“ทำไมมาช้านักวะ? ไหนฟูมฟายนักหนาว่าปลาคาร์ฟลูกรักของแกกำลังจะตาย แล้วนี่มาเอาป่านนี้?” ปารมี สัตวแพทย์หนุ่ม เจ้าของโรงพยาบาลสัตว์ถามขึ้น ปารมี คชาเลิศพิศาลคือเพื่อนสนิทของฐณส เขาเป็นสัตวแพทย์หนุ่มที่ได้รับความเชื่อถือและเปิดโรงพยาบาลสัตว์ของตนเอง ขณะเดียวกันความที่เขาชอบเลี้ยงปลาคาร์ฟและโชคดีที่มีที่ดินมรดกกว้างขวางจึงเปิดฟาร์มปลาสวยงามไปด้วยบริเวณด้านหลังของโรงพยาบาลสัตว์ที่เขาเป็นเจ้าของ แต่ว่าไปฟาร์มปลาสวยงามก็ทำเล็กๆไว้สนองนีทที่ปารมีหุ้นกันกับฐณสเป็นงานอดิเรกเท่านั้น
“ชินจังไม่ใช่ปลานะเว้ย! ชินจังเป็นลูกของฉัน” ฐณสแย้งหน้าตายน้ำเสียงเอาเรื่อง
ชินจัง... ไม่ใช่ปลา เขารักและผูกพันแทบจะเรียกว่าเป็นลูกก็ว่าได้
“เออน่ะ ไหนล่ะ” เพื่อนหนุ่มถามถึง
“...” ฐณสชี้มือไปที่อ่างออกซิเจนที่อยู่ท้ายรถก่อนที่จะพยักพเยิดและเชื้อชวนเพื่อนไปที่ท้ายรถเพื่อดูอาการชินจังที่แหวกว่ายอย่างเชื่องช้าและแผ่ผะงาบๆอย่างน่าละเหี่ย
“เฮ๊ย! ทำไมพะงาบอย่างงี้วะ?” เพื่อนหนุ่มเสียงดังราวกับรับไม่ได้กับอาการของชินจังปลาที่กำลังป่วย ความรู้สึกของเขาไม่ต่างกันกับนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ลำลังจะรักษาคนป่วยอาการโคม่าที่เป็นหรือตายอยู่ห่างกันแค่เสี้ยว
“ก็เออสิ ป่วยยังไม่พอ ตอนที่ฉันกำลังขับรถออกมาหาแกแต่ระหว่างทางก็ดันมีนางฟ้าแต่หัวใจซาตาน ขับรถบ้าระห่ำมาจากไหนไม่รู้ ชนเข้าอย่างจัง ชินจังลูกชายฉันก็กระเด็นออกไปอยู่กลางถนนโน่น นาทีแรกที่ลงจากรถสวยอย่างนางฟ้า พอชีอ้าปากพูดเท่านั้นแหละ ดีกรีความสวยไม่เหลือเลยสักนิดเดียว” ฐณสบ่นหัวเสียแต่แววตาระบายไปด้วยรังสีแห่งความกังวล เขาไม่เคยเครียดและเป็นกังวลกับเรื่องอะไรได้มากเท่านี้
ปลาคาร์ฟน่ะ... เลี้ยงมันแต่อย่าชมมัน ยิ่งตัวไหนที่รักที่สุด ให้แค่ชำเลืองมันด้วยปลายสายตาเท่านั้น อย่าชมมันอย่าจ้องมันตรงๆ ไม่งั้นมันจะมีอันเป็นไป!
“หา??????? ตายห่...า” เพื่อนหนุ่มอุทานเสียงหลง
“อืม ถังน้ำที่ใส่มาท้ายรถมันคว่ำสิ รถหล่อนมาเร็วมาก แถมสมรรถนะมันเร็วและแรงอยู่
แล้ว รถฉันไม่เป็นไรก็บุญแล้วถือเป็นความโชคดีที่รถของแม่นั่นเสยแค่ปลายๆ แต่ตอนนี้ฉันห่วงอาการชินจังมาก”
“ใช่! น่าห่วงเพราะป่วย ลำพังก็ท่าจะรอดยากแล้วนะลูกแก นี่กระเด็นกระแทกพื้นอีก มันคงช้ำในด้วย”
“...” ไฮโซหนุ่มได้แต่ส่งสีหน้าเครียดเพราะห่วงอาการเจ้าปลาตัวน้อยแสนรักอย่างชินจัง
“แก... ทำใจไว้บ้างนะโว้ย” เพื่อนหนุ่มปลอบฐณส เขารู้ดีว่าในสังคมของคนเลี้ยงปลาคาร์ฟ ร้อยทั้งร้อยรักและผูกพันพวกมันกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นปลาที่ฉลาด มีเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว แถมยังเป็นปลาชนิดเดียวที่ผู้เลี้ยงบางคนสามารถนำมาร่วมศาสตร์เรื่องฮวงจุ้ยได้อีกด้วย เชื่อว่าการจัดฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัยให้โชคดีและนำความร่มเย็นมาให้จะต้องเลี้ยงปลาคาร์ฟไว้ในบ้าน และควรจะมีปลาตัวใดตัวหนึ่งมีสีดำแต่งแต้มบนตัวของมันบ้างเพื่อให้สีดำบนตัวปลารับเคราะห์แทนเรา
‘คาร์ฟ’ จึงไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงธรรมดา
มันเป็นปลาที่มีพลังชีวิตที่น่าค้นหา
“...” ชายหนุ่มทั้งสองได้แต่นิ่งเงียบและมองปลาที่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว ราวๆกับพวกเขาทั้งสองจะหมดลมหายใจไปพร้อมๆกับมัน
ชินจัง เป็นชื่อของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ ตันโจ ฐณสรักและโปรดปรานเจ้าปลาตัวนี้มาก มันไม่ใช่แค่ปลาคาร์ฟ แต่ความน่ารักและแสนรู้ของมัน เกินปลาธรรมดา
