“วายร้าย!” อาร์เชอร์ย้ำคำของคู่หูที่พึ่งจะเอ่ยเพื่อกล่าวหาใส่ร้าย ตัวเขาเองและเหล่าพรรคพวกเดียวกัน
“ใช่!” เจเนต ย้ำสิ่งที่เธอคิดและรู้สึก จะไม่ให้เธอคิดแบบนี้ได้ไง ก็ในเมื่อตอนนี้พวกเธอสองคนมานั่งอยู่ในผับดังที่ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ ถ้าพวกเธอมาเที่ยวตามประสาก็ไม่แปลก แต่นี้พวกเธอนั่งมานานเกือบสองชั่วโมงในขณะคนที่นี่ถ้าไม่ไปแด้นซ์ก็ดื่มครื้นเครงอย่างสนุกสนาน แต่พวกเธอสองคนจะดื่มก็ได้อยู่ แต่ต้องน้อยๆ ห้ามเมาสติต้องอยู่ครบ เพราะพวกเธอต้องคอยเฝ้าจับตามองใครคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะมาเหรอเปล่า เจเนตแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเบื่องานแบบนี้ งานสุ่มจับตา
“ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าทำไมคนแบบเธอท่านอดัมถึงส่งมาทำงานนี้ได้ ความอดทนต่ำอย่างร้ายกาจ” เจเนต จ้องมองอาร์เชอร์ด้วยความไม่พอใจ
“ใช่ นั่นแหละฉัน ตอนนี้ฉันก็เริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมท่านอดัมถึงส่งฉันมาทำงานแบบนี้ ทั้งๆที่ฉันมันความอดทนต่ำ และแถมให้มีคู่หูเป็นครั้งแรกด้วยทั้งๆที่ท่านก็ทราบดีว่าฉันชอบฉายเดี่ยว” อาร์เชอร์ยิ้มมุมปากเข้าใจโดยทันที เพราะเขารู้แล้วว่าทำไมเจเนตถึงถูกส่งมาทำงานนี้ ‘ความอดทนต่ำ’
อาร์เชอร์ไม่ต่อคำกับเจเนต สายตามองไปที่ทางเข้าที่มีชายร่างสูงสวมเสื้อแจ็คเกตหนังสีดำกำลังเดินเข้ามาและเดินเลยพวกเขาไป อาร์เชอร์ไม่ได้มองตาม แต่รับรู้ได้ว่าชายคนนั้นนั่งห่างจากโต๊ะของพวกเขาอยู่มาก น่าจะติดผนังเลยก็ว่าได้ในมุมอับสายตา
“ไปเต้นรำกันเถอะ”
! เจเนตตกใจเล็กน้อยปนไม่เข้าใจ เต้นรำก็พอเข้าใจว่าตอนนี้ดนตรีเปลี่ยนเป็นเพลงช้าแล้วแต่ทำไมจู่ๆ ถึงต้องเต้นด้วย แต่เจเนตไม่มีโอกาสปฎิเสธ เมื่อถูกคู่หูดึงแขนเธอให้ไปที่ฟลอร์เต้นรำ พร้อมกับเอวบางของเธอก็ถูกรั้งเข้าแนบร่างกำยำของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเขาก็พูดต่อ...
“เราสองคนมานั่งนานสองชั่วโมงแล้ว ถ้าไม่ทำอย่างอื่นบ้าง คนจะสงสัย และผับนี้เจ้าของเป็นผู้ทรงอิทธิพล จบไม่สวยแน่ถ้ามีใครสังเกตเห็นว่าเรามาคอยและจับตาใครอยู่...”
“อ่อ…” เจเนตเคลื่อนไหวไปตามการนำของอาร์เชอร์ หญิงสาวร่างบอบบางสูงโปร่งแต่อย่างไรแล้วเธอก็สูงแค่คางของอาร์เชอร์เองเท่านั้น เกือบสัปดาห์แล้วที่เธอยังไม่มีโอกาสได้เจอเจ้านายคนใหม่ของเธอเลย ท่านอดัมส่งเธอมาเพื่อมาช่วยงานบุตรชายคนโตของท่านอดัมท่านว่าอย่างงั้น ‘เอ็ดเวิร์ด’ แต่เธอไม่เคยเห็นตัวจริงเลย เคยเห็นรูปถ่ายและเคยได้ยินแต่เสียงเล่าลือว่าเขาไม่ธรรมดาว่าเจ้านายใหม่คนนี้เพียงคนเดียวและใช้เวลาไม่นานสามารถแฝงตัวเข้าไปยังตัวหลักของแก็งค้ามนุษย์และเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่จัดการกับแก็งนี้จนพวกมันล้มหายตายจากกันไม่น้อยและหนีกระจัดกระจายไปจนขบวนการ ค้ามนุษย์แก็งนี้ล่มสลายไปเลยจะว่าแบบนั้นก็ได้
เจเนตพึ่งเข้ามาทำงานกับท่านอดัมหลังจากที่บุตรสาวและบุตรชายคนเล็กของท่านอดัมแต่งงานกันแล้ว แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือทำไม ท่านโนอาห์ถึงเป็นทายาทที่จะรับตำแหน่งต่อจากท่านอดัม ในเมื่อท่านอดัมมีบุตรคนโตที่เก่งกล้าสามารถนักตามคำเล่าลือเสียงเล่าอ้าง แต่เขาหายไปไหนนะ...
“ทำไมเราสองคนถึงมีบัตรเข้ามาได้ ถ้าเจ้าของที่นี่ไม่ธรรมดา” เจเนตถามตามที่สงสัย แม้จะรู้อยู่แล้วว่ามาเฟียตระกูลนี้ไม่ธรรมดา อะไรที่คิดว่าไม่ได้ ไม่มีทาง คนตระกูลนี้ทำได้หมด โดยที่ไม่ต้องเบียดเบียนใครเลย เธอที่พึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นมาเฟียทรงคุณธรรมที่สูงส่งไปเสียแล้ว
“แน่นอน บัตรปลอม” เจเนตจ้องตากลับของอาร์เชอร์ ‘บัตรปลอม’
“บัตรปลอมที่ทำให้เราอยู่ในนี้ได้นานถึงขนาดนี้ นายอำ!ฉันเล่นแล้วละ”
“ถ้าเธอรู้จักท่านโนอาห์ จะไม่พูดแบบนี้” อาร์เชอร์กล่าวสั้นๆ พร้อมยิ้มอย่างมั่นใจ
“ท่านโนอาห์ บุตรชายคนเล็กของท่านอดัม ฉันเคยเห็นอยู่สองสามครั้ง ดูไม่เหมือนท่านอดัมสักเท่าไหร่” เจเนตย้อนคิดชายหนุ่มหน้าตาผิวพรรณใสปิ๊งไปทั้งตัว ‘มาเฟียหน้าใส’ แม้ท่านโนอาห์จะตัวสูงใหญ่และเรือนร่างกำยำ แต่ใบหน้าและดวงตากลับดูอ่อนหวานและบ่งบอกถึงความใจดีมาก แตกต่างกับท่านอดัมผู้เป็นพ่อลิบลับเจ้านายสายตรงของเธอ
“ก็แค่รูปลักษณ์ภายนอก เอาเถอะ! อย่างไรเสียฉันก็ขอเตือนไว้ว่า อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกมาทำให้เราประมาท” อาร์เชอร์เคยติดตามนายน้อยของตระกูลนี้มาช่วงหนึ่ง ตอนนั้นเขาได้เข้าร่วมจัดการขบวนการค้ายาแม้ไม่ใช่แก็งใหญ่ แต่ดีทรอยต์ไม่ใช่เมืองที่จะน่าเข้าไปเยี่ยงกรายนัก แต่เนื่องจากคนของเราถูกกักขังไว้ ท่านอดัมจึงมอบหมายให้ท่านโนอาห์ไปจัดการเรื่องนี้ การเข้าเมืองดีทรอยต์ด้วยจำนวนคนเพียงไม่กี่คนไม่ค่อยมีใครทำกัน แต่ตัวเขาก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คน แน่นอนว่ามีการปะทะทั้งอาวุธปืน มีด แลกหมัดกับฝั่งตรงข้าม แต่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การนำของท่านโนอาห์ ซึ่งพวกเขาแม้จะบาดเจ็บบ้างแต่ก็เล็กๆน้อยๆ และสามารถช่วยคนของเราออกมาได้ทั้งหมด แต่ท่าน โนอาห์แค่มีเหงื่อออกเล็กน้อยโดยที่ไม่มีใครที่จะสามารถทำให้ท่านโนอาห์บาดเจ็บได้เลย ตอนแรกเขาแปลกใจคิดว่าท่านโนอาห์หลบซ่อนตัวเก่ง แต่ตอนที่เกิดการจู่โจมแบบกะทันหันตอนนั้นเขาได้เห็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือและอาวุธของท่านโนอาห์ เขาจึงยอมศิโรราบและยอมรับอย่างสนิทใจเลย ซึ่งการฆ่าด้วยมือเปล่าของท่านโนอาห์ช่างทรงพลังเหมือนกับท่านอดัมมาก แล้วแบบนี้ใครที่เห็นอย่างเขา คงไม่คิดว่าสองพ่อลูกนี้แตกต่างกันแน่นอน
“มาแล้ว!” เจเนตที่เงียบไปนานก็ตื่นตัว เมื่อได้ยินสัญญาณจาก อาร์เชอร์
เจเนต ซบใบหน้าแนบอกของอาร์เชอร์ เพื่อที่เธอจะได้ลอบมองคนที่พวกเธอมานั่งเฝ้ารออยู่สองชั่วโมงกว่า ‘สวย’ คำนิยามแรกที่เจเนตให้กับ ผู้หญิงในชุดเดรสเข้ารูปสีดำ และถ้ามองให้ดีเธอคนนั้นสวมบอดี้สูทแนบเรือนกายอีกชั้นอยู่ด้านใน แม้ในที่สว่างน้อยมากต้องสังเกตอย่างมากถึงจะเห็นได้และแน่นอนว่าคนธรรมดาไม่อาจรู้ได้ แต่สำหรับเจเนตที่ช่ำชองเรื่องแบบนี้มองออกว่าเธอคนนี้ไม่ธรรมดาดวงตาแน่วแน่ เด็ดเดี่ยวมาก แม้เธอจะพยายามปิดและคอยยิ้มหว่านเสน่ห์ตลอดเวลาก็ตาม
“เป็นผู้หญิงไทยที่สวยมากคนหนึ่ง แต่แฝงความไม่ธรรมดาไว้อย่างน่ากลัวเลย” ความคิดเห็นของเจเนตสร้างรอยยิ้มให้กับอาร์เชอร์และเขากระซิบเบาๆที่ข้างหูเจเนตว่า...
“ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้หรอก ที่จะครอบครองหัวใจทั้งดวงของเจ้านายได้”
! “เธอเป็น เป็นคนรักของคุณเอ็ดเวิร์ด อย่างนั้นเหรอ?”
“ตอนนี้เหรอ...ความรู้สึกที่เจ้านายมีให้เธอยังมีอยู่แน่ๆ แต่สถานะยังใช่หรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป...”
“ข่าวที่ได้ยินมาก็แน่ชัดแล้วสินะ! ว่าเธอคนนี้ทิ้งเจ้านายของพวกเรา และเธอก็ต้องรับโทษทัณฑ์ใช่มั้ย?”
อาร์เชอร์ไม่ตอบแต่ยิ้มเล็กๆตามสไตล์ “เอาเป็นว่าเรามีหน้าที่ทำตามคำสั่งก็พออย่ามากกว่าที่สั่งเท่านั้นก็พอ...เจเนตเธอควรเรียนรู้เรื่องนี้ไว้เจ้านายแต่ละคนมีลักษณะและคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกัน เอาเป็นว่าตอนนี้เจ้านายใหม่ของเธอเน้นเผยด้านมืดของมนุษย์ออกมาใช้เสียส่วนใหญ่ในช่วงนี้”
เจเนตรับฟังเงียบๆ อย่างไรแล้วเธอก็ต้องรับฟังสิ่งที่คู่หูที่ทำงานกับเจ้านายคนใหม่มาก่อน แบบนั้นเรียกว่าฉลาดอยู่...“แล้วคราวนี้เอาไงต่อ
ตอนนี้เธอไปนั่งที่โซฟาตัวเดี่ยว เหมือนเธอกำลังรอใครบางคนอยู่...”
“ดูต่อไปและคอยรายงาน” อาร์เชอร์สั่งการ ตามที่ได้รับคำสั่งมาอีกทอดจากใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่อีกฟากที่ไม่อาจมองเห็นคนที่เจเนตกำลังรายงานสดในตอนนี้ได้ รวมถึงอาร์เชอร์ที่จะไม่หันไปมองเลย เพราะแบบนั้นเขาจะโดนจับพิรุธได้ เจ้านายเตือนย้ำมากเพราะคุณน้ำใสไม่ธรรมดา เธอไวต่อความรู้สึกของสายตาถ้าหากถูกจับจ้องและมองอยู่
ซึ่งตอนนี้เอ็ดเวิร์ด เจ้านายของคู่หูที่แสร้งทำเป็นคู่รักกำลังข่มอารมณ์ของตัวเองไว้ ไม่ให้ลุกจากที่นั่งอยู่ไปกระชากน้ำใสและลากกลับไปตอนนี้ เขาได้ยินทุกคำของเจเนต เพราะอาร์เชอร์ติดลำโพงเล็กๆที่สัญญาณส่งตรงมาที่หูฟังในหูเขา ซึ่งอาร์เชอร์เองก็มีหนึ่งอันในหูเช่นกัน เพื่อฟังและรับคำสั่งจากเขาอีกทอดโดยที่เจเนตไม่รู้เรื่องนี้เลยซึ่งเธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้ คำสนทนาของสองคนนั้นเขาได้ยินทุกคำ ‘คนรักของคุณเอ็ดเวิร์ด’ ‘ความรู้สึกยังมีแน่’ ‘รับโทษทัณฑ์’ คำเหล่านี้เอ็ดเวิร์ดคิดซ้ำไปซ้ำมา แต่...
“มีผู้ชายหน้าตาดีดูไม่ธรรมดา เข้ามานั่งข้างๆเธอแล้ว” ...
“คุณผู้หญิง คุณมาจริงๆด้วยสินะ” น้ำใสยิ้มในแบบที่ไม่ใช่ตัวตนของเธอให้กับไซม่อน
“โรส เรียกฉันว่าโรสเถอะคะ” น้ำใสบอกชื่อที่เคยเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเธอมาก่อนองค์กรลับจะตั้งชื่อดอกไม้ให้กับเด็กๆในการดูแล ชื่อจะถูกเปลี่ยนไปใช้กับเด็กใหม่ก็ต่อเมื่อเจ้าของชื่อคนปัจจุบันไม่มีลมหายใจแล้ว ซึ่ง น้ำใสก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่เท่าไหร่ของชื่อดอกไม้ชนิดนี้ โรส [Rose]
น้ำใสเจอไซม่อนแบบสร้างสถานการณ์ว่าบังเอิญ แต่บางอย่างบอกว่าเขาคนนี้ไม่ธรรมดา ดวงตาเขาแย้มยิ้มตลอดเวลา แต่กลับทำให้เธอรู้สึกได้ว่าคนคนนี้เจ้าเล่ห์มาก ขนาดลูกน้องก็ยังไม่ธรรมดาแล้วเจ้านายจะขนาดไหน
พั่บ! มือถึงเสียด้วย ไอ้คนเจ้าเล่ห์คนนี้
! น้ำใสเก็บอาการเล็กน้อย เมื่อขาท่อนบนของเธอถูกทาบทับด้วยฝ่ามือของไซม่อนอย่างลองเชิงและฉวยโอกาสในเวลาเดียวกัน แต่เธอก็ยังนิ่งสงบโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอกำลังค่อยๆสุมไฟทีละนิดในความรู้สึกของผู้ชายอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในมุมมืดทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้เห็นภาพนั้น แต่เจเนตที่ถูกสั่งไว้ให้รายงานการเคลื่อนไหวทุกอย่างอย่างละเอียดแม้แต่เธอกระพริบตากี่ครั้งเจเนตก็ต้องรายกงานสดตามที่เห็นออกไปอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
เอ็ดเวิร์ดยังนิ่งอยู่ที่เดิม แม้เขาจะไม่ใช่คนไทยและไม่ได้เติบโตมาในประเทศไทย แต่คนที่เลี้ยงเขาที่เขารักเหมือนแม่ท่านเป็นคนไทยเขาจึงซึมซับประเพณีไทยไว้อย่างท่วมท้น ไม่เว้นแต่ความรักนวลสงวนตัวของผู้หญิงไทยที่ดี น้ำใสเธอเป็นคนไทยและเธอเป็นผู้หญิงของเขา แม้เธอจะจากไปแบบไม่บอกกล่าว แค่ทิ้งข้อความสั้นๆว่า ‘เราไม่ใช่คู่กัน’ และเขาไม่ยอมรับการกระทำนั้นของเธอ นั่นก็หมายความว่าเธอก็ยังเป็นผู้หญิงของเขาอยู่ และตระกูลที่เลี้ยงเขามาถือคติประจำใจของตระกูลว่า ‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’
น้ำใสไม่อาจรู้ตัวว่าขณะนี้ระเบิดเวลาได้เริ่มทำงานแล้ว ความอดทนที่มีขีดจำกัดของเอ็ดเวิร์ดกำลังจะหมดลงไปทุกๆวินาทีที่ผ่านไปตามคำรายงานของเจเนตที่มีมาเข้าหูของเขาอยู่เรื่อยๆ
“เครื่องดื่มของคุณผู้หญิงครับ” น้ำใสได้จังหวะขยับตัวอย่างธรรมชาติ หยิบแก้วเครื่องดื่มที่พนักงานเอามาเสิร์ฟ
“ฉันยกให้คุณค่ะ” น้ำใสยื่นแก้วที่ใส่วอดก้าส่งให้ไซม่อนซึ่งเขาก็รับไปพร้อมรอยยิ้ม แม้มือข้างนั้นจะถือแก้วไว้ เขาก็ยังเหลือมือว่างอีกข้าง แต่เขาก็ไม่อาจที่จะเอาไปวางบนท่อนขาของน้ำใสได้ใหม่ เพราะแบบนั้นมันดูจงใจเกิน
งามกว่าที่จะทำได้ เขาจึงขยับตัวหันหน้าเข้าใกล้น้ำใสอีกครั้ง
“คุณยกเครื่องดื่มให้ผม แล้วคุณจะดื่มอะไร” น้ำใสจึงกวักมือเรียกพนักงานและสั่งเครื่องดื่มของตนใหม่
“ผมใช้ไม่ได้เลยจริงๆ หน้าที่นี้ควรเป็นของผม”
“จะใครก็ไม่เห็นสำคัญตรงไหน ผลสรุปก็ออกมาเหมือนกันว่า เราสองคนก็ได้ดื่มด้วยกันอยู่ดีค่ะ”
“มีใครเคยบอกคุณมั้ยว่าคุณเป็นผู้หญิงที่สวยมาก” น้ำใสหัวเราะออกมาอย่างมีมารยา
“ถ้าฉันสวยอย่างที่คุณว่าจริงๆ ทำไมจนป่านนี้แล้วฉันยังไม่มีใครสักคนมารักเลยละคะ” น้ำใสเปิดทางทำตามแผนที่วางไว้ เธอจะเริ่มค้นหาคนโดยการเข้าหาไซม่อนคนนี้ให้ได้ เพราะมันต้องรู้ว่าหลานของเธออยู่ที่ไหน
“คุณล้อเล่นใช่มั้ย ผู้หญิงสวยๆแบบคุณไม่น่าต้องโดดเดี่ยวเลย”
“ฉันเศร้าใจเหลือเกิน เพราะถ้าผู้ชายทุกคนที่พบเจอฉันและคิดแบบคุณกันหมด ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่ฉันจะยังไม่มีใคร...” ไซม่อนยิ้มแสร้งอย่างพึงพอใจออกมา
“น่าประทับใจอย่างมาก งั้นเรามาสานสัมพันธ์กันไว้ดีมั้ยครับ”
“ไม่ค่ะ” ไซม่อนเลิกคิ้ว แต่ไม่ได้ตกใจและไม่รู้สึกไม่พึงพอใจสักนิดกับการปฎิเสธ “คุณไซม่อนจะมาขอสานสัมพันธ์กับฉันทั้งๆที่คุณเองก็มีใครอยู่แล้วอย่างงั้นเหรอคะ”
“มีใคร คุณหมายถึงผู้หญิงของผม ฮาฮาฮา...ผมไม่ซิงค์ แต่ผมโสดครับ” น้ำใสยิ้มขบขันอย่างมีจริตน้อยๆ โดยที่สายตาไม่ละไปจากดวงตาสีฟ้าครามของเขาเลย และนั่นทำให้เธอรู้ตัวว่าเธอชอบผู้ชายนัยน์ตาสีเทามากกว่า
น้ำใสไม่แสดงความเห็นใดๆออกไป เธอกลับกล่าวขอตัวไปห้องน้ำเพื่อเปิดโอกาสให้กับไซม่อนทำบางอย่างกับเครื่องดื่มของเธอ รู้ว่ามันเสี่ยงแต่เธอต้องเข้าไปในพื้นที่ของไซม่อนเพื่อค้นหาข้อมูลให้ได้ ให้เขาเอ่ยปากชวนและเธอตกลงมันดูง่ายและจงใจเกินไป แต่เธอจะค่อยเป็นค่อยไปก็ไม่ได้ เวลายืดออกไป ‘ซานต้า’ ก็เสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ เธอถึงจะต้องใช้วิธีนี้เพื่อญาติตามสายเลือดที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อน คำร้องขอสุดท้าย “โรส โปรดช่วยลูกสาวฉันด้วย” คำสุดท้ายของหญิงสาวนามว่าจัสมิน
น้ำใสไม่รู้ตัวเลยว่าชายในมุมมืดได้เคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน เขาลุกและเดินไปยังทิศทางที่น้ำใสเดินไป เธอไม่ได้ไปห้องน้ำแต่เธอกลับเดินหลบไปอีกมุม และแอบมองว่าไซม่อนจะใส่อะไรในเครื่องดื่มของเธอที่กำลังจะมาเสิร์ฟ เพราะถ้าเขาใส่เธอแค่ได้กลิ่นก็พอจะเดาได้ว่ามันจะออกฤทธิ์แบบไหน หลังจากนั้นก็ต้องฝีมือล้วนๆ ในการลวงตาไซม่อนว่าเธอดื่มมันไป
“อื้ม” น้ำใสร้องออกมาเล็กน้อย เมื่อจู่ๆมีมือเย็นเฉียบจากทางด้านหลังแบบที่เธอไม่รู้ตัวสักนิด เข้าปิดปากกลบเสียงร้องของเธอไว้ กลิ่น ไออุ่น และบางอย่างของเจ้าของมือเย็นนั้นทำให้น้ำใสไม่ตอบโต้กลับไปทันทีเมื่อเจ้าของมือในมุมมืดด้านหลังเธอคือเขา ‘เอ็ดเวิร์ด’ ที่จู่ๆเขาก็มาปรากฎตัวหลังจากที่เธอหนีหายจากเขามานานสามเดือนแล้ว เขาตามหาเธออย่างงั้นเหรอแม้จะดีใจจนแทบจะอยากกระโดดกอดเขาแต่นั่นก็เป็นการปิดฉากทุกอย่างที่เธออุตส่าห์เสียสละและทิ้งมา เธอทิ้งเขามาแล้ว ทำไมนะ! เขาถึงมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้...
“อยากลองของใหม่ที่แตกต่างอย่างงั้นเหรอ” น้ำใสนิ่งงัน แต่เธอไม่โกรธเอ็ดเวิร์ดเลยสักนิด เขาคงรู้เห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่ของเธอแล้ว ฟังจากน้ำเสียงที่มันแฝงความหึงไว้ไม่น้อยเลย เธอไม่ได้หันกลับไปมองเขา แต่พยายามแกะมือของเขาที่ทาบทับบนหน้าเธอไว้ครึ่งหนึ่งออกและเธอยังแยกแยะสมาธิให้ไม่คลาดสายตาที่ยังจับจ้องไปที่โต๊ะที่ไซม่อน
“ถ้าใช่ ฉันตอบคุณแล้ว เชิญคุณกลับไปในที่ของตนซะ!” น้ำใสเสียงเรียบไร้ความรู้สึก ไม่ง่ายสำหรับเธอที่จะทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับคนที่เธอยอมตายแทนได้
เอ็ดเวิร์ดขบกรามแน่น เมื่อรับรู้ถึงความเย็นชาที่ร่างเพรียวส่งตรงมาให้เขา การถูกปฎิเสธเขาเคยได้รับมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นอนาสตาเซียไม่เย็นชากับเขาแบบนี้ต้องขอชื่นชมน้ำใสว่าเธอทำได้ดีมากและกล้าหาญมากแบบไม่ถูกทางนัก แต่เอาเถอะเขาบอกกับตัวเองแล้วว่าเขาจะไม่แพ้ง่ายๆ หลังจากที่สืบตามข่าวเธอมานานสามเดือนแล้ววันนี้เขาได้พบเธอแล้ว การเจรจาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดด้วยกันทั้งสองฝ่าย เขาก็ได้แต่ภาวนาว่าเธอจะไม่ดื้อรั้นจนทำให้เขาเอาจริงหรือโกรธเธอหนักกว่าที่เป็นอยู่
อื้ม! น้ำใสร้องเสียงในคอเล็กน้อย เมื่อคิดว่าเอ็ดเวิร์ดจะจากไปทันทีกับคำพูดไร้เยื่อใยนั้น แต่เขากลับกระชากดึงร่างเธอแนบชิดเบียดแน่นกับร่างกายด้านหน้าของเขาและเขาไม่ทำแค่นั้น ใบหูของเธอกลับถูกเขาขบกัดเม้มไว้อย่างท้าทาย
น้ำใสไม่ต่อต้าน แต่เธออดทนต่อความรู้สึกที่กำลังกระเจิดกระเจิง เคราหนวดที่มากและหนาขึ้นของเขาสัมผัสผิวบอบบางอ่อนนุ่มของเธอ แน่นอนว่าตอนนี้เธอต้องต่อสู้กับสองสิ่งในเวลาเดียวกัน สายตาไม่อาจละไปจากไซม่อนที่ตอนนี้เขาทำแล้วจริงๆ เขาใส่บางอย่างในแก้วของเธอกับร่างกายที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่ถูกเร่งเร้าจากปลายลิ้นจมูกและริมฝีปากหยักของเขาเอ็ดเวิร์ดที่รัก
“ไม่รู้จักที่จะโต และยอมรับความจริงเสียเลย!” เสียงกระชากบ่งบอกว่าคนพูดรู้สึกรำคาญกับสิ่งที่เกิดขึ้น
! เอ็ดเวิร์ดหยุดชะงักเมื่อน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระต่อการกระทำของเขาดังออกมา เขากะว่าจะปลอบประโลมเธอก่อนที่จะเจรจากัน แต่ทำไมผลกลับออกมาเป็นแบบนี้ไปละเนี่ย ก็รู้อยู่ว่าเธอกำลังทำอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเย็นชากับเขาเลยนี่น่า
น้ำใสรับรู้กระแสความเกร็งและความเคร่งเครียดมาจากร่างกำยำด้าน
หลังได้ในทันทีแต่สายตาและใบหน้าของเธอก็ไม่ละไปจากภาพตรงหน้าที่เธอกำลังสนใจอยู่ตอนนี้ ‘ไซม่อน'