ฉันชื่อเมย์ และฉันยังรู้จักคนที่ชื่อเมย์เหมือนกันอีกอย่างน้อยห้าคน มันเป็นชื่อที่ตั้งแค่เพราะฉันเกิดเดือนพฤษภาคม แต่ฉันเข้าใจว่าแม่ตั้งชื่อด้วยความรู้สึกแบบไหน แม่ท้องไม่พร้อมและตัดสินใจปล่อยฉันไว้ในความดูแลของลุงกับป้า
ป้าของฉันถูกซื้อตัวให้มาแต่งงานกับครอบครัวของลุง... ฉันไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ฟังดูสุภาพ แต่ในตระกูลของลุงและแม่ฉันมียีนปัญญาอ่อน ครอบครัวของลุงเป็นตระกูลผู้ดีเก่าที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ป้าฉันจึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก...
จนกระทั่งเธอไม่สามารถมีทายาทให้ลุงซึ่งเป็นคนรับช่วงต่อธุรกิจ
ป้าเครียดจัดและเห็นว่าตัวเองไม่อาจทำหน้าที่ผู้หญิงและภรรยาที่ดีได้ จังหวะนั้น ฉันในวัยหนึ่งขวบก็ถูกคุณตาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวในขณะนั้นพามาฝากไว้
แวบแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเลี้ยงเด็กคนนี้เหมือนลูกในไส้ ป้าต่อต้านฉัน เพราะฉันคือเครื่องตอกย้ำว่าเธอไม่อาจทำหน้าที่ในการมีบุตรให้ลุล่วง ฉันเจ็บปวดแทนเธอที่ต้องมาเลี้ยงเด็กแปลกหน้าที่ไม่ได้รัก แม้จะห่างเหิน แต่ป้ายังเลี้ยงฉันเหมือนที่แม่คนหนึ่งควรทำ...
จนกระทั่งฉันอายุ 3 ขวบ และป้าคลอดลูกชายราวกับจะตอกหน้าครอบครัวที่กดดันให้เธอมีทายาทเสมอมา
ฉันกลายเป็นส่วนเกินของบ้าน แต่ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจความรู้สึกของป้า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ป้ารักลูกชายของตนเองมากกว่า ฉันรักน้องชายเช่นกัน และฉันก็สัมผัสรักที่ป้ามีให้เขาได้ อย่างน้อยนั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าป้าไม่ใช่คนไร้หัวใจ
แม้เธอจะพูดจาแดกดัน เอาฉันไปเปรียบเทียบกับน้องชายตลอด อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยถูกทุบตีหรือขังไว้ในห้องน้ำหรืออะไรที่แย่กว่านั้น
ตอนเด็ก น้องชายเป็นเด็กดีน่ารัก แต่พอโตขึ้น เขามองฉันเหมือนชนชั้นล่าง พูดอย่างกับฉันเป็นคนใช้ สั่งให้ทำโน่นนี่โดยไม่ขอบคุณ เวลาใครซื้อของมาให้เราแบ่งกัน เขาก็เอาไปหมดคนเดียว หลายปีมานี้ป้าคงกดดันเขาอย่างมหาศาล เขาเครียดมากและเอามาลงที่ฉัน เรื่องแค่นั้นฉันเข้าใจอยู่แล้ว
แต่ยิ่งโตขึ้น...ฉันยิ่งสงสัยว่าการที่คนในบ้านปฏิบัติตัวราวกับฉันเป็นกาฝากแบบนี้มันถูกเหรอ?
ถึงเป็นเด็กที่คุณตาฝากให้เลี้ยง แต่ฉันเป็นญาติของพวกเขานะ ไม่ใช่ลูกของคนแปลกหน้า
และเมื่อเริ่มเข้าใจถึงความไม่ปกตินั้น ฉันก็เริ่มทรมานเพราะขอความช่วยเหลือและระบายความไม่เข้าใจที่มีอยู่ไม่ได้ และในช่วงนั้น ฉันได้เข้าใจเกี่ยวกับตัวเองเพิ่มอีกอย่าง
สาเหตุที่ฉันให้อภัยพวกเขามานานเพราะฉันเข้าใจความเจ็บปวดของพวกเขา... ฉันเข้าใจความเจ็บปวดของคนอื่นเหมือนมันเป็นเรื่องของตนเอง และทำให้ฉันเห็นใจคนอื่นมากเกินไป
ความเข้าใจนั้นกระจ่างชัดเมื่อฉันขึ้นม.ปลาย
มีคนแอบถ่ายรูปฉันไปตัดต่อบนภาพเด็กนักเรียนวาบหวิวที่คงไปดูดมาจากเว็บโป๊สักเว็บ และเขียนประโคมข่าวใหญ่โตว่ามีคนจับได้ว่าฉันทำงานไซด์ไลน์ หลังจากนั้นโรงเรียนก็ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยแล้ว
“ยัยกะหรี่มาโน่นแล้ว”
ฉันได้ยินตัวเองโดนเรียกว่ากะหรี่บ่อยกว่าชื่อจริงเสียอีก
“หาวในห้องเรียนด้วย สงสัยจัดหนักมาทั้งคืน”
“จัดจนรูบานแล้วมั้ง”
“เป็นลูกคุณหนูแท้ๆ แต่ร่านว่ะแก สงสัยซ้อมไว้ตกผัวรวยๆ”
ฉันได้ยินทุกคำพูดแต่พยายามนั่งเฉย พวกนั้นจะได้ไม่สะใจ
แต่คำพูดพวกนั้นก็ไม่แย่เท่านักเรียนชาย ถ้าวันไหนฉันกลับเย็นกว่าปกติก็มักจะโดนดักคอยตามมุมอับ โชคยังดีที่ปกติจะแค่โดนจับบั้นท้ายหรือหน้าอกก่อนจะปล่อยไป
ฉันกลัวเหลือเกินว่าสักวันจะโดนมากกว่านั้น
วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันต้องกัดฟันผ่านไป อีกไม่นานก็จะจบกับโรงเรียนแห่งนี้และเข้ามหาวิทยาลัย ฉันจะเลือกเรียนต่างจังหวัดหรือต่างประเทศไปเลย จะได้ไม่มีใครรู้จัก และสักวันจะมีใครสักคนที่เห็นฉันเป็นฉัน ไม่ใช่ลูกสาวบ้านรวยที่ทำงานไซด์ไลน์หรืออะไรทำนองนั้น
ทั้งที่อีกไม่นานก็จะเป็นอิสระ...
“เย็นนี้มาหาครูหลังเลิกเรียนหน่อยนะ”
ครูพูดแบบนั้น ช่วงเย็นฉันไปหาที่ห้องพักครู ครูท่านอื่นๆ ติดสอนพิเศษหลังเลิกเรียนจึงมีครูคนนั้นอยู่คนเดียว
“ได้ข่าวว่าหนูทำงานไซด์ไลน์เหรอ?”
หลังชวนคุยจิปาถะ คำถามนั้นก็เข้ามาในบทสนทนา เล่นเอาฉันสะอึก
“...หนูโดนกล่าวหา...”
“พูดจริงนะ? รู้รึเปล่ามันผิดกฎหมาย? มาใกล้ๆ ซิ”
“...” ฉันยืนตัวแข็ง
“มาสิ!”
“ค่ะ...” เมื่อโดนตะคอก ฉันก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวหนึ่งก็โดนคนตรงหน้าเลิกกระโปรงขึ้น
“ครูขอเช็กให้แน่ใจหน่อยเถอะ จะได้ไปแจ้งกับฝ่ายปกครองว่าเธอไม่ได้ทำงานไซด์ไลน์อย่างที่ว่าจริงๆ”
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ ทนนิดเดียว เดี๋ยวก็ปล่อยฉันไปเอง
แต่การทนไปตลอดกาลแบบนี้...มันดีจริงเหรอ?
“ไม่เอา!”
“เถียงครูเหรอ? คะแนนความประพฤติน่ะจะเอาไหม?!”
ฉันไม่อยู่ฟัง พุ่งออกจากห้องและวิ่งสุดฝีเท้าโดยไม่หันมามองข้างหลัง
ฉันวิ่งแบบไม่ดูทางก็มาอยู่บนถนนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง รอบด้านมีแต่บ้านร้างซึ่งเคยมีผู้สูงอายุพักอาศัย แต่บัดนี้ทยอยตายจากจึงเหลือแต่บ้านเปล่า
ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินซึ่งครั้งหนึ่ง คุณยายสักคนคงเคยใช้นั่งรอพระมารับบิณฑบาต
“...ฮึก...”
แล้วฉันก็ร้องไห้ออกมา
ไม่รู้จะหนีไปที่ไหน ฉันอยากกลับห้องนอนและขังตัวเองอยู่ในนั้น ไม่อยากออกมาเจอคำพูดของใครอีกเลย อยากจะหายไปทั้งอย่างนั้นจะได้ไม่ต้องทนกับอะไรอีก
ฟ้าเริ่มมืด ไฟถนนกะพริบติดๆ ดับๆ ฉันลุกขึ้น ปาดน้ำตา และเดินกลับบ้าน แต่ทันใดนั้นเอง...
“...?!”
ขาฉันแข็งค้างอยู่กับที่ ไม่ใช่เพราะฉันเห็นอะไร แต่เพราะฉันขยับไม่ได้จริงๆ พอก้มลงมองก็เห็นว่ามีวงเวทประหลาดปรากฏขึ้นใต้เท้า
ไม่สิ... ความจริงมันดูเหมือนยันต์มากกว่า ยันต์เรืองแสงสีแดง... มีเถาวัลย์ผุดขึ้นจากแสงที่อยู่บนพื้นและมัดขาฉันไว้
“ชะ ช่วยด้วย... ใครก็ได้ช่วยด้วยค่ะ!!!” ฉันเปล่งเสียงแต่รอบข้างมีแต่บ้านเปล่า
พลาดแล้ว... นี่ฉันไม่ระวังตัวขนาดนี้เพราะมัวแต่เสียใจ... ทีนี้จะทำยังไงดี?!
เท้าฉันจมลงไปเรื่อยๆ เหมือนโดนโคลนดูด ตลกชะมัด ตะกี้ยังคิดว่าอยากหายไป แต่ตอนนี้ฉันกลับดิ้นรนจะมีชีวิตรอด ฉันแค่อยากได้ที่ปลอดภัย... ไม่ได้อยากตายสักหน่อย!
ตอนนั้นก็นึกได้ว่ายังถือโทรศัพท์อยู่ ฉันรีบหยิบมากดเบอร์แรกที่เห็น
เบอร์บ้าน... ไม่มีใครรับ ฉันรีบโทรหาน้องซึ่งป่านนี้คงกำลังนั่งรถของป้ากลับบ้านแต่สายโดนตัด เขายังเรียนพิเศษไม่เสร็จเหรอ? พอโทรไปหาป้าก็ไม่มีใครรับ ไม่ต้องโทรไปหาลุง ฉันก็รู้ว่าสายไม่ว่าง
“ขอร้องล่ะ...ใครก็ได้...”
แต่พอกำลังจะกดเบอร์ 1669 เถาวัลย์สีแดงกระชากแขนฉันจนโทรศัพท์กระเด็น และฉันโดนดึงพรวดเดียวจมหายลงไปในพื้นคอนกรีต
“...”
พอลืมตาขึ้นมาเห็นเพดานที่ไม่คุ้นเคย ความทรงจำก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว
ฉันกำลังกลับบ้าน อยู่ดีๆ ก็มีแสงปรากฏขึ้นใต้เท้า และฉันหล่นตุ้บทับผู้ชายคนหนึ่ง หลังจากนั้น...ก็มาตื่นที่นี่
ฉันปัดผ้าห่มไปด้านข้างก็เห็นว่าตัวเองยังสวมชุดนักเรียน
ห้องที่ฉันอยู่ตอนนี้ดูเหมือนหลุดมาจากบ้านเก่าหรือเซ็ตถ่ายละคร มีหน้าต่างฉลุบานใหญ่ พื้นไม้ปูพรมลายสวย โต๊ะเขียนหนังสือตัวเตี้ย ฉากกั้นที่มีลายภูเขาและแม่น้ำ...
พอรวมเรื่องนี้กับผู้ชายแต่งชุดจีนที่เจอตอนหล่นมาที่นี่...
นี่ฉันหลุดเข้ามาใน...จีนโบราณ?
ถึงอยากพูดแบบนั้น แต่พอเปิดปากก็มีแต่ลมออกมาเหมือนเดิม
ฉันยกมือกุมลำคอ ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงได้ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?
ฉันลงจากเตียง พอเหยียบพื้นไม้ก็มีเสียงเอี๊ยดดังขึ้น ฉันเดินไปที่หน้าต่างและมองออกไป
...ธรรมดากว่าที่คิด ฉันนึกว่าจะเจอสระบัวหรือศาลากลางน้ำ แต่สิ่งที่เห็นคือแปลงผัก ฉันไม่ได้มีความรู้เรื่องพืชผักขนาดนั้นแต่พอบอกได้ว่าที่เรียงกันอยู่ด้านหนึ่งคือผักกาดอะไรสักอย่าง ต้นเตี้ยๆ ตรงนั้นคงเป็นถั่วสักชนิด และด้านข้างยังมีมะเขือเทศ
ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาบ่าย แสดงว่าฉันนอนมาเกินครึ่งวัน
พอฉันถอยห่างจากหน้าต่างก็เหยียบพื้นจนลั่นเอี๊ยดอีกครั้ง พอดีกับมีคนเคาะประตู ฉันกำลังจะบอกให้เข้ามาแต่ลืมไปว่าตัวเองไม่มีเสียง ขณะจะเดินไปเปิดประตู ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้เรื่องที่ฉันเปล่งเสียงไม่ได้จึงเชิญตัวเองเข้ามาในห้อง
“ขออนุญาตขอรับ”
คนที่เข้ามาเป็นเด็กหนุ่มคนละคนกับชายหนุ่มที่ฉันล้มทับก่อนหน้านี้ น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน
เขารวบหางม้า ทำหน้าเหมือนโกรธใครอยู่ทั้งที่น้ำเสียงฟังดูสุภาพ ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นดวงตาคมกริบชวนให้นึกถึงเหยี่ยว เด็กหนุ่มสวมเสื้อแขนกุดติดกระดุมหน้าและกางเกงหลวมๆ เดินเท้าเปล่าเข้ามาในห้อง
เขาถือผ้าเข้ามาตั้งหนึ่งและวางมันลงบนเตียง พอฉันส่งสายตาแทนคำถาม เขาก็ยืดตัวขึ้น
“เสื้อผ้าของท่าน”
“...”
“...”
“...”
ความเงียบโรยตัวลงเมื่อเขาไม่ขยายความและฉันพูดไม่ได้ เด็กหนุ่ม มองฉันสลับกับกองเสื้อผ้า ในที่สุดก็พูดว่า
“ข้าน้อยจะไปยกน้ำชามา”
ฉันพยักหน้าอีกครั้งและมองเขาออกจากห้อง ขณะกำลังปิดประตูไม้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดิน
“ถิงถิง!” เด็กหนุ่มขึ้นเสียง ฝีเท้านั้นหยุดอยู่หน้าห้องพอดิบพอดี ก่อนที่ใครบางคนจะกระชากประตูเปิดออกโดยไม่สนใจเสียงทักท้วง
“เจเจ้! มาเป็นเพื่อนกับถิงถิงนะ!”
“...?!”
ฉันโดนร่างเล็กพุ่งเข้าใส่จนล้มทับตั้งเสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มอุตส่าห์วางไว้ให้อย่างดีเมื่อครู่นี้
คนที่พุ่งชนฉันเป็นเด็กหญิงตัวเล็กผมยาว อายุน่าจะสักห้าหกขวบ อยู่ในเสื้อผ้าสีสันสดใส ดวงตาเธอกลมโต แก้มนุ่มๆ เป็นสีชมพู
“ซูเหลียงกับหนิงหลงซิงแซไม่ว่างมาเล่นกับถิงถิงเลย เจเจ้! เจเจ้มาเล่นกับถิงถิงนะ!”
“ถิงถิงขอรับ...”
เด็กหนุ่มเข้ามาดึงคอเสื้อ ‘ถิงถิง’ ให้ถอยจากฉันเหมือนกำลังจับสัตว์ตัวเล็กๆ กลับเข้ากรง ถิงถิงยืนทำแก้มป่องในขณะที่เด็กหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ
“ถิงถิง...ตื่นเต้นนี่นา...” เธอแก้ตัวเสียงเล็ก
“ขอรับ...แต่จะพุ่งชนคนจนล้มไม่ได้ เข้าใจไหม?” เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะเบนสายตาไปทางกองเสื้อผ้า ท่าทางจะไม่อยากพับมันอีกรอบ เขาจึงหันกลับไปหาเด็กหญิง “...ฝากสอนเจเจ้ใส่เสื้อผ้าด้วย ถิงถิงเป็นพี่สาวแล้ว”
“ถิงถิงเป็นพี่สาวแล้วเหรอ?”
“สอนนางเหมือนที่นายท่านเคยสอน” พูดจบก็ผลุบออกจากห้อง
ฉันรู้สึกเหมือนเขาพยายามโยนภาระในการรับมือเด็กคนนี้มาให้ฉัน แต่เอาเถอะ... ถ้าเขาไม่สะดวกใจ ฉันรับหน้าที่ดูแลเธอแทนก็ได้ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเด็กไม่ดี
“เจเจ้... ซูเหลียงบอกว่าเจเจ้พูดไม่ได้” เธอถามฉันตาแป๋ว
ฉันไม่แน่ใจว่าซูเหลียงคือใครระหว่างเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไปก่อนหน้าหรือผู้ชายที่ฉันล้มทับ ได้แต่พับข้อสงสัยนั้นไว้ก่อนและพยักหน้า
“เจเจ้...เดินทางมาไกลคงเหนื่อยสินะ ถิงถิงเองก็มาจากที่ไกลมากๆ ไกลมากๆๆ เหมือนกัน” เด็กหญิงกระโดดขึ้นมานั่งบนเตียง “หนิงหลงซิงแซ บอกว่าถิงถิงมาโผล่ที่นี่ด้วยเวทมนตร์เคลื่อนย้ายล่ะ!”
เวทมนตร์...? เดี๋ยวก่อนนะ ที่สำคัญกว่าคือ ถิงถิงมาจากที่ไกลมากๆ เหมือนกันหมายความว่ายังไง?
ถึงไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นเรื่องหลอกเด็กและส่วนไหนเป็นเรื่องจริง แต่ฉันควรฟังเธอไว้ก่อน
“เจเจ้เหมือนกับถิงถิงเลย มีแสงว้าบ! แล้วก็มาโผล่!” ถิงถิงหัวเราะ “อย่างน้อยหนิงหลงซิงแซก็บอกแบบนั้น ถิงถิงนอนกลางวันอยู่เลยไม่เห็นตอนเจเจ้มา”
“...” ฉันพยักหน้าแรงๆ แสดงให้เธอเห็นว่าฉันตั้งใจฟังอยู่
“แต่เสื้อผ้าเจเจ้ดูแปลกจัง! เหมือนเสื้อผ้าของคนต่างแคว้นที่ถิงถิงเคยเห็นในหนังสือเลย!”
ยิ่งคุยกับเธอยิ่งได้ข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เดี๋ยวก่อนนะ แล้วทำไมฉันฟังคนพวกนี้รู้เรื่องล่ะ? มีคำถามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงตัดสินใจชี้กองเสื้อผ้าให้เธอสอนฉันใส่
ถิงถิงเป็นครูที่ดีกว่าที่คาด เธอยืดอกว่าตัวเองเป็นพี่สาวต้องช่วยเหลือฉันที่มาใหม่
พอได้ยินเด็กหญิงกล่าวเช่นนั้นก็เข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า เธอกับเด็กหนุ่มผมหางม้าคงอยู่ด้วยกันมานาน เขาจึงรู้วิธีหลอกล่อเธออย่างมีประสิทธิภาพ
เสื้อผ้าประกอบไปด้วยกางเกงผ้าฝ้ายตัวบาง เสื้อชั้นในที่ต้องผูกข้างหลัง และเสื้อนอก
เดี๋ยวก่อนนะ...นี่พวกเขาไม่ใส่กางเกงในกันเหรอ? ถิงถิงที่ถอดชุดออกเพื่อแต่งตัวไปพร้อมฉันเองก็ไม่ได้ใส่อะไรไว้ข้างใต้
เดี๋ยวก่อนๆ อย่างนี้ถ้าประจำเดือนมาจะทำยังไงล่ะ...?
ขณะถิงถิงกำลังเล่นอยู่ในกองเสื้อผ้า ฉันก็แอบถอดกางเกงในออกและซุกเอาไว้ใต้เตียงพร้อมถุงเท้า เสื้อซับใน และเสื้อใน เดี๋ยวค่อยเอาไปซัก...
เสื้อชั้นในเป็นผ้ารูปสามเหลี่ยม ฉันเอาคล้องคอและผูกเชือกข้างหลังก็ใส่เสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นก็สวมกางเกงฝ้ายและผูกเชือกรอบเอวไม่ให้หลุด
ฉันสวมเสื้อนอกท่อนบนก่อน มันเป็นเสื้อแขนยาวหลวมๆ ที่ต้องผูกเชือกข้างหน้าเส้นเดียวจบ ยังเห็นเสื้อชั้นใน แต่คิดว่ากระโปรงอีกตัวน่าจะทับได้พอดี
“หลังจากนั้นก็อันนี้!” ถิงถิงพยายามกางกระโปรงให้เห็น มันเป็นผ้ายาวๆ ผืนหนึ่งที่มีเชือกให้รัด เด็กหญิงห่อมันรอบด้านหลังตัวฉันครึ่งทบและบอกให้ฉันผูกเชือกเส้นตรงมุมที่ฉันถืออยู่เข้ากับเส้นตรงกลาง
ฉันพยักหน้าทำตามที่เด็กน้อยสั่งทุกอย่าง ทำให้เธอชอบใจทีเดียว
ฉันนึกถึงน้องชายตัวเองขึ้นมา เวลาฉันทำตามที่เขาอยากให้ทำ เขาจะอารมณ์ดี แต่ถ้าไม่ เขาจะรำคาญฉันมาก
หลังผูกเสร็จ ถิงถิงพันอีกครึ่งทบมาด้านหน้าและผูกเชือกเส้นที่เหลือ ได้เป็นกระโปรงที่พันรอบเอว ตบท้ายด้วยผ้าคาดเอวหนึ่งผืนที่เด็กหญิงช่วยผูกข้างหลังให้ โดยรวมแล้วเป็นชุดที่ดูเหมือนสาวราชวงศ์ไหนสักยุค ใส่สบายและอุ่นกว่าที่คิด
พอแต่งตัวเสร็จ ถิงถิงวิ่งไปเปิดประตู
“เสร็จแล้วนะ!” เธอตะโกนไปทางซ้ายของทางเดิน
ฉันรีบใช้มือสางผมเพราะตอนนี้ยังไม่ได้แต่งหน้าหรืออะไรเลย อย่างน้อยถ้าใครจะเข้ามาก็ขอดูดีไว้ก่อน...
“...”
คนที่ก้าวเข้ามาคือ...ผู้ชายคนนั้นที่ฉันล้มทับ
เขาเป็นชายร่างใหญ่ มีนัยน์ตาสีแดง ใบหน้าคมเข้มยิ่งขับให้สีหน้าจริงจังดูน่าเกรงขาม อยู่ในชุดตัวยาวแบบที่พระเอกซีรีส์จีนโบราณชอบใส่กัน ท่อนบนมีชายเสื้อยาว ปกเสื้อทบมาทางขวา
เขาดูลำบากใจทันทีที่เห็นฉัน...
“เจ้าสบายดีไหม?”
คำถามแรกที่เขาถามผิดคาดนิดหน่อย ฉันทำหน้าเหลอหลาอยู่สองสามวิก็พยักหน้า
“...ดี” เขาพูดต่อ
“ถิงถิงสอนเก่งไหม หนิงหลงซิงแซ?” เด็กหญิงตรงไปเกาะเสื้อผ้าเขา ชายหนุ่มพยักหน้า
“เจ้าทำได้ดี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานจนไม่เหมือนกำลังพูดกับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน น้ำเสียงแบบนั้นก็สื่อถึงความจริงใจว่าเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ ไม่ได้แค่พูดให้เธอรู้สึกดี
ถิงถิงหัวเราะคิกคักและวิ่งกลับมาหาฉัน
“ถิงถิงกับเจเจ้ จะไปเล่นกัน”
“อย่างนั้นรึ?” ชายหนุ่มพยักหน้า “แต่ก่อนพวกเจ้าไป ข้าขอคุยกับนางสักครู่ได้หรือไม่?”
“ได้ เพราะถิงถิงเป็นพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ต้องรู้จักอดทนรอ!” พูดจบเด็กหญิงก็วิ่งออกไปนอกห้อง ปล่อยฉันอยู่กับเขาในห้องแค่สองคน
ณ จุดนั้น ฉันได้เข้าใจว่า อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ บอกให้เธอฟังไม่ได้สักคำเป็นยังไง ฉันอยากถามหลายเรื่องแต่เสียงพูดไม่มี...แล้วฉันก็ทำตาโตเมื่อเห็นว่าเขาหยิบกระดาษกับดินสอมาด้วย
พอเขายื่นให้เงียบๆ ฉันก็รับไปเขียนทันที
ที่นี่ที่ไหน?
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเป็นปม ฉันฉุกคิดว่าเขาคงอ่านภาษาไทยไม่ออกเลยเขียนอังกฤษกำกับไว้ข้างล่าง จากนั้นก็ขุดความรู้ภาษาจีนงูๆ ปลาๆ สมัยประถมกลับมา ฉันพอจะนึกออกแค่ 在哪 ที่แปลว่าที่ไหน
แต่ถึงเขียนไปสามภาษา เขาก็ยังขมวดคิ้ว
“ขออภัย ข้าอ่านไม่ออกเลย”
...ว่าแล้วเชียว
ฉันหลุดมาที่ไหนกันแน่เนี่ย?