หลังจากวันก่อน ฝนตกที่บ้านเรียกว่าฝนแรกของปี เจ้าชินจังก็มีท่าทางอาการเปลี่ยนไปผิดจากวิสัยของปลาคาร์ฟที่มีนิสัยร่าเริงและแหวกว่ายน้ำตลอดเวลา แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มซึมแล้วหนำซ้ำผิวของมันก็มีรอยแดงเป็นจ้ำๆ
ยิ่งนานวันรอยแดงก็มีมากขึ้นจนน่าใจหาย ฐณสเห็นว่าท่าจะไม่ไหวก็นึกถึงปารมีผู้ที่ชำนาญการเรื่องเลี้ยงปลา โดยเฉพาะปลาชนิดนี้ ถึงแม้ว่าฐณสจะโปรดปรานการเลี้ยงปลาคาร์ฟมากแค่ไหนแต่บางครั้งก็เห็นจะสู้ปารมีไม่ได้ สัตวแพทย์คนนั้นทั้งหลงทั้งรักปลา ทุ่มเทเอาใจใส่เลี้ยงจนชำนาญแทบจะพูดจาภาษาปลาคาร์ฟเสียให้ได้ ยิ่งสมัยเลี้ยงปลาคาร์ฟใหม่ๆ ปารมีนี่ก็ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ตกดึกก็ย่องลงมาบ่อปลาคาร์ฟแล้วก็พูดคุยกันไปลูบหลังปลาไประหว่างให้อาหาร แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขามีชำนาญได้อย่างไร เรียกว่าเลี้ยงด้วยหัวใจรักกันเลยทีเดียว
ฐณสเขามีเพื่อนสนิทอย่างปารมี ตั้งแต่เรียนเมืองนอกมาด้วยกัน ปารมีรักการเลี้ยงปลามากและดูเหมือนว่าจะเข้าอกเข้าใจปลาและชำนาญการมากกว่าฐณสเสียอีก นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องนำชินจังมาฝากเลี้ยงและให้เขาช่วยรักษาและติดตามอาการ แต่โชคร้ายที่ก่อนมาถึงที่นี่ เจออุบัติเหตุเสียก่อน ทำให้เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจ้าชินจังมันต้องกระเด็นออกมาบนถนนแบบนั้น ดูท่าแล้ว อาการช้ำในจะพรากชีวิตมันไปง่ายกว่าอาการป่วยที่มันมีทุนเดิมอยู่แล้วเสียอีก
‘เฮ้อ... ลูกพ่อ แล้วแกจะรอดไหมเนี่ยชินจังเอ้ย มาปะทะมัจจุราชในคราบนางฟ้าอย่างยัยขี้โวยวายนี่’
ผู้หญิงนี่เป็นไรกันไม่รู้ ใจร้อนใจร้ายขี้วีนแถมไม่รู้สึกรู้สากับชีวิตสัตว์เลี้ยงตัวน้อยๆอย่างชินจังบ้างเลย
นี่ยังไม่นับเรื่องพูดจาที่ขัดกันกับหน้าตาเสียเหลือเกินแถมยังดูถูกคนอื่นอย่างไม่น่าให้อภัย ท่าทางจะเป็นลูกสาวเศรษฐีที่ไหนสักแห่งถึงได้มองไม่เห็นหัวคนอื่น ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ผู้หญิงแบบนี้ก็มีในโลกด้วยเหรอเนี่ย?
ชักอยากเห็นหน้าแฟนของยัยนั่นซะแล้ว... อยากรู้นักว่าเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ชายของหล่อน เธอเกรี้ยวกราดอารมณ์ร้ายได้อย่างนี้มั๊ย?
“ถ้าชินจังฉันเป็นไรไป... ยัยนั่น! ฉันต้องตามหายัยนั่นมาชดใช้ให้ได้” ไฮโซหนุ่มหล่อดีกรีเจ้าพ่อสื่อธุรกิจสิ่งพิมพ์ของนิตยสารแฟชั่นชื่อดังเอ่ยออกมาอย่างคาดโทษ!
“ชดใช้อะไรแกวะ?” ปารมียังสงสัย
“ชดใช้กรรมน่ะสิ! ชินจัง ฉันรักของฉัน” ฐณสตอบน้ำเสียงเย็นชา
“เอาน่า... เขาว่า ปลาคาร์ฟมันอาจรับเคราะห์แทนเราก็ได้ ใครจะรู้” ปารมีพยายามใช้จิตวิทยาปลอบเพื่อน เพราะความเชื่อของคนจีนเชื่ออย่างหนึ่งว่าปลาคาร์ฟนี้มีพลังพิเศษและบางครั้งมันก็รับเคราะห์แทนเจ้าของได้ ทำให้คนที่เลี้ยงนั้นผ่านเคราะห์หามยามร้ายไปได้
“ยัยนั่นสิ นำเคราะห์มาฟาดให้แท้ๆ” ยังไงเขาก็ยังฝังใจว่าถ้าเจ้าชินจังเป็นอะไรไป ยัยระห่ำนั่นล่ะจะต้องรับเคราะห์เลย มีที่ไหนปลามันอยู่ของมันแท้ๆ
“เอาเถอะๆ ฉันจะรักษาดูแลปลาของแกให้ดีที่สุด” ปารมีรับปากกับเพื่อนถึงแม้ว่าดูจากอาการแล้ว เจ้าชินจังก็อาการหนักเอาการอยู่
“ชินจังไม่ใช่ปลา” ฐณสคำรามเสียงเข้ม
“เอาเว้ย! ลูกชายแก ไม่ใช่ปลาก็ไม่ใช่ปลา เว้ยไอ้บ้า!!” ปารมีอดไม่ได้ ขอเหนี่ยวเพื่อนสักครั้ง
“อืม ดีแล้ว งั้นเดี๋ยวฉันเข้าบริษัทละ” ฐณสลากลับ
‘ผู้หญิงอะไร ร้ายกาจ มาพร้อมกับภัยพิบัติแท้ๆเลย!’
