"คุณพ่อก็รู้ เอาเรื่องมรดกไปขู่ไม่ได้ผลกับไมล์หรอกค่ะ รายนั้นจะได้หาข้ออ้างไม่กลับมาเลยสิค่ะ"
"...เออ ฉันรู้ว่ามันเก่ง สมบัติของฉันมันไม่อยากได้ ไหนจะธุรกิจของมันและสมบัติของพ่อมันอีก ชาตินี้ทั้งชาติมันก็กินไม่หมด แต่ฉันอยากจะยกให้มัน ใครจะทำไม ฉันขอสั่งเลยนะ ว่าหาวิธีให้มันกลับเมืองไทยเสียที...” เอกพจน์โมโหแบบไม่จริงจัง ศศิกานต์อดยิ้มออกมาไม่ได้อีกครั้ง เพราะลึกๆแล้วเธอรู้ว่าพ่อของเธอกลัวว่าไมล์จะไม่ยอมกลับมาเมืองไทยเสียมากกว่า “แล้วน้ำแข็ง มาเหรอยัง ฉันอยากรู้เรื่อง เพชรพระอุมาต่อแล้ว กำลังสนุกเลย" บุตรสาวที่นั่งข้างๆ ต้องยิ้มออกมา น้ำแข็ง หรือ นางสาวกรกต ทีภาคสุวรรณ เมื่อคิดและนึกถึงใบหน้านั้น ทำให้คนแก่มีความสุขมากขึ้นโดยทันที เธอได้เจอกับน้ำแข็งเมื่อสองสามปีก่อน หญิงสาวที่ทั้ง น่ารักงดงามทั้งภายนอกภายใน ความกตัญญูที่มีในตัวหญิงสาว ทำให้เธอและพ่อของเธอ คลายความคิดถึงไมล์ไปได้บ้าง
ศศิกานต์ อายุยังน้อยมากถ้าเทียบกับวัยของบุตรชาย ไมล์อายุยี่สิบหก ในขณะที่เธออายุเพียงสี่สิบเจ็ด ศศิกานต์ตั้งท้องไมล์ ตอนนั้นเธออายุได้เพียงยี่สิบปีเท่านั้น เธอได้รู้จักกับพ่อของไมล์ตอนเธออายุเท่านั้น แจ็คกี้เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด ตอนนั้นเขามาเมืองไทยแค่ช่วงสั้นๆ เพื่อมาทำธุรกิจ ช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์ที่ได้รู้จักกับแจ็คกี้ เป็นช่วงเวลาที่ดี ไมล์เกิดจากความรัก แม้จะเป็นรักไม่สมหวังก็ตาม เพียงเพราะศศิกานต์ไม่ต้องการย้ายไปอังกฤษ และแจ็คกี้ก็ไม่สามารถย้ายมาเมืองไทยได้ ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะเป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษาที่ดีของกันและกัน และแจ็คกี้ก็เป็นพ่อของไมล์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแต่ศศิกานต์มีฐานะเป็นเพียงแม่ของไมล์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแจ็คกี้ในสถานะอื่นทางกฎหมายทั้งสิ้น แต่ศศิกานต์กลับครองตัวเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาตลอดยี่สิบกว่าปีนี้
“สวัสดีค่ะคุณนับแสน” น้ำแข็งกล่าวทักทายหลานชายอีกคนของบ้านอัครกำธร นับแสนเป็นหลานชายบุญธรรมของเอกพจน์ที่เอกพจน์เองก็รักนับแสนไปไม่น้อยกว่าไมล์ที่เป็นหลานชายแท้ๆ
“สวัสดีจ๊ะคนสวย บอกหลายครั้งแล้วว่าให้เรียกพี่นับแสน” น้ำแข็งยิ้มเล็กน้อย ทุกคนที่นี่ดีกับเธอมาก สามปีแล้วที่เธอเปรียบเสมือนสมาชิกของที่นี่
“ไม่เอาหรอกค่ะ เรียกคุณนับแสนดีแล้ว น้ำแข็งไม่อยากจะให้สาวๆในสังกัดของคุณนับแสนเข้าใจผิด...” นับแสนยิ้มกว้างมากขึ้น สำหรับเขาตอนนี้บอกไม่ถูกเลยกับความรู้สึกที่มีให้กับน้ำแข็ง ทำไมนะ! มันไม่เหมือนเมื่อสามปีก่อนที่ได้เจอและรู้จักกัน ไม่ใช่ว่าน้ำแข็งจะไม่สวยไม่น่ารัก ในทางตรงกันข้ามนับวันความสวยน่ารักของเธอเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆต่างหาก ยิ่งได้รู้จักนิสัยใจคอแล้ว ยิ่งรู้สึกดีมีให้มากขึ้นเรื่อยๆ
