“ ลูกเราเป็นเด็กฉลาด แกเอาตัวรอดได้น่าคุณ ”
“ รู้แล้วค่า ” คนเป็นภรรยาเอื้อมมือไปจับมือสามีก่อนเอ่ยพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆออกมา
ดนัย แสงไท กับมัสยา ไม่มีบุตร พวกเขารับมัสลินมาเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิดเนื่องจากแม่แท้ๆ ของมัสลินเสียชีวิตหลังคลอด ทั้งสองรักและเอ็นดูเอาใจใส่มัสลินเหมือนลูกแท้ๆ เลี้ยงดูเธอไม่ต่างจากลูกคุณหนู
“ เป็นแงะ? ” หลังจากมัสลินวางสาย เสียงของเอมมี่ที่เข้าไปเปลี่ยนชุดสำหรับไปปาร์ตี้ เดินออกมาจากห้องน้ำมาก็เอ่ยถามขึ้นพอดี
“ ฮื้มห์...โคตรเอ็กซ์เลยว่ะเอม ” อ้อนเอ่ยชมเพื่อน
คืนนี้มีเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งเดือนคณะ ของต้นกล้า รุ่นพี่ที่เข้ารั้วมหาลัยไปก่อน
ต้นกล้า เป็นหนุ่มหน้าตาดีและยังมีฐานะดีด้วย เรียนปีแรกก็ได้ตำแหน่งเดือนคณะแล้ว เขาตามจีบมัสลินมาตั้งแต่มัสลินอยู่ ม.5 แม้เขาจะจบมัธยมเข้ามหาลัยไปก่อน แต่เขาก็ยังคงตามจีบมัสลิน ทว่าไม่มีทีท่าว่าเธอจะใจอ่อนสักที
“ มึงจะไม่ไปจริงเหรอวะอ้อน ที่จริงพี่ต้นเขาอุตส่าห์ตั้งใจชวนมึงเลยนะเว้ย นี่กูลงทุนหยุดงานวันนี้เลยนะเนี่ย ” เอมมี่เอ่ยถามเพื่อน
“......”
“ ยังไงพรุ่งนี้ก็วันเสาร์ไม่ต้องตื่นเช้าไปเรียน ”
“ ไม่อ่ะ เดี๋ยวดึก พรุ่งนี้เช้ามีเรียนว่ายน้ำแต่เช้าว่ะ กลับไปนอนดีกว่า โยกเผื่อกูด้วยละกัน ”
“ จ้า..แม่คุณหนูอนามัย ” เมื่อมัสลินยังยืนยันคำตอบเดิม เอมมี่ทำหน้ามุ่ยก่อนจะเอ่ยหยอกล้อเพื่อน
“......”
“ ว่าแต่ เมื่อไหร่มึงจะรับรักพี่ต้นสักทีวะ? เป็นกูคงรับตั้งแต่เดือนแรกละ ทั้งหล่อทั้งรวย แถมยังมั่นคงอีก นี่ก็ตามจีบมึงมาจะ 2 ปีแล้วนะ ”
“ ตอนนี้กูอยากตั้งใจเรียนให้จบก่อน ยังไม่อยากมีแฟน กลัวเกรดจะตก ”
“ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย มึงเรียนเก่งขนาดนี้ กะอิแค่มีแฟนเกรดมันจะตกยังไงวะ? ” เอมมี่พยายามพูดโน้มน้าวเพื่อน
“ กูว่า กูกลับก่อนดีกว่าเอมเดี๋ยวจะดึก ”
“ พูดเรื่องนี้ทีไรมึงก็หนีกลับทุกที กูไม่พูดก็ได้ แม่คนใจแข็ง ”
“ เรียกแกร็บให้กูด้วย ”
“ เออ k k แป๊ปมึง.. ”
“ อื้ม..”
