“วิ่ง! อย่าหยุด!”
เสียงตะโกนจากใครสักคนดังลั่นอยู่ข้างหูราวกับฟ้าผ่า ทำให้อู่หลิงเยว่สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นจากการหลับใหล
กลิ่นหญ้าชื้นและดินเปียกลอยขึ้นมาแตะจมูก แฝงด้วยกลิ่นเลือดเจือจาง ความเย็นเยียบกัดกินผิวหนังของหญิงสาว มือของนางแตะลงไปบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สัมผัสได้ถึงเศษไม้ เศษหญ้า และก้อนหินแหลมบาดเนื้อ
"หนี..หนีเร็วเข้า!" เสียงผู้หญิงปริศนาอีกคนแว่วมาจากทิศทางหนึ่งเรียกสตินางให้กลับมาอีกครั้ง
เสียงกรีดร้อง เสียงฝีเท้าวิ่งกระทบพื้นดินดังระงม เสียงร้องไห้ สบถ คำสั่งที่ฟังไม่รู้เรื่องประปรายอยู่รอบตัว ร่างของนางยังคงนอนแน่นิ่ง ค่อย ๆ กะพริบตา ฝืนเผยอเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นช้า ๆ
เงามืดของต้นไม้สูงใหญ่ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงทึบเหนือศีรษะ ลำแสงจาง ๆ ส่องลอดกิ่งใบลงมากระทบใบหน้า ราวกับฝันร้ายที่ยังไม่ยอมจบสิ้น
"แผ่นดินไหว..ห้างถล่ม..ใช่ไหม?" เสียงของนางแหบพร่า ริมฝีปากและลำคอแห้งผาก
ทันใดนั้น เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"พวกมันมาแล้ว! วิ่ง! วิ่งเร็ว!"
หัวใจของอู่หลิงเยว่กระตุกวาบ แม้ว่าภาพต้นไม้และป่าทึบจะขัดกับความทรงจำว่านางกำลังหนีตายอยู่ในอาคารสูงที่กำลังถล่มลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่สมองส่วนลึกบอกให้นางลุกขึ้นแล้วออกแรงวิ่ง วิ่งหนีสุดชีวิต!!
ยามนี้หัวใจของนางเต้นแรงรัวเหมือนกลองศึก มือเย็นเฉียบราวกับเลือดไหลย้อนกลับ เสียงหอบหายใจของตัวเองดังอยู่ข้างหู ขณะที่ฝ่าเท้ากระแทกพื้นจนรู้สึกแสบแปลบ บริเวณสะโพกก็ปวดตุบ ๆ เหมือนเพิ่งกระแทกอะไรบางอย่างมา
“เร็วเข้า! เร่งอีก!” เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังไล่หลังนางมาอีกครั้ง รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คนที่วิ่งสวนกันไปมา บางคนกรีดร้อง บางคนร้องไห้ บ้างก็อุ้มเด็ก บ้างลากผู้เฒ่า ทุกคนดูสับสนปนตื่นกลัว เสียงฝีเท้าวิ่งอึกทึกไปหมด
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!!”
นางหันมองซ้ายทีขวาที แต่ไม่มีใครมองกลับมาสักคน คนเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าแปลกตา เก่า ยับ และเปื้อนดิน เหมือนหลุดมาจากหนังจีนย้อนยุค!!
“ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่…” นางตะโกนออกมาด้วยความสับสน
ฟิ้ววว! เสียงธนูแหวกอากาศพุ่งผ่านหูอู่หลิงเยว่ไปอย่างฉิวเฉียดจนร่างเล็กชะงักกึก
ฉึก!
ลูกธนูเมื่อครู่แทงทะลุเนื้อคนข้างหน้า ตามด้วยเสียงกรีดร้องสั้น ๆ ร่างหนึ่งล้มลงห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว เลือดเปรอะพื้นดินแดงฉาน แต่ผู้คนยังคงวิ่งต่อไป ไม่มีใครหยุด ไม่มีใครแม้แต่จะเหลียวมอง
เกิดอะไรขึ้น!! นางยืนแข็งค้างนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจ
มีคนตายอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ไม่มีใครหยุดวิ่งเลยสักคน!!
