รติรสหรือโรสหญิงสาววัย 22 ปีกำลังเก็บกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เพราะบริษัทที่เธอสมัครงานไว้ตอบรับและให้เธอไปเริ่มงานในสัปดาห์หน้าหญิงสาวต้องลงไปกรุงเทพก่อนหนึ่งสัปดาห์เพื่อหาที่พักและระหว่างนี้ก็จะไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน
“ป้าไม่เข้าใจเลยทำไมหนูจะต้องไปทำงานไกลถึงกรุงเทพล่ะลูก เชียงใหม่บ้านเราก็มีบริษัทตั้งเยอะตั้งแยะหนูไม่คิดจะสนใจทำบ้างเหรอ”
“ก็ที่นู่นให้เงินเดือนมากกว่านี้ค่ะป้าวรรณ แล้วที่นี่ก็มีคนรู้จักป้าวรรณกับลุงเรืองแล้วไหนจะพี่ฤทธิ์อีก ไปทางไหนก็มีแค่คนรู้จักหนูว่าพวกเขาก็คงรับหนูเข้าทำงานเพราะเกรงใจแน่ๆ”
“เงินเดือนมากกว่าก็จริงแต่ค่าครองชีพก็สูงนะลูกแล้วไหนจะต้องเสียค่าที่พักอีกถ้าอยู่ที่นี่หนูไม่ต้องเสียค่าที่พักค่าอาหารก็ไม่ต้องเสียเลยนะโรส”
“แต่หนูว่าที่นู่นมันโอกาสดีกว่านะคะป้า หนูจะใช้จ่ายอย่างประหยัดรับรองว่ามีเงินเหลือเก็บแน่ๆ”
“นี่ป้าจะเปลี่ยนใจหนูไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม”
“หนูขอไปหาประสบการณ์เยอะๆ ก่อนนะคะถ้าเบื่อแล้วจะกลับมาช่วยงานลุงกับป้าที่สวน”
“ที่ป้าไม่อยากให้หนูไปเพราะป้ากลัวว่าหนูไปทำงานที่กรุงเทพแล้วจะหายไปเหมือนแม่”
“หนูไม่หายไปหรอกค่ะป้า หนูจะพยายามติดต่อป้าตลอดรับรองว่าไม่หายไปแน่ค่ะ” หญิงสาวรีบโน้มน้าวจิตใจป้าวรรณา
“แต่ป้าก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี”
“ไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอกค่ะป้าหนูเอาตัวเองรอดได้ค่ะ”
“หนูจะไปอยู่กับเพื่อนชื่ออะไรนะ มีเบอร์โทรศัพท์ของเขาไหมป้าอยากจะขอไว้หน่อยเผื่อว่ามีธุระฉุกเฉินแล้วติดต่อหนูไม่ได้ได้” วรรณาเป็นห่วงมากเพราะไม่เคยห่างจากรติรสนานๆ เลย
“ค่ะเดี๋ยวหนูเอาเบอร์ให้นะคะ เพื่อนของหนูคนนี้ชื่อนวนันท์หรือนันท์ค่ะ เขาเคยมาบ้านเราหลายครั้ง คนนี้ไงคะ” รติรสเอารูปที่ตนเองถ่ายคู่กับนวนันท์กับป้าของตนดูเพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงมาก
“อ๋อ หนูคนนี้นี่เองถ้ารู้ว่าไปอยู่กับเพื่อนคนนี้ป้าก็ค่อยเบาใจหน่อย แต่หนูจะไปทำงานจริงๆ ใช่ไหม ไม่ใช่จะไปตามหาแม่นะโรส”
“ไม่หรอกค่ะ แม่เขาไม่ติดต่อเรามาสองปีแล้วหนูจะไปตามหาเขาที่ไหนล่ะ เบาะแสอะไรของแม่ก็ไม่มีเลยหนูว่าป่านนี้แม่เขาอาจจะลืมเราไปแล้วหรือไม่บางทีแม่อาจจะไม่อยู่บนโลกนี้ก็ได้ค่ะ”
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทำเหมือนไม่เจ็บปวดแต่ในใจลึกๆ แล้วตนเองยังคงคิดถึงมารดาและการลงไปกรุงเทพครั้งนี้ก็เพื่อจะตามหามารดาของเธอ รติรสอยากรู้ว่าทำไมมารดาถึงหายไปนานถึงหนึ่งสองปี ครั้งสุดท้ายที่มารดาส่งเช็คมาให้จำนวนเงินมันค่อนข้างมาก เมื่อเธอโทรไปยังบริษัทที่มารดาเคยทำงานอยู่ทางนั้นก็บอกว่ามารดาเธอลาออกไปได้แล้วซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ
หญิงสาวพยายามถามเพื่อนของมารดาเท่าที่ตนเองจะพอรู้จักแต่ก็ไม่มีใครบอกอะไรได้เลยรู้แค่ว่ามารดาของเธอลาออกจากบริษัทนั้นจากนั้นก็ไม่มีใครเจออีก
รติรสตามข่าวของมารดาอยู่ตลอดแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามารดาของเธออยู่ที่ไหนหญิงสาวจำชื่อบริษัทนั้นได้ดีและเธอพยายามโทรศัพท์ไปถามอยู่หลายครั้งว่ามีการรับสมัครงานบ้างหรือเปล่า และนับว่าเป็นโชคดีมากที่บริษัทนั้นกำลังประกาศรับสมัครงานหลายตำแหน่ง เธอไปสมัครในตำแหน่งแม่บ้านเพราะคิดว่าตำแหน่งนี้จะสามารถเข้านอกออกในได้พูดคุยกับคนอื่นได้โดยไม่ผิดสังเกต
เรื่องนี้หญิงสาวไม่ได้บอกคุณป้าวรรณา เธอบอกแค่ว่าไปทำงานในแผนกบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่งเท่านั้นเพราะถ้าป้ารู้ก็คงห้ามและไม่ยอมให้เธอไปกรุงเทพอย่างแน่นอน
“แล้วหนูจะอยู่กับเพื่อนนานแค่ไหนล่ะโรส”
“เท่าที่หนูคุยกับนันท์ก็น่าจะอยู่กันสักพักค่ะ ถ้าหาห้องเช่าได้ก็คงย้ายออก”
“เงินที่แม่ส่งมาให้เราก็ยังพอเหลืออยู่ ป้าว่าโรสเปลี่ยนใจทำงานที่เชียงใหม่ ดีไหมถึงเงินเดือนจะไม่มากอย่างที่หนูบอกแต่เราก็จะได้อยู่ใกล้กัน” ป้าวรรณาต่อรองอีกครั้งพวกเธอได้ขัดสนเรื่องเงินเลย เพราะนอกจากจะมีเงินก้อนสุดท้ายที่มารดาของรติรสส่งมาให้มากถึงสิบล้านพวกเขาก็ยังมีรายได้จากการทำสวนส้มอีกมาก
“ป้าวรรณขา หนูขอไปทำงานหาประสบการณ์ที่บริษัทใหญ่ๆ สักสองสามปีได้ไหมคะ แล้วหนูจะกลับมาอยู่กับป้า” หญิงสาวสวมกอดป้าที่รักเหมือนกับมารดาของตนเองอย่างประจบ
“ป้ารู้ว่าคงห้ามหนูไม่ได้ เพราะตอนนี้หนูก็เก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว แต่ป้าอยากให้หนูรู้ไว้นะโรส ป้าเป็นห่วงมาก หนูเป็นหลานสาวคนเดียวของป้านะถ้าหนูเป็นอะไรไปขึ้นมาป้าคงแย่แน่”
“หนูสัญญาค่ะป้าวรรณว่าจะดูแลตัวเองดีๆ และจะโทรหาป้าบ่อยๆ ถ้ามีวันหยุดติดๆ กันหลายวันหนูจะกลับมาหาป้านะคะ”
“หนูไม่อยู่แล้วป้าคงเหงามากๆ”
“รถว่าป้าวรรณเหงาอีกไม่นานหรอกค่ะเดี๋ยวพี่ฤทธิ์เขาก็คงมีหลานให้ป้าอุ้มเร็วๆ นี้” เธอหมายถึงฤทธิกรลูกชายคนเดียวของป้าวรรณากับลุงเรือง
“ก็ขอให้มันจริงเถอะพี่ชายของเราน่ะ แต่งงานไปตั้งสามปีแล้วเมื่อไหร่จะมีลูกกันสักทีก็ไม่รู้”
“หนูถามพี่ฤทธิ์แล้ว พี่เขาบอกว่าน่าจะภายในปีนี้แหละค่ะ ป้าวรรณเตรียมเลี้ยงหลานได้เลย แต่มีหลานแล้วก็อย่าลืมหนูนะคะ”
“ใครจะลืมได้ลงล่ะป้าเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เกิดรักมากกว่าลูกแท้ๆเสียอีก”