เอมมี่ เป็นเพื่อนรักของมัสลินที่คบกันมาตั้งแต่ ม.ปลาย เธออายุเยอะกว่ามัสลิน 2 ปีเพราะเธอหยุดเรียนไปหลังจากจบ ม.ต้น เพื่อทำงานเก็บค่าเทอม เด็กสาวอายุ19 ที่ใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก เธอต้องทำงานหาเงินเพื่อส่งตัวเองเรียนตั้งแต่มัธยมต้น เพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งเสีย
บ้านดนัย
“ กลับมาแล้วค่า..” เสียงใสของมัสลินที่กลับมาถึงบ้าน
“ กลับมาแล้วเหรอคะคุณหนู ”
“ มีอะไรกินมั่งคะป้าแป้น? อ้อน หิ๊ว หิว? ”
“ มีแต่ของโปรดคุณหนูทั้งนั้นค่ะ งั๊นป้าตั้งโต๊ะเลยนะคะ?” มัสลินพยักหน้า หงึกๆ
หลังจากทานข้าวอิ่ม มัสลินก็รีบขึ้นห้องอาบน้ำ เข้านอนทันที
ตกดึก
Rrrrrrrr
ป้าแป้นจำต้องตื่นขึ้นมารับสาย เนื่องจากโทรศัพย์ดังขึ้นหลายรอบแล้ว
ป้าแป้น : สวัสดีค่ะ..บ้านคุณดนัยค่ะ
รพ. : ......
ป้าแป้น : ค่ะ..ใช่ค่ะ
รพ. : ......
ป้าแป้น : ห๊ะ!! ระ..โรงบาลไหนคะ?
รพ. : ......
ป้าแป้น : คะ คะ ขอบคุณมากค่ะ
“ โธ่ คุณหนู ” หลังวางสายป้าแป้นก็พึมพำเบาๆ ออกมา
เป็นสายจากโรงพยาบาลที่โทรแจ้งข่าว ดนัยและภรรยาเกิดอุบัติเหตุรถสิบล้อพุ่งชนอย่างจัง ภรรยาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนดนัยบาดเจ็บสาหัส
โรงพยาบาล
“ คนไข้เสียเลือดมาก...หมอคงยื้อไว้ได้ไม่เกินพรุ่งนี้...หมอเสียใจด้วยนะครับ ” หมอที่ออกมาจากห้องผ่าตัดได้แจ้งอาการของดนัยให้มัสลินทราบ
“ ฮึก! คุณพ่อ!..ฮื้อๆ ”
มัสลินที่พึ่งทราบการตายของแม่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่ถึงชั่วโมงก็ร้องไห้หนักอยู่แล้ว แล้วยังต้องมารับข่าวร้ายอีกครั้ง หยดน้ำตาไหลออกมาเป็นทางไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเวลานี้ร่างบางแทบล้มทั้งยืน
“ คุณหนู!! ” ป้าแป้นรีบประคองมัสลินทันทีเมื่อเห็นเธอท่าทางเหมือนจะเป็นลม
“ อ้อน...เป็นไงมั่งวะ?.” เอมมี่ที่รู้ข่าวจากป้าแป้นก็รีบมาทันที
“ ฮือๆ..กูไม่เหลือใครแล้วเอม..ฮือๆ” มัสลินรีบโผเข้ากอดเอมมี่ทันที ร่างเล็กตัวสั่นร้องไห้จนไม่เป็นภาษา
เอมมี่รีบกอดเพื่อนเอาไว้แน่น เมื่อรับรู้ได้ว่ามัสลินกำลังอยู่ในภาวะช็อก ก่อนจะหันหน้าไปมองป้าแป้น
ป้าแป้นส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ
มัสลินร้องไห้อยู่นานจนเสียงหายเพราะเริ่มคอแห้ง เธอนั่งเงียบไม่พูดไม่จา แม้จะไม่มีเสียงร้องออกมาแต่หยาดน้ำตาก็ยังไหลรินออกมาไม่ขาดสายอย่างเงียบๆ
“ไหวมั้ยมึง? ” เอมมี่มองดูเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเอ่ยถาม
“......”
“ กลับก่อนมั้ยวะ?”
“.....”
“ มึงยังมีกูนะเว้ย อ้อน ”
“.....”
เมื่อไม่มีเสียงของมัสลินตอบกลับมา เอมมี่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อจึงทำได้แค่ดึงตัวมัสลินเข้ามากอดเอาไว้อีกครั้ง
เช้าวันต่อมา
ทุกคนยังคงอยู่ที่โรงพยาบาลรอดูอาการของดนัย
“ เป็นไงบ้างหนูอ้อน ” น้ำเสียงสูงวัยดูอบอุ่นเอ่ยถามดังขึ้น
ร่างบางที่ดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้ไม่หยุดทั้งคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังร้องไห้อยู่เงยหน้าขึ้น เมื่อจำเสียงนั้นได้ว่าคือมนัส ทนายประจำตระกูลของดนัย
“ คุณลุงมนัส ” มัสลินเอ่ยชื่อคนที่พึ่งมาใหม่เบาๆ
“ ไม่ต้องคิดมากนะลูก ลุงจะช่วยจัดการทุกอย่างให้เอง ”
“.....”
“ ทนายมนัสใช่ไหมคะ? ” พยาบาลสาวเดินเข้ามาก่อนจะเอ่ยถาม
“ ครับ ”
“ คุณดนัยพร้อมแล้วค่ะ เชิญค่ะ ”
“ ครับ / คุณพ่อ! ”
มนัส / มัสลิน เอ่ยออกมาพร้อมกัน
“ คุณพ่อฟื้นแล้วเหรอคะ? คุณพ่อไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ยคะ? ขอหนูเข้าไปด้วยนะคะหนูเป็นลูกสาวท่านค่ะ ” มัสลินเอ่ยอย่างรีบร้อน
“ เอ่อ...ตอนนี้คุณดนัยต้องการพบทนายมนัสก่อนนะคะ ” พยาบาลสาวอธิบายก่อนจะพาทนายมนัสเข้าไปพบดนัย
“ แต่หนู...” ร่างเล็กพยายามที่จะขอเข้าไปด้วยแต่ป้าแป้นกับเอมมี่ก็รั้งเธอเอาไว้ก่อน
ทนายมนัสเข้าไปพบดนัยราวๆ 20 นาทีเห็นจะได้ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับสีหน้าข่มกลั้น
นอกจากเป็นทนายประจำตระกูลที่สืบทอดจากพ่อของเขาแล้ว ดนัยกับมนัสเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ยังไงก็ทำใจรับได้ยากที่จะสูญเสียเพื่อนรักไปกะทันหันแบบนี้
“ คุณลุงคะ คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ?” มัสลินรีบเอ่ยถามทันทีที่เห็นทนายมนัสเดินออกมา
“.....”
“ คุณมัสลินใช่มั้ยคะ...คุณดนัยต้องการพบคุณค่ะ ” ไม่ทันที่ทนายมนัสจะเอ่ยอะไร พยาบาลสาวคนเดิมก็ออกมาบอก ให้เธอเข้าไปพบดนัย
“ ค่ะ..” เมื่อได้ยินที่พยาบาลบอกแบบนั้น มัสลินก็รีบเข้าไปทันที
ร่างเล็กก้าวท้าวเข้ามาในห้องปลอดเชื้อ เมื่อเห็นคนเป็นพ่อที่มีสายระโยงระยางอยู่รอบตัว หยาดน้ำตาก็ไหลรินออกมาทันที
มีเพียงเครื่องช่วยหายใจที่เป็นสิ่งพะยูงชีวิตท่านเอาไว้ในตอนนี้
“ อย่าร้องลูก...” ดนัยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงแผ่วเบาไร้เรี่ยวแรง
………
“ ฮือๆ...พ่อจ๋าอย่าทิ้งอ้อนไป ” เด็กสาวร่ำไห้ก่อนเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปหาคนเป็นพ่อ
“ อย่าพึ่งเข้าไปใกล้ตอนนี้ค่ะ..” พยาบาลสาวรั้งเอวคอดของคนตัวเล็กเอาไว้ทัน ก่อนที่เธอจะเดินถึงตัวคนเป็นพ่อ
“ อ้อน...ลูกพ่อ...”