“ยังไงไว้ฉันส่งข่าว” ปารมีบอกเพื่อให้เพื่อนอย่างฐณสสบายใจ คิดว่าถ้าเขาต้องรับผิดชอบดูแลอะไรให้ใคร เขาเองควรจะบอกกล่าวให้เขารู้
“หวังว่าน่าจะเป็นข่าวดีนะ” ฐณสกดดันเพื่อน เพราะคิดว่าถึงปลาจะอาการหนักมาแค่ไหน แต่ถ้ามาถึงมือปารมีแล้ว เขาก็มีความเชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่งว่าปลาตัวนั้นมันต้องหายดี
“โอเคๆ”
หลังจากส่งชินจังถึงมือปารมีแล้วฐณสก็หายห่วงไปแค่เปลาะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ยังดีที่ปารมีเองรับปากว่าจะดูแลชินจังให้อย่างเต็มที่ จากนั้นเจ้าของนิตยสารแฟชั่นก็มุ่งตรงเข้าไปตรวจงาน
Mercedes-Benz คันหรูมาเทียบถึงบริษัท ทีเอ็น แมคมีเดีย จำกัด(มหาชน) สื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่มีฐณส เปรมดิ์ฤทธากุมบังเหียน เขาสลัดคราบชุดลำลองที่สวมใส่ตอนเลี้ยงปลาทิ้งไปเมื่อมาถึงออฟฟิศภาพชายหนุ่มก็เป็นอีกลุคส์หนึ่งที่หล่อเนี้ยบ มีเสน่ห์ชวนมอง น่าดึงดูดจากสายตาทุกคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากบรรดาสาวๆ ถือว่าฐณสเป็นนักธุรกิจหนุ่มหล่อไฮโซผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากเรียนจบ เขาก็ได้จังหวะกว้านซื้อหุ้นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์เอาไว้ สถานการณ์ตอนนั้นเมืองไทยเศรษฐกิจแย่ หลายๆ ธุรกิจสายป่านสั้นจึงต้องขายหุ้น นิตยสารหลายๆ เล่มก็เช่นกัน ดีที่ฐณสช้อนซื้อเอาไว้ ดำเนินธุรกิจมาช่วงหนึ่ง จนกระทั่งขณะนี้นิตยสารทุกฉบับภายใต้การบริหารของเขา ได้รับความนิยมอยู่ระดับแนวหน้าของประเทศไทย ถือว่าทวนกระแสธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่กำลังขาลง นับจากสื่อมีเดียออนไลน์เข้ามาชิงพื้นที่จนน่าใจหาย
“ว่าไง? วันนี้นึกยังไงโทร.มาหาผมได้” ฐณสเอ่ยถามกวนอารมณ์คนปลายสายขึ้นมาทันทีระหว่างที่กำลังเซ็นต์เอกสารบนโต๊ะประจำตำแหน่งท่านประธานบริหาร
“พ่อให้โทรมาบอกแกน่ะสิ ค่ำๆ พรุ่งนี้แกต้องมาร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย” พงศกรผู้พี่สั่งออกมาจากปลายสาย นานครั้งถึงจะได้ร่วมรับประทานอาหารพร้อมหน้า แสดงว่ามันต้องมีเทศกาลจริงๆ สำหรับครอบครัวนี้
“มีงานรื่นเริงอะไรอีกล่ะ?” ฐณสเอะใจนึกสงสัยขึ้นมา
“ก็... พี่ใหญ่จะแต่งงาน พ่อก็เลยนัดทานข้าวให้ว่าที่บ่าวสาวเขามาดูตัวกันละม๊าง”พงศกรพี่ชายคนรองให้คำตอบ
ความจริงในบรรดาลูกชาย หรือคุณชายของตระกูลเปรมดิ์ฤทธาทั้งสามคนเห็นจะเป็นพงศกรและฐณสนี่กระมังที่สนิทชิดเชื้อและพูดคุยกันบ่อยที่สุด อาจจะนอกจากลำดับพี่น้องแล้วพงศกรเป็นลูกคนรองวัย 28 ปีและอันดับต่อไปก็เป็นฐณสลูกชายคนเล็กวัยเบญจเพส ส่วนอนรรฆนั้นเป็นพี่ชายคนโตที่อายุครบ 32 ปีนับดูแล้วมากกว่าฐณสหลายปี อีกทั้งต้องดูแลธุรกิจสีเทาแทบทั้งหมดของตระกูล อันถือเป็นการสืบทอดรับช่วงต่อเส้นทางเจ้าพ่อค้ากาสิโนของบิดา บุคลิกเป็นคนกร้าวแข็ง นิสัยเยียบเย็น จิตใจเหี้ยมผิดมนุษย์และโหดเกินมัจจุราช! จึงกลายเป็นเรื่องน่าคลางแคลงใจที่จู่ๆคุณชายใหญ่ใจเหี้ยมอย่างอนรรฆจะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาง่ายๆ มันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับพวกเรา” ฐณสกรอกคำถาม
“อ้าว... ก็พี่น้องฝั่งเจ้าบ่าวไง!” พงศกรย้อนบ้าง นี่มันจะไม่สนใจใยดีครอบครัวเลยรึไงวะไอ้ฐณส!
