“ศาสตราจารย์เฉลิมชัยค่ะ”
“อ้าว มาแล้วเหรอ นั่งลงซิ”
“ขอบคุณค่ะ”
ณัชชา อาภาภัทร บรรจงวางเอกสารหอบโตที่เธอประคองมาลงบนโต๊ะกาแฟ ชายชราวัยหกสิบช่วยเลื่อนแก้วกาแฟของตนเองและจานใบเล็กที่มีเค้กชิ้นน้อยวางอยู่เพื่อให้บนโต๊ะมีพื้นที่พอจะวางของที่เธอหอบมา เมื่อเธอจัดการวางเอกสารกองโตได้สำเร็จก็นั่งลงที่เก้าอี้ว่างตรงข้าม นิ้วเรียวขยับแว่นสายตากรอบหนาให้ชิดใบหน้าและจ้องมองอีกฝ่ายด้วยใจจดจ่อ
“ต้องขอบใจเธอมากเลยนะที่อุตส่าห์เอามาให้ฉันถึงที่นี่”
“ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวยิ้มน้อยๆ “ศาสตราจารย์ตรวจสอบดูก่อนไหมคะ ว่าครบตามที่ต้องการหรือเปล่า”
“ไม่เป็นไร” ชายชราท่าทางใจดีโบกมือไปมา “ทำงานกันมาตั้งหลายปีแค่นี้ฉันดูออกว่าเธอคงขนมาหมดที่ฉันต้องการ”
“ค่ะ” เธอยิ้มรับคำชม
“ฉันไปประชุมที่โตเกียวสองอาทิตย์ ถ้ายังไงก็ฝากรดน้ำต้นไม้ในห้องทำงานฉันด้วยนะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ หนูจัดการให้ได้ไม่มีปัญหาค่ะ”
“นั้นซินะ ฉันจะต้องห่วงทำไมมีเธอเป็นผู้ช่วย ฉันสบายตัวขึ้นเยอะ” ศาสตราจารย์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เออ...จริงซิ วิทยานิพนธ์ที่เธอส่งมาใช้ได้เลยนะ มันยอดเยี่ยมมาก ความรู้ความสามารถอย่างเธอเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาได้สบายๆไม่น่าจะเป็นแค่บรรณารักษ์หรือทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยฉันก็ได้”
“ศาสตราจารย์ก็รู้ว่าหนูมีปัญหาการสื่อสารกับคนอื่น”
ชายชราพยักหน้าเข้าใจ “ฉันหวังว่าการไปเที่ยวอิตาลี่จะเปลี่ยนบุคลิกของเธอได้นะ”
“หนูก็หวังอย่างนั้นค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม “หนูต้องขอบพระคุณที่ศาสตราจารย์ช่วยรับรอง ทำให้หนูได้วีซ่าง่ายและเร็วมากค่ะ”
“วีซ่าท่องเที่ยวไม่ยุ่งยากอะไรหรอก” ศาสตราจารย์เอื้อมมือไปยกกาแฟขึ้นดื่ม “จะดื่มอะไรสักหน่อยไหม อีกสักเดี๋ยวลูกสาวฉันก็จะมารับไปสนามบินแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหนูขอตัวกลับก่อน”
“งั้นก็ตามสบายเลยนะ แต่ฉันอยากให้เธอทบททวนข้อเสนอของฉันอีกครั้ง เอาไว้เธอไปเที่ยวให้สบายใจกลับมาแล้วค่อยให้คำตอบก็แล้วกัน”
หญิงสาวอยากจะยืนยันคำเดิมแต่ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำ เธอยกมือไหว้อีกครั้งกล่าวลาแล้วเดินออกมาจากร้านกาแฟในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอได้แต่ยิ้มขำให้กับตัวเอง ปกติเธอชงกาแฟกินเองไม่ค่อยได้ใช้บริการร้านกาแฟ ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเอาเอกสารสำคัญที่ศาสตราจารย์ลืมไว้มาให้ที่นี่ เธอคงไม่มีโอกาสได้เข้ามาสถานที่แบบนี้หรอก
ณัชชาถอนหายใจเบาๆ เธอมองตัวเองในกระจกเงาหน้าร้านขายของที่ระลึกร้านหนึ่งใกล้ประตูทางออก ภาพหญิงสาวผอมบางผมยาวถักเปียหลวมๆ สวมแว่นตากรอบหน้ากับเสื้อผ้าเชยๆ ดูจะเป็นสิ่งคุ้นตาที่เธอก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จะเอาอะไรกับชีวิตเด็กที่เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ผ่านมาเธอหวังแค่มีข้าวให้กินอิ่ม มีที่ให้ซุกหัวนอน มีผ้าห่มอุ่นๆ นั้นก็มากพอแล้ว เธอแค่อาศัยที่ตัวเองมีความพยายาม มุ่งมั่นกับการศึกษาได้ทุนเล่าเรียนเสมอมา จนตอนนี้เธอทำงานเป็นบรรณารักษ์ในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เธอเลือกที่จะอยู่กับหนังสือกองท่วมหัวมากกว่าพบปะพูดคุยกับผู้คน มันเป็นนิสัยเสียที่แก้ไม่หายจนเธอเองก็อ่อนใจ เธอเข้ากับใครไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับใคร ทำให้เธอไม่มีเพื่อนสนิท ชีวิตเธออยู่ในห้องสมุดมาตั้งแต่เด็กๆ มันเหมือนเป็นสถานที่วิเศษที่เธอหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก นั้นเป็นเหตุผลให้เธอเรียนมาทางด้านภาษาศาสตร์และเลือกที่จะทำงานในห้องสมุดแต่ก็ยังโชคดีที่เธอได้ทำงานพิเศษเพิ่มคือการเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ชีวิตโดดเดี่ยวอย่างเธอถ้าไม่ทำงานก็ไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไร เธอไม่ชอบเที่ยวเตร่ ไม่ชอบดูหนัง ไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนจะเห็นเธอเหมือนยุ่งตลอดเวลา เพราะถ้าเธอยู่นิ่งเมื่อไหร่ ความเหงาก็จะเข้ามาเกาะกินหัวใจ.
ชายหนุ่มเงยหน้าจากการอ่านข่าวบนหน้าจอไอแพดเครื่องบางเฉียบของตนเองแล้วมองไปยังลูกชายที่กำลังรับประทานอาหารอย่างเงียบๆ กับครอบครัวของน้องชายคนเล็ก
ครอบครัวของเขามีด้วยกันสามคน ตัวเขาเองเป็นพี่คนโตที่ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัว ฟรานเชสโก้ น้องชายคนรองและราฟาเอลน้องชายคนเล็ก ทั้งสองคนต่างมีนิสัยที่แตกต่างกันแต่ที่เหมือนกันคือพวกเขาหลงรักหญิงสาวชาวไทย ราฟาเอล-น้องชายคนเล็กเลือกใช้ชีวิตกับครอบครัวที่แสนน่ารักที่เมืองไทย ส่วนฟรานเชสโก้ดูแลกิจการของภรรยาอเมริกา
อันโตนิโอ ซิวีลิอาโน่ ถอนหายใจระบายความเครียดในอก อีกสองสัปดาห์อลองโซ-ลูกชายของเขาก็จะอายุสิบขวบ แต่หัวใจของคนเป็นพ่อก็ต้องปวดร้าวเมื่อลูกชายเขาไม่พูดไม่จามาเกือบสามปีแล้ว เพราะอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เขาสูญเสียภรรยาที่แต่งงานกันมาเจ็ดปี แม้อลองโซจะรอดชีวิตราวปาฏิหาริย์ ลูกชายเขาต้องอยู่ห้องไอซียูนานสามสัปดาห์แต่เมื่ออลองโซลืมตาจากเด็กชายที่ร่าเริงสดใสกลับเป็นคนเงียบงันเก็บตัวและที่สำคัญ เขาไม่ยอมพูดจากับใครแม้กับคนเป็นพ่อ เขาพยายามรักษาทุกวิถีทางไม่ว่าจะเสียเงินทองเท่าไหร่ หมอที่ว่าดีๆ เขาพาลูกชายคนเดียวตระเวนไปหาเพื่อให้ได้ลูกชายคนเดิมกลับมาแต่ก็พบกับความผิดหวัง การรับรักษากับจิตแพทย์เป็นทางเลือกสุดท้ายและคำตอบที่ได้ก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด
“เขาได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจเป็นอย่างมาก คงต้องให้เวลาเขาสักหน่อย มีผู้ป่วยหลายคนที่ดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง”
ผ่านมาเกือบสามปีแล้ว แต่ลูกชายเขาก็ยังไม่เปิดปากพูดกับเขาหรือกับใครเลยสักคำ เขาไม่ได้ไปเรียนแบบเด็กปกติทั่วไป อาการของอลองโซทำให้เขาต้องจ้างครูมาสอนที่บ้าน และเมื่อเขาจำเป็นต้องเดินทางไปไหนหลายวันก็จะพาลูกชายไปด้วยเสมอ เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่บิดาส่งเขามาตรวจดูงานความเรียบร้อยทั่วไปแทบเอเชียเขาจึงพาลูกชายมาด้วย
“พี่น่าจะหาพี่เลี้ยงให้อลองโซสักคนนะ พาไปไหนมาไหนแบบนี้พี่เองจะลำบาก” ราฟาเอลเอ่ยทัก
“หาพี่เลี้ยงไม่ยากหรอก แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกใจอลองโซเลยสักคน” อันโตนิโอยิ้มเหนื่อยๆ “แล้วแต่ละคนที่เข้ามาก็ไม่ค่อยสนใจลูกชายพี่สักเท่าไหร่ ไม่อยากเป็นพี่เลี้ยงแต่อยากจะเป็นแม่เลี้ยงซะมากกว่า”
ราฟาเอลแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง “มันก็จริงนี่พี่...พี่ชายผมหน้าตาดีแถมร่ำรวยอีกต่างหาก ใครจะอยากเป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กกันเล่า”
“นั้นแหละปัญหา อลองโซถึงหาพี่เลี้ยงดีๆ ไม่ได้สักคน”
“ผมว่าพี่หาแม่ใหม่ให้ลูกชายก็น่าจะดีนะ” คราวนี้ราฟา-เอลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การมีครอบครัวที่อบอุ่นอีกครั้งอาจทำให้เขาดีขึ้นก็ได้”
“พูดเหมือนผู้หญิงดีๆ จะสั่งซื้อทางอีเบย์ได้อย่างนั้น” อันโตนิโอโคลงศีรษะไปมาแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา “ฉันต้องกลับแล้ว มีธุระต้องไปเจอคนๆ หนึ่ง”
“ฝากอลองโซไว้ที่นี่ก่อนก็ได้” ราฟาเอลพยักหน้าไปทางเด็กชายวัยสิบขวบที่อยู่กับภรรยาของตนและลูกชายวัยขวบเศษ “บ้านเรานี่มีแต่ลูกชายนะ เหมือนโดนสาปเลยแฮะ”
“ก็มีอีกสักคนซิ เผื่อจะได้ลูกสาว” อันโตนิโอแตะไหล่น้องชายเบาๆ “ชีวิตครอบครัวนายเพิ่งเริ่มต้น จะมีลูกกี่คนก็ไม่ยากหรอก”
“พี่ก็เหมือนกัน ชีวิตมันไม่ได้หยุดแค่นี้หรอก”
อันโตนิโอยิ้มเหนื่อยจนแทบจะกลายเป็นรอยยิ้มประจำตัวของเขา “ถ้าอย่างนั้นฉันฝากลูกชายไว้สักสองสามชั่วโมงแล้วกัน เสร็จธุระแล้วจะรีบกลับ”
“จะขับรถไปเองเหรอ” ราฟาเอลถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่หรอก” ชายหนุ่มยักไหล่ “ให้คนขับรถมารอแล้ว จะนั่งทำงานในรถต่อ”
“โอเค” ราฟาเอลพยักหน้ารับ “ทำธุระตามสบาย ไม่ต้องเร่งรีบ เรื่องอลองโซเราช่วยดูแลให้”
“สองอาทิตย์นี้ลำบากนายกับครอบครัวที่ต้องช่วยดูแลลูกชายฉัน”
“เคยบ่นว่าลำบากเหรอ” ราฟาเอลหัวเราะ “พี่ดูแลผมลำบากกว่าเยอะ”
“เรามันครอบครัวเดียวกันนี่”
“แต่ครอบครัวเรามันไม่ธรรมดา”
ชายหนุ่มสองคนหัวเราะออกมาแล้วพี่ชายคนโตก็เดินไปลูบศีรษะของลูกชายเบาๆ อลองโซเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อด้วยสายตาว่างเปล่า
“อยู่กับน้องก่อนนะลูก พ่อออกไปทำธุระเดี๋ยวจะกลับมารับ”
เด็กชายไม่เอ่ยตอบอะไรเช่นเคย เขาพยักหน้ารับแล้วหันไปนั่งนิ่งกับหนังสือเล่มหนาของตนเอง อันโตนิโอชินแล้วกับการตอบสนองของลูกชายแบบนี้ อย่างน้อยเขาก็อยู่ในที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย หนุ่มใหญ่เดินออกมาจากบ้านของราฟาเอล รถเก๋งสีดำมันวาวจอดรออยู่หน้าบ้าน คนขับรีบเปิดประตูรถให้อย่างรู้หน้าที่และขับออกไปโดยไม่ถามย้ำถึงจุดหมายปลายทาง
ใช่...ครอบครัวของเขาธรรมดาเสียทีไหนกัน พ่อของเขาได้ฉายาว่าเป็นมาเฟียแห่งอิตาลี อำนาจมืดที่มีในมือทำให้ผู้คนหวาดกลัวตระกูลของเขาพอๆ กับที่อยากเข้าใกล้เพราะกองเงินกองทองทีพ่อสร้างขึ้น ช่วงที่เขายังเด็กได้เห็นการทำงานทั้งดิบและเถื่อนของพ่อและลูกน้อง มันทำให้เขาแกร่งและกร้านต่อโลกใบนี้ จนต่อมาตระกูลของเขาได้พยายามทำธุรกิจอย่างขาวสะอาดแม้ว่ามันจะไม่อาจลบภาพชั่วร้ายในสายตาใครหลายคนได้ แต่กระนั้นครอบครัวของเขาก็เป็นที่เคารพนับถืออย่างมากเลยทีเดียว