ตอนที่ 1
“มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง”
น้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ แต่ทำให้กลุ่มคนที่ถูกถามยิ่งเกิดอาการร้อนสลับหนาวราวกำลังจับไข้ หวาดหวั่นในอก จนเหงื่อผุดไหลออกมาจากข้างขมับ อันเนื่องมาจากรัศมีแห่งอำนาจที่แผ่กระจายมาจากชายเรือนร่างสูงใหญ่อกกว้างผึ่งผาย ซึ่งยืนสองมือสอดล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสะแล็คส์เนื้อดีรีดเสียจนเรียบ ทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกตึก
ที่ตั้งของบริษัทผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟแวร์ต่างๆ คืออาคารสามชั้น ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพียงมองลอดผ่านม่านสีขาวและหน้าต่างกระจกสีชาก็ทำให้เห็นแผ่นฟ้ากว้างใหญ่ เมฆหมอกสีขาวลอยละลิ่วล่องไปตามกระแสลม ท้องฟ้าสีฟ้าครามและแผ่นพื้นน้ำเป็นสีเขียวอมฟ้าคราม
ท้องทะเลกว้างไกลยาวสุดตา ส่องกระทบกับแสงพระอาทิตย์ซึ่งสาดส่องมาราวกับเพชรหลากสีสัน สายน้ำรวมตัวกันเป็นเกลียวสะบัดไหวปลิวไปตามกระแสลมแรง ละม้ายระลอกคลื่นไล่ล้อกันอย่างสนุกสนาน ก่อนสาดซัดเข้าหาฝากฝั่ง บางส่วนกระแทกเข้ากับโขดหิน ราวกับน้ำทะเลนั้นขอล้อเล่นกับก้อนหินแข็งแกร่งและสายลมพลิ้วเบา บางส่วนก็กลายเป็นฟองฟูฟ่องสาดซัดล้อเล่นกับทรายขาวสะอาด สิ่งที่เห็นเป็นดังเช่นอัญมณีแห่งท้องทะเล นามมุกมรกตที่หลายคนใฝ่ฝันอยากได้ครอบครองเป็นเจ้าของ
แสงและสีอันสดใสสวยงามเบื้องนอกไม่ได้ทำให้หนุ่มร่างสูงคลายความร้อนรุ่มในหัวใจได้เลยสักนิด มีแต่จะถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงโทสะมากยิ่งขึ้น ด้วยเอ่ยถามไปแล้วไร้คำตอบกลับมา ชายหนุ่มละสายตาหันกลับมามองผู้เข้าร่วมการประชุมทุกคน เพียงแค่เขาเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ละคนก็สะดุ้งเฮือก หน้าตาซีดเผือดเหลือสองนิ้วเห็นจะได้
มือใหญ่วางทาบบนพนักเก้าอี้ ดึงลากเบาๆ แต่ก็มีเสียงล้อครูดกับพื้น อย่างกับมีใครเอามีดทื่อๆ ไปถูกกับหินขัด จนเกิดเสียงเสียวเข้าไปในช่องปากลามไปถึงใบหูคนที่ได้ยิน จนแต่ละคนแทบไม่กล้าหายใจเข้าออก ทั้งที่ภายในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นจัด แต่ทุกคนกลับร้อนรุ่มราวกับนั่งอยู่บนกองเพลิง เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลย้อยลงมาก็ยังไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ด
ยิ่งเมื่อร่างหนาใหญ่ทรุดตัวลงนั่ง เอนกายจนแผ่นหลังอิงกับเบาะนุ่มๆ กางแขนออกเล็กน้อยทาบสองมือจับกัน เคาะนิ้วชี้กระทบกันเบาๆ ขณะกวาดตาสีเทาอมเขียวขี้ม้าที่ฉายแววเนือยๆ และเฉื่อยชา มองผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคนอย่างพินิจพิเคราะห์ เหมือนกำลังประเมินศักยภาพ เขาและเธอเหล่านี้ เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ทำอยู่ และผลตอบแทนที่ได้รับในทุกๆ เดือนหรือไม่
สายตาคมกริบราวกับสายตาพญาอินทรีที่กราดมองมา ทำให้คนถูกมองหนาวยะเยือกราวกับนั่งอยู่บนเก้าอี้น้ำแข็ง กลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง ด้วยรู้กันดีว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นมายาหลอกตาเท่านั้น ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายสิ่งใด แต่เขาคนนี้กลับร้ายยิ่งกว่าเสือ ดุยิ่งกว่าสิงโต เหี้ยมหาญอย่างร้ายกาจ สามารถปล่อยหมัดเดียวทำให้คนหลับทั้งยืนมาแล้ว