“ป้าเมื่อวรรณอย่าพูดแบบนี้นะคะเกิดพี่ฤทธิ์ได้ยินแล้วก็มาโวยวายหาว่าหนูแย่งความรักอีกหนูขี้เกียจทะเลาะกับพี่เขาค่ะ”
“เขาก็แค่อิจฉาโรสอย่างงั้นแหละจริงๆ แล้วป้าก็รักสองคนเท่ากันแต่จะรักและห่วงหนูมากกว่าเพราะหนูเป็นผู้หญิง”
“ขอบคุณนะคะป้า ขอบคุณที่รักและเลี้ยงหนูมากถ้าไม่มีป้าก็คงแย่แน่ๆ”
หญิงสาวกอดป้าของตนเองแน่นถ้าไม่มีป้าวรรณนาคนนี้ก็คงไม่มีรติรสเหมือนกันเพราะตั้งแต่มารดาของเธอคลอดได้ไม่กี่เดือนเธอก็ลงไปทำงานที่กรุงเทพจากนั้นนานๆ ครั้งถึงจะขึ้นมาหา แต่ก็ส่งเงินมาให้ใช้ตลอดทุกเดือน
จนกระทั่งเมื่อเกือบสองปีที่แล้วมารดาส่งเช็คก้อนสุดท้ายมาให้จำนวน 10 ล้านบาทจากนั้นเธอก็ติดต่อมารดาไม่ได้อีกเลย
เธอกับฤทธิกรลูกชายของป้าวรรณาลงไปตามหาที่กรุงเทพแต่ก็ไม่มีวี่แวว ทุกคนจึงถอดใจและคิดว่าบางทีนี้มารดาของเธออาจจะหนีไปอยู่ที่อื่นหรือไม่ก็อาจจะเสียชีวิตไปแล้วก็เป็นได้
ส่วนบิดาของเธอนั้นเลิกกับมารดาของเธอตั้งแต่เธอยังไม่คลอดและล่าสุดที่รติรสได้ข่าวบิดาของตนเองก็เมื่อหลายปีก่อนซึ่งท่านเสียชีวิตไปแล้วด้วยอุบัติเหตุ
แม้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะก้าวหน้ามากการติดต่อสื่อสารสะดวกสบายแต่มารดาของเธอก็เป็นคนไม่เล่นสื่อโซเชียลการตามหาทางนี้ก็เลยยาก เธอกับพี่ชายไปถามที่บริษัททุกคนก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่ามารดาของเธอลาออกไปแล้วหนึ่งเดือน หญิงสาวไปตามดูที่ห้องเช้าของมารดาเจ้าของห้องก็บอกว่ามารดาของเธอย้ายออกไปแล้ว
รติรสตัดสินใจแจ้งความคนหายแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบจะสองปีแล้วที่อรสามารดาของเธอขาดการติดต่อกับรติรสและครอบครัว เธอคิดว่ามันผิดปกติอย่างมากจึงอยากจะไปกรุงเทพและเข้าไปทำงานในบริษัทที่มารดาของตนเองเคยไปทำงาน
หลังจากเก็บของและตรวจความเรียบร้อยแล้วรติรสก็ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาใส่ท้ายรถกระบะเพื่อให้คุณป้าไปส่งยังสถานีรถไฟ
“ไปถึงกรุงเทพกี่โมง”
“ประมาณตีสี่ตีห้าค่ะ”
“แล้วจะไปหาเพื่อนยังไง”
“หนูจะรอให้เช้าแล้วค่อยนั่งรถเมล์เข้าไปหานันท์ค่ะ”
“หนูไปถูกใช่ไหมโรส”
“ไปถูกค่ะป้าห้องพักของนันท์อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไหร่นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็ถึง ป้าวรรณไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ถ้าเจอนันท์แล้วหนูจะถ่ายรูปคู่กับนันท์ส่งให้ป้านะคะ ป้าจะได้สบายใจตกลงมั้ยคะ”
“ตกลงจ้ะ อย่าลืมนะโรสอย่าขาดการติดต่อไปอีก หนูรู้ใช่มั้ยความรู้สึกของคนที่รอมันเป็นยังไงคะ”
