“ฮ่าๆ ให้ตายเถอะ ชายผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของคิงส์ ออยล์ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเอาตัวรอดจนมาสุดหน้าผา” เสียงเยาะเย้ยเหี้ยมเกรียม นั้นดังออกมาจากปากของชายผู้เป็นเพื่อนนักธุรกิจ ที่อยากจะกุมอำนาจเอาไว้ในมือของตัวเองเพียงคนเดียว เขาถือปืนข้างที่ถนัดและเล็งไปที่เจสัน คิงส์ ชายหนุ่มที่มองเพื่อนด้วยแววตาแค้นจัด คิดว่าคงไม่รอดแน่ ก่อนจะเหลือบไปมองเบื้องหน้าของน้ำตก ไม่รู้ว่าน้ำลึกหรือมีโขดหินเบื้องล่างหรือไม่
“คิดเหรอว่าการตายของฉัน จะทำให้แกรอดไปจนขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานแทนฉันได้เหรอเควิน” เจสันถามกลับเสียงเข้ม ไม่เกรงกลัวหากแต่สมเพชเพื่อนมากกว่า
“มันจะไปยากอะไร กะอีแค่ทำให้แกหายสาบสูญ หึๆ ที่นี่เมืองไทยนะ อีกอย่างแกถืออำนาจเหนือคนอื่นมานานเกินไปแล้วเจสัน”
“หึ ถืออำนาจอย่างนั้นเหรอ ฉันเป็นเจ้าของบริษัท และแกแค่อยากได้อำนาจที่คลอบคลุมทั่วทั้งทวีป จริงไหมเพื่อน” เจสันบอกอย่างรู้ทัน
“ใช่ ฉลาดแล้วนี่”
“แค่ฉันหายตัวไป บอร์ดี้การ์ดทั้งหมดของฉันจะตามหาฉัน และออกตามล่าแกเควิน”
“เอาไว้ให้ฉันฆ่าแกเสียก่อน แล้วฉันจะไปจัดกับไอ้พวกนั้น” พูดจบเควินก็เหนี่ยวไกปืน ขณะที่เจสันเริ่มถอยหลังช้าๆ แต่ก็นึกหวาดเสียวเพราะเขายืนอยู่ท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว ด้านหลังเป็นผาและแอ่งน้ำ ตกลงไปไม่รู้จะไปโผล่เกยตื้นที่ไหน หากเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้ ชีวิตคงจบสิ้นกัน แต่หากเลือกกระโดดลงไปมันก็พอมีทางรอด เจสันคิด ถ้าหากพระเจ้าเข้าข้างเขา ก็คงจะทำให้มีชีวิตรอดกลับมาทวงแค้นหรือทวงความยุติธรรมได้
“แกจะไม่มีวันได้ในสิ่งที่แกต้องการ เควิน” เจสันกล่าวอย่างเคียดแค้นพลางกัดฟันแน่น
“ฉันจะได้ก็ต่อเมื่อแกตาย เจสัน ไปลงนรกได้แล้ว” สิ้นคำเควินก็ลั่นไกปืน ซึ่งส่วนปลายมีกระบอกเก็บเสียงเป็นอย่างดี จังหวะที่เควินลั่นไกนั้นเจสันก็ทิ้งตัวลงหน้าผาพอดิบพอดีและคิดว่าน่าจะยิงโดน
ฝึด! ฝึด! เสียงปืนเก็บเสียงดังออกมาพอให้ได้ยินเล็กน้อย พร้อมกับร่างของ เจสันลอยคว้างกลางอากาศอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งลงไปในน้ำ
ตูม! เสียงร่างสูงใหญ่จมหายลงไปอย่างแรงพร้อมกับสายน้ำกระเพื่อมไหว เควินยืนมองผลงานของตัวเองและยิ้มแสยะสะใจ และยืนดูอยู่นานเพื่อให้แน่ใจ ว่าร่างของเจสันไม่ลอยขึ้นมาแน่แล้ว
“ลาก่อนเจสัน” เควินเอ่ยเสียงเหี้ยม จากนั้นจึงหันหลังกลับเพื่อไปจัดการกับลูกน้องของเจสันต่อ
j