“ไม่ไปละ ปลาไม่สบาย!” ฐณสปฏิเสธน้ำเสียงชัดเจน
“เหตุผลน่าฟังมาก! ลำพังแค่แกไม่ใยดีธุรกิจของตระกูลก็หนักพออยู่แล้ว จะมาทำไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสมาชิกในครอบครัวแบบนี้ มันจะมากเกินไปแล้วนะไอ้ฐณส!” พงศกรได้ทีดุน้องชายคนสนิท
“ก็ทำไมจะไม่ได้ ก็ในเมื่อธุรกิจของที่บ้านมัน... เอ่อ” ในใจเขาอยากจะตะโกนออกมาเสียด้วยซ้ำ ก็ธุรกิจของที่บ้านมันร่ำรวยบนความยากจนของคนอื่น! อย่าว่าแต่เขาเลย แม้พงศกรเองก็เลือกที่จะบริหารดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าและพวกบรรดาโรงแรมรีสอร์ตแทนที่จะไปช่วยพี่ใหญ่ดูแลกิจการกาสิโนพวกนั้น
เจตนารมณ์ของผู้เป็นบิดา เดิมทีเดียวต้องการให้ทั้งอนรรฆและพงศกร สานต่อเส้นทางมาเฟียธุรกิจฟอกเงินโดยมากาสิโนซิตี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ ส่วนฐณสลูกคนเล็กและเหี้ยมไม่พอ ผู้เป็นบิดาจึงวางรากฐานให้ โดยสร้างห้างสรรพสินค้าและโรงแรมขึ้นมาเพื่อให้ฐณสดูแล
แต่สุดท้ายแล้ว ฐณสก็กลับไม่เอาอะไรสักอย่างไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่เตะต้องธุรกิจใดๆของตระกูลแต่เลือกทางเดินชีวิตเองด้วยการบริหารอาณาจักรสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่เขาได้จังหวะเทคโอเวอร์มา และนี่ก็คือเส้นทางที่เขาเลือกแล้ว !
“เอาน่ะ คุยเรื่องนี้ทีไรเดี๋ยวก็เข้าอีหรอบเดิมเราต้องมีเรื่องชกกันทุกที” ธรรมดาลูกผู้ชายมีชกต่อยกันบ้างแต่ก็แค่พอสั่งสอน เพราะแท้ที่จริงก็เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดคลานตามกันมา จะให้ชกต่อยถึงขั้นตายกันไปข้างก็คงไม่ใช่
“ผมไม่ว่าง” ฐณสตัดบท
“ไม่ได้! งานนี้พ่อบอกเป็นภาคบังคับ” พงศกรออกคำสั่ง!
‘คำสั่ง’ ที่ได้รับนโยบายมาจากกัมปนาทผู้เป็นบิดามาอีกที !
ความจริงแล้วในบรรดาลูกทั้งสาม กัมปนาทรักและเอาใจลูกคนเล็กอย่างฐณสมากที่สุด แม้ฐณสจะไม่ได้ดั่งใจในหลายอย่าง กระนั้นก็ไม่เคยจะถือโทษ ได้แต่ปล่อยไปตามทางที่ฐณสเลือก!
“พ่อจะเอาอะไรมาบังคับผม ในเมื่อมรดกทุกชิ้นเงินสักแดงของที่บ้าน ผมไม่ต้องการมันเลยสักนิดเดียว” ลูกชายคนเล็กเปรยอย่างถือดี
“นามสกุลที่แกใช้! ...แล้วก็ดีเอ็นเอในตัวแกนั่นไงล่ะ!!!” พงศกรแกล้งพูดกำราบเจ้าน้องชายตัวแสบ
“...” คำตอบเล่นเอาฐณสถึงกับใบ้รับประทาน นั่นสินะ นอกจากในร่างกายที่มีดีเอ็นเอของตระกูลมาเฟียเพียบในกระแสเลือดของเขาแล้ว ก็มีนามสกุลนี่ล่ะที่มันย้ำว่าเขาและพ่อมันเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะตัดกันง่ายๆ ยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกชายเจ้าพ่อ ทายาทมาเฟีย!