“หนูรู้และจะไม่ทำให้ป้าเป็นห่วง จะติดต่อป้าบ่อยๆ นะคะ หนูว่าป้ารีบขับรถไปส่งรถดีกว่านะเดี๋ยวจะตกรถไฟ”
รติรสมาถึงสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ในเวลาเกือบจะตีห้าหญิงสาวเดินลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากนั้นก็เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่หอพัก เธอไม่อยากจะขึ้นรถเมล์เพราะกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ก็คงไม่สะดวกเท่าไหร่ เมื่อมาถึงด้านล่างหอพักก็ไลน์ขึ้นไปบอกเพื่อนรอไม่นานนวนันท์ก็เดินลงมารับ
“คิดถึงจังเลยโรส เป็นยังไงบ้าง นั่งรถไฟมาเหนื่อยไหม”
“โรสก็คิดถึงนันท์เหมือนกัน แต่คราวหลังเก็บตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินดีกว่า”
“นันท์ก็บอกแล้วให้รถนั่งเครื่องมาแต่โรสก็ไม่ยอม”
“ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มงานก็เลยจะประหยัด”
“ประหยัดเงินก็จริงแต่มันเสียเวลาไง”
“โรสก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ คราวหน้าค่อยนั่งเครื่องบินดีกว่า”
“ถ้างั้นรีบเอาของขึ้นไปเก็บเถอะ จะได้นอนพักแล้ว”
“วันนี้นันท์ต้องไปทำงานไหม”
“ไปสิแต่บริษัทที่นันท์ทำงานอยู่ใกล้ๆ นี่เองเข้างานเก้าโมง ออกจากห้องพักแปดโมงกว่าๆ ก็ได้”
“โรสคงไม่มารบกวนเวลานอนใช่ไหม”
“ไม่หรอกน่าอย่าคิดมากเราเพื่อนกันรีบขึ้นไปกันดีกว่านะ”
ห้องพักของหนูนวนันท์เป็นห้องขนาดหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องน้ำมีห้องครัวเล็กๆ ไว้ปรุงอาหารง่ายๆ เตียงนอนขนาดห้าฟุตทำให้สองสาวนอนกันยังไม่ค่อยอึดอัดเท่าไหร่
“คิดว่าจะอยู่ได้ไหมโรส”
“อยู่ได้สิ แต่นันท์จะอึดอัดหรือเปล่าที่มีโรสมาอยู่เพิ่มอีกคน”
“ไม่หรอกมีโรสมาอยู่ด้วยนันท์ก็หายเหงา”
“แล้วเจ้าของหอเขาจะว่าไหม” เธอกลัวว่าการมาของตนเองจะทำให้เพื่อนมีปัญหา
“เขาไม่ว่าอะไรเพราะบางห้องก็อยู่กันสองสามคน เขาคิดค่าน้ำเพิ่มอีกแค่คนละร้อยห้าสิบบาทแค่นั้นเอง โรสมาเหนื่อยๆ จะนอนพักก่อนไหม”
“โรสขออาบน้ำก่อน ตอนนี้ตัวเหม็นมากเลย”
“ได้สิห้องน้ำอยู่ตรงนั้น”
“นันท์นอนต่อเถอะ เดี๋ยวโรสหนูอาบน้ำแล้วก็จะไปนอนเหมือนกัน”
“งั้นนันท์ขอนอนต่ออีกสักชั่วโมงนะ”
เมื่อเจ้าของห้องล้มตัวลงนอน รติรสก็เปิดกระเป๋าเดินทางเอาของใช้ที่จำเป็นออกมา จากนั้นก็เปิดประตูห้องน้ำอาบน้ำสระผมและนั่งเช็ดผมจนกระทั่งเจ้าของห้องตื่นมาอีกครั้งในเวลาเกือบจะแปดโมง
“โรสอย่าบอกนะว่ายังไม่ได้นอน”
“ผมยังไม่แห้งเลยไม่อยากนอน”
“ไดร์เป่าผมในตู้เสื้อผ้า”
“โรสเห็นแล้วแต่กลัวว่าจะทำให้นันท์ตื่น”