ณ ริมลำธาร ปลายสายของน้ำตกขนาดใหญ่ แตกสายออกมาเป็นลำธารสายเล็ก ไหลผ่านหมู่บ้านและไร่องุ่นที่มีเจ้าของ เพียงพอสำหรับทำการเกษตรเป็นอย่างดี ที่สำคัญสามารถลงไปอาบเล่นได้ เมื่อเสร็จสิ้นการทำงานของคนงานในไร่แล้ว แต่น้อยคนนักที่จะมาอยู่ตรงบริเวณนี้ เพราะเป็นเขตสงวนเฉพาะเจ้าของที่เท่านั้น วันนี้ก็เช่นกัน
เกือบห้าโมงเย็น เมื่อเจ้าของไร่องุ่นเหน็ดเหนื่อยตรากตรำจากการงาน ก็ไม่ลืมที่จะเดินมาชื่นชมธรรมชาติตรงบริเวณนี้ พลางสูดเอากลิ่นธรรมชาติเอาไว้จนเต็มปอด
“อื้อ! ชื่นใจ ได้เห็นดอกไม้สวย ๆ น้ำใสๆ ก็หายเหนื่อย” น้ำเสียงหวาน เบา คล้ายกับเสียงแมว เอ่ยขึ้นอย่างมีความสุข พลางทอดมองออกมาเบื้องหน้าเพื่อสัมผัสธรรมชาติซึ่งเธอเป็นเจ้าของ ลำธารนี้ไม่กว้างนักสามารถว่ายข้ามได้
แสงฉาย เจ้าของร่างสูงเพรียวหุ่นดีแต่แข็งแรง บิดซ้ายบิดขวาเพื่อไล่ตัวขี้เกียจแต่พลันสายตาคู่งาม ดันไปเจอกับเข้ากับร่างของชายนิรนามนอนคว่ำหน้าเกยตลิ่ง ท่อนล่างแช่อยู่ในน้ำ เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วก็พาลให้เธอตกใจ ศพใครกัน! เธอคิดด้วยความหวาดกลัว พลางเดินเข้าไปใกล้ อะไรบางอย่างทำให้คิดว่าเขายังไม่ตาย จึงกล้าเดินเข้าไปดูให้ชัดว่าเป็นใคร คนกันเองหรือเปล่าพร้อมกับใช้แรงทั้งหมดพลิกตัวชายหนุ่มให้นอนหงายขึ้น แต่สิ่งที่เธอเห็นก็คือ
“ฝรั่ง! นักท่องเที่ยวตกหน้าผาลงมาเหรอ” แสงฉายเอ่ยด้วยความตกใจ พร้อมกับรวบรวมความกล้า เอื้อมมือไปอังตรงบริเวณรูจมูกเพื่อดูว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
“หายใจอยู่นี่น่า!” แสงฉายใจชื้นขึ้นมาทันที ทว่าแม้จะยังไม่ตายแต่ลมหายใจแผ่วเบาเหลือเกิน ถ้าหากช่วยชีวิตช้าเกินไปมีหวังได้ตายเป็นผีเฝ้าไร่เธอแน่
ด้วยความที่อยากจะช่วยให้รอดชีวิต แสงฉายจึงรีบวิ่งไปตามผู้ช่วยคนสนิท พร้อมกับเรียกผู้ชายมาอีกสักสามถึงสี่คน เพื่อจะได้มาหามฝรั่งร่างใหญ่ และแน่นอนทุกคนตกใจแต่ยังไม่อยากถาม ต้องทำเรื่องสำคัญก่อนนั่นคือช่วยกันหามฝรั่งคนนี้กลับไปที่บ้านของแสงฉายเสียก่อนอย่างทุลักทุเล เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นฝรั่งก็ตัวหนักและตัวโตจนแทบหามกันไม่ไหว แต่ในที่สุดก็ถึงจุดหมาย โดยให้คนงานถอดเสื้อผ้าเปียกๆ ออกมาให้ หมด และใส่แต่เพียงผ้าเช็ดตัวเอาไว้ ก่อนจะพาไปที่ห้องนอนของเธอ โดยลืมไปเสียสนิทว่าเขาคือผู้ชายคนหนึ่งเช่นกัน
“พาไปส่งโรงพยาบาลดีไหมครับนายหญิง” วสินลูกน้องคนสนิทเอ่ยถามขึ้น ด้วยความเป็นห่วง เพราะเกรงว่าจะอาการหนักและอาจปฐมพยาบาลไม่ไหว
“คิดว่าเขาคงตกหน้าผาลงมาเท่านั้น คงไม่เป็นอะไรมาก แสงว่าเรียกหมอมาดีกว่า ถ้าหากเป็นหนักหรือไม่หาย ไม่ฟื้น ก็ค่อยพาส่งโรงพยาบาล” เธอบอกน้ำเสียงเครียด