“ใครอยากเข้าใจแบบไหนก็ปล่อยไปสิ คุณนับแสนไม่ถือ” น้ำแข็งหัวเราะออกมา คุณนับแสนเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหลอกลวงอายุอย่างมาก ทั้งๆที่เขาอายุยี่สิบเก้าแล้ว แต่ใบหน้ากลับตี๋ หวาน อย่างกับวัยรุ่นวัยยี่สิบต้นๆก็ไม่ปาน ไหนจะนิสัยขี้เล่น ใจดี ทำให้คุณนับแสนเข้ากับคนได้ง่าย โดยเฉพาะสาวๆที่มากมายก่ายกองเลยทีเดียว
“ไม่เอาละคะ น้ำแข็งไปดีกว่า คุณท่านคงรอแล้ว” น้ำแข็งพูดจบก็กล่าวลาและขอตัว เร่งฝีเท้าเข้าไปในตึกใหญ่ทันที นับแสนได้แต่มองตาม ถ้าเขาไม่ถูกห้ามไว้เรื่องของน้ำแข็ง เขาคงจีบเธอมาเป็นคนรักแบบอนาคตแม่ของลูกแน่นอน เมื่อช่วงหลังๆ หัวใจเขามันเปลี่ยนจังหวะการเต้นทุกครั้งที่ได้เจอและคุยกับเธอ
“สวัสดีค่ะคุณท่าน คุณป้า” น้ำแข็งที่เดินมาตรงระเบียงที่ด้านหน้าเป็นสวนดอกไม้มากมาย
“มีคนแถวนี้บ่นหาอยู่พอดีเลยจ๊ะน้ำแข็ง” ศศิกานต์ เอ่ยกับน้ำแข็งที่เดินเข้ามาและค่อยๆทรุงดนั่งลงอย่างสุภาพ
“น้ำแข็งมาสายเองค่ะ ว่าแต่คุณท่านเดินออกกำลังกายไปกี่รอบคะ”
“นั่นไงละ ทำไมถึงไม่ไปเรียนพยาบาลไปเลยนะ”
“คุณท่านอย่าเอ็ดน้ำแข็งสิค่ะ คุณหมอนนท์กำชับมากๆเลยนะคะ ว่าคุณท่านต้องออกกำลังกายทุกวันเป็นดีที่สุด แค่เดินในตอนเช้าเยอะๆหน่อย ไทเก็กก็ดีนะคะ คุณท่านน่าจะทำบ้าง”
“เช้านี้ กระผมเดินรอบสวนไปสามรอบครับ โดยมีนายใบเดินเป็นเพื่อนตลอดการออกกำลังกาย ตามคำสั่งพยาบาลน้ำแข็งเลยครับ...” ศศิกานต์แอบยิ้มขบขัน และทำให้ศศิกานต์อดไม่ได้ที่จะคิดถึงบุตรชาย อยากให้กลับมาเสียทีจริงๆอย่างที่คุณพ่อว่า เพราะน้ำแข็งโตขึ้นมาก และสวยมากมีเหรอว่าเธอจะไม่รู้ว่า มีไม่น้อยเลยคนที่มาตามจีบน้ำแข็ง แต่ดีหน่อยที่ตอนนี้น้ำแข็งไม่สนใจเรื่องนี้ในตอนนี้ แต่ถ้าเจอใครที่ดีขึ้นมา ลูกชายของเธอก็พลาด ‘สิ่งดีๆ’ ในชีวิตไปอีกครั้งนะสิ คิดได้ตามนั้น ศศิกานต์จึงกล่าวขอตัว และบอกให้น้ำแข็งจัดการคนแก่จอมดื้อรั้นได้อย่างเต็มที่เลย
“คุณท่าน งั้นเรามาต่อจากเมื่อวานเลยนะคะ เพราะวันนี้น้ำแข็งมีเรียนบ่ายค่ะ” เอกพจน์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม และฟังเพชรพระอุมา บทต่อไปจากนักอ่านที่อ่านหนังสือให้เขาฟัง แบบที่เขาคิดว่ากำลังฟังเสียงพากย์จากนักพากย์กันเลย เพราะอารมณ์และน้ำเสียงบิ้วไปกับเนื้อเรื่องได้อย่างน่าฟังและเพลิดเพลิน
“แจ็คกี้ ทำไมศศิ ถึงติดต่อไมล์ไม่ได้เลย” ศศิกานต์โทร.หา แจ็คกี้ หลังจากที่พยายามติดต่อบุตรชายมาสักพัก
“เขาไปดำน้ำ คงไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้าของคุณ มีอะไรด่วนเหรอ เดี๋ยวผมวิทยุแจ้งไปหาเขาให้”
“ศศิ อยากให้ไมล์กลับเมืองไทยค่ะ คุณจัดการเรื่องนี้ได้มั้ยคะ”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอเปล่า?”