ดวงตาเข้มจัดกวาดไล่ไปหยุดอยู่ที่หนุ่มหน้าละอ่อนคนสุดท้ายฝั่งขวามือ พร้อมคำพูดที่ออกจากปากหนาหยัก เหมือนกำลังยิ้มหยามคนทั้งโลก
“ฉันควรได้รับคำตอบ มากกว่าการนั่งเงียบแบบนี้ไม่ใช่หรือ” ไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร แต่คิดว่าคนตั้งหกเจ็ดคนที่เข้าร่วมประชุม น่าจะให้คำตอบได้บ้าง ไม่ใช่นั่งเงียบเป็นเป่าสากอย่างนี้
“เวลาที่ให้ไปไม่พอจะหาคำตอบหรือไง” เอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง พลางตวัดสายตากร้าวแข็งมองไล่ไปยังหัวหน้าแผนกแต่ละคนอย่างคาดคั้นเอาคำตอบที่ต้องการ
“ขอโทษครับเจ้านาย พวกผมทำงานสะเพร่า ทำให้ข้อมูลสำคัญของบริษัทรั่วไหล”
“อย่างนี้ควรพิจารณาตัวเอง”
คำพูดผู้เป็นเจ้านายทำเอาทุกคนในที่ประชุมสะดุ้งกันเป็นทิวแถว ถึงแม้งานจะหนัก เจ้านายก็ดุและเข้มงวด ด้วยต้องการให้ผลงานออกมาดี ทว่าผลตอบแทนก็ดีถึงขั้นที่เรียกว่าดีมาก ไม่เพียงแค่เงินเดือนประจำที่สูงลิ่วอยู่แล้ว ยังจะมีสวัสดิการด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักฟรี ยังจะมีอาหารและบริการรถรับส่ง การได้ท่องเที่ยวต่างประเทศฟรีทั้งครอบครัว หากแม้ใครมีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียน ก็ยังมีทุนการศึกษาให้ด้วย อย่างนี้แล้วยังมีใครกล้าทุบหม้อข้าวตัวเองอีกเล่า
“ให้เวลาพวกคุณอีกสามชั่วโมงดีไหม ถ้ายังหาคำตอบในเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ คงไม่ต้องให้บอกซ้ำนะ ควรทำยังไง”
พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องประชุมด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็จริง ทว่าในอกนั้นร้อนราวกับมีไฟสุมอยู่ งานนี้ถ้าหวังพึ่งแต่พวกไร้สมรรถภาพเหล่านี้ บริษัทเขาจะต้องเสียหายทั้งด้านชื่อเสียง และความเชื่อมั่นจากกลุ่มบริษัทที่ใช้บริการอยู่ รวมไปถึงเม็ดเงินอันมากมายมหาศาลที่จะต้องสูญเสียไปด้วย แล้วครอบครัวเขาเล่า
งานนี้...เห็นทีเขาต้องลงมือด้วยตัวเองเสียแล้ว!
เสียงเคาะประตูเบาๆ เหมือนไม่กล้า แต่ขัดไม่ได้ดังขึ้น ก่อนมีเสียงคนเปิดเข้ามา เรียกความสนใจจากชายซึ่งยืนเอนกายแอบอิงขอบหน้าต่างหันมองเพียงแค่เล็กน้อย แล้วเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ใบหน้าแกร่งกระด้างบึกบึนก็หันกลับไปทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง ซึ่งขณะนี้มีสาวน้อยร่างสูงโปร่งกำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่
เธอคนนั้นคงรู้ว่ากำลังถูกมองก็เลยหยุดและเงยหน้าขึ้นมา ก่อนกลีบปากสีชมพูอิ่มนุ่มจะฉีกยิ้ม แก้มขาวนวลอมชมพูระเรื่อป่องออก มือเรียวยกขึ้นโบกไม้โบกมือให้ ก่อนหันไปทำกิจกรรมส่วนตัวต่อไป
“นายครับ” ผู้มาใหม่ยืนรออยู่เป็นครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยเรียกเป็นนายน้ำเสียงอ่อนเบา สีหน้ายุ่งยาก
“มันเป็นใคร” เอ่ยถามเสียงแข็งดุกร้าว นัยน์ตาเข้มดุไม่ผิดแผกกับแววตาสัตว์ร้ายยามค่ำคืน ที่พร้อมกระโจนใส่ศัตรูผู้หมายล่าเอาชีวิต อยากรู้นักใครกล้าเอาของเขาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
คนถูกถามมองผู้เป็นนายอย่างรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งยวด ในทรวงอัดแน่นไปด้วยความอึดอัด ด้วยข้อมูลที่ได้มามีสิ่งที่นายต้องการเพียงนิดเดียว