“ขี้เกรงใจเหมือนเดิมเลยนะ จริงๆ แล้วเสียงดังแค่ไหนถ้านันท์จะหลับยังไงก็หลับได้ ไหนๆ ก็ไม่นอนแล้วเดี๋ยวลงไปหาอะไรกินกันไหม นันท์จะพาโรสไปดูว่าแถวนี้มีร้านอะไรบ้าง”
“จะไม่เสียเวลาเหรอนันท์”
“ไม่หรอกตอนนี้ยังไม่แปดโมงเลย จากที่นี่ไปบริษัทที่นันท์นั่งรถเมล์แค่นิดเดียวเอง แล้วบริษัทที่โรสไปสมัครงานอยู่ไกลมากไหม” นวนันท์จำไม่ได้ว่าบริษัทที่เพื่อนพูดถึงนั้นอยู่ตรงไหนก็เลยถามเพื่อความแน่ใจอีกสักครั้ง
“ก็อยู่ห่างจากหอของนันท์ไกลอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าตื่นเช้าหน่อยขึ้นรถไฟฟ้าไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา เดี๋ยววันนี้โรสจะลองไปดูก่อนว่ามันจะมีทางไหนไปได้ไวที่สุด”
“แล้วเขาให้ไปเริ่มงานวันไหนนะ”
“เขาให้ไปฟังการชี้แจงรายละเอียดวันมะรืน ส่วนเริ่มงานก็วันจันทร์หน้า”
“โรสแน่ใจนะว่าตัวเองจะทำงานตำแหน่งแม่บ้านจริงๆ”
“แน่ใจสิ ตำแหน่งนี้แหละดีที่สุด เข้านอกออกในห้องใครก็ได้โรสจะได้สืบด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับแม่ทำไมแม่ถึงหายไป โรสคิดว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในบริษัทแน่ เขาเป็นบริษัทของชาวต่างชาตินะ บางทีอาจจะพาผู้หญิงขายออกนอกประเทศไปแล้วก็ได้” รติรสตั้งขอสังเกต
“ทำไมคิดแบบนั้น แม่โรสไม่ใช่เด็กสาวนะ”
“โรสก็แค่เดามั่วๆ เพราะนึกไม่ออกเลยว่าทำไมจู่ๆ แม่ถึงหายไปแล้วส่งเงินก้อนสุดท้ายให้โรสกับป้ามากจริงๆ เงินสิบล้าน แม่ต้องทำงานเท่าไหร่กันถึงจะได้เงินจำนวน มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่พนักงานกินเงินเดือนอย่างจะเก็บเงินได้มากถึงสิบล้าน”
“อาจจะเป็นโบนัสก็ได้นะโรส”
“แต่มันมากเกินไปนะนันท์มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอยู่ในบริษัทนั้นแน่ๆ หรือบางทีแม่ของโรสอาจจะเป็นอะไรไปแล้วเงินก้อนนั้นทางบริษัทก็ชดเชยให้ แต่โรสคิดว่ามันไม่ยุติธรรมหรอกต่อให้เงินจะมากมายแค่ไหนมันก็แลกกับชีวิตคนไม่ได้ ถ้าพวกเขาทำอะไรแม่โรสจริงๆ โรสก็จะต้องเอาผิดเขาให้ได้”
“ดูละครมากไปหรือเปล่าโรส ใครเขาจะทำอย่างนั้น”
“ไม่รู้แหละก็มันน่าสงสัยนี่ แม่โรสเป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดานะแต่มีเงินให้โรสกับป้าถึงสิบล้าน มันแปลกไหมล่ะ”
“พูดถึงแปลกมันก็แปลกนะ แต่โรสเข้าไปทำงานก็ต้องห่วงตัวเองด้วยนะ ไม่ใช่ไปถามคนอื่นให้มั่วไปหมด เดี๋ยวเขาจะสงสัยเอา”
“ไม่หรอกนันท์ โรสจะค่อยๆ ตีสนิทก่อนจากนั้นก็ค่อยถามไปทีละคนเพราะถามตรงๆ ก็คงไม่มีใครบอกหรอก”
“นันท์เอาใจช่วยโรสให้ตามเรื่องของแม่เจอก็แล้วกันนะ”
“ขอบใจนะนันท์”
บอริสชายหนุ่มลูกครึ่งรัสเซียเคลียร์เอกสารกองสุดท้ายบนโต๊ะเสร็จจากนั้นก็กดออดเรียกให้ลูกน้องคนสนิทเข้ามาในห้อง
“เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับบอส”
“ฉันเซ็นเอกสารทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว กำหนดการกลับเมืองไทยน่าจะเร็วกว่าเดิมสักอาทิตย์หนึ่ง” บอริสบอกกับลูก้าลูกน้องคนสนิท
“ผมนึกว่าบอสจะไปต้นเดือนหน้า”
“ตอนแรกฉันก็ว่าจะไปต้นเดือนหน้า แต่แม่อยากให้รีบเข้าไปที่บริษัทหน่อยนะ”บอริสหมายถึงมารดาของตัวเองที่หย่าขาดกับบิดามาสองปีแล้วท่านดูแลกิจการนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมอยู่ที่เมืองไทยโดยมีเขาคอยบินไปช่วยงานนานๆ ครั้ง แต่ตอนนี้มารดาของเขาอยากจะวางมือเพื่อพักผ่อน ชายหนุ่มเลยรีบกลับไปเมืองไทยเพื่อจะศึกษางานก่อนจะรับทุกอย่างมาดูแลแทน
“ผมเพิ่งคุยกับเตวิชญ์เมื่ออาทิตย์ก่อนเขาบอกว่าเตรียมหาเลขาคนใหม่ให้บอสแล้วนะครับ แต่จะมาเริ่มงานเดือนหน้า บอสไปก่อนแบบนี้เขาอาจจะหาเลขาให้บอสไม่ทันนะครับ”
“ฉันใช้เลขาของคุณแม่ไปก่อนก็ได้ หรือถ้าช่วงนี้มีใครที่พอจะเข้าตาก็ให้มาทำงานช่วยคุณสุรีย์พรไปก่อน”
“ถ้างั้นผมจะประสานงานกับเตวิชญ์ให้นะครับ”
“อือ ขอเป็นคนใหม่ไม่ใช่คนเก่านะ ฉันไม่อยากได้คนของลุงสมบูรณ์เท่าไหร่ ช่วงที่ฉันไม่อยู่พวกเขายักยอกเงินกันเยอะ”
“ผมว่าคงไม่หรอกครับ แม่บอสก็ยังอยู่ที่นั่น”
“แม่ฉันเห็นว่าเขาเป็นพี่ชายท่านก็เลยแกล้งหลับหูหลับตาทำเป็นไม่รู้ ที่แม่จะให้ฉันเข้าไปทำงานก็เพราะอยากจะให้ปัญหานี้มันหมดไปนั่นแหละ”
“ถ้าเกิดบอสจับได้จริงๆ บอสจะทำยังไงครับ” เขาถามผู้ที่เป็นเจ้านายที่ทำงานมาด้วยกันนานถึงห้าปี
“ก็คงต้องเรียกมาคุยอย่างจริงจัง จำนวนหุ้นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของลุงสมบูรณ์ไม่น่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจเท่าไหร่ แต่ที่แม่ยอมปล่อยไปบ้างก็เพราะเห็นว่าเป็นพี่ชายของตนเอง ถ้าฉันเข้าไปบริหารงานแทนแม่พวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรตามอำเภอใจอีกแล้ว”
“บอสคิดว่าครั้งนี้จะอยู่เมืองไทยนานแค่ไหนครับ”
“ก็คงจะนานหน่อย เตรียมเพนเฮาส์ไว้ด้วยนะ ส่วนนายก็อยู่ทำงานที่นี่ทนฉัน”
“ผมนึกว่าบอสจะไปอยู่กับแม่ที่บ้าน”
“ไม่ล่ะ ฉันอยู่คนเดียวดีกว่า นายก็รู้นี่แม่ฉันชอบแนะนำผู้หญิงให้ฉันรู้จัก ฉันว่าป่านนี้ก็คงเตรียมไว้ให้ฉันหลายคนแล้วมั้ง”
“แล้วบอสไม่คิดจะมองผู้หญิงที่แม่บอสหาให้บ้างเหรอครับ”
“ฉันเพิ่งอายุยี่สิบแปดนะ นายจะให้ฉันจริงจังกับใครได้ยังไงล่ะฉันยังมีเวลาสนุกอีกเยอะเอาไว้ฉันอายุสามสิบห้าแล้วยังไม่มีผู้หญิงที่ถูกใจฉันค่อยมองผู้หญิงที่แม่เตรียมให้ก็แล้วกัน”
“เขาว่าผู้หญิงไทยอ่อนหวาน เอาใจเก่ง”
“ฉันไม่ชอบแบบนั้น ฉันชอบผู้หญิงแบบไหนนายก็น่าจะรู้”
