ตอน อุปสรรคของรักแรก
หนุ่มสาวนับสิบต่างทยอยเดินออกจากร้านอาหารด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ด้วยท่าทางเป็นสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เมื่อการตรากตรำร่ำเรียนหนักมาสี่ปีเต็มๆ จบสิ้นลงเรียบร้อยแล้วหลังผลการเรียนประกาศออกมาว่าไม่มีใครตกวิชาไหน
จึงนัดกันเลี้ยงฉลองความสำเร็จที่ได้เป็นว่าที่บัณฑิต เพราะต่างคนต่างรู้ดีว่าอีกนานกว่าจะได้พบเจอกันอีก ในเมื่อหลายคนต้องวิ่งสมัครงานกันให้วุ่นหลังเรียนจบ
ส่วนคนที่พ่อแม่ร่ำรวยก็เตรียมตัวไปเรียนต่อเมืองนอก โดยไม่ต้องดิ้นรนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ‘ราฟฟาเอ็ลโล่ ปริญ เอตามัส-โตเอลเวร่า’ หนุ่มผู้ถือสองสัญชาติไทยและอิตาเลียนก็เป็นหนึ่งในสี่ของเพื่อนในกลุ่มที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาโทด้าน Laws and Diplomacy ที่มหาวิทยาลัยทัฟส์ สหรัฐอเมริกา
หลังจากจบ IR หมาดๆ มาแล้ว เพื่อเตรียมเดินตามเส้นทางการเป็นนักการทูตเหมือนพ่อของเขาใฝ่ฝันไว้ แต่ก็ยังคว้ามาไว้ในมือไม่สำเร็จก็ต้องจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานอัครราชทูตอิตาลี ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกีในระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทูต (Diplomatic Staff) ขณะดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา (Minister Counsellor) ด้วยอายุสี่สิบห้าเท่านั้น
นั่นเป็นเหตุให้เขากับแม่ต้องย้ายกลับเมืองไทยหลังจากเสียพ่อได้ไม่กี่เดือน แน่นอนว่าเขาเป็นความหวังเดียวที่จะสานต่อความฝันของพ่อกับทุกคนในครอบครัวเอตามัส-โตเอลเวร่า เขาเองก็ไม่คิดจะขัดขืนใดๆ
ด้วยรู้ดีว่าตัวเองชอบสายงานของพ่อมาก แถมยังได้ย้ายไปอยู่หลายๆ ประเทศ ได้เห็นได้ศึกษาผู้คนไม่ซ้ำแบบไปเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตมีเรื่องต้องเรียนรู้เสมอๆ
แต่เรื่องที่เขากำลังจะขัดขืนความต้องการของทุกคนด้วยการดื้อแพ่งไม่ยอมไปเรียนต่อที่ไหนทั้งสิ้น หากครอบครัวไม่ยอมให้เขาแต่งงานกับ ‘พลอยหยก บุญอันดา’ หญิงที่เขารักจนหมดหัวใจ
จนไม่คิดจะรักใครได้อีกก่อน ซึ่งเขาเข้าใจว่าวิธีนี้จะทำให้ได้คนรักมาแนบครอบโดยไม่ยากเย็นนัก ก็ในเมื่อทุกคนในบ้านรักและตามใจเขาจะตายไป
“ไว้ค่อยเจอกันพรุ่งนี้นะ กู๊ดไนต์เพื่อนรัก”
พลอยหยกว่าที่บัณฑิตวารสารศาสตร์โบกมือลาสองเพื่อนรักที่ได้นัดแนะกันไว้แล้วว่าจะไปสมัครงานด้วยกันในวันพรุ่ง