“เอ่อ...เรายังควานหาตัวไม่พบเลยครับ คิดว่าการจารกรรมข้อมูลไปขายให้คู่แข่งน่าจะทำมาหลายครั้งแล้ว” สิ้นเสียงคนที่รายงานถึงกับหยุดกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองที่สุด หยุดรายงานไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าปอด เพื่อเรียกเรี่ยวและและพละกำลังที่มีน้อยนิดขึ้นมาบอกกล่าวในสิ่งที่ตนได้ล่วงรู้มา แต่ไร้ซึ่งหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เชื่อว่าข่าวที่ได้รับมามีความจริงเกินครึ่ง
“ตอนนี้...” แม้ตัดสินใจแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ เขากลับพูดไม่ออกเสียดื้อๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบีบคอและผ้าอุดปากซ้ำ
รอฟังอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ หลุดออกมาจากปากลูกน้อง ชายหนุ่มถึงต้องหันไปมอง คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย “อะไร”
“คิดว่าว่าซอฟแวร์เกี่ยวกับการป้องกันและดักจับผู้บุกรุกอันไม่พึงประสงค์ที่อยู่ในช่วงของการทดลองก็อาจถูกจากกรรมไปแล้วด้วยครับ” กว่าจะพูดจบเขาคิดว่าใช้เวลานานเป็นโยชน์ ยิ่งผู้เป็นนายยังคงเงียบกริบอยู่ ทั้งห้องตกอยู่ในภวังค์อันเงียบงัน จนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ ที่อึดอัดเหมือนกับมีกระแสลมร้อนผ่าวไหลวนเวียนมาจากทุกสารทิศอัดเข้าตรงที่กล้ามเนื้ออก
แค่ลักษณะภายนอกของผู้เป็นนาย เรือนร่างสูงใหญ่ราวกับหุ่นทองแดงสำฤทธิ์ ผิวเนื้อสีน้ำตาลคล้ามแดด เครื่องหน้าเข้มจัดยิ่งมีหนวดเคราที่แลเห็นเป็นปื้นเขียวยาวจากข้างแก้มและเหนือริมฝีปาก ดวงตาสีเทาอมเขียวขี้ม้า คมดุใต้กรอบตากว้างลึก มองมาแต่ละครั้งทำให้เขานึกถึงนกอินทรีที่เหินอยู่บนเวหา ใช้สายตาอันแหลมคมและฉับไว มองเห็นเป้าหมายได้จากระยะไกล โจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ ทำเขากลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว
ต้องมาเจอกับมาดนิ่งๆ แต่ประกายในดวงตาเจิดจรัสวาวจ้าราวสิงโตตัวเขื่องหมายขย้ำเหยื่อ บวกกับพระอาทิตย์จากด้านนอกสาดแสงส่องมาขับเน้นพายุเพลิงโทสะเป็นราวน้ำแข็งห่อลาวาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณอีก อากาศในห้องที่เย็นจัดกลับร้อนผ่าวขึ้นมาราวกับอยู่ในเตาอบก็มิปาน
ตอนที่ 2
ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากบอกว่าตัวเองกลัวจนขี้หดตดหาย อยากวิ่งออกจากห้องไปแล้วไม่ย้อนกลับมาอีก แต่ทำไม่ได้ เพราะเขามีภาระหน้าที่ต้องหาเงินไปจุนเจือครอบครัว รักษาพ่อที่กำลังป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง รวมถึงค่าเทอมน้องที่เหลือเพียงแค่ปีเดียวก็จบแล้ว เขาจะเป็นไทมาเปราะหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าจะต้องเจอเข้ากับพายุร้ายโหมกระหน่ำ จนเรือไม้ผุแทบแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ต้องอดทน...อดทนเข้าไว้
“แน่ใจ” เอ่ยถามเสียงเข้มจัด กรามหนาขบกัดจนแก้มตอบนูนขึ้นสัน ถ้าหากใช่...เป็นอย่างที่ได้ยินมา ไม่อยากคิดถึงผลลัพธ์จะเกิดขึ้นเลย ไม่ได้เป็นแค่หายนะ แต่เป็นโลกพลิกกลับถล่มตรงหน้าเลยเชียวแหละ ดังนั้นเขาจึงต้องการคำตอบที่...แม่นยำ ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่...คิดเอาเอง
คนถูกถามผ่อนลมหายใจออกจากปอดแผ่วเบา รู้สึกหายใจหายคอโล่งขึ้นเล็กน้อย ที่ไม่ต้องเจอกับพายุเพลิงโทสะของผู้เป็นนายอย่างที่คิดไว้ ทว่าขนที่ต้นคอก็ยังลุกเกรียวอยู่ดีนั่นแหละ เพราะถึงนายไม่ถามด้วยปาก แต่สายตานายกำลังเอ่ยถามอยู่ แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี
ทุกคำที่เขาถามไป มักไม่ค่อยได้คำตอบจากใคร จนบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ เสียเงินเสียทองตั้งมากมายจ้างคนเหล่านี้ไว้ทำไม สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับ เขาทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือบุคลากรที่มีคุณภาพ แล้วคนที่ร่วมงานทุกคน คุณภาพด้านการทำงานนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี ความสามารถสูง เพียงแค่บางเรื่องเท่านั้นที่แย่
จะโทษคนอื่นก็ไม่ได้ ในเมื่อเขาคือเจ้าของที่ควรต้องดูแลงานและทรัพย์สินของตัวเองให้ดี แต่เขาดันปล่อยปละละเลย เพราะทุ่มเทให้กับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถป้องกันการโจรกรรมข้อมูลที่ล้ำหน้าที่สุดในขณะนี้ จนลืมสนใจสิ่งอื่นใด เลยกลายเป็นจุดบอดให้กับคนบางคนที่ทำตัวเป็นเหลือบไร คอยจ้องเอาผลประโยชน์จากมันสมองของคนอื่นไปเป็นของตัวเอง บวกกับไม่คาดคิดด้วยว่าจะมีคนหาญกล้ากระตุกหนวดมาเฟีย ที่ก็ไม่ได้ร้ายมากมาย แค่มองเด็กตัวเล็กๆ แล้วร้องไห้จ้าในทันทีก็เท่านั้น
ร่างหนาแกร่งยืดตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง สองขาแยกห่างออกจากกันเล็กน้อย สองมือแกร่งสอดไขว้ไปจับกันไว้ด้านหลัง มองลูกน้องซึ่งทำงานกับเขามาร่วมห้าปีแล้ว ยอมรับว่าหนุ่มตรงหน้า ได้ความบ้างไม่ได้เรื่องบ้างก็ต้องให้อภัยกัน ในเมื่อตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะดีเก่งไปเสียทุกด้าน เพียงแค่ไม่ชอบความอึมครึมและไม่รู้เรื่องรู้ราวเท่านั้นเอง
ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ในนี้ ธุรกิจการงานเขาเป็นไปอย่างดีเยี่ยม มีการติดต่อเข้ามาของห้างร้านบริษัท ให้ไปวางระบบงานป้องกันภัยให้ไม่ขาดสาย แต่ก็เป็นอย่างที่เขาว่า สายลมยังพัดแผ่วพลิ้ว ท้องฟ้าไร้ซึ่งเมฆฝนตั้งเค้า ก่อนทะเลสงบเงียบไร้คลื่นลมจะโหมกระหน่ำ กลายเป็นพายุทอร์นาโดลูกใหญ่สาดซัดเข้ามา เริ่มต้นจากข่าวโคมลอย ที่หลายคนก็ปักใจเชื่อ ด้วยคิดแค่ว่า ถ้าไม่มีมูลความจริง ก็ไม่มีใครเอาไปพูดหรอก ขนาดบิดาเขาเองก็ยังเอ่ยถาม...
“ได้ข่าวว่าบริษัทแกมีปัญหารึไอ้ลูกชาย มีอะไรให้ฉันช่วยบ้างล่ะ”
คำถามออกจะหยามหยันมากกว่าต้องการจะช่วยเหลือด้วยใจจริง เพราะสองพ่อลูกไม่ลงรอยกัน ตั้งแต่ที่ผู้เป็นลูกชายแหกคอกออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยเบื่อกับวงการที่ชีวิตต้องแขวนอยู่บนเส้นได้ แม้กระทั่งนอนก็ยังต้องซุกปืนไว้ใต้หมอน เพราะกลัวมีใครบุกเข้ามายิงถึงในห้องนอน วันเวลาผ่านพ้นไปคนใกล้ชิดล้มตายไปทีละคนสองคน เพื่อช่วยให้นายอย่างเขาและคนในครอบครัวรอดตาย สิ่งที่เกิดขึ้นเขามองอย่างชินชา ทั้งเบื่อหน่ายและระอิดระอาใจ ไม่อยากทำให้คนอื่นเขาต้องมาตายเพราะเขา พอๆ กับไม่อยากเสี่ยงชีวิตที่ได้ไม่คุ้มเสียอีกแล้ว
ใช่...ถ้าไม่มีข่าวมา บิดาที่ไม่เคยสนใจว่าลูกชายนอกคอกไม่เอาอ่าวอย่างเขา จะไปทำมาหากินอะไร ที่ไหน ขอเพียงแค่ไม่นำความเดือนร้อนมาให้เท่านั้นคงไม่เอ่ยปาก แต่การที่ท่านพูดแบบนี้ แสดงว่าต้องมีข่าววงในที่ใหญ่เอากาล จนเกิดความเป็นห่วงกังวล เขาคงต้องปลีกเวลาไปคุยกับท่านเสียหน่อย เผื่อจะได้เรื่องอะไรกลับมาบ้าง
“คอยจับตาคนในบริษัท มีใครทำอะไร ที่ไหนบ้าง” ทุกเบาะแสจะต้องไม่ถูกมองข้าม เพราะนั่นอาจนำพาไปถึงเงาร้ายได้ “ถ้าหากมีคนล้วงเอาความลับออกไปจริง...ก็คงยังไม่เคลื่อนไหวให้ถูกสงสัยและจับได้” เขาไม่มีวันยอมให้เหลือบไรร้ายที่คอยดูดเลือด อยู่อย่างเป็นสุขแน่นอน!
“ครับ” รับคำก่อนโค้งคำนับและเดินออกไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
ชายหนุ่มในชุดในชุดยูนิฟอร์มของโรงแรมมีชื่อ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ริมหาดอ่าวนาง ในบริเวณที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของหาด ด้วยมีชายหาดขาวสะอาดทอดตัวยาวราวกับรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวและมีแหลมยื่นออกมา ผู้บริหารมีหัวคิดฉลาดเฉียบแหลมดัดแปลงกะเทาะหินลดลั่นเป็นขั้นบันได และสร้างศาลาไว้ให้แขกเหรื่อได้พักกินลมชมวิว มองพระอาทิตย์ขึ้นและตก ยามเที่ยงวันก็ไม่ร้อน ด้วยเส้นทางเดินไปศาลามีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นลดหลั่นกัน บวกกับลมทะเลที่พัดพัดโบกโบยเป็นสายไม่ขาดทั้งวัน เดินลิ่วๆ อย่างไม่สนใจจะมองคนร่วมถนนเดียวกันสะดุดตากฤติกาเป็นอย่างมาก
“กล้า แสงกล้า...นั่นนายใช่ไหม” กฤติกาตัดสินใจตะโกนถาม เมื่อเห็นร่างใหญ่กำลังจะเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ ซึ่งภายในเป็นห้องเช่าขนาดกะทัดรัดและราคาประหยัดที่หาได้ยากยิ่งในพื้นที่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดท่องเที่ยวติดอันดับหนึ่งในสิบของเมืองไทย
แสงกล้าหันตามเสียงเรียก นัยน์ตาเข้มของหนุ่มผิวหมึกเบิกกว้างเมื่อเห็นคนเรียก ก่อนปากหนาจะคลี่ยิ้มจนเห็นไรฟันสีขาวซี่ขนาดเท่าๆ กันเรียงตัวอย่างสวยงาม ตัดกับผิวเนื้อสีดำแดง ที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็จะนึกถึงยาสีฟันยี่ห้อหนึ่งเสียทุกทีไป
“ลูกไก่” แสงกล้าร้องตะโกนกลับไป พร้อมหมุนกายเดินข้ามถนนไปหาเพื่อนสาวที่ไม่เจอกันเป็นนาน “ดีใจจังที่เจอเธอ ไปไงมาไงถึงได้มาถึงนี่ล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม พร้อมจับจูงมือเรียวเดินไปยังเก้าอี้ม้าหินอ่อนใต้ต้นราชพฤกษ์ ซึ่งตอนนี้ออกดอกสีเหลืองอร่าม บางส่วนของกลีบดอกก้านใบ ร่วงหล่นลงมาจนต้องปัดกวาดก่อนหย่อนก้นลงนั่ง
“ไม่รีบไปไหนใช่ไหม นั่งคุยกันก่อนสิ คิดถึงจะแย่ แวะไปหาที่บ้านก็ไม่เคยเจอ แล้วเป็นไงสบายดีใช่ไหม ทำงานอะไรล่ะตอนนี้ หางานอยู่หรือเปล่า ต้องการให้ช่วยอะไรบอกได้นะ”
“ดีใจอะไรหนักหนาฮึ ถามยาวเป็นหางว่าวเชียว หยุดหายใจบ้างก็ได้ ฉันยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีหายไปไหน” หญิงสาวกระเซ้ากลับแววตาเป็นประกายสดใส ทอดสายตามองเพื่อนอย่างดีใจเช่นกัน นับตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย แต่ละคนก็ต้องแยกย้ายกันไปทำตามความฝันของตัวเอง เธอไปเรียนต่อในเมืองหลวง ในขณะที่แสงกล้าก็มีหน้าที่ทำมาหากิน เพื่อช่วยครอบครัวอันมีพ่อและแม่ รวมถึงน้องๆ อีกสองคน
แม้จะเป็นเพื่อนสาวที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆ เคยร่วมเรียนร่วมเล่น เกือบจะเรียกได้ว่าเคยหนีพ่อแม่มาแก้ผ้ากระโดดน้ำในทะเลเล่นกันอยู่เลย แสงกล้าก็ยังมีความอายเล็กๆ จึงเสมือหนายกขึ้นลูบต้นคอแกร่ง “ก็คนมันคิดถึงนี่น่า เจอหน้ากันตั้งหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้พูดกันเลย”