“ไม่มีค่ะ แต่นานแล้วนะคะ ที่คุณพ่อของศศิไม่ได้เจอหลานชาย และศศิเองก็ไม่อยากเดินทางไปหาไมล์แล้วด้วย มีที่ไหนปล่อยให้แม่คิดถึง ทนไม่ได้ก็ต้องเป็นฝ่ายบินไปหาเอง ศศิ เริ่มจะโกรธแล้วนะคะ”
“ใจเย็นๆก่อน ไมล์ไม่มีแผนที่จะอยู่ที่นี่ถาวรอย่างที่คุณเข้าใจหรอก เขาพูดถึงคุณตลอด อย่างไรแล้วเขาก็จะกลับไปแน่นอน อีกไม่นานแล้ว คุณรอหน่อยนะ เพราะการกลับไปของเขาครั้งนี้จะมีสิ่งดีๆไปให้คุณประทับใจ ภาคภูมิใจในตัวเขา”
“สิ่งดีๆ...อะไรนะคะ!? สิ่งดีๆ” ศศิกานต์ใจหายวาบ เมื่อ สิ่งดีๆ ที่อยู่ในความคิดของเธอก็คือ น้ำแข็ง อย่าบอกนะว่า ไมล์มีคนที่รักแล้ว เขาเริ่มต้นใหม่ได้แล้วเหรอกับใครสักคนที่เขาเจอที่นั่น อย่างงั้นเหรอ
“ศศิ ศศิ....” ศศิกานต์ เหมือนไม่ได้ยินเสียงปลายสาย เธอตัดสายโดยที่ไม่กล่าวลา พร้อมทรุดนั่งลงบนเตียงในห้องนอนของตน
“จะไม่มีวาสนาต่อกันเลยเหรอ” ศศิกานต์เปรยกับตัวเอง อดเสียดายแทนบุตรชายไม่ได้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้กันเล่า เธอไม่มีทางจะทำให้ไมล์ต้องเสียใจกับเรื่องนี้เด็ดขาด ‘ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน’
หลังมื้อเที่ยงที่น้ำแข็งจะอยู่ร่วมทานกับศศิกานต์และเอกพจน์เป็นประจำ หากเธอมาที่นี่ในยามเช้าและจะต้องออกไปเรียน และจะมีนายใบ คนสนิทของเอกพจน์ขับรถไปส่งที่มหาวิทยาลัยทุกครั้งตามคำสั่งของเอกพจน์ มีหลายๆเรื่องที่เอกพจน์จะยอมตามใจน้ำแข็ง แต่เรื่องนี้เอกพจน์ยืนยันว่าต้องให้รถของที่นี่ไปส่งเธอที่มหาวิทยาลัย แม้จะเข้าใจน้ำแข็งที่ไม่ต้องการเป็นที่จับตามองจากเพื่อนๆนักศึกษาด้วยกัน ซึ่งในตอนแรกน้ำแข็งก็กระดากไม่น้อยต่อสายตาของเพื่อนๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็หาใส่ใจ เพราะกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว
“ขอบคุณนะคะลุงใบ” น้ำแข็งกล่าวขอบคุณพร้อมยกมือไว้ลุงใบทุกครั้งตลอดเกือบสามปีที่ผ่านมา
ลุงใบยิ้มและรับไหว้ตามปกติ สายตาเอ็นดูและเคารพซึ่งกันและกันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนดั่งที่ตัวน้ำแข็งเองก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้เธอจะเป็นคนที่เจ้านายรักเอ็นดูไม่ต่างกับลูกหลาน ใครๆในบ้านต่างก็รู้ว่าน้ำแข็งเป็นตัวเลือกที่ประมุขของบ้านอยากจะได้มาเป็นหลานสะใภ้ แต่ทุกคนในบ้านต่างก็รู้จักคุณไมล์ดีว่าเป็นคนอย่างไร ทุกคนจึงได้ทำเพียงโอบอุ้มดูแลน้ำแข็งเป็นอย่างดี รอวันที่ทายาทจะกลับมาและรับสิ่งดีๆที่คนที่นี่ตระเตรียมไว้ให้อย่างเต็มใจ อย่างที่ทุกคนตั้งความหวังไว้
“หวัดดีจ๊ะพิม” น้ำแข็งทักทายเพื่อนสาวคนสนิท เมื่อเดินมานั่งที่ประจำ
“หวัดดีจ๊ะ” พิม หรือ พิมพิลา หญิงสาวที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน เธอเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง สถานะทางบ้านที่มีพ่อเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในวงสังคม รูปร่างอรชนบอบบาง ใบหน้าหวานดวงตาคมโต เธอยังมีตำแหน่งเป็นดาวคณะด้วย เรื่องสมองก็เป็นเลิศ แถมเป็นติวเตอร์มือหนึ่งของน้ำแข็งอีกด้วย คุณสมบัติทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวพิมพิลาน้ำแข็งเทียบไม่ได้เลย “เกรดเฉลี่ยของเพื่อนน่าพอใจมากเลยนะจ๊ะ”