“ได้ครับ งั้นผมจะให้คนไปตามหมอประจำของนายมาเดี๋ยวนี้” วสินบอกอีกครั้ง
“เร็วหน่อยก็ดีนะคะ”
“ครับ” วสินรับคำ จากนั้นเขาและลูกน้องทุกคน รีบออกไปตามหมอทันที
ตอนนี้เองที่แสงฉายได้นั่งพิจารณาใบหน้าของชายหนุ่ม ซึ่งบัดนี้นอนอยู่บนที่นอนสีขาวสะอาดตาของเธอซึ่งวางเอาไว้ติดพื้น ไม่ได้มีเตียงแต่อย่างใด
“ใส่สูทมา ไม่น่าจะมาเล่นน้ำหรอกมั้ง แล้วไม่ได้พลัดตกลงมาแน่” แสงฉายสันนิษฐานเพราะก่อนหน้านี้ชายหนุ่มใส่สูทเต็มยศอยู่เลย คิดว่าหากเป็นนักท่องเที่ยวก็คงไม่ใช่ อีกอย่างเธอสำรวจตามใบหน้ามีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด แม้กระทั่งเนื้อตัว คล้ายกับอุบัติเหตุหรือคนถูกซ้อม สรุปแล้วเขาเป็นใครกันแน่ คนดีหรือไม่ดีนะ
“เหมือนคุณถูกซ้อมมา หวังว่าฉันคงไม่ได้ช่วยคนร้ายหรอกนะ” เธอพูดด้วยความหวาดหวั่น แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ดึงดูดสายตามากกว่าบาดแผลคือ ใบหน้าอันหล่อเหลา มีเคราเล็กน้อย ผมสีบลอนเข้ม ผิวพรรณขาวออกไปทางชมพู จมูกโด่งสวยริมฝีปากรูปกระจับ เธอพิจารณาและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนก็พลันให้เคลิ้มเสียอย่างนั้น
“ถึงหน้าตาจะมีแต่รอยฟกช้ำ แต่มันกลบความหล่อของคุณเอาไว้ไม่ได้เลยนะเนี่ย” แสงฉายเผลอชมด้วยความลืมตัว แต่นั่นก็เพราะว่าเขาหล่อจริงๆ ใบหน้าของเขาดึงดูดให้พูดอย่างนี้ เธอคิดพลางเอื้อมมือไปสัมผัสที่มือของชายหนุ่มเบาๆ
“ขอโทษนะคะคุณ ผิวผู้ดี้ผู้ดี เป็นลูกเต้าเหล่าใครกันเนี่ย ไม่น่าจะใช่นักท่องเที่ยวทั่วไปมั้งคะ” เธอพูดกับร่างที่หมดสติลอยๆ อีกทั้งนึกสงสัยว่าเขามาทำอะไรกันที่น้ำตก แต่เธอต้องเก็บความสงสัยเอาไว้จนกว่าเขาคนนี้จะฟื้นจากสลบเสียก่อน
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง หมอประจำตัวของแสงฉายก็เดินทางมาถึงพร้อมกับพยาบาลหนึ่งคน เธอจึงให้หมอรีบทำการรักษาในทันที ส่วนตัวเองก็ออกมารอหน้าห้องกับลูกน้อง เพื่อให้หมอทำงานได้อย่างสะดวก
“นายหญิงครับ” วสินเรียกเพื่อที่จะถาม
“มีอะไรเหรอคะ” แสงฉายถามกลับทันที
“ฝรั่งคนนี้ ทำไมเราถึงพบเขาที่ริมลำธารในสภาพสวมสูท ไม่ใช่ชุดเล่นน้ำ หรือชุดแบบคนมาเที่ยว” วสินเริ่มต้นยิงคำถามที่สงสัยในทันที ซึ่งเขาวิเคราะห์เหมือนกับเธอนั่นแหละ
“ไม่รู้สิคะ แสงก็วิเคราะห์แบบพี่สินนี่แหละ” แสงฉายปฏิเสธเสียงเรียบ
“เดาว่าตกหน้าผาตรงน้ำตกรึเปล่าครับ แล้วไหล่ตามน้ำมาเรื่อยๆ”
“แสงก็เดาว่าน่าจะอย่างนั้น ไม่น่าจะพลัดตกลงมาเอง เพราะใบหน้า ร่างกาย มีรอยฟกช้ำหลายแห่งเหมือนถูกใครทำร้ายมา เป็นไปไม่ได้ที่จะกระแทกหินใต้น้ำ ไม่งั้นป่านนี้ก็ตายไปแล้วเพราะผาตรงต้นน้ำมันสูง” แสงฉายให้ความเห็นซึ่งสอดคล้องกับวสิน ในขณะที่เธอกำลังมองหมอให้การรักษาอยู่
“ถูกทำร้ายร่างกายเหรอครับ” วสินย้ำคำและอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าชายหนุ่มเป็นใครกันแน่ คนดีหรือคนร้าย
“ใช่ค่ะ พี่สินก็น่าจะดูออกนะคะรอยพวกนี้น่ะ” จะบอกว่าเขามักสร้างรอยแผลแบบนี้ให้คนอื่นเสมอสินะ
“พูดอย่างกับว่าผมเป็นคนที่ชอบสร้างรอยแผล” เขาแซวกลับ
“เมื่อก่อนก็เห็นห่ามๆ” เธอว่ายิ้มๆ
“แต่เดี๋ยวนี้แก่แล้วมีเหตุผลมากขึ้นครับ”
“ให้มันจริงเถอะค่ะ” เธอว่าอีกครั้งก่อนจะยิ้มมุมปาก แต่จังหวะที่เธอกำลังคุยกับวสินอยู่นั้น หมอที่ให้การรักษาอยู่สักพักหนึ่ง ก็หันหน้ามาหาเธอ
“เป็นยังไงบ้างคะหมอ” แสงฉายถามพลางเดินเข้ามา
“ร่างกายฟกช้ำครับ หลายที่ คล้ายกับถูกทำร้ายร่างกายมา ปากแตก ศีรษะมีแผล ส่วนลำตัวมีรอยถลอกเล็กๆ มีเลือดนิดหน่อย ไม่รู้ว่าเป็นรอยอะไร แต่ว่าหมอจัดการให้หมดแล้ว จะเหลือก็แต่ช้ำในล่ะมั้ง แต่ทางที่ดีหมอว่าน่าจะพาไปโรงพยาบาลเพื่อเอ็กซ์เรย์นะ เผื่อมีอะไรผิดปกติมากกว่านี้” หมออธิบายด้วยความเป็นห่วง
“คือ เขาเป็นคนแปลกหน้าค่ะ เขาตกน้ำมาแสงก็เลยช่วยเอาไว้ และยังไม่อยากให้ใครรู้ เอ่อ ก็เลยต้องเชิญคุณหมอมานี่แหละค่ะ อยากปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน แสงคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็นอะไรมาก อีกอย่างแสงไม่อยากให้ใครถาม ยังไงก็ให้รักษาตัวที่นี่จะดีกว่านะคะ แค่อยากรบกวนคุณหมอมาตรวจเท่านั้นเอง ได้ไหมคะ” ที่พูดมาทั้งหมดเธอไม่อยากเป็นขี้ปากชาวบ้านน่ะสิ แต่คนระแคะระคายกันแล้วล่ะ
“แต่อย่างไรเสียก็ต้องได้รับการดูแลจากหมอเป็นอย่างดีนะครับ เพราะคนไข้ค่อนข้างเจ็บอยู่”
“ก็คุณหมอนั่นแหล่ะค่ะ คุณหมอมาดูอาการทุกวันก็ได้นี่คะ หรือแสงจะดูอาการช่วย จะเป็นพยาบาลให้ ถ้าหากเขามีอาการหนัก จะพาไปโรงพยาบาลเองนะคะ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายคุณหมอไม่ต้องห่วงเลย” คนหัวดื้ออย่างเธอหมอคงต้องยอมสินะ
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ถ้าจะดูแลเขา หมอจะบอกว่าต้องทำอะไรยังไงบ้างนะครับ”
“แล้วตอนนี้คุณหมอทำอะไรกับคนไข้บ้างคะ”
“เย็บแผลที่ศีรษะแล้วก็ทำความสะอาดแผลอื่นๆ เอ่อ หมอจะให้ยาเอาไว้นะ ทั้งทานแล้วก็ทาแก้ช้ำ เดี๋ยวจะเขียนรายละเอียดให้ จัดให้เขากินตามที่หมอบอกก็แล้วกันครับ”
“ค่ะขอบคุณนะคะคุณหมอ”
“ถ้าอย่างนั้นหมอขอตัวกลับนะครับ แต่อย่าลืมว่าถ้าเขาไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปหาหมอนะครับ”
“ได้ค่ะ สวัสดีค่ะ เอ่อ พี่สินไปส่งคุณหมอทีนะคะ แสงขออยู่ดูเขาก่อน”
“ได้ครับนายหญิง เชิญครับคุณหมอ” วสินรับคำ จากนั้นเขากับลูกน้องก็พากันลงไปส่งหมอ ตามคำสั่งของเจ้านายสาวทันที ปล่อยให้แสงฉายอยู่ในห้องเพียงลำพังกับหนุ่มนิรนามแปลกหน้า ที่ยังไม่ได้สวมเสื้อผ้า มีเพียงผ้าเช็ดตัวและผ้าห่มคลุมกายเท่านั้น
“คุณถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างนั้นหรือ” แสงฉายอดถามไม่ได้ ก่อนจะหันไปดูตรงข้างหมอน ซึ่งหมอได้วางยาเบื้องต้นเอาไว้ จากนั้นเธอก็จัดยาเพื่อรอคนสลบให้ฟื้นขึ้นมา พอเรียบร้อยแล้วเธอจึงลงไปหาวสินและลูกคนน้องอื่นๆ เพื่อตกลงอะไรบางอย่าง
“พี่สิน เรื่องที่มีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้าน อย่าเพิ่งบอกใครนะคะ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน” แสงฉายเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“แล้วถ้าเขาเป็นคนอันตรายล่ะครับจะทำยังไง ต้องมีเรื่องมาก่อนหน้านี้แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่อยู่ในสภาพที่ถูกทำร้ายร่างกายแบบนี้” วสินว่า
“มีอยู่ไม่กี่อย่างให้คิดวิเคราะห์คือ ไม่ดีก็เลว หรือเทา ๆ เขาอาจจะเป็นคนไม่ดี ถูกตามเก็บและหนีมา หรือ เขาอาจจะเป็นคนดีมากๆ แต่ถูกหักหลังจากผู้ไม่หวังดีก็เป็นได้” แสงฉายให้ความเห็น
“ผมว่านายหญิงดูละครมากไป” วสินอดแซวไม่ได้
“แสงไม่ค่อยได้ดูละครเลยต่างหาก แต่นี่คิดตามความน่าจะเป็น เขาถูกทำร้ายร่างกายก่อนจะตกลงมาจากหน้าผาแน่นอนค่ะ เป็นไปไม่ได้ถ้าจะตกลงมาเอง ใส่สูทเต็มยศขนาดนี้ ร่างกายมีรอยถูกทำร้ายด้วย”
“อันนี้ผมเข้าใจครับ ถ้าเขาเป็นอย่างที่นายหญิงวิเคราะห์ เขาก็อาจจะเป็นคนอันตราย ไม่ว่าเขาจะดีหรือเลว แต่คนที่ทำร้ายเขา ก็ไม่ใช่คนดีแน่ๆ และถ้ารู้ว่าเขารอดชีวิตล่ะก็ ถูกตามล่าแน่ อันนี้น่ากลัวนะครับ”
“นั่นสิ แสงถึงไม่อยากให้บอกใคร รู้กันเฉพาะในคนสนิทของพวกเราได้ไหม เพราะน่าจะเห็นกันแล้ว แต่ในส่วนของฝั่งโน้นอย่าให้รู้เป็นอันขาด แสงรำคาญ”
“แม้กระทั่งพ่อเลี้ยงเหรอครับ” พอพูดถึงพ่อเลี้ยง แสงฉายก็เงียบแล้วก็ถอนหายใจทันที
“ค่ะ ไม่จำเป็นต้องบอกไม่ใช่เรื่องของเขา นี่เป็นความรับผิดชอบของแสง คนอื่นไม่ต้องยุ่ง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาเราจะจัดการกันเอง” แสงฉายบอกเสียงเข้ม
“งั้นก็ได้ครับ ถ้าต้องการอะไรบอกผมได้ ผมอยู่ใกล้ ๆ แค่ตะโกนเรียกผมก็จะรีบมา”
“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ แค่ไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปเท่านั้นเองค่ะ แต่ถ้าใครขี้เสือกอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นก็เรื่องของเขา เราควบคุมไม่ได้”
“แหม พูดว่าขี้เสือกนี่มีสะดุ้งนะฮะ แล้วเอ่อ เขายังไม่ฟื้นใช่ไหมครับ”
“ยังค่ะ อาจจะข้ามวันข้ามคืน รอดูอาการ”
“เฮ้อ เอาใครไม่รู้มาเป็นภาระตัวเอง แล้วนี่ก็ต้องนอนเฝ้า” เขาเป็นห่วงเธอ ไม่ได้ห่วงใครนักหรอก แต่เมื่อได้ช่วยชีวิตคนแล้วก็อยากทำให้เต็มที่ตามนิสัยเธอแหละ
“ก็เราเลือกที่จะช่วยชีวิตเขานี่นะ”
“ผมห่วงอยู่อย่างเดียว ถ้าเขาไม่ใช่คนธรรมดา สมมติถูกทำร้ายมาไอ้พวกที่ทำร้ายเขาต้องตามหาศพ และถ้ารู้ว่าเขาไม่ตายหรืออะไรก็ตาม เขาก็จะยิ่งออกตามหาเพื่อกำจัด และตอนนั้นนายหญิงจะรับมือไหวไหม อาจจะโดนลูกหลงด้วย”
“แล้วแสงจะมีพี่สินไว้ทำไมคะ ก็เพื่อการนี้แหละ” ให้ตายสิ คำตอบของเธอทำเขาอึ้ง แล้วก็ยิ้มแห้งๆ เพราะมันจริงอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ
“ปกติผมช่วยนายหญิงตบตีกับอีกบ้าน เท่านี้ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว แต่นี่เรากำลังยุ่งอยู่กับอะไรก็ไม่รู้”
“อย่าบ่นเป็นวัยทองไป เอ่อ ช่วยหาเสื้อผ้าให้แสงหน่อยสิ เอามาให้เขาไซส์ฝรั่งเลยค่ะ เอามาเยอะ ๆ หน่อยนะ แล้วเดี๋ยวค่าใช้จ่ายมาเบิกกับแสง”
“โอเคครับ นางฟ้านะเนี่ย” เขาแซวอีกครั้ง
“แสงชอบเวลาที่พี่รับคำแบบไม่บ่นไม่เถียงไม่กวนประสาทจริงๆ เลย” นี่เธอชมสินะ
“ก็ขี้เกียจเถียง เดี๋ยวผมไปจัดการให้ครับ แล้วจะให้ลูกน้องอยู่เฝ้าเวรให้นะ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น”
“ค่ะ” แสงฉายรับคำสั้นๆ
“ผมก็ชอบเวลาที่นายหญิงไม่เถียง” เขาย้อนความเสียเลย
“ไปเลยไป” เธอออกปากไล่และยิ้มด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะกลับขึ้นบ้านไปดูคนแปลกหน้า ส่วนวสินนั้นก็รีบไปทำตามคำสั่งของเจ้านายสาวทันที
วสินชายหนุ่มวัย 35 เป็นเหมือนพี่ชายคนสนิท เป็นผู้ช่วย บอร์ดี้การ์ด เป็นพี่เลี้ยงของแสงฉาย ตั้งแต่ครั้งมารดาของแสงฉายยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นคนสนิทของทั้งบิดาและมารดามาก่อน พอแสงฉายมารับหน้าที่ดูแลกิจการของมารดา เขาก็ได้รับหน้าที่มาเป็นบอร์ดี้การ์ดให้กับเธอ แต่ก็ถือว่าเป็นพี่เลี้ยงคอยปกป้องรอเธอเข้านอนอย่างปลอดภัย ไม่ว่าภัยจะมาจากทิศทางไหนเขาก็จัดการได้ทั้งสิ้น แต่ทุกวันนี้วสินทำหน้าที่รับมือกับภัยจากครอบครัวใหม่ของบิดาแสงฉายอย่างน่าปวดหัว และคราวนี้เขาไม่รู้ว่าต้องปกป้องเธอจากอะไร แต่รู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย
ขณะที่แสงฉายไม่ได้ห่วงตัวเอง แต่กลับห่วงชายแปลกหน้าที่ได้ช่วยชีวิตเอาไว้ ต้องคอยดูแลว่าเขาฟื้นหรือยัง ซึ่งไม่มีทีท่าเลย บางครั้งเธอก็เอามือไปอังที่จมูกเพราะกลัวว่าเขาจะตาย แต่เมื่อยังหายใจอยู่ก็โล่งอก เธอทำเช่นนี้อยู่จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น
“นายหญิงครับ” วสินเอ่ยขึ้นเสียงเรียบและเบา ขณะที่แสงฉายนั่งบนพื้น
“ว่าไงคะ เรียบร้อยไหม”
“ผมเข้าเมืองไปซื้อเสื้อผ้ามาให้เขา เสื้อผ้าเก่าไม่มีครับเพราะว่าพวกเรามีแต่รูปร่างมาตรฐานคนไทย จะสูงหน่อยก็ผมแต่คิดว่าเขาใส่เสื้อผ้าผมไม่ได้เพราะเขาล่ำบึกกว่ามาก” วสินบอกพร้อมกับวางถุงกระดาษทั้งหมดลงที่พื้น
“ก็ไม่เป็นไรค่ะ แล้วมีใครสงสัยอะไรไหมคะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง
“ยังครับ อาจจะยังนะ แต่หลังจากนี้ไม่รู้ครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
“ทานอะไรแล้วหรือยังครับ”
“แม่บ้านน่าจะทำอะไรไว้ในครัวแล้วล่ะ แต่ยังไม่หิว พี่ศินไปพักผ่อนเถอะ”
“คืนนี้ขอนอนข้างล่างนะครับเผื่อมีอะไรให้ช่วย เดี๋ยวนอนที่โซฟาก็ได้”
“ลำบากเปล่าๆ ไปนอนที่บ้านดีกว่าค่ะ”
“ไม่ได้สิ หากเจ้าหนุ่มคนนี้ฟื้นกลางดึก แล้วมีอะไรให้ช่วย ตะโกนเรียกหรือโทรไปผมก็อาจจะไม่ตื่นนะครับ”
“เฮ้อ ก็ได้ค่ะ งั้นก็ตามสบายนะคะ เครื่องนอนอยู่ในตู้ค่ะหยิบเอาเลย”
“โอเคครับ ผมไปจัดการธุระส่วนตัวก่อนดีกว่า แล้วจะกลับมานะครับ ถ้าหิวก็หาอะไรทานซะนะครับนาย”
“ค่ะ ไม่ต้องห่วงแสงหรอก” ปากก็พูดไม่ให้เธอห่วง แต่เธอเป็นเจ้านายนี่นะ จะไม่ให้ห่วงได้อย่างไร
“ครับผม ขอตัวครับ” ว่าแล้วเขาก็เดินไปเปิดตู้อีกใบ ซึ่งเอาไว้เก็บเครื่องนอน เขาหยิบผ้าห่มและหมอนจากนั้นจึงออกไปจากห้อง พร้อมกับปิดล็อคประตูให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัย ส่วนแสงฉายก็เดินไปปิดหน้าต่างที่เป็นกระจกทั้งหมด พร้อมกับปิดผ้าม่าน แล้วกลับมารื้อค้นถุงเสื้อผ้าที่วสินนำมาให้ไปเข้าตู้เอาไว้ จากนั้นจึงกลับมานั่งตรงขอบที่นอนอีกครั้ง เพื่อดูอาการของชายแปลกหน้าที่ยังคงไม่ได้สติ ไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวแต่อย่างใด เธอจึงเอามือแตะที่อกเปลือยข้างซ้ายของเขาอีกครั้ง เพื่อจับสังเกตว่าหัวใจเต้นอยู่หรือไม่ พอปกติก็เบาใจ
“ห้ามตายบนบ้านฉันนะ คุณต้องฟื้น และบอกฉันว่าคุณคือใคร ฉันจะได้ส่งคุณกลับถูก” แสงฉายเอ่ยกับร่างที่หมดสติพลางถอนใจ นึกสงสารและเป็นห่วง
“ใครกันที่ใจร้ายทำคุณได้ลงคอ หรือว่าคุณเป็นคนร้ายที่หนีตายมานะ ถ้าเป็นอย่างหลังคุณได้เจอกับตำรวจแน่” เธอเอ่ยลอยๆ อีกครั้ง ก่อนจะจับผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าอกให้กับชายหนุ่ม จากนั้นเธอจึงไปจัดการธุระของตัวเอง ทำทุกอย่างให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะเดียวกันวสินก็มานอนเป็นเพื่อน เผื่อว่าเธอต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน อีกอย่างเขาไม่ไว้ใจที่มาที่ไปของชายหนุ่มคนนั้น