“เพราะคนบางคนไม่กล้าเข้ามาทัก กลัวคนใกล้ตัวหึงละมั้ง” กฤติกาอดกระเซ้าหยอกคนขี้อายไม่ได้ รับรู้มาตลอดว่าเพื่อนชายผิวหมึกแต่หน้าหวานคนนี้ แอบรักแอบชอบสาวต่างโรงเรียน ที่เผอิญได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือตอนที่รถมีปัญหา จนถูกเพื่อนๆ ที่ร่วมเรียนด้วยกันจับได้ ทั้งหยอกล้อและยุยงให้จีบ แต่แสงกล้าก็ได้แต่ทำเฉย แอบมองเขาอยู่เรื่อยๆ ไม่กล้าพาตัวเข้าไปใกล้ จนเธอครั้งหนึ่งเมื่อทนความอยากรู้ไม่ไหวก็เลยเอ่ยถาม
ตอนที่ 3
“ทำไมถึงไม่แสดงออกให้รู้ล่ะว่าเราสนใจเขาน่ะ กลัวอะไร หน้าตาแกเองไม่ถึงกับหล่อมากมาย แต่ก็ดูดีนะกล้า” ตวัดสายไล่มองใบหน้ารูปสามเหลี่ยม นัยน์ตาสีดำเข้มออกเค้าหวาน ใต้กรอบตากว้างลึก ขนตายาวงอน จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากหนาหยักสีสด เสียอย่างเดียวคือผิว...หมึก
“เพราะเราจนน่ะสิลูกไก่ พ่อเราทำงานอะไร รับจ้างขับรถโดยสารไปวันๆ หาเช้ากินค่ำ ในขณะที่เขาเป็นถึงลูกสาวของนายกอบต. มีคนนับหน้าถือตา ฐานะต่างกันราวกับราวกับแม่ค้าหาบเร่แผงลอยกับภัตตาคารเลิศหรู” เอ่ยบอกเสียงเศร้าไม่แพ้หน้าตาละห้อยโหยหา
กฤติกาหัวเราะคิกคักกับสำนวนเปรียบเทียบของเพื่อนหนุ่ม “เอาน่า อย่าเพิ่งท้อ ใครจะรู้ละอนาคต แม่สาวภัตตาคารอาจวิ่งลงมานอนชักดิ้นกระแด่วๆ ในอ้อมอกไอ้หนุ่มลูกแม่ค้าหาบเร่ก็ได้นี่น่า” มือเล็กยกขึ้นตบบ่ากว้างแรงๆ ใครจะคิดล่ะว่าจะมาเจอเข้ากับเรื่องน้ำเน่าใกล้ตัวขนาดนี้ ความรักต่างชนชั้น
“รู้ด้วยเหรอ” แสงกล้ายิ่งอายจนสีหน้าเข้มแดงระเรื่อขึ้น เสยกมือขึ้นลูบไล้ต้นคอและผันหน้าไปทางอื่น
“ดีใจด้วยนะกล้า ฉันล่ะคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าแกจะกล้าบอกรักเขา ยังอดคิดไม่ได้เลยว่า ผู้ชายขี้อายไม่กล้าสบตาสาวอย่างแก ชาตินี้จะหาแฟนได้หรือเปล่าน่ะ”
“แกก็พูดเกินไป คนเราเมื่อถึงเวลามันก็ต้องตัดสินใจ ก็เท่านั้น” อย่างเช่นเขา ทุกวันนี้ถึงจะเรียกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นแฟน ก็ยังได้ไม่เต็มปาก เป็นการคบหาดูใจระหว่างคนสองคนที่ผู้ใหญ่ยังไม่รับรู้เสียมากกว่า แต่ได้แค่นี้ก็ดีมากมายสำหรับคนอย่างเขาแล้วล่ะ
“เลิกสนใจเรื่องของฉันดีกว่า แกนั่นแหละ คงไม่ต้องถามว่าสบายดีหรือเปล่า ก็เห็นๆ อยู่ว่าหน้าตาผ่องใส คงต้องถามว่าตอนนี้เรียนจบแล้วใช่ไหม มีงานทำหรือยัง ต้องการให้ฉันช่วยไหม โรงแรมที่ฉันทำงานอยู่เปิดรับสมัครพนักงานอยู่นะ แต่คงต้องรอคิวนานหน่อย ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงหน้าไฮด้วย”
“ไม่ละ แกก็รู้ ฉันมันพวกหลุดกรอบ ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชาใคร ตอนนี้ทำงานส่วนตัวอยู่ ว่างๆ ก็แวะไปดูสิ ร้านฉันอยู่หน้าหาด” เมื่อเห็นคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันก็รีบเฉลย