“แหมๆๆๆๆ ดีจัง น้ำแข็งไม่รู้ชาติก่อนทำบุญด้วยอะไรถึงได้มีวาสนาได้รู้จักและมีเพื่อนที่แสนๆๆๆๆๆดีขนาดนี้”
“เวอร์วัง!...ไปละ ไปๆ เข้าเรียนกันได้แล้ว วิชานี้ไม่ง่ายเลยนะ”
“ไม่ง่าย ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่น้ำแข็งมีอัจฉริยะที่แสนสวยคอยเป็นห่วงแบบนี้”
“พอๆ เลย” พิมอดไม่ได้ที่จะแอบตีแขนเล็กๆของเพื่อนเบาๆอย่างหมั่นไส้ “เออ น้ำแข็งจะไม่ไปฝึกงานกับบริษัทของคุณลุงพิมแน่ๆนะ” พิมพิลาย้ำถามอีกครั้งอย่างเป็นห่วงและขอคำยืนยันที่มั่นใจจากเพื่อนอีกครั้ง เรื่องที่เคยคุยกันไว้
“ขอบใจจ๊ะ น้ำแข็งจะไปฝึกงานบริษัทของคุณท่านนะ อยากจะตอบแทนท่านให้มากๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับพวกท่านได้บ้างเหรอเปล่านะ” สองสาวเดินคุยกันไปเรื่อยๆ
“อย่างน้ำแข็งมีประโยชน์มากอยู่แล้ว” พิมพิลาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม เธอกับ น้ำแข็งรู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย แม้ฐานะของพวกเธอจะแตกต่างกัน แต่สำหรับพิมพิลาแล้วความจริงใจที่มีให้กันต่างหากที่สำคัญ น้ำแข็งเป็นเด็กที่เรียนระดับปานกลางมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ด้วยเป็นคนขยันที่ไม่ย่อท้อ จึงทำให้น้ำแข็งสามารถสอบเข้าเรียนในสถาบันชั้นนำของประเทศได้แบบเฉียดฉิว ก็ให้ทำอย่างไรก็การแข่งขันมันสูง แต่น้ำแข็งก็ไม่เคยต้องทำให้ตัวเองและคนรอบข้างต้องผิดหวังสักครั้ง
...ณ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ณ เรือยอร์ช กลางแม่น้ำเทมส์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่กำลังเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆอย่างไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
ไมล์ยืนมองทัศนียภาพที่เห็นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แม้จะชินตาแต่ให้มองอีกครั้งในตอนนี้ก็คิดว่ายังสวยไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเคย
“ไมล์ ทำไมไม่ไปสนุกกันด้านใน พวกเราเหมาเรือจัดปาร์ตี้ครั้งนี้เพื่อเลี้ยงส่งนายนะ” เวนกาเบรียน หรือ เรียกสั้นๆว่า เวนน์ หนึ่งในเพื่อนหลากหลายของไมล์ สี่ปี่ที่ไมล์มาอยู่ที่นี่ แม้เขาจะเรียนและทำงาน แต่ไมล์ก็ไม่เคยเก็บตัว ทำตัวสันโดษเหมือนอย่างที่อยู่เมืองไทย ตั้งแต่ชีวิตที่ไม่มีคนรัก อะไรๆหลายอย่างในตัวไมล์ก็เปลี่ยนไปมาก เขาเปิดรับเพื่อนนอนแต่ไม่เปิดรับเพื่อนใจซึ่งเป็นธรรมดาของสังคมที่นี่ แม้มีหญิงสาวมากมายอยากจะเป็นเจ้าของหัวใจหนุ่มลูกครึ่งทรงเสน่ห์คนนี้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำลายกำแพงที่ไมล์สร้างขึ้นปิดกั้นพวกเธอเหล่านั้นได้เลย
“อยากจะชื่นชมความงดงามทิวทัศน์ เพราะหลังจากที่กลับเมืองไทยครั้งนี้แล้ว ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสกลับมาอีกเมื่อไหร่” เวนน์พยักหน้าอย่างเข้าใจ จึงขอยืนอยู่ตรงนี้ด้วย แม้ไมล์จะมีเพื่อนมากมายแต่ เวนน์ กลับเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด