มันก็ไม่ทันแล้วเมื่อมีใครบางคนกลับมาแล้วเก็บมันกลับไปเด็กชายวัยแปดขวบอยู่ในห้องเงียบๆ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องไห้ แต่เขากลับพยายามจดจำวัตถุที่ตัวเองเห็นแล้วกำมือแน่น
"ติน ตินจะตามหามัน ตินจะแก้แค้นให้ดี้เอง"
ออสตินนอนมองร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นพ่ออยู่ใต้โต๊ะ เขากำหมัดแน่นร้องไห้ อยากสะอื้นไห้ออกมาแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเด็กน้อยไม่รู้เลยว่าพวกคนอันตรายพวกนั้นจะกลับมาอีกไหม
ออสตินรู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อกลับมาถึงที่บ้านของตัวเองแล้ว เขาหลับไปพร้อมกับน้ำตา และเสียงสะอื้นไห้ในใจ
ภาพจำของของเขาคือสายตาประสานกันกับแดดดี้เป็นครั้งสุดท้าย และภาพจำฝังใจของเด็กชายวัยแปดขวบคือ แหวนเงินสลักลายพญาเหยี่ยว
"ตื่นแล้วเหรอลูก"
"คะ... คุณอา ฮื้ออออออออ~"
เรื่องราวของเขาในวัยแปดขวบมันยังไม่จบเพียงเท่านั้น ใครจะรู้บ้างว่าเด็กตัวแค่นี้ต้องมารับรู้ว่าพ่อกับแม่ของตัวเองต้องมาตายในวันเดียวกัน
ใช่แล้ว แม่ของออสตินตามไปหาสองพ่อลูกที่ทำงานแต่เธอกลับซวยไปด้วย เธอถูกยิงจากใครบางคนในกลุ่มนั้น
และเธอ...
เสียชีวิตคาที่…
หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายนั้นผ่านไปออสตินใช้เวลารักษาสุขภาพจิตของตัวเองเป็นเวลาหลายปี กว่าเขาจะก้าวผ่านความยากลำบากของชีวิตนั้นมาได้
มันช่างทรมานเหลือเกินชีวิตที่ไร้พ่อขาดแม่…
ออสตินอยู่ในความดูแลของผู้เป็นอา เขาได้ขึ้นเป็นนายใหญ่สูงสุดในแก๊งมาเฟียแทนผู้เป็นพ่อในวัยเพียงสิบห้าปี เขาถูกฝึกฝนอย่างหนักหน่วง และผ่านความยากลำบากมามาก กว่าจะมีคนยอมรับเขาให้เป็นหัวหน้าแก๊ง และใช่ออสตินมีไอคิวที่มากกว่าคนทั่วไปเขาฉลาด แข็งแกร่ง และไร้ความปรานี
สองสิ่งที่ทำให้ออสตินมีชีวิตอยู่ได้ คือเขาต้องการแก้แค้นให้พ่อกับแม่ของเขา และเหตุการณ์ที่เขาพบเจอมามันสอนให้เขารู้ว่าเขาไม่ควรยกหัวใจให้ใคร ไม่ควรฝากชีวิตไว้ที่ใคร เพราะเมื่อเวลาที่ต้องสูญเสียมันจะทรมานแค่ไหน
เขารู้ดี...
ยี่สิบปีต่อมา
ออสตินพยายามสืบหาคนที่มีแหวนเงินสลักลายพญาเหยี่ยวเป็นเวลาตลอดหลายปีตั้งแต่ได้รับตำแหน่งใหม่ๆ แต่ตอนนี้เขายังไม่พบ เขารู้เบาะแสแค่เพียง ไอ้ฆาตกรคนนั้นมันเป็นตำรวจยศใหญ่ แต่เขาไม่สนใจหรอกนะว่ามันจะใหญ่มาจากไหน เขาต้องการแค่ปลิดชีพมันเพื่อแก้แค้นให้พ่อกับแม่ของเขาเท่านั้น แต่ด้วยความที่ว่าเขาต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานมาตลอดยี่สิบปีเต็ม
การปลิดชีพฆาตกรคนนั้นมันคงง่ายเกินไป
ตึก... ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงวิ่งเข้าอาคารของตึกดังไล่มาจากทางเข้าจนเจียนใกล้จะถึงหน้าลิฟต์ เด็กสาวภายใต้รองเท้าส้นสูงสีดำขนาดห้านิ้วหอบแฟ้มเอกสารเข้ามาใกล้ประตูลิฟต์เรื่อยๆ
"รอหนูด้วยค่ะ คุณคะ คุณ"
ประตูลิฟต์เฉพาะของผู้บริหารภายในบริษัทเฮนเดอร์สัน เอ็นเตอร์ไพรส์ กำลังจะถูกปิดลงแต่เมื่อได้ยินเสียงใสตะโกนเรียกร่างสูงจึงกดชะลอลิฟต์เอาไว้เพื่อรอเด็กสาวที่ตะโกนเรียกให้เขารอ
แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก!
ปึก!
"อ่ะ!!"
ร่างบางชนเข้าที่แผงอกแกร่งของมาเฟียหนุ่มในคราบของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทนำเข้าส่งออกระหว่างประเทศจนหน้าผากมนของเธอขึ้นรอยแดง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้มาเฟียหนุ่มสนใจเธอได้เพราะสิ่งที่เขาสนใจมากกว่าเธอ คือแหวนเงินสลักลายพญาเหยี่ยวที่เธอห้อยไว้ที่คอต่างหาก
"นะ... หนูขอโทษค่ะ"
มาเฟียหนุ่มจ้องมองแหวนเงินสลักลายพญาเหยี่ยวที่เด็กสาวห้อยไว้ที่คอ จนตาไม่กะพริบเขาค่อยๆ เงยหน้ามองใบหน้าหน้าตาน่ารักของเธอ พร้อมกับอ่านป้ายชื่อที่ติดไว้ที่หน้าอกข้างซ้ายของเธอ
"เจสสิกา"
"คะ?"
เด็กสาวเข้าใจว่าคุณผู้บริหารหนุ่มเรียกชื่อเธอ เธอจึงขานรับตามมารยาท และเก็บสร้อยคอของเธอกลับไปในเสื้อ
เธอเอียงคอมองใบหน้าของผู้บริหารหนุ่มที่ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม ดวงตาของเขาสีฟ้าคราม และดูหม่นหมอง เขาดูเย็นชา และน่ากลัว
"คุณไปชั้นไหนคะ"
ติ๊ด~
มาเฟียหนุ่มไม่ตอบคำถามแต่กลับกดลิฟต์เอง เขากดไปที่ชั้นบนสุดโดยที่เด็กสาวหมุนตัวกลับมายืนกอดแฟ้มงานแน่นหันหน้าออกทางประตูลิฟต์ เธอตั้งใจจะมาฝึกงานกับเครือบริษัทเฮนเดอร์สันเพราะเป็นบริษัทที่ใหญ่โต และมั่นคง ถึงแม้ว่าเธอจะเพิ่งอยู่ปีหนึ่งของมหาวิทยาลัย J และอายุเพียงแค่ยี่สิบปีเท่านั้นก็ตาม
เธอทำเรื่องขอมหาวิทยาลัยเป็นนักศึกษาภาคพิเศษ คือเรียนทฤษฎีหนึ่งเทอม และฝึกงานหนึ่งเทอม จนมหาวิทยาลัยยอมใจอ่อนเธอไม่ได้ใช้อิทธิพลของคุณพ่อเลยสักนิด เธอตั้งใจใช้ความสามารถของตัวเองล้วนๆ
เจสสิกาถอนหายใจออกมาหนักๆ เหมือนรู้สึกอึดอัดราวกับกำลังถูกจ้องมองจากใครบางคน แต่เธอไม่กล้าหันกลับไป ที่สำคัญเธอต้องออกลิฟต์ก่อนผู้ชายคนข้างหลังนั่นอยู่แล้วเพราะเธอจะมายื่นเอกสารฝึกงานที่นี่
ติ๊ง~
เมื่อถึงชั้นที่หมายของเธอกลับมีมือหนาของคนข้างหลังกดมันปิดลงอย่างหน้าตาเฉย เจสสิกาหันไปมองหน้าผู้บริหารหนุ่มคนนั้นด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนที่เธอจะพินิจพิจารณาดีๆ แล้วก็เบิกตาโตขึ้นเมื่อจำได้ว่าเขาคือออสติน เฮนเดอร์สัน ผู้บริหารสูงสุดของที่นี่ และมีธุรกิจลูกอีกหลายอย่าง
"คะ... คุณออสติน"
มาเฟียหนุ่มเหลือบตามองเด็กสาวเพียงนิดแล้วหักนิ้วของตัวเองเล่นจนเกิดเสียงดังกร๊อบ! จนเด็กสาวเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น นี่เธอไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่าเนี่ย อีตาบ้านี้เหมือนคนโรคจิตเลย เจสสิกาหมุนตัวกลับมาหมายจะกดลิฟต์ออกจากชั้นนี้ให้เร็วที่สุด
พรึ่บ!
ทว่ามือหนาของคนข้างหลังก็กักขังเธอเอาไว้ด้วยการค้ำมือไปทางข้างหน้ากับผนังลิฟต์โดยมีเจสสิกายืนกอดเอกสารแน่นหันหลัง
ลมหายใจอุ่นของเขาเป่ารดต้นคอของเธอจนน่ากลัว เขาใกล้เธอเกินไปแล้ว เธอถอนตัวตอนนี้ทันไหมนะ
"พ่อเธอ สบายดีไหมเจส"
น้ำเสียงเย็นเยือกจากคนด้านหลังทำให้เจสสิกาขนลุกเกรียวอย่างน่าประหลาดแต่ที่เธอโมโหคือคนที่ไม่เคยรู้จักกันทำไมคำถามแรกถึงได้ถามถึงพ่อคนอื่นอย่างไม่มีมารยาท
"คะ... คุณรู้จักพ่อฉันด้วยเหรอคะ"
"หึ! ฉันรู้จักพ่อเธอดีเลยแหละ"
อ่า... ถ้าเขารู้จักคุณพ่อของเธอนั่นหมายความว่าเราก็เป็นคนรู้จักกันละสิ แต่ว่านะคุณพ่อของเธอมีเพื่อนที่ดูหนุ่มขนาดนี้ด้วยเหรอ
ติ๊ง~
ลิฟต์แจ้งเตือนถึงชั้นบนสุด ทำให้ประตูลิฟต์เปิดออกกว้างมาเฟียหนุ่มในชุดสูทสีดำยังไม่ยอมเดินออกไป และเจสสิกาเองก็ไม่ยอมเดินออกไปเพราะเป้าหมายของเธอไม่ใช่ชั้นนี้
"อ่ะ!... ว้ายยยยยย!"
ร่างบางลอยละลิ่วขึ้นเหนือพื้นเมื่อถูกมาเฟียหนุ่มหิ้วขึ้นพาดบ่าแกร่งเดินตรงไปที่ห้องทำงานที่เป็นส่วนตัวของเขาโดยตลอดทางมีลูกน้องยืนเรียงรายนับสิบคน
"ปล่อยนะ ปล่อยฉันนะ คุณมาอุ้มฉันทำไมคะเนี่ย ปล่อย!!"
ปึ้ง!!
เพล้งงงงง!!
เสียงประตูห้องทำงานปิดลงตามด้วยแฟ้มเอกสารที่อยู่บนโต๊ะทำงานของมาเฟียหนุ่มถูกปัดลงพื้นอย่างระเนระนาด เขาวางร่างบางลงบนโต๊ะทำงานแล้วถือวิสาสะแทรกกายเข้ากลางหว่างขาของเธอ
"จะ... จะทำอะไร ฉะ.... ฉันสู้นะ!"
สองมือเล็กดันแผงอกแกร่งของมาเฟียหนุ่มให้ออกห่างเด็กสาวเริ่มหวาดกลัวกับการกระทำของชายคนนี้ ออสตินถือวิสาสะดึงแฟ้มของเธอออกแล้วโยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เจสสิการีบดันตัวมาเฟียหนุ่มให้ออกห่างแต่กลับถูกเขารั้งร่างของเธอเอาไว้ไม่ให้ถอยหนี
"ฉันสู้นะ คะ... คุณพ่อฉันเป็นตำรวจคุณก็รู้นี่ ถ้าคุณทำอะไรฉะ...!"
"รำคาญ!" เขารำคาญเลยตวาดเธอไปจนเสียงดังลั่นห้อง แววตาของเขาเรียบนิ่งอย่างน่ากลัว เจสสิกาสะดุ้งเฮือกตัวสั่นเพราะความกลัว นี่เธอทำอะไรผิดงั้นเหรอ ทำไมเขาถึงได้ทำกับเธออย่างนี้
"กรี๊ดดดดดดดดดดด!"
มือหนาข้างที่ว่างกระชากเสื้อนักศึกษาของเธอออกจนกระดุมหลุดลุ่ยแล้วหยิบเอาแหวนเงินสลักลายพญาเหยี่ยวขึ้นมาดูอย่างใกล้ชิด หึ! ไม่คิดว่าเหยื่อจะเดินเข้าถ้ำเสือง่ายขนาดนี้
"ยะ... อย่าทำอะไรฉันนะ ฉันฟ้องคุณพ่อแน่ คุณพ่อฉันเป็นตำรวจนะ คะ... คุณ พะ... พ่อ ฉันเอาคุณตายแน่!"
เด็กสาวตัวน้อยกำลังขู่ราชสีห์ที่กระหายการแก้แค้นอย่างเขามันเป็นอะไรที่โคตรโง่เลย วันนี้เขาจะยังไม่กินเหยื่อ มือหนาลูบเนินอกอวบอิ่มของเธอเบาๆ แต่สายตาของเขาที่จ้องมองใบหน้าหวานของเธอมันว่างเปล่าเสียจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เขาคิดอะไรอยู่เธอไม่สามารถคาดเดาได้เลยแม้แต่น้อย
ระ... โรคจิต เขามันโรคจิตชัดๆ
"ฉัน ฝากของให้พ่อเธอหน่อย"
"ชะ... ช่วยปล่อยฉันลงก่อนได้ไหมคะ" ขอร้องเขาน้ำเสียงสั่นกลัว
มาเฟียหนุ่มยังใช้มือหนาลูบวนที่เนินอกอวบของเด็กสาวอยู่ไล่สายตามองเธออย่างยากจะคาดเดา
เขาผละตัวลุกขึ้นแล้วถอยห่างเมื่อเจสสิกาเป็นอิสระเธอรีบจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยทันทีแม้ร่างกายจะยังสั่นเทาเพราะความหวาดกลัว
แต่เธอจะไม่มีวันหลั่งน้ำตาแห่งความหวาดกลัวนี้ออกมาอย่างแน่นอน
เด็กสาวยื่นมือไปข้างหน้าพลางเบือนหน้าหนี เพราะเขาบอกจะฝากของขวัญไปให้คุณพ่อของเธอ เธอจึงต้องใช้มือหนึ่งกุมเสื้อนักศึกษาของตัวเองไว้ ส่วนอีกมือยื่นไปข้างหน้าเพื่อรับของ
การ์ดเชิญเข้างานเลี้ยงสังสรรค์แห่งหนึ่งถูกวางลงบนมือนุ่มอย่างแผ่วเบา ส่วนตัวคนว่างน่ะเหรอเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเองก่อนจะเหลือบตามองเธอ
"กลับไปได้แล้ว"
"ฉะ... ฉันมาขอฝึกงานที่นี่"
"เธอได้ทำงานที่นี่ตั้งแต่ฉันเห็นหน้าเธอแล้ว" ว้าว... เด็กเส้นสินะ เพราะคุณพ่อหรือเปล่านะ แต่การรับพนักงานของเขาค่อนข้างรุนแรงไปหน่อยมั้ยเนี่ย
เจสสิกายิ้มร่าลืมเรื่องที่เขาทำกับเธอไว้จนหมดสิ้น นี่อาจจะเป็นวิธีต้อนรับหรือทักทายของเขาก็ได้เธอพอรู้มาว่าเจ้าของที่นี่มีนิสัยแปลกประหลาด เขาไม่ได้ขืนใจเธอมันก็เพียงพอแล้ว หรือว่าเขาอาจจะชื่นชอบสร้อยคอของเธอก็ได้นะเพราะเขามัวแต่จ้องมันไม่ละสายตาเลยล่ะ
"ขอบคุณนะคะ"
เด็กสาวตั้งท่าจะเดินออกไปแต่เธอก็อายเกินกว่าจะเดินออกไปด้วยสภาพแบบนี้ เธอหันมามองซ้ายมองขวาก่อนจะรวบรวมความกล้าวิ่งกลับไปหามาเฟียหนุ่มที่เอาแต่จ้องมองเธอ
"ขะ... ขอยืมเสื้อสูทของคุณได้ไหม คะ... คือเสื้อฉันคุณทำมันขาดหมดเลย"
---
เผื่อใครสนใจแบบเล่มค้าบบบ 350.- บาท ส่งฟรีไปเลยงับ
มาเฟียหนุ่มเหลือบตามองเด็กสาวที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าเขา สายตาคมของเขาไล่มองเรือนร่างของเด็กสาวตรงหน้านิ่งๆ อย่างไม่
แสดงความรู้สึกอะไรออกมา ความเงียบทำให้เจสสิกาไม่รู้ว่าต้องทำอะไรดีทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วเธอไม่เคยต้องมาขอร้องใครอย่างนี้ด้วยซ้ำแต่หากจะให้เธอต้องเดินออกไปในสภาพนี้เธอก็คงไม่ทำเช่นกัน
"ถ้าคุณไม่ให้ฉันยืมก็ไม่เป็นไรนะคะ แต่ขอนั่งรอที่นี่จนกว่าชุดจะมาส่งได้ไหม" เจสสิกาเห็นว่ามาเฟียหนุ่มเงียบไป
เขาเอาแต่จ้องหน้าของเธอไม่หยุด มันทำให้เธอตัดสินใจพูดออกไปแบบนั้น ก็ไม่เป็นไรเธอค่อยโทรสั่งให้ลูกน้องของพ่อเอามาให้ที่นี่ก็ได้
"อยากยืมเสื้อฉัน ก็ได้นะ" หลังจากที่เงียบอยู่นานออสตินก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเขาแสยะยิ้มมุมปากออกมาอย่างยากจะคาดเดา
เจสสิกาไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง คนที่รู้อยู่เต็มอกคือออสตินเพียงคนเดียวเท่านั้น
"เข้าไปเอาในนั้น" เขาชี้ไปที่ชั้นหนังสือไม้สีโอ๊คเจสสิกาหันไปมองตามนิ้วเรียวยาวของออสตินเธอโค้งตัวลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการขอบคุณแล้วเดินตรงไปที่ชั้นหนังสือนั่นพร้อมกับใช้สองมือเล็กพยายามผลักมันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
พรึ่บ!!
มือหนาของคนข้างหลังช่วยเธอออกแรงผลักเพียงนิดทำให้ประตูเปิดออกได้อย่างง่ายดาย แต่เธอกลับเซไปข้างหน้าเพราะออกแรงผลักมันมากเกินไป มือหนาข้างหนึ่งของมาเฟียหนุ่มประคองเอวบางของเธอเอาไว้หลวมๆ
ออสตินไล่สายตามองเจสสิกาใกล้ๆ อีกครั้ง ครั้งนี้เขากลับมีความคิดใดความคิดหนึ่งแทรกขึ้นมา จากเดิมที่คิดว่าจะหลอกใช้เจสสิกาให้ล่อลวงพ่อเธอมางานเลี้ยงแล้วฆ่าทิ้งซะ ตอนนี้เขาเปลี่ยนแผนแล้วเขามีความคิดที่ดีกว่านั้น ในเมื่อเขาต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานมายี่สิบปีไอ้ฆาตกรนั่นก็ควรอยู่อย่างทุกข์ทรมานเหมือนกัน
"ขะ... ขอบคุณค่ะ" เจสสิกาเดินเข้าไปในนั้นเธอยังไม่สามารถรู้ได้ว่ามันคือห้องอะไรกันแน่เธอใช้มือเรียวควานหาสวิตช์ไฟจนเจอแล้วกดเปิด
ภาพห้องนอนหรูที่คุมโทนสีดำทองเผยให้เห็นตรงหน้า เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนข้างหลังของเธอกำลังทำอะไร ออสตินส่งข้อความแชตหานาธานมือขวาของตัวเอง ก่อนจะเดินตามเจสสิกาเข้าไปอย่างเชื่องช้า
"คะ... คุณเข้ามาทำไมคะ" เด็กสาวที่กำลังเปิดประตูตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบเสื้อสูทตัวโคร่งของมาเฟียหนุ่มออกมาใส่ถึงกับต้องชะงัก เธอถามออกไปด้วยความสงสัยปนสั่นกลัวเล็กๆ เพราะแอบสังเกตเห็นมือหนากดล็อกประตูห้องนี้เอาไว้
"เธอกำลังจะเอาของของฉันออกไป ฉันก็ต้องเข้ามาดู"
"คะ... แค่เสื้อสูทเองนะคะ"
"เธอก็ต้องมีของมาแลก" เจสสิกาเบิกตาโตขึ้นเธอถอยหลังออกไปทีละก้าวเมื่อมาเฟียหนุ่มย่างสามขุมเข้ามาหาเธอพร้อมกับถอดเสื้อสูทออก และปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทีละเม็ด ทีละเม็ด อย่างช้าๆ สายตาคมของเขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอนิ่งๆ อย่างคาดเดาอะไรไม่ได้
"คะ... คุณถอดเสื้อทำไมคะ" ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าเขาถอดเสื้อทำไม
แต่เธอไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่างหาก เธอถูกเขากระชากเสื้อออกจนขาดวิ่น
พอยืมเสื้อสูทของเขา กลับต้องมีของมาแลกมันหมายความว่ายังไง
"ยะ... อย่าเข้ามานะคะ อ๊ะ!" ร่างบางเดินถอยหลังไปจนชนที่ขอบเตียง และเซถลาล้มลงไปทำให้มาเฟียหนุ่มได้ทีรีบสาวเท้าเดินเข้าไปประชิดร่างบางแล้วใช้สองแขนกดข้อมือของเธอไว้กับเตียงนุ่ม
"คะ... คุณ จะทำอะไร" น้ำเสียงของเธอสั่นอย่างเห็นได้ชัด
"เธอ โง่จริง หรือแกล้งโง่วะ" ออสตินดันลิ้นเข้ากับกระพุ้งแก้มเพื่อสงบสติอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองสิ่งที่เขาต้องการคือยัดเยียดความเจ็บปวดให้ไอ้ฆาตกรสารเลวคนนั้น คนที่ฆ่าพ่อเขา แต่หญิงสาวคนนี้กลับโชคร้าย
โชคร้ายของเธอก็คือดันโง่เกิดมาเป็นลูกของมัน ช่วยไม่ได้จริงๆ ว่ะ มันเป็นโชคชะตาของเธอเองที่ดันโง่เกิดเป็นลูกของมัน และมาเจอเขา
"ถ้าคุณทำอะไรฉัน ฉันจะบอกคะ... คุณ พะ...!" พูดยังไม่ทันจบเธอกลับถูกมาเฟียหนุ่มปิดปากด้วยปากของเขาอย่างรุนแรง มาเฟียหนุ่มใช้ฟันคมขบกลีบปากล่างของเธอ และยัดเยียดจูบให้เธอด้วยความรุนแรงหนักหน่วงจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปากเล็ก
เจสสิกาไม่ได้ยอมเขาง่ายๆ เธอพยายามดีดดิ้นแม้จะถูกมาเฟียหนุ่มพันธนาการเอาไว้จนยากที่จะหลุดพ้น ในจังหวะที่ออสตินกำลังจะปลดกระดุมกางเกงยีนของเธอออก เจสสิกาเหลือบเห็นแจกันใบสวยอยู่ไม่ห่างจากมือของเธอมากนักเธอพยายามทำทุกทางเพื่อกระเสือกกระสนให้เข้าใกล้แจกันใบนั้นให้ได้มากที่สุด
เธอต้องรอด…
รสจูบที่แสนโหดร้ายกับหญิงสาววัยแรกแย้มของเธอมันส่งผลให้หยาดน้ำตาไหลลงมาด้วยความเจ็บแสบ เจสสิกาพยายามเอื้อมมือเพื่อหยิบเอาแจกันดอกไม้นั่นหวังให้ตัวเองมีชีวิตรอด
เพล้ง!
"Shit!" แจกันใบสวยถูกคว้ามาด้วยมือเล็ก และฟาดลงศีรษะของ
มาเฟียหนุ่มเต็มแรงจนเจ้าของร่างกำยำที่กำลังมอบจูบที่แสนโหดร้ายให้
หญิงสาวหยุดการกระทำแล้วยกมือขึ้นจับที่ศีรษะของตัวเองแทนด้วยความเจ็บปวด
ปึก!
เจสสิกาถีบเข้าเต็มแผงอกแกร่งของมาเฟียหนุ่มจนเขาหงายหลัง เธอไม่เอาอะไรทั้งนั้น แล้วรีบวิ่งออกประตูเพื่อเอาตัวรอด แต่ทว่า... เธอพยายามปลดล็อกประตูแค่ไหนมันก็ไม่สามารถเปิดออกได้ เธอรีบหันรีหันขวางเพื่อหาทางรอดแต่กลับไม่พบอะไรเลย
เธอไม่เหลือความหวังเลย…
"เธอกล้ามากนะ!!"
"ยะ... อย่าเข้ามานะ!" เด็กสาวพูดขึ้นทั้งน้ำตา ร่างกายของเธอสั่นกลัวเมื่อเห็นมาเฟียหนุ่มเดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ เลือดสีสดค่อยๆ ไหลลงมาตามกรอบหน้า หากเขาเข้ามาประชิดตัวเธอได้เธอต้องตายแน่ๆ
"เปิดสิ เปิด! เปิด!"
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
"ชะ ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!" เจสสิกาพยายามหาทางเปิดประตูระรัวแต่มันก็ไม่มีทางเลย สายตาของเธอสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวเมื่อมาเฟียหนุ่มเดินเข้าประชิดตัวเธอพร้อมกับใช้มือหนาเช็ดหยาดเลือดของตัวเองที่ไหลลงมา
เขาชิมเลือดตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉย
เขามันโรคจิตชะมัด
พรึ่บ!
"กรี๊ดดดดดดดดด! ปะ... ปล่อยฉันนะ ชะ... ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!"
"นอกจากมีพ่อเป็นฆาตกรแล้วเธอก็อยากเป็นฆาตกรด้วยเหรอ เธอนี่มันเลวได้พ่อจริงๆ เลยนะ" มาเฟียหนุ่มกระชากร่างบางของหญิงสาวเข้า
หาตัว เจสสิกาพยายามดีดดิ้นจนร่างกายแทบหมดแรงแต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากพันธนาการของออสตินได้
ตุบ!
"ระ... เราเพิ่งเคยเจอกัน ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน คุณ
มาทำแบบนี้กับฉันทำไม" เด็กสาวไม่ทันได้เอะใจในคำพูดของมาเฟียหนุ่มเธอพยายามหว่านล้อมเขาทุกทางเพื่อเอาตัวรอด ออสตินกระชากสองขาเรียวของคนตัวเล็กเข้าหาตัวจนร่างบางเซถลาไปตามแรงดึง ใบหน้าสวยหวานของเธอตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ร่างกายของเธอสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว สายตาของเธอพยายามอ้อนวอนมาเฟียหนุ่มด้วยความไร้เดียงสา
"ใช่ เธอไม่เคย"
"งะ ... งั้นปล่อยฉันไปเถอะนะ ถะ... ถ้าฉันทำอะไรที่ขัดใจคุณฉัน
ขอโทษ ปะ... ปล่อยฉันไปเถอะนะ"
"แต่พ่อเธอเคย"