“แกก็รู้ ฉันฝันอยากเป็นไกด์ แต่นะ...บางครั้งบางคราเรื่องราวก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด” ไหล่กว้างเลิกขึ้นสูง เอนตัวอิงขอบเก้าอี้หินอ่อน แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ซึ่งมีเมฆหมอกสีขาวรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนลอยล่องไป
“เกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มทาบมือจับแขนเรียวอย่างต้องการให้กำลังใจ
“เปล่า! ไม่มีอะไร” กฤติกาตอบกลับเสียงสูงลิ่วอย่างมีพิรุธอย่างชัดเจน
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องเท่านั้นเองแหละ” หญิงสาวดึงแขนออกมาโอบรอบลำขาเสลา เธอนี่นะหัวแข็ง ชอบปลุกระดมให้พนักงานแข็งข้อ ตรงไหนวะ ก็แค่...ดีก็บอกว่าดี ไม่ดีก็บอกให้รู้ ชอบพูดอะไรที่มันตรงๆ ไม่ชอบอะไรที่มันต้องเวียนอ้อมไปรอบเมือง ทั้งที่เส้นทางตรงที่สุดน่ะใกล้เพียงแค่ปากกับจมูกเท่านั้นเอง เลยถูกอันเชิญตัวไปคุย คุยและคุยก่อนตกลงกันตรงที่ว่า...
“ถือว่าเราพบกับครึ่งทางดีกว่านะคุณกฤติกา อย่าให้ทางเราต้องใช้มาตรการขั้นรุนแรงกับคุณเลย”
“คุณจะให้ฉันทำยังไง” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงแข็งลอดไรฟันอย่างพยายามข่มกลั้นเพลิงโทสะที่พุ่งลิ่วๆ ขึ้นมา เชิญตัวมาคุยหรือ...คุยอะไรกันวะ มีแต่ตัวเองพูดอยู่ฝ่ายเดียว เรื่องมันเป็นอย่างนั้นนะ อย่างนี้นะ
‘ที่คุณไปชักชวนให้พนักงานรวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์เพิ่ม ตั้งแต่บ้านพัก อาหารการกิน เสื้อผ้า การเดินทาง วันหยุดและ...บลาๆ บลาๆ ทางเราคิดว่าเราให้คุณมากพออยู่แล้ว ทางเราเตือนคุณไปก็หลายครั้ง แต่คุณก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมนั้น ผมและทางผู้บริหารเห็นสมควรว่า...เราขอให้คุณพิจารณาตัวเอง ลาออกไปซะ โดยทางเราจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะคุณทำงานดีมาตลอด ทางเราเลยยินดีจ่ายเงินชดเชยให้ตามที่คุณสมควรจะได้รับ’
แม้จะรับไม่ได้อย่างแรง ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แต่รู้ดีว่าขืนดื้อรั้นดันทุรังไป ไม่ใช่ใครจะเดือดร้อน ก็เป็นมดตัวเล็กๆ ที่ปากเสียงมีแต่ไม่มีพลังอย่างเธอนี่แหละ อีกอย่าง ได้เงินมาก้อนหนึ่งไว้เป็นทุนรองรัง โดยไม่ต้องแบมือเงินขอแม่ ให้ถูกว่ากล่าวกระทบกระเทียบก็ดีแล้ว
“ว่าแต่ร้านแกชื่ออะไร” คุ้นๆ ว่ามีร้านทัวร์เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ หวังว่านั่นคงจะไม่ใช่ร้านของ...แสงกล้ามองหน้าเพื่อนสาวราวกับถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ
“เออ...นั่นแหละ ร้านฉันเอง” กฤติกาพยักหน้ารับหงึกๆ ฉีกยิ้ม นัยน์ตาวาววับ คิ้วโก่งได้รูปยกขึ้นยิกๆ
“แกคิดได้ไงวะลูกไก่ ชื่อร้าน...” โอ๊ย!! อยากบอกว่าปวดเฮด ตั้งมาได้ยังไงนะ
“ทำไม ฉันใช้ชื่อร้านว่า ‘ลูกเจี๊ยบจ๊อกจ๊อก ทัวร์’ มันแปลกมากนักหรือไง ไม่ได้ไปฆ่าพ่อแม่ใครตายนี่หว่า” นี่ก็อีกคน มีปัญหากับการตั้งชื่อร้านของเธออีกแล้ว ไม่รู้หรือไง ตั้งชื่อแปลกๆ นะ เรียกคนเข้าร้านได้ดีจะตาย นี่ขนาดว่าไม่ใช่หน้าทัวร์ ที่มีแขกมาท่องเที่ยวเยอะนะ วันหนึ่งๆ เธอมีรายได้เข้าร้านเหยียบสองพันบาทอยู่นะ อยู่ได้สบายเลยล่ะ กฤติกาฉีกยิ้มกว้าง นัยน์ตาพราวระยับอย่างภาคภูมิใจเป็นที่สุด ร้านของเธอถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามเชียวล่ะ กับการเปิดในหน้าที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว แต่มีรายได้เข้าร้านวันละเป็นพันแบบนี้
“เออ... ให้มันเจริญๆ แล้วกัน” ไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะอึ้งจนพูดไม่ออกเสียมากกว่า
“อ้าว แกพูดอย่างนี้หมายความว่าไงไอ้พระแสงกล้ามีดบิ่น แช่งกันนี่หว่า” ดวงหน้าขาวใสงอง้ำ นัยน์ตากลมใสเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้า กลีบปากอิ่มสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากันอย่างเอาเรื่อง
แสงกล้าสะบัดศีรษะ ขึ้นชื่อเขาด้วยไอ้และเรียกยาวต่อท้ายมาด้วยสรรพนามแปลกๆ เมื่อไหร่ แสดงว่าเพื่อนสาวไม่เริ่มไม่พอใจแล้ว ให้เขารีบดึงการสนทนาออกไปเส้นทางอื่น ก่อนความโกรธนั้นจะทำให้อีกฝ่ายงัดเรื่องน่าอายๆ ของเขามาพูดประจานให้อายเพื่อนฝูง
“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แกคิดมากไปเองต่างหากล่ะ ว่าแต่แกเถอะ มาจากไหนนะ ไหนว่าเปิดร้านแล้วทำไมถึงไม่เฝ้าร้าน”
“ฉันก็มีธุระปะปังกันบ้างสิ จะให้นั่งเฝ้าร้านตลอดยีบสี่ (ยี่สิบสี่) ชั่วโมงได้ไงกัน” หญิงสาวตวัดค้อนขวับๆ ใส่เพื่อนที่พอมีแฟนแล้วรู้สึกว่าหน้าตาจะแจ่มใสขึ้น ยิ้มเก่งหัวเราะง่ายเสียเหลือเกิน เห็นอย่างนี้แล้วชักจะอิจฉา อยากมีแฟนมาคอยดูและกะเขามั่งจัง แต่พอคิดอีกที ไม่ดีกว่า มีลูกกวนตัว มีแฟน (ผัว) กวนใจ มีทั้งลูกมีทั้งแฟน (ผัว) กวนทั้งตัวกวนทั้งใจ
“พอดีแม่มาหานะ ฉันเลยถือโอกาสมาส่งของไปรษณีย์ก่อน เห็นว่าร้านอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ เลยเดินกลับ จะได้ดูโน่นดูนี่ไปบ้าง เพื่อเจออะไรดีๆ จะได้นำไปปรับปรุงร้านให้มันเลิศสะแมนแตน จะได้เรียกลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ ทีนี้ ฉันก็รวย นั่งนับเงินเป็นคุณนายไงแก” กฤติกาพูดให้เว่อร์ไว้ก่อน กลบเกลื่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ในใจ แต่คนฟังคือเพื่อนซึ่งคบหากันมาตั้งแต่เด็ก มีหรือที่แสงกล้าจะไม่รู้น่ะ
“ทำไมถึงไม่ขับรถมาเอง...นี่แกยังขับรถไม่เป็นอีกหรือลูกไก่ ไหนบอกฉันว่าจะไปหัดไง ขับรถมอไซด์คันนิดเดียวเท่านั้นนะแก ง่ายกว่าแกไปขับเรือในทะเลเสียอีก” แสงกล้าถามพร้อมสะบัดศีรษะอย่างอ่อนอกอ่อนใจ กลอกตาไปมา ทีอย่างนี้ละก็กลัวเจ็บ กะอีแค่เอาตัวไปคลุกฝุ่น วัดดูความหนาความแกร่งของพื้นถนนสักทีสองทีมันจะเจ็บสักแค่ไหนเชียว ทีไปตะลอนๆ ปีนเขาลงห้วย ดำน้ำดูปะการังไม่เห็นจะกลัวเป็นอะไรเลย