“เอ่อๆ อย่าไปสายนะยัยหยก เราจะต้องไปถึงที่บริษัทอย่างช้าเก้าโมงนะยะ”
ดาริกาสาวเปรี้ยวที่จบคณะเดียวกันก็โบกมือลาเพื่อนปากก็กำชับอีกคำรบ
“ใช่ๆ ถ้าหล่อนช้าพวกฉันจะไม่รอ! ปล่อยให้ไปหาสมัครงานคนเดียวทั้งวัน”
รัตติกาลเพื่อนรักหนึ่งในสามของแก๊ง ‘เปรี้ยวเฉี่ยวชี๊ด’ ก็โบกมือให้เพื่อนเช่นเดียวกัน ขณะเดินไปขึ้นรถของเพื่อนร่วมรุ่นเพื่ออาศัยให้ไปส่งกลับบ้าน เพราะไม่อยากนั่งรถของปริญที่จะไปส่งพลอยหยกทุกครั้งที่กลับดึกอยู่แล้ว จะได้ไม่เป็นก้างเวลาสองคนจู๋จี๋อี๋อ๋อกัน
“รู้แล้วล่ะน่า! ย้ำจริง! รับรองว่าฉันจะไปยืนรอพวกหล่อนก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมงเลยเอา แล้วเจอกันนะ บ๊ายบาย”
พลอยหยกไม่ได้ถือสาเพื่อนเพราะรู้ว่าตัวเองไปสายบ่อยครั้งเนื่องจากบ้านอยู่ไกลถึงปทุมธานีคลองสี่ กว่าจะขึ้นรถเมลมาได้ก็กินเวลาเป็นชั่วโมงๆ รวมทั้งแฟนหนุ่มที่จะต้องขับรถไปส่งในค่ำคืนนี้ด้วย ขากลับด้วยที่เขาจะต้องนั่งมาคนเดียวตามเคย
“พรุ่งนี้ให้เราพาไปก็ได้นะหยก ไม่เห็นจะต้องโหนรถเมล์เลย เหนื่อยจะตาย เหงื่อออกด้วย เดี๋ยวไม่สวยตอนไปสมัครงานนะ”
ปริญเสนอตอนออกรถจากลานจอดของร้านอาหาร
“ความจริงไม่เห็นจะต้องสมัครงานเลย บอกแล้วว่าเราจะแต่งงานกันจากนั้นก็ไปเรียนต่อด้วยกัน ถ้าหยกอยากทำงานจริงตอนอยู่โน่นก็เรียนด้วยทำงานด้วยยังได้เลย”
เรื่องนี้เขาเคยคุยกับแฟนสาวแล้วหลายครั้ง แต่เธอก็ยังยืนยันที่จะหางานเอาไว้ก่อนอยู่ดี
“เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสมัครแล้วจะได้งานหรือเปล่า อีกอย่างกว่าจะถึงเวลาไปเรียนตั้งหลายเดือน ถ้าได้ทำงานก่อนก็จะดีกว่านะ จะได้มีเงินเก็บหน่อยไง”
พลอยหยกอยากจะบอกว่า ‘ถ้าญาติๆ ทางฝ่ายเขายอมรับเธอผู้ซึ่งเป็นสาวไร้ภาษีสังคมไปเป็นสะใภ้อย่างที่หวังไว้’ มากกว่าแต่ไม่อยากจะตัดความหวังที่ทั้งร่วมกันวาดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มคบหาดูใจกันเมื่อสามมาแล้ว
แม้ในใจลึกๆ เธอไม่อยากหวังว่ารักจะไร้ปัญหา ด้วยเคยเห็นสายตาของผู้แม่กับย่าเมื่อคราวได้ไปทำรายงานในบ้านที่ใหญ่โตราวพระราชวังของเขาในหลายๆ ครั้งมาแล้ว
“ตอนนี้เราก็พักผ่อนสิหยก เรียนหนักมาตั้งหลายปี ไม่เห็นต้องรีบทำงานเลยนี่นา จะได้เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวแสนสวยของเราด้วย ถ้าขืนไปทำงานหน้าดำคร่ำเคร่งถ่ายรูปออกมาแล้วไม่สวย อย่ามาโทษเรานะ”
“พูดเหมือนจะได้แต่งกันง่ายๆ อย่างนั้นล่ะปริญก็”
ทั้งเธอและเพื่อนๆ ในคณะไม่มีใครเรียกชื่อแรกของเขาเลย ส่วนใหญ่จะเรียกชื่อนี้ ‘ราฟฟ์! เรียกแล้วมันรู้สึกจั๊กจี้ว่ะ ขอเรียกปริญดีกว่านะง่ายและไทยๆ ดี ต่อให้แกหน้าออกฝาหรั่งก็เหอะ แต่แกทำตัวติดดินยิ่งกว่าคนไทยอีก’
เพื่อนส่วนใหญ่มักจะให้เหตุผลแบบนี้ เขาเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรนักใครอยากเรียกแบบไหนก็ตามสบาย
“ได้สิ พรุ่งนี้เราจะคุยกับคุณแม่แล้วก็กับอาเลย ถ้าอ้างว่าเรายังเด็กไม่พร้อมอีกตามเคย เราจะขู่ว่าจะไม่ไปเรียนถ้าไม่ยอมให้เราแต่งกับหยกก่อน รับรองว่าไม่มีใครกล้าขัดได้หรอก หยกเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเลย ไม่ต้องทำงานที่ไหนแล้ว”
ปริญไม่คิดว่าสิ่งที่เขาพูดจะไกลเกินที่จะเป็นความจริงได้ เพราะแม่กับย่ารักเขามาก การจะดื้อแพ่งด้วยการหยิบยกเอาเรื่องแต่งงานมาเป็นข้อแม้ไม่ไปเรียนต่อนั้นย่อมมีความเป็นไปได้ล้านเปอร์เซ็นต์ทีเดียว เขาจึงสบายใจไร้กังวล
“จะไม่ชวนเข้าไปกินชาหรือกาแฟหน่อยเหรอจ๊ะคนสวย”
เขาแหย่แฟนสาวด้วยใบหน้าออดอ้อนเล็กน้อยเมื่อรถจอดเทียบหน้าประตูบ้านสวนในเวลาสองทุ่มนิดๆ แถมคว้ามือนุ่มนิ่มมากุมไว้ไม่ยอมให้เธอลงไปเปิดประตู เพราะยังไม่อยากห่างกันตอนนี้
“ดูก่อนนะว่าแม่กับตานอนหรือยัง”
พลอยหยกรู้ดีว่าตอนนี้นี้ทั้งสองคงนั่งดูข่าวดูละครอยู่ ไม่มีใครหลับง่ายๆ แน่ โดยเฉพาะแม่ที่มักจะนั่งถ่างตารอเวลาลูกคนนี้ไปไหนมาไหนกับแฟนหนุ่มกลางค่ำกลางคืนเสมอ
“อ้าว! กลับมากันแล้วเหรอจ๊ะ แม่คิดว่ารถของใครมาจอดหน้าบ้านอยู่พอดี”
ยังไม่ทันได้ตอบด้วยซ้ำ ‘กรองแก้ว บุญอันดา’ ก็เดินออกมาเกาะประตูรั้วไม้เก่าๆ สูงแค่เอวมองเข้ามาในรถแล้ว ปริญรีบปล่อยมือแฟนสาวอย่างรวดเร็ว ด้วยรู้ดีว่าผู้ใหญ่ไม่ใคร่จะชอบให้ทำอะไรทำนองนี้
เพราะรักมากมายเขาจึงห้ามตัวห้ามใจได้ยากบ้างในบางครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำอะไรเกินเลยไปกว่า จับมือจับไม้ กอดจูบลูบไล้ได้บ้างบางครั้งแต่ก็หาโอกาสนั้นยากเย็นเต็มที
“เพิ่งมาถึงจ้ะแม่”
ลูกสาวออกจากรถแล้วส่งยิ้มเก้อเขินให้ ส่วนอีกหนุ่มก็รีบเดินอ้อมหน้ารถไปยืนเคียงข้างแฟนสาวเช่นกัน
“จะเข้ามาดื่มอะไรก่อนมั้ยจ๊ะปริญ แม่ทำบัวลอยดอกอัญชันด้วยนะ สนใจหรือเปล่า”
“ครับคุณแม่”
ปริญเรียกแบบนี้เหมือนกับเพื่อนๆ ทุกคนที่เคยมาบ้านพลอยหยกแล้ว จึงไม่ได้เก้อเขินแต่อย่างใดหากนั่นจะหมายความว่า เขายกย่องกรองแก้วเป็นแม่ยายตั้งแต่นั้นมาแล้ว
“ขากลับแม่จะได้ตักไปฝากคนที่บ้านปริญด้วยไง แต่ไม่รู้จะกินเป็นหรือเปล่านะ”
กรองแก้วรู้ดีในข้อนี้ว่าระหว่างลูกตัวเองกับเขามีความแตกต่างกันมากมายหลายด้าน จนบางครั้งเคยคิดว่าถ้าทั้งสองไม่สมหวังในรักด้วยปัญหาทางฝ่ายโน้นขึ้นมาลูกจะเจ็บมากแค่ไหน แต่เมื่อเห็นว่าปริญไม่มีแววกังวลในเรื่องนี้ตัวเองก็เลยพลอยลืมไปด้วย
“กินเป็นสิครับคุณแม่ ครั้งก่อนคุณแม่กับคุณย่ายังแย่งกันกินฟักทองแกงบวดเลยครับ”
ความเป็นนักการทูตมักจะมีในตัวเขาถ้าต้องการจะเอาใจว่าที่แม่ยายหรืออีกนัยทำให้สบายใจด้วยการไม่ได้พูดความจริงว่าแม่กับย่าไม่ได้กันกินสักนิด แถมชิมอย่างเสียไม่ได้เมื่อถูกเขาคะยั้นคะยออีกต่างหาก
“ดีใจที่ได้ยินแบบนี้จ้ะ งั้นขากลับแม่จะตักให้เยอะๆ เลยจะได้ไม่ต้องแย่งกันอีก เอาไปเผื่อคนอื่นๆ ในบ้านด้วย”
“ขอบคุณครับคุณแม่”
ปริญชอบความมีน้ำใจของครอบครัวแฟนสาวมาก ไม่ว่าจะแม่หรือตากล้วยที่มักจะฝากต้นกล้าไม้ดอกไม้ประดับให้เขาเอากลับบ้านไปปลูกเสมอๆ ถึงแม้ที่ร้านจะขายแต่ตาก็ไม่เคยสนใจในค่าเงินถ้าอยากจะให้
“หยกจะตักมานั่งกินในนี้หรือจะไปกินในครัวก็ได้นะลูก เดี๋ยวแม่จะเตรียมใส่กล่องไว้ให้ปริญเอากลับบ้านก่อน”
ในความคิดเขาแล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของบ้านก็หาความเป็นส่วนตัวไม่ได้อยู่ดี ด้วยบ้านชั้นเดียวหลังนี้ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก มีแค่สองห้องนอนสองห้องน้ำ กับห้องครัวและห้องนั่งเล่นที่แฟนเขากับแม่นอนอยู่เท่านั้น
ส่วนตากล้วยจะอยู่กระท่อมไม้ท้ายสวนถัดจากตัวบ้านไปหลายสิบเมตร เพราะชอบความเงียบสงบ การจะพูดจะคุยอะไรจังไม่ใคร่จะสะดวกนัก
โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของหนุ่มสาว เขาไม่อาจจะหยิบยกมาคุยได้ แต่ก็ยังอยากเข้ามานั่งกินอะไรเพื่อยื้อเวลาให้ได้อยู่ใกล้ๆ แฟนออกไปอีกนิด แต่ก็ได้ไม่มากสักเท่าไหร่ นานสุดก็นั่งดูละครจบด้วยกันสามคน
หรือในบางครั้งแม่แฟนก็จะนั่งนวดแป้งทำขนมเตรียมทำบุญตรงนั้นตรงนี้อยู่ห่างออกไป แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะได้อยู่กับแฟนสาวตามลำพังในบ้านหลังนี้
“พรุ่งนี้ผมจะขอมาฝากท้องกินมื้อเย็นด้วยนะครับคุณแม่”
“ได้เลยจ้ะ”
“ไปนะหยก แล้วเจอกัน”
เขาหันไปสั่งแฟนสาวที่ยืนคู่กับแม่ตรงประตูรั้วสูงแค่เอวส่งเขา ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากเธอนอกจากส่งยิ้มให้ควบคู่กับการโบกมือลาให้สัญญาณว่ากลับได้แล้ว นั่นล่ะเขาถึงจำต้องออกรถไป
แม้บ้านเธอจะไกลจากคฤหาสน์หรูหราของเขา แต่คนเราถ้ารักกันซะอย่างหนทางจะสำคัญอะไร ขับรถไปเขาก็ขบคิดไปว่าวันรุ่งขึ้นเขาจะเอ่ยปากกับแม่ ย่าและอาเรื่องแต่งงานทันที แน่นอนว่าทั้งสามจะต้องรีบทำตามความต้องการเขาแน่
“ไม่ได้นะราฟฟ์ แม่จะไม่ยอมให้ลูกแต่งงานก่อนเรียนจบโทหรือไม่ก็ดอกเตอร์ก่อนแน่ๆ และกับเด็กคนนั้นด้วย จำได้มั้ยว่าลูกจะต้องสานต่อความฝันของคุณพ่อด้วยการเข้าไปทำงานสถานทูตเพื่อจะได้ก้าวขึ้นเป็นเอกอัครราชทูต ในอนาคต ตอนนี้คุณลุงชัยยะอยากให้ลูกจบโทแล้วเข้าทำงานก่อนท่านจะต้องย้ายไปเจนิวา”
‘ดวงกมล ไลลา เอตามัส-โตเอลเวร่า’ ค้านลูกเป็นรอบที่สามหลังจากเริ่มต้นคุยกันมาจะเป็นชั่วโมงแล้ว แต่ลูกก็ยังคงยืนยันคำเดิมคือจะต้องแต่งงานก่อน
ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมไปเรียนต่อหรือไม่ยอมสานต่อความฝันของ ‘โรมาโน่ ปกรณ์ เอตามัส-โตเอลเวร่า’ ผู้เป็นสามีที่จากไปเมื่อสี่ปีก่อนจนเธอกับลูกต้องย้ายจากกรุงโรมมาอยู่กรุงเทพฯ เมื่อเสาหลักของบ้านไม่อยู่ให้ยึดแล้ว
“ผมยังยืนยันคำเดิมครับคุณแม่ว่าผมจะไม่ทำอะไรทั้งนั้นถ้าไม่ได้แต่งงานกับหยกก่อน”
ลูกย้ำอีกครั้งคำเดิม จนคนเป็นแม่ต้องหันไปหา ‘คุณอุ่นเรือน นีลน่า เอตามัส-โตเอลเวร่า’ ผู้เป็นแม่สามีที่นั่งฟังสองแม่ลูกทะเลาะกันอย่างคนใช้ความอดทน และไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้หลานชายเพียงคนเดียวยอมล้มเลิกความคิดเรื่องแต่งงานที่ไม่มีวันจะเกิดจริงได้ยังไง
“ยัยคนนั้นมีอะไรดีนักนะราฟฟ์ แม่ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกจะต้องรักต้องหลงขนาดนั้นด้วย”
ดวงกมลหมดความอดทนที่จะใช้ไม้อ่อนกับลูกเสียแล้ว เพราะพยายามทำมาตั้งแต่เริ่มต้นคุยกันแบบซีเรียสๆ ก็ว่าได้ แต่ไม่ว่ายังไงลูกก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวอยู่ดี จนต้องหันไปหาแม่สามีเพื่อขอให้ช่วยอีกครั้ง
และแม่สามีที่เป็นคนตรงไปตรงมาแถมใจร้อนกว่าสะใภ้หลายเท่าก็ยังไม่อยากพูดอะไร แต่หันไปหาลูกชายคนเล็กและเป็นคนเดียวที่หลงเหลืออยู่
“แม่ว่าให้นีลคุยกับหลานเองดีมั้ยดวง ผู้ชายด้วยกันน่าจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่าเรานะ”
คนที่ยังคงนั่งฟังสองแม่ลูกถกเถียงกันด้วยความอดทนไม่น้อยเช่นกันนั่นก็คือ ‘ลีโอนิลโด ปลัมน์ เอตามัส-โตเอลเวร่า’ ผู้มีศักดิ์เป็นอาของปริญ แม้อายุจะห่างกันเพียงแปดปี แต่เขาก็มีวุฒิภาวะในการเจรจาหรือต่อรองได้ดีไม่แพ้พี่ชายผู้จากไป
และดูเหมือนว่าทุกคนต่างรอดูว่าเขาจะจัดการกับหลานชายหัวดื้อยังไง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่หยิบยกเอามาพูดคุยกันเลยสักนิด แต่มันเกิดขึ้นมาเป็นปีแล้ว
เมื่อปริญแจ้งความจำนงเรื่องแต่งงานกับสาวคนรักที่ปลัมน์เองยังไม่รู้จักดีพอ เห็นกันก็นับครั้งได้และแบบเดินเฉียดกันด้วยซ้ำ
นอกจากฟังแม่กับพี่สะใภ้บอกเล่ามาเท่านั้น เพราะการงานและความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่แทนพ่อที่จากไปเมื่อห้าปีก่อนทำให้เขาไม่มีเวลาได้เข้าบ้านสักเท่าไหร่นัก
“ผมว่าใจเย็นๆ ก่อนดีกว่านะครับ ให้เวลาราฟฟ์เอาไปคิดอีกทีว่าอยากทำแบบนี้จริงๆ ก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกันดีมั้ยครับ เหลืออีกหลายเดือนกว่าจะถึงเวลาต้องไปเรียน จริงมั้ยราฟฟ์”
เขามักจะเป็นคนใจเย็น สุขุมและรอบคอบกับทุกเรื่องเสมอๆ สมกับที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของครอบครัวนับตั้งแต่พ่อจากไปส่วนพี่ชายก็หันหน้าไปเอาดีทางการรับราชการ
เพื่อเอื้อต่อกิจการของครอบครัวที่ต้องมีเส้นสายภายในเป็นของตัวเองเอาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะยิ่งยาก สิบกว่าปีกมาแล้วที่เขาคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธุรกิจเรือสำราญ ห้าปีที่เขาต้องเดินหน้าเพียงลำพังหลังพ่อจบชีวิตลงด้วยการถูกลอบยิงคาห้องทำงาน
และสี่ปีที่เขาต้องเดียวดายจริงๆ เมื่อพี่ชายเพียงคนเดียวจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ ทำให้เขาไม่ตื่นตระหนกหรือสะทกสะท้านกับการดื้อของหลานชายคนเดียวสักนิด
“แต่ยังไงผมก็จะแต่งงานก่อนไปเรียนอยู่ดี อารับรู้ตามนี้นะครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
เขามองตามแผ่นหลังหลานวัยแค่ยี่สิบสองนิดๆ แต่คิดจะมีครอบครัวทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องทำยังไง จะต้องวางแผนอะไร หรือไม่ประสาเรื่องการครองเรือนเลย
เพราะถูกความรักกำลังเข้าครอบงำจนทำให้ตาบอด หมดสิ้นคุณสมบัติอันเพียบพร้อมที่หลานมีในตัวตนที่แท้จริงและเหมาะสำหรับจะก้าวขึ้นเป็นเอกอัครราชทูตทูตอย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต
“พี่จะไม่ยอมนะนีล ถ้าแต่งงานกับเด็กนั่น รับรองว่าหมดโอกาสก้าวหน้าทางการงานได้เลย ราฟฟ์จะแต่งงานกับใครไม่ได้นอกจากหนูไข่มุกลูกของคุณชัยยะเท่านั้น”
สาวผู้ถูกกล่าวถึงก็คือ ‘นาตาชา ธนสารศิลป์’ เป็นลูกสาวของ ‘ชัยยะ ธนสารศิลป์’ อัครราชทูตที่ปรึกษาไทย ในกรุงโรม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของผู้เป็นสามีที่ดวงกมลหมายตาไว้มานานนม