“ครับ ผู้หญิงของบอสไม่เน้นอ่อนหวาน เน้นเด็ดแค่เรื่องบนเตียงใช่ไหมล่ะ”
“แล้วใครไม่ชอบบ้างล่ะ พูดถึงผู้หญิงเย็นนี้ในโทรหาซูซานให้ฉันหน่อยสิ”
“บอสคงไม่คิดจะพาซูซานกลับไปที่เมืองไทยใช่ไหม”
“พากลับไปให้โง่สิ ที่ฉันแค่อยากจะเรียกซูซาน มาเจออีกสักครั้งก่อนที่ฉันจะกลับเมืองไทย”
“หมายความว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างบอสกับซูซานใช่ไหม ผมจะได้จัดการทุกอย่างให้เหมือนอย่างเคย”
“ตามนั้นแหละ”
“ผมคิดว่าบอสจะจริงจังกับคุณซูซาน”
“เพราะอะไรล่ะ”
“ก็เห็นคบกับเธอนานกว่าใครเลย”
“ซูซานทำให้ฉันมีความสุขบนเตียง แต่ถ้าจะให้เอามาเป็นคู่ชีวิตคงเป็นไปได้ยาก ถึงซูซานเธอจะสวยและเป็นนางแบบแถวหน้าของที่นี่แต่แม่ฉันก็คงไม่ยอมรับเธอเป็นสะใภ้หรอก”
ซูซานที่บอริสและลูก้าพูดถึงคือนางแบบแถวหน้าของรัสเซียเธอควงกับบอริสนานกว่าใครทั้งหมด เพราะหญิงสาวตอบสนองเรื่องบนเตียงของเขาได้ดี อีกทั้งยังไม่เคยบอกคนอื่นว่ามีความสัมพันธ์กับเขา เธอจึงเป็นคนเดียวที่เขาคบนานที่สุด จริงๆแล้วเขาไม่เคยคิดจะจริงจังกับผู้หญิงคนไหนเลย บอริสไม่อยากมีครอบครัวเนื่องจากยังไม่สามารถหยุดความเจ้าชู้ได้ เหมือนกับบิดาของตนที่แต่งงานกับมารดา แล้วยังไปมีผู้หญิงคนอื่นอยู่เรื่อยๆ มันทำให้มารดาของเขาเจ็บปวดมากและถ้าเขาไม่เจอผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขารักอย่างจริงๆ เขาก็จะไม่ยอมแต่งงานเป็นอันขาดและมันก็ยากมากที่จะหาคนถูกใจเพราะผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาเขาต่างก็หวังในทรัพย์สมบัติของเขากันทั้งนั้น
ในเมื่อพวกเธอต้องการเงินเขาก็ตอบสนองด้วยเงินและสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ เพื่อแลกกับความสุขบนเตียงโดยไม่มีอะไรผูกมัด บางคนก็เต็มใจนอนกับเขาเพียงเพื่อหวังว่าเขาจะจริงจังด้วยแต่ก็ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำสำเร็จ
บอริสรู้ว่าซูซานเองก็ไม่ต่างจากผู้หญิงคนอื่นเพียงแต่เธออดทนและใจเย็นไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ของตนเองให้กับคนอื่นรู้เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คนอื่นรู้เรื่องความสัมพันธ์เขาก็จะเลิกกับผู้หญิงคนนั้นอย่างเด็ดขาด
ซูซานคงได้ยินเรื่องนี้จากคนอื่นมาบ้างหญิงสาวเลยไม่เคยแสดงตัวหรือบอกกับใคร มันทำให้บอริสรู้สึกสบายใจและคบกับเธอได้นานจนลูก้าคิดว่าเจ้านายของตนจะจริงจังกับผู้หญิงคนนี้
เมื่อถึงเวลาเลิกงานบอริสขับรถออกจากบริษัทงานของตนเองจากนั้นก็ตรงไปยังโรงแรมที่นัดเจอกับซูซานไว้ อย่างน้อยก่อนไปเมืองไทยเขาก็น่าจะหาความสุขให้กับตัวเองก่อน