“พรุ่งนี้หนึ่งทุ่มตรง มาให้ตรงเวลาด้วย!” พงศกรย้ำสั่งน้ำเสียงหนักแน่น
‘พี่ใหญ่จะแต่งงานก็แต่งไปสิ มันเกี่ยวอะไรกับเราด้วย ว่าแต่...คนใจหิน เย็นชา นั่นแต่งงานกับใคร ก็คงเป็นโชคร้ายของหญิงสาวคนนั้นอย่างช่วยไม่ได้’ ฐณสคิดหลังวางสายโทรศัพท์จากพี่ชายคนรองลงก่อนพุ่งความสนใจไปที่เอกสารสำคัญที่ประธานบริหารอาณาจักรสื่อยักษ์ใหญ่ต้องลงนามต่อไปอย่างไตร่ตรอง
วันต่อมาเมื่อถึงเวลาดินเนอร์ที่คฤหาสน์เปรมดิ์ฤทธา บุตรชายคนสุดท้องพาตัวเองมาถึงในเวลาที่ทุกคนพร้อมหน้าและกำลังจะเริ่มรับประทานอาหารค่ำกันแล้ว นับว่าคืนนี้ถือเอาเป็นฤกษ์ดูตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวระหว่างแพรไพลิน ไรวาร์สกุลกับอนรรฆ เปรมดิ์ฤทธา
“ขอโทษที่มาช้าก็แล้วกันนะครับ” เสียงนุ่มทุ้มของฐณสส่งให้ได้ยินและถึงโต๊ะอาหารก่อนที่ตัวจะไปถึงอีกเสียด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มหน้าตาดีสะอาดสะอ้าน บวกด้วยสัดส่วนของรูปร่างสูงโปร่ง 180 เซนติเมตร ก็มาตามคำสั่งบิดาอย่างยากปฏิเสธ ค่ำนี้เขาอยู่ในชุดที่เนี้ยบหล่อ ต่างจากวันก่อนที่ดูซอมซ่อมอซอน่าสมเพท ด้วยเสื้อเก่าๆ กางเกงสกปรกมอมแมม แถมยังมีกลิ่นคาวของน้ำจากบ่อปลาจนไม่น่าเข้าใกล้
ภาพของฐณสในค่ำนี้ผิดตาไปราวกับเป็นคนละคน ร่างสูงโปร่งดูสมาร์ทในเสื้อคอโปโลสีฟ้าเข้ม ก่อนที่จะสวมทับด้วยแจ็ตเก็ตสีดำราคาแพงระยับ กางเกงสแล็กครึ่งแข้งที่รัดรูปลงไปรวมที่ชายขากางเกงสีครีมเทาคาดด้วยเข็ดขัดตีตรายี่ห้อแบรนด์ชั้นนำราคาแพง บ่งบอกฐานะได้เป็นอย่างดี รองเท้าหนังตัดปลายสีน้ำตาลเข้ม รวมแล้วเป็นลุคส์ที่อยู่ในเทรนด์ที่ดูหล่อใสสะอาดตา บ่งบอกความเป็นคุณชายได้อย่างชัดเจนเต็มเปี่ยม!
“ฉันบอกเวลาแกไปแล้วนี่” พงศกรโพล่งเสียงขึ้นมาระหว่างที่ฐณสเดินตรงมาร่วมโต๊ะและกำลังจะนั่ง สายตาคมกวาดไปทั่วโต๊ะเพื่อสำรวจว่ามีใครร่วมโต๊ะบ้าง
“ก็ผมไม่ใช่ว่าที่เจ้าบ่าวนี่ครับ คงไม่สลักสำคัญอะไร อันที่จริงมื้อค่ำวันนี้ไม่มีผมมันก็คงไม่กระทบการแต่งงานของพี่ใหญ่อยู่แล้วนี่ครับ” ฐณสปากกล้ากลางโต๊ะอาหารราวเกรงใจผู้ร่วมโต๊ะที่มาจากครอบครัวอื่นที่กำลังจะเกี่ยวดองในไม่ช้า
“พูดจาให้มันดีหน่อยคืนนี้เรามีแขก แกลืมเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารไปแล้วหรือฐณส?” กัมปนาทผู้เป็นบิดากำราบ เท่านั้นฐณสก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้งเพื่อสังเกตการณ์ คราวนี้เขามองทุกคนได้ถ้วนถี่มากขึ้น แล้วก็ไปสะดุดตาสะกิดใจที่หญิงสาวคนหนึ่งที่ร่วมโต๊ะ!
และนั่นก็ได้แต่ตีสีหน้าเหวอหวาราวกับเจอผีก่อนที่เธอจะหลุดอุทานออกมาแต่เบาเพราะมันคงมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ!
“นี่...” หญิงสาวที่นั่งถัดไปไม่เท่าไร ถึงกับหน้าเหวอ
“อ้าว! คุณนั่นเอง” ฐณสทักทายขึ้น เพราะเห็นวันนี้คู่กรณีดูสวยและเรียบร้อยเป็นพิเศษ
ยัยนี้คงไม่ได้มาดูตัวหรอกนะ แล้วอย่าบอกนะว่าหล่อนจะมาเป็นว่าที่พี่สะใภ้ของเขาน่ะ ให้ตาย!
มันช่างเป็นมวยถูกคู่น่ะสิ คนหนึ่งก็ร้อนเสียยิ่งกว่าเพลิง เมื่อต้องมาลงเอยกับคนใจหินอำหิตอย่างพี่ใหญ่
มันช่างเหมาะเหม็งและเหมาะสมกันเสียยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยก!
สะใจ! ฐณสคิดเล่นๆ
“สองคนนี้รู้จักกันด้วยเหรอ?” คำถามจากประมุขของบ้านดังแว่วขึ้นมา เมื่อเห็นว่าลูกชายคนเล็กมีทีท่าว่าจะรู้จักหญิงสาวร่วมโต๊ะ ที่ครอบครัวนั้นก็มีพ่อแม่แล้วก็สาวรุ่นอีกสองคน เชื่อว่าหญิงสาวสองคนนั้นคงเป็นพี่น้องกัน
ว่าแต่... ลูกสาวคนไหนล่ะที่จะต้องแต่งงานกับพี่ใหญ่?
‘หวังว่า... คงไม่ใช่ยัยมัจจุราชในคราบนางฟ้าอย่างยัยคนนี้หรอกนะ!’ ฐณสคิดในใจ หากสายตากลับจดจ้องใบหน้าสวยของพลอยไหมอย่างไม่วางตา
“ปล่ะ...” หญิงสาวกำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าช้ากว่าอีกฝ่ายที่ชิงตอบก่อนราวจงแกล้ง
“ครับ! เธอเป็นเพื่อนกับชินจัง” ฐณสตอบทว่าสายตาคมกริบซ่อนแววขี้เล่นกลับจ้องเขม็งไปที่ฝ่ายหญิงที่นั่งหน้าเหวอแทบจะอ้าปากค้างเพราะไม่อาจเดาใจเขาได้ว่ากำลังจะทำอะไร พูดออกไปแบบนั้นเขามีเจตนาอะไรกันแน่
“ฮ๊า... หนูพลอยไหมชอบปลาคาร์ฟด้วยเหรอ ไปทำอีท่าไหนถึงไปรู้จักชินจังของเจ้าฐณสได้ ไม่น่าเชื่อ” ผู้เป็นบิดาสนทนาออกอาการตื่นเต้น
“ปล่ะ... เปล่านะคะ” พลอยไหมแก้ตัวยกใหญ่พลางหันมาจ้องหน้าคนกวนประสาทพร้อมๆกับจิกสายตาสาปส่งราวกับก่นด่าฐณสในใจว่านายพล่ามบ้าอะไร!
‘อีตาบ้า! ฉันไปรู้จักมักจี่ชินจังของคุณเมื่อไหร่กัน ซี้ซั๊ว!’
“อ่อ... เธอขับรถชนพวกเรา แต่... ก็ลงเอยด้วยดีครับพ่อ” ฐณสตอบบิดา น้ำเสียงเป็นมิตรแต่ทว่าสีหน้าและดวงตากรุ้มกริ่ม ยิ่งริมฝีปากที่ยกยิ้มขึ้นมุมปากของเขานั้นมันดูเจ้าเล่ห์ยังไงชอบกลในสายตาของพลอยไหม
‘นายนี่... ไม่น่าไว้ใจเลย ดูท่ามากแล้วก็กำลังไล่ต้อนเธอยังไงไม่รู้’
ไม่ชอบเลย! พลอยไหมนึกฉุนจนสีหน้าเริ่มหงิกออกมาอย่างเห็นได้ชัด แถมสมองน้อยๆของเธอยังคิดต่อไปได้อีกเรื่อยๆ ก็คนมันไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรกเห็น จะให้คิดเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร
“พลอยรีบน่ะค่ะ... วันนั้นไม่ได้ตั้งใจ” หญิงสาวตอบออกไปน้ำเสียงหวานๆ ท่าทางเรียบร้อยซึ่งมันผิดกันกับที่ครั้งแรกที่ฐณสเจอ
‘ทำตัวแบบนี้... ก็น่ารักน่าถนอมดีจะตายไป ทำไมไม่ทำตัวดีๆแบบนี้นะ เขาคิดวุ่นวายสารตะในสมอง’
“หึหึ วันนั้นไม่เห็นพูดแบบนี้เลย” ฐณสแกล้งส่งเสียงพึมพำออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ แต่มันก็ดังพอที่จะทำให้คนรอบข้างที่ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารได้ยิน ส่วนเขาพูดออกไปพร้อมกับให้ความสนใจกับอาหารและกำลังเตรียมพร้อมที่จะร่วมทานมื้อค่ำ โดยไม่ได้ใยดีว่าอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายถูกพาดพิงถึงนั้นเริ่มร้อนรนและมีรังสีของความไม่พอใจเริ่มเปล่งประกายออกมาสักปานใด
“นี่คุณ!” หญิงสาวคำรามเข่นเขี้ยว สายตาจ้องเขม็งไปที่ฐณสราวกับจะบอกว่าอย่าพูดอะไรพล่อยๆ นะถ้าไม่อยากมีเรื่อง
พลอยไหม บุตรสาวคนโตวัย 23ปี แห่งไรวาร์สกุล อันเป็นตระกูลของนักการเมืองเก่าแก่ ต้นตระกูลรุ่นทวดเป็นถึงพระยา หากกระนั้น ก็ไม่มีใครรู้ความจริงข้อหนึ่งเลยว่า ตระกูลนี้มีสถานะตกอัพ เป็นไฮโซถังแตกที่ภายนอกดูดีมีสกุลแต่สถานภาพทางการเงินเข้าขั้น NPL ความจริงแล้วเธอมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นลูกสาวคนสวยของตระกูลไรวาร์สกุล แต่ก็เว้นช่วงเวลาระยะหนึ่งที่ห่างหายไปจากหน้าข่าวสังคมเพราะเธอไปเรียนต่อด้านดีไซน์ที่ปารีส โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า เงินจำนวนมากมายมหาศาลที่ครอบครัวส่งเธอให้ได้ร่ำเรียนนั้น แท้จริงแล้วบรรพตผู้เป็นบิดาได้ยืมมาจากกัมปนาท ผู้เป็นประมุขของบ้านเปรมดิ์ฤทธา หลังจากที่ธุรกิจโรงแรมของตระกูลไรวาร์สกุล ถูกกัมปนาทเทคโอเวอร์ไป
พลอยไหมมีความฝันตามประสาของหญิงสาว คือการได้เป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง เจ้าของแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงการเป็นผู้นำผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่น จึงไม่แปลกเลยที่เธอจะอยู่ในลุคส์ที่นำล้ำสมัยเรื่องการแต่งกาย และนิตยสารไฮโซทั้งหลายต่างลงคะแนนให้พลอยไหม หญิงสาวคนสวยเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลทองคนนี้ว่าเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ในสังคมสาวไฮโซรุ่นใหม่
ส่วนสาวน้อยอีกคนอายุเพิ่งครบยี่สิบปีที่นั่งข้างๆ ก็ดูสวยไม่แพ้กัน แต่ดูเยาว์วัยกว่าเท่านั้นชื่อแพรไพลิน ไรวาร์สกุล ลูกสาวคนโตสวยเฉี่ยวทรงเสน่ห์ในขณะเดียวกันลูกสาวคนเล็กก็ดูน่ารักหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราและนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นก็ระบายไปด้วยแววตาแห่งความเมตตาอ่อนโยนราวเทพธิดา
“ผมไม่ได้จะฟ้องหรอกนะ ในสายตาผมคุณยังเป็นสาวสวยอยู่เสมอ!” ฐณสยิ้มสนุกแกล้งพูดยั่วเย้าอย่างผู้ชายที่รู้ตัวว่าเหนือกว่า
“ที่แท้เธอสองคนรู้จักกันหรอกเหรอ?” ประมุขของบ้านเปรมดิ์ฤทธาเอ่ยอย่างพอใจ
“ไม่มากหรอกครับ” ลูกคนเล็กตอบสายตาหรี่มองหญิงสาวเล็กน้อย
“อ้อ... มาพร้อมหน้าแล้ว พ่อแนะนำเลยแล้วกัน นี่ครอบครัวไรวาร์สกุล คุณบรรพตและคุณเจนจิรา” กัมปนาทผู้เป็นบิดาแนะนำให้ฐณสลูกชายที่มาสายได้รู้จักสมาชิกร่วมโต๊ะอาหาร ก่อนที่ชายหนุ่มจะพนมมือยกขึ้นไหว้และโปรยยิ้มละมุนนั้นระยิบระยับ
“ส่วนนี่ ฐณสลูกชายคนเล็กของผม เจ้าของอาณาจักรสื่อสิ่งพิมพ์ บริษัท ทีเอ็น แม็คมีเดียฯที่มีนิตยสารชื่อดังหลายๆเล่มในสังกัด แต่งานหลักลอยไปลอยมา ธุรกิจของครอบครัวไม่คิดจะสนใจ! อ้อ... ฐณสนั่นหนูพลอยไหมและแพรไพลิน”
“สวัสดีอย่างเป็นทางการครับ” ฐณสทักทาย ใบหน้ายิ้มกริ่มอย่างเหนือกว่า ยิ่งดวงตาของเขา ที่จ้องมองมายังพลอยไหมอย่างลุ่มลึก และแฝงเร้นไปด้วยเล่ห์ มันทำให้ฝ่ายหญิงที่ถูกจับจ้องไม่มั่นใจอะไรบางอย่าง
“แล้วใครจะมาเป็นว่าที่พี่สะใภ้ของผมกันครับ?” ฐณสถามพลางเบือนดวงหน้าหันไปที่บิดาทีและพี่ชายคนโตอย่างอนรรฆทีเป็นเชิงถามและกำลังรอฟังว่าใครจะเป็นผู้ให้คำตอบนี้แก่เขา แต่มันเป็นคำถามที่ทำเอาชายเหี้ยมอย่างอนรรฆถึงกับชะงักกิริยาที่กำลังตักอาหารใส่ปากถึงกับนิ่งฟังและเงยหน้าขึ้นมามองจ้องน้องชายอย่างสงสัย ร้อยวันพันปีไม่เคยสนใจว่าพี่ชายจอมโหดอย่างเขาจะเป็นยังไง มาวันนี้มันทำทีเป็นอยากรู้ว่าใครจะมาเป็นเมียแต่งของเขา มันก็อดที่จะแปลกใจไปไม่ได้เลย!
“หนูแพรไพลิน แต่ยังไงก็คงต้องให้ทั้งสองฝ่ายได้ลองคบหาและรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนที่จะหมั้นเอาไว้ก่อน” ผู้เป็นบิดาพูดขณะที่กำลังเอร็ดอร่อยกับมื้อค่ำ
กัมปนาทมีแผนจะเกี่ยวดองกับไรวาร์สกุลให้ได้เพื่อเส้นทางมาเฟียของตนจะได้เปรียบคู่แข่ง ตอนนี้ได้อนรรฆสืบทอดในรุ่นสองจะได้มีความราบรื่น เพราะเขาเองนอกจากลงทุนให้ลูกชายตบแต่งกับลูกสาวไรวาร์สกุล แถมยังทุ่มเงินหลายร้อยล้านเพื่อให้บรรพตก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดทางการเมืองของประเทศนี้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อาณาจักรธุรกิจของเปรมดิ์ฤทธาก็จะได้เปรียบคู่แข่งอย่างเสี่ยพงศ์อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่อย่างไรก็ตาม ลูกสาวทั้งสองคนของไรวาร์สกุล ไม่ว่าจะเป็นแพรไพลินหรือพลอยไหม ใครที่จะแต่งงานกับอนรรฆเขาก็ได้ทั้งนั้น ไม่ติดใจอะไร สวยทั้งคู่! ใครมาเป็นสะใภ้ตระกูลมาเฟียสัญชาติไทยผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขาก็ได้ทั้งนั้นล่ะ
“น้องแพรไพลิน ชื่อเพราะจังเลยนะครับ แล้วกำลังเรียนอยู่ที่ไหน?” ฐณสวัดจากดวงหน้าหวานละมุนที่ดูอ่อนเยาว์มากโข แล้วยิ่งเทียบกับพี่ใหญ่อย่างอนรรฆแล้ว ไม่ต่างจากภาษิตไทยที่ว่าโคแก่ริเคี้ยวหญ้าอ่อนแน่ๆ เขาก็ถามเพราะดูจากสายตาแล้ว แพรไพลินไม่น่าจะเรียนจบหรือทำงานที่ไหน
“แพรเรียนจบแล้วค่ะ กำลังจะรับปริญญาประมาณต้นปีหน้า ช่วงนี้ก็โล่งหน่อยมีเวลาซ้อมเปียโน” แพรไพลินตอบยิ้ม
“น้องแพรแกเป็นนักเปียโนน่ะค่ะ ได้รางวัลมาหลายเวทีแล้ว เดือนหน้าแกจะไปแข่งที่ญี่ปุ่น ก็เลยมุ่งมั่นฝึกซ้อมมากเป็นพิเศษ” คุณเจนจิราผู้เป็นแม่สาธยายสีหน้าแววตาบ่งบอกว่าเธอภูมิใจในตัวลูกสาวอยู่ไม่น้อยเลย ทุกสายตาจับจ้องหญิงสาวผู้น้องอย่างน่าทึ่ง หญิงสาวตัวเล็กๆ ไม่เดียงสาอายแต่ก็เก็บซ่อนความรู้สึกเงียบ
“คนหนึ่งอ่อนโยนละมุนละไม หัวใจมีแต่เสียงดนตรี แต่อีกคนใจหินยิ่งกว่าภูผา อย่างงี้จะไปกันได้เหรอครับคุณพ่อ ผมว่า...” ฐณสทอดเสียงหยุดเว้นช่วงประโยคพร้อมปรายตาไปที่พลอยไหมก่อนที่จะพูดต่อไปอีกว่า “พี่ใหญ่น่าจะได้ผู้หญิงที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะปากคอเราะร้าย เกรี้ยวกราดเจ้าอารมณ์ รึไม่ก็เอาแต่ใจได้ที่ แบบนั้นผมว่าน่าจะเทียบเคียงและเหมาะสมกว่าไหมครับ!” ฐณสแกล้งพูด เขารู้ดีว่าต้องมีใครบางคนเป็นเดือดเป็นร้อนกับสิ่งที่เขากำลังพูดแน่
“แบบนั้นจะไปหาที่ไหนล่ะณส น้องแพรนี่ล่ะ เหมาะที่สุดที่จะทำให้คนใจหินอย่างพี่ใหญ่ พี่ใหญ่จะได้มีมุมละมุนบ้าง” พงศกรโพล่งพูดขึ้นบ้างระหว่างเคี้ยวอาหารหมับ
“พวกแกพล่ามอะไร” คนใจหินทำเสียงเข้มแย้งขึ้นบ้าง เพราะปล่อยให้แต่คนอื่นพูดพาดพิงถึงเขากันอยู่ได้ !
“พ่อว่าทั้งสองก็เหมาะกันดีนี่ แกติดอะไรฐณส?” พ่อถามน้ำเสียงเข้ม ร้อยวันพันปีไม่มีที่จะยุ่งเกี่ยว แล้ววันนี้โรคจิตอะไรของมัน?
“ก็ไม่ติดนะครับ แถมยังดีใจด้วยเสียอีกที่พี่ใหญ่จะเป็นฝั่งเป็นฝา” ฐณศตอบพลางยกยิ้มที่มุมปากแล้วกวาดหางตามองไปที่พลอยไหม
“หึหึ แกแน่ใจว่าที่พูดน่ะ” อนรรฆรู้ว่ามันต้องไม่ธรรมดาแน่ การมาของฐณสในค่ำนี้ดูมันช่างจ้อเกินปกติธรรมดา แถมยังแส่เจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องแต่งงานของเขามากผิดสังเกต มันต้องมีอะไรแน่ๆ
หลังจากมื้อค่ำที่ถือเอาเป็นฤกษ์ดูตัวก็สิ้นสุดลง แพรไพลินได้โชว์ฝีมือเดี่ยวเปียโนภายในคฤหาสน์ของครอบครัวเจ้าพ่อกาสิโน! เสียงเปียโนอันคลาสสิกจากปลายนิ้วพลิ้วไหวของสาวน้อยช่วยขับไล่ความอำมหิตและเงียบเหงาภายในคฤหาสน์ของตระกูลเจ้าพ่อกาสิโนที่จัดว่าอยู่ในระดับต้นๆ ของเมืองไทย ให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาแม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง มันก็ทรงคุณค่ามาก
การที่อนรรฆต้องแต่งงานกับแพรไพลินทั้งๆ ที่ทั้งสองไม่เคยรู้จักกันแม้แต่น้อย ลำพังแค่อนรรฆนั้นไม่รู้สึกยี่หระอะไร เพราะเขายินดีทำตามบงการของผู้เป็นบิดาโดยไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้ว คนอย่างอนรรฆไร้หัวใจและขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยม ชนิดไร้เทียมทานก็ว่าได้
หากสำหรับแพรไพลินแล้ว กลับรู้สึกเป็นทุกข์ตั้งแต่นาทีแรกที่รู้ว่าเธอจะต้องแต่งงานกับหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียกาสิโนที่มีธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทเป็นธุรกิจบังหน้า เพราะคนไม่รักกัน แต่งงานกันจะมีความสุขได้อย่างไร แถมเป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน ที่ไม่คิดว่าจะยังมีในยุคนี้ ถือเป็นภาคบังคับของชีวิตอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกเสียจากความตายเท่านั้นที่จะมาช่วยปลดพันธนาการซาตานบ้าๆ นี้ได้!
ความตายงั้นหรือ?