ทั้งสองอาจจะรักกันไปแล้วหากว่าสองแม่ลูกไม่ต้องย้ายมาอยู่เมืองไทยตอนปกรณ์เสียชีวิต และนั่นทำให้ปริญได้พบกับลูกสาวชาวสวนบ้านนอกๆ ที่ดวงกมลไม่เคยทำใจได้เลยหากจะได้มาเป็นสะใภ้ เพราะต่างกันราวฟ้าดิน
“แต่เราจะใช้ไม้แข็งกับราฟฟ์ไม่ได้พี่ดวงก็รู้นี่ครับ” ปลัมน์หันไปหาพี่สะใภ้ที่ออกจะร้อนรนกับเรื่องนี้
“แม่ก็เห็นด้วยกับนีลนะดวง รู้ๆ อย่างตาราฟฟ์น่ะจะไม่ฟังเหตุผลของเราในเรื่องความไม่เหมาะสมแน่ๆ เราต้องหาวิธีที่ดีกว่านั้น ต้องทำให้ตาราฟฟ์รู้สึกเหมือนไม่ถูกบังคับมันถึงจะได้ผล”
คุณอุ่นเรือนเห็นด้วยไม่แพ้ลูกชายเองก็เตือนสะติสะใภ้
“แล้วจะใช้วิธีไหนคะคุณแม่ ดวงมองไม่เห็นหนทางเลยค่ะ ตาราฟฟ์น่ะบทจะไม่เอาก็ไม่เอาเลยนะคะ เห็นอ่อน ๆ สุภาพๆ อย่างนั้นก็เถอะค่ะ ดวงกลุ้มจะแย่แล้วค่ะ หรือคุณแม่ไม่กลุ้มคะ”
“แม่กลุ้มยิ่งกว่าเราอีกเวลาได้เห็นแม่เด็กนั่นมาบ้านเรา มายืนคู่กับตาราฟฟ์ บอกตรง ๆ ว่าหาความเหมาะสมไม่มีเอาซะเลย นีลต้องหาทางจัดการนะลูก อย่าให้แม่ต้องทุกข์เพราะได้หลานสะใภ้ภูธรหลังจากเสียพ่อกับพี่ชายเราไปไม่กี่ปีอีกเลยนะ แม่ขอร้องล่ะ จะทำยังไงก็ทำแม่ยอมทั้งนั้น จะจ่ายเงินหรือให้อะไรคนพวกนั้นไปก็ทำไปเลยแม่จ่ายได้ ขออย่างเดียวอย่าให้แม่ต้องเห็นเด็กนั่นมากอบโกยจากบ้านเราก็พอ”
“จริงด้วยนีล! พี่ก็ไม่ยอมนะ ถ้านีลไม่จัดการให้พี่จะไปหานังเด็กนั่นแล้วจัดการด้วยวิธีของนะ ยังไงพี่ก็ไม่ยอม หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ตาม พี่เสียเสาหลักของบ้านอย่างคุณกรณ์ไปคนหนึ่งแล้ว ถ้าราฟฟ์ไม่แต่งงานกับลูกคุณชัยยะพี่คงไม่มีที่พึ่งพิงอีกแล้วล่ะ”
ปลัมน์ผู้ไม่ใคร่อยากทำร้ายแม่ที่เสียสามีกับลูกชายไปในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นอันดับแรก และไม่อยากทำให้พี่สะใภ้ที่เสียสามีอย่างกะทันหันเป็นอันดับสอง
ด้วยรู้ดีว่ากว่าทั้งแม่สองจะลุกมานั่งเป็นผู้เป็นคนได้อย่างนี้ ก็ต้องผ่านห้วงเวลาอันย่ำแย่ด้านจิตใจมากอย่างหนักด้วยกันทุกคู่ เขาจึงไม่อยากทำร้ายจิตใจทั้งสองคนด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้
โดยเฉพาะแม่เขาที่ถึงกับช็อกเข้าโรงพยาบาลทันทีที่รู้ว่าพ่อเขาถูกยิงตาย จนเขาต้องทิ้งงานที่อิตาลีมาดูแลแม่นานเป็นเดือน ๆ แต่จิตใจแม่ก็ยังคงย่ำแย่ไม่เลิก ต้องเข้าๆ ออกๆ ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลเพื่อพบจิตแพทย์นานหลายเดือน