“ ฮึก..” เด็กสาวสะอื้นไห้ จ้องมองคนเป็นพ่อด้วยใจเจ็บปวด
“ พ่อไม่อยู่...หนูต้องไปอยู่กับอาคทา นะลูก ”
“ ไม่!..พ่อต้องอยู่สิคะ..” สาวน้อยยังร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลไม่หยุด เธอไม่ได้ฟังสิ่งที่ดนัยพูดเลยด้วยซ้ำ
“ อย่าดื้อ...พ่อไม่มีแรงจะบ่นหนูแล้วนะลูก ”
“ ฮือๆ..”
“ ฟังพ่อ...ลูกต้องไปอยู่กับอาคทานะลูก สัญญากับพ่อ อยู่กับอาคทาหนูจะไม่ดื้อ”
“ พ่อ..ฮือๆ ”
“ หมอครับ ”
ดนัยช้อนสายตาขึ้นมองหมอที่ยืนอยู่ข้างเตียง อย่างคนหมดเรี่ยวแรงก่อนจะเอ่ยเรียก
หมอรับรู้ได้ในทันที ก่อนพยักหน้าให้พยาบาลสาวเป็นสัญญาณให้มัสลินเข้ามาหาคนเป็นพ่อ
มัสลินก้าวเข้าโผโอบกอดร่างคนเป็นพ่อที่อยู่บนเตียงทันที
“ ฮือ...พ่อ.. ”
“ ไปอยู่กับอา ต้องเป็นเด็กดีนะลูก ”
“ ฮึก....”
“ พ่อรักลูก...อ้อน --^---- ” ประโยคสุดท้ายของดนัย ก่อนหมดลมหายใจในอ้อมกอดของคนเป็นลูกอย่างสงบ
“ ฮึก...พ่อคะ!..พ่อ...ฮือๆ...” หญิงสาวร่ำไห้ปานจะขาดใจเมื่อต้องสูญเสียทั้งพ่อทั้งแม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน
พยาบาลสาวกับหมอยืนมองภาพที่บีบหัวใจ ต่างก็น้ำตาซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่พยาบาลสาวจะออกไปตามเอมมี่กับป้าแป้นให้ช่วยกันเอาตัวมัสลินออกไป เพื่อพยาบาลจะได้ทำงานสะดวก
หลังจากทนายมนัสช่วยจัดการเรื่องงานศพของดนัยและภรรยาเรียบร้อยแล้ว ก็เคลียเรื่องหนี้สินของดนัยกับทรัพย์สินที่เหลือของผู้เป็นภรรยา ก่อนจะเข้าไปแจ้งข่าวกับมาเฟียหนุ่มคทาด้วยตัวเอง
ทนายมนัสแจ้งคำสั่งเสียของดนัยให้มัสลินทราบ รวมถึงคนงานและคนรับใช้ทุกคนในบ้านด้วย จะเรียกง่ายๆ ก็คือพินัยกรรมแบบเร่งด่วน เพราะดนัยยังไม่ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ ..ก็ใครมันจะคิดว่าชีวิตมันจะแสนสั้นแบบนี้
“ บ้านหลังนี้คุณดนัยโอนให้หนูอ้อนนานแล้ว พร้อมกับรถยนต์อีก 1 คัน ”
“.....”
“ ส่วนทรัพย์สินอื่นๆของ คุณดนัยให้ลุงเคลียกับหนี้สินของธนาคารไป ”
“......”
“ เหลือเพียงส่วนเดียว เป็นเงินสดในธนาคาร 8 ล้านกว่า ของคุณมัสยาแม่ของหนู ลุงจัดการโอนกรรมสิทธิ์ทุกอย่างให้หนูอ้อนแล้วนะลูก ”
“......”
“ คนงานและคนรับใช้ในบ้าน คุณดนัยให้เงินไปตั้งตัวคนละ 2 แสน ”
“......”
“ ต่อไปหนูจะต้องไปอยู่กับคุณคทา อาของหนู ลุงได้ติดต่อกับอาของหนูไปแล้วนะลูก ”
“......”
“ อีกไม่นาน ทางนั้นจะส่งคนมารับหนูอ้อนนะลูก ”
สาวน้อยที่ตายังคงบวมฉึ่มเพราะเอาแต่ร้องให้ นิ่งฟังทนายมนัสพูดมานานก็เงยหน้าขึ้น
เมื่อได้ยินทนายมนัสเอ่ยถึงผู้ที่ว่าเป็นอาของตนที่คนเป็นพ่อพร่ำบอกก่อนตาย
“ หนูไม่เคยมีอาค่ะ อาที่ไหนงานศพคุณพ่อ เขายังไม่มาเลย ” มัสลินพูดขึ้นด้วยสีหน้าดื้อดึง
“ นั่นเป็นเพราะว่า ลุงเอง ลุงพึ่งจะแจ้งอาของหนูไปไม่กี่วันนี้เองลูก ”
“......”
“ ลุงมัวแต่จัดการเรื่องงานศพ เลยไม่มีเวลาเข้าไปแจ้งให้อาของหนูทราบ ” ทนายมนัสรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นท่าทางดื้อรั้นของเด็กสาว
“ หนูดูแลตัวเองได้ค่ะ คุณลุงมนัส ”
“ บ้านหลังนี้กับเงินเพียงแค่ 8 ล้านที่หนูมี มันไม่พอที่จะให้หนูเรียนต่อจนจบหรอกนะลูก หนูอ้อนยังต้องเรียนอีกหลายปีนะลูก ”
“ หนูจะทำงานส่งตัวเองเรียนค่ะ ” มัสลินยังยืนยันคำเดิม
“ แต่หนูไม่เคยทำงานนะอ้อน แล้วหนูจะทำงานอะไร ”
“.......” เงียบ
มนัสถอนลมหายใจยาวออกมา เพราะเป็นอย่างที่ดนัยพูดไว้จริงๆ ว่ามัสลินจะไม่ยอมไป ก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคทา น้องชายของดนัยเป็นคนจัดการเรื่องนี้เองก็แล้วกัน
วันต่อมา
“ อ้าว...อ้อนนึกว่าป้าแป้นไปแล้วเสียอีกค่ะ เห็นคนงานคนอื่นๆไปหมดแล้ว ”
“ คุณหนู...ให้แป้นอยู่กับคุณหนูนะคะ แป้นอยากอยู่ดูแลคุณหนู ”
“......”
“ แป้นไม่เอาเงินเดือนก็ได้ค่ะ คุณหนูให้แป้นอยู่นะคะ”
น้ำเสียงคล้ายจะอ้อนวอนของป้าแป้นที่เอ่ย ทำให้ดวงตาคู่สวยสั่นระริก ม่านน้ำตากำลังก่อตัว อย่างน้อยยังมีป้าแป้นที่รักและเอ็นดูเธอ
“ ป้าแป้น ” มัสลินโผเข้ากอดป้าแป้นด้วยความดีใจ
ป้าแป้นเป็นคนเก่าแก่ของดนัย แล้วเธอก็ช่วยมัสยาเลี้ยงดูมัสลินมาตั้งแต่แบเบาะป้าแป้นรักและเอ็นดูเธอมาก ไม่มีทางที่จะทิ้งเธอไปแน่ๆ คุณหนูของเธอจะอยู่ยังไงในเมื่อทำอะไรไม่เป็นเลย
หลายวันต่อมา
“ ห๊ะ!! มึงจะทำงาน!? ” น้ำเสียงตกใจของเอมมี่ที่ตะเบงออกมา
“ จะตะโกนทำไมวะเนี่ย? เต็มหูกูเลย.. ”
“ ก็มึงไม่เคยทำงานป้ะ? ”
เอมมี่รู้จักเพื่อนรักดี ถึงแม้จะเป็นลูกบุญธรรม แต่มัสลินก็ถูกเลี้ยงดูมาแบบลูกคุณหนู
ดนัยไม่เคยให้เธอได้หยิบจับอะไร นอกจากเรียนหนังสือและเรียนพิเศษ, เรียนดนตรี, เรียนว่ายน้ำ
“ ไม่เคย..แล้วไง? ”
“ แล้วมึงจะทำงานอะไร? ”
“ ยังไม่รู้..”
“ แล้วที่ลุงมนัสบอกว่าอามึงจะมารับล่ะ? ”
“ ไม่ใช่อากูสักหน่อย มึงก็รู้ กูไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อกับแม่ จะเป็นอากูได้ไง หน้าตายังไง กูยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ ”
“......”
“ อีกอย่าง ป่านนี้ก็ยังไม่เห็นมีใครมารับกูอย่างที่ลุงมนัสบอกเลย ก็แหงล่ะ กูไม่ใช่หลานแท้ๆหนิ ใครจะสนใจ ” มัสลินบ่นกระปอดกระแปดออกมาให้เพื่อนฟัง
ก็ตั้งใจจะไม่ไปอยู่แล้วแหละ แต่มันก็อดคิดน้อยใจไม่ได้ ก็ไม่ใช่หลานแท้ๆใครเขาจะสนล่ะ
“ นี่มึงกำลังน้อยใจอามึงอยู่ป้ะเนี่ยอ้อน? ” เอมมี่ก็เหมือนจะเข้าไปนั่งอยู่กลางใจเพื่อนรักยังไงอย่างงั๊น
“ กูเปล่า ”
“ โกหก กูเป็นเพื่อนมึงมากี่ปี ทำไมกูจะดูไม่ออกว่ามึงกำลังน้อยใจคุณอาอะไรนั่น ”
“ ไม่ใช่อากูสักหน่อย มึงเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้วน่า ”
“ เออๆ ไม่พูดก็ไม่พูด ”
“......”
“ อีกสองอาทิตย์ก็จะเริ่มสอบแล้ว สอบเสร็จมึงจะลองไปทำงานกับกูมั้ยล่ะ แต่เป็นงานเสิร์ฟนะ ”
เอมมี่ลองเอ่ยถามเพื่อน แม้ไม่อยากจะชวนให้ทำงานแบบนี้ก็เหอะ แต่อย่างน้อยมัสลินก็ยังอยู่ในสายตา เธอจะได้ไม่เป็นห่วงมาก
“ ในผับน่ะเหรอ? ” มัสลินเลิกคิ้วถาม
“ อื้ม เงินดีนะได้ทิปวันหลักพันอัพ ยิ่งสวยๆอย่างมึงนะทิปดีเลยล่ะ”
“ จริงเหรอ?”
“ จริงสิ ไม่งั้นกูจะมีเงินไปจ่ายค่าเทอมเหรอวะ ว่าแต่มึงจะทำได้ป่าวเหอะ ”
“ ไม่รู้สิ ลองดูก็ไม่น่าจะเสียหายหนิ ”
“ เค...งั๊นเอาตามนั้น เดี๋ยวกูจะไปคุยกับผู้จัดการไว้ให้ ”
“ อื้ม...งั้นกูกลับละ เดี๋ยวจะมืด กูขับรถยังไม่แข็ง ”
“ ขับรถดีๆ..ถึงบ้านแล้วไลน์บอกกูด้วย ”
“ อื้ม.. ”
หลายอาทิตย์ต่อมา
มัสลินกับเอมมี่กำลังนั่งกินหมูกะทะกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีหนุ่มนิสิตหน้าหล่ออาสาตามมาเป็นเจ้ามือเลี้ยงฉลองที่สอบเสร็จ
………