อู่หลิงเยว่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แม้ว่าภาพคนตายตรงหน้าเมื่อครู่จะทำให้นางขาสั่นจนแทบก้าวต่อไปไม่ออก แต่ถ้าคนที่โชคร้ายเมื่อครู่เป็นตัวนางเองเล่า?
หญิงสาวจำเป็นต้องวิ่งต่อไปทั้งๆ ที่สมองเต็มไปด้วยคำถาม
ฉันยังไม่ตายใช่ไหม?
แล้วฉันออกมาจากซากตึกถล่มใต้ห้างได้อย่างไร?
ความทรงจำสุดท้ายที่นางจำได้คือ ภาพเพดานห้างที่ถล่มลงมา ฝุ่นควัน เศษเหล็ก เสียงกรีดร้อง และกลิ่นเลือด นางจำได้แม่นว่ามีแผ่นดินไหว นางติดอยู่ใต้อาคารห้างสรรพสินค้าที่นางมาฝึกงานอยู่ และกำลังจะหมดลมหายใจในไม่ช้า
แล้วตอนนี้ ทำไมนางยังหายใจอยู่? นางเหนื่อย นางไม่ได้ฝัน!
แผ่นดินไหวซ้ำอีกครั้งแล้วตัวนางหลุดออกมาจากกองปูนที่ทับร่างเอาไว้เช่นนั้นหรือ?
ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มขาดช่วงจากการวิ่งที่ยาวนานโดยไม่มีการหยุดพัก เสียงฝีเท้าดังกลบหูจนเหมือนโลกทั้งใบกำลังไล่ล่าตัวนาง รอบด้านเป็นต้นไม้ใหญ่ ลมเย็นพัดปะทะหน้า ใบไม้ปลิวว่อน
“ไปต่อเร็วเข้า! อย่าหยุดกลางทาง!” เสียงตะโกนดังมาจากทิศทางด้านหน้า
อู่หลิงเยว่หันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นเปลวไฟลุกไหม้อยู่ไกล ๆ มีควันดำลอยคลุ้งไปทั่วปลายฟ้า ในหมู่ควันนั้น... เหมือนมีเงาคนจำนวนมากไล่ตามหลังมา
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเริ่มดังขึ้น บางคนล้ม บางคนถูกเหยียบย่ำ แต่ยังไม่มีใครหยุดแม้กระทั่งตัวนางเอง!
อู่หลิงเยว่พยายามหายใจลึก แต่มันกลับเหมือนกลืนเอาทรายเข้าไปในหลอดลม นางเหนื่อยจนลมหายใจติดขัด ในหูอื้อไปหมด
“ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่!!” หญิงสาวเริ่มเสียสติ นางไม่ได้กำลังวิ่งหนีจากเหตุการณ์ตึกถล่ม และไม่ได้วิ่งออกมาที่สวนสาธารณะนอกอาคารแต่อย่างใด
ด้านหลังมีเพียงเสียงฝีเท้าหนัก ๆ และเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ คล้ายกับฉากหนังต่อสู้ในละครจีนไม่มีผิด
“นี่มันป่าชัดๆ!!” นางเห็นใบไม้หนาทึบ เห็นเห็ดป่า เถาวัลย์...เมื่อมองไปยังแขนของตนเองก็เพิ่งจะรู้ว่าเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ที่เคยใส่ได้หายไป เหลือเพียงเสื้อผ้าสีหม่นสกปรกคล้ายชุดชาวบ้านจีนโบราณอยู่บนร่าง
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหม?
ขาของนางเริ่มอ่อนแรง หัวใจเต้นกระหน่ำเหมือนกำลังจะระเบิด
"อ๊ะ!!"
หญิงสาวสะดุดรากไม้แล้วล้มลงกับพื้นอย่างจัง ร่างไถลไปบนทางลาดชันที่เต็มไปด้วยหินแหลม นางร้องออกมาเบา ๆ ขณะที่ฝ่ามือถลอกเลือดซิบ ไม่มีใครหยุดช่วย ไม่มีแม้แต่สายตาเห็นใจ
หญิงคนหนึ่งวิ่งผ่านร่างนางไปพร้อมกับเด็กทารกในอ้อมแขน มีเพียงชายชราคนหนึ่งที่ร้องเตือนว่า “ลุกขึ้นเร็วเข้า! ข้างหลังพวกมันมาแล้ว!”
พวกมัน?
อู่หลิงเยว่หันกลับไปตามสัญชาตญาณ ทว่านางก็ไม่ทันได้เห็นว่าพวกมันคือใคร แต่มันต้องเป็นคนที่ส่งธนูดอกนั้นมาสังหารผู้คนเป็นแน่!
นางกัดฟันแน่น กระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนแล้วออกแรงวิ่งอีกครั้งแม้ขาจะยังเจ็บ น้ำหนักตัวที่โถมไปข้างหน้าเหมือนจะไม่ใช่การวิ่งด้วยสองขา แต่เป็นการพุ่งไปด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
แครก! เสียงใต้ฝ่าเท้าทำให้ร่างเล็กชะงักงัน มันไม่ใช่เสียงกิ่งไม้ แต่มันคือเสียงของพื้นดินที่ทรุดตัวลง
"อ๊ะ!"
ทันใดนั้น พื้นดินเบื้องล่างก็ยุบตัวลง ร่างทั้งร่างร่วงตกลงไปในหลุมลึกซึ่งถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งอย่างแนบเนียน เสียงของโลกเบื้องบนเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงหายใจของตนเองและความมืดที่โอบล้อมอยู่ทุกทิศ
อู่หลิงเยว่พยายามจะลืมตาอีกครั้ง แต่ความเหนื่อยล้า ความตกใจ และความกลัวกลับพานางดิ่งเข้าสู่ห้วงความมืดอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบงัน
……….
กลิ่นดินชื้นกับไอเย็นเฉียบแทรกเข้ามาในจมูกทันทีที่อู่หลิงเยว่รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งภายใต้หลุมดินลึกท่วมหัว
ร่างกายของนางเจ็บปวดจนขยับแทบไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ดีใจที่ตนเองยังมีความรู้สึก นั่นหมายความว่านางยังมีชีวิตอยู่!
‘ฉันยังไม่ตาย?’
อู่หลิงเยว่ขยับนิ้วมือทีละข้างอย่างระมัดระวัง ราวกับต้องการยืนยันกับตัวเองว่าไม่ใช่แค่จิตวิญญาณที่ล่องลอย เมื่อแน่ใจว่าอวัยวะยังตอบสนองดีอยู่นางจึงค่อย ๆ ลืมตาสำรวจรอบกาย
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้ว แต่แสงจันทร์ยามค่ำคืนก็ส่องสว่างเพียงพอให้นางมองเห็นสภาพของหลุมดินที่นางตกลงมา
ผนังรอบตัวของนางเป็นดินแข็งที่ถูกขุดขึ้นโดยฝีมือคน พื้นที่ในหลุมก็ไม่ได้กว้างนัก ลักษณะคดเคี้ยวของโพรงนี้ทำให้คิดถึงอุโมงค์ในหนังสงคราม หรือที่หลบภัยชั่วคราวในสนามรบ
“คราวแรกร่างก็ติดอยู่ใต้คานปูนในตึก อีกเดี๋ยวก็ไปวิ่งอยู่ในป่า แล้วตอนนี้ก็มาติดอยู่ใต้ดิน? ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันกันแน่!!!”
นางรำพันพลางค่อย ๆ ยันตัวขึ้นไปพิงผนังดิน ความเจ็บระบมแล่นพล่านจนต้องกัดฟันเงียบ ๆ หัวเข่าซ้ายเจ็บจี๊ดทุกครั้งที่ขยับ ข้อมือขวาเต็มไปด้วยรอยถลอกจนเป็นแผลเปิด แต่ดูแล้วไม่น่าใช่กระดูกหัก
นางใช้สองมือลูบตัวเองอย่างเบา ๆ ตรวจหาบาดแผลที่มองไม่เห็น อกยังขยับขึ้นลงตามแรงหายใจ หัวใจยังเต้น ไม่เร็วเกิน ไม่ช้าเกิน และไม่ใช่ฝัน
‘โพรงดิน..หรือว่าจะเป็นทางหนีไฟเก่าแก่ใต้ตึก?’
หญิงสาวกวาดตามองแนวอุโมงค์ที่ทอดยาวออกไป มันทั้งแคบ ทั้งลึก และทั้งมืดมองแทบไม่เห็นปลายทาง มีเพียงรอยเลื่อนบนพื้นเป็นแนวยาวคล้ายทางที่เคยมีคนคืบคลานผ่าน
"นี่มัน...เหมือนสนามเพลาะในสงครามเลย..." อู่หลิงเยว่พึมพำ ขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ความเงียบกลืนกินทุกอย่าง ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงตะโกน หรือเสียงกรีดร้องของฝูงชนจากด้านบน ราวกับว่าโลกภายนอกก่อนหน้านั้นเป็นเพียงความฝัน
อู่หลิงเยว่นั่งนิ่ง ฟังเสียงลมหายใจตัวเองจนมั่นใจแล้วว่านางปลอดภัยดี จึงได้เริ่มขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้นางพยายามคลานออกไปอย่างระวัง มือซ้ายพยุงตัว ส่วนมือขวาเจ็บเกินกว่าจะใช้แรงเต็มที่ ทันทีที่ศีรษะของนางกระแทกเข้ากับกิ่งไม้แห้งที่ยื่นลงมาจากด้านบน
“อ๊าาาาาา!”
ชั่วขณะนั้นนางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ภาพ และเสียงจากความทรงจำของใครคนหนึ่งแล่นพ่านเข้ามาในโสตประสาทของนางโดยไม่ทันตั้งตัวอย่างรุนแรงราวกับคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด
หญิงสาวคนหนึ่งนั่งเย็บผ้าอยู่ในเรือนไม้ล้อมด้วยแสงแดดอ่อน ๆ มารดาของนางกำลังเรียกให้ไปกินข้าว บิดาใส่ชุดผ้าแพรนั่งจดบัญชีอยู่บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ เสียงลมพัดม่านกระทบกันเบา ๆ กลิ่นชาอ่อน ๆ ผสมกลิ่นสมุนไพรลอยในอากาศเหมือนบ้านที่อบอุ่น
แต่วินาทีถัดมา ภาพทุกอย่างกลับกลายเป็นฝันร้าย
ไฟลุกไหม้ โกลาหล ผู้คนกำลังวิ่งหนีและกรีดร้อง หญิงสาวในชุดเดิมกำลังกอดศพมารดาด้วยน้ำตาเต็มหน้า บิดาถูกลากออกไปยังตรอกแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยเลือดและศพ นางวิ่งหนีไปในป่าพร้อมกับฝูงชนแปลกหน้า
วันแล้ว วันเล่าผ่านไปพร้อมกับความหิวโหยและหวาดกลัว บางวันหญิงสาวคนนั้นก็ต้องซ่อนตัวอยู่ในน้ำเกือบครึ่งคืนเพื่อหลบหนีจากทหารฝ่ายศัตรู
คนแปลกหน้าในความทรงจำเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ก่อนที่หญิงสาวจากยุคโบราณในภาพจะสะดุดหินริมลำธารล้มศีรษะกระแทก และเลือดไหลไม่หยุด
อู่หลิงเยว่ยกมือขึ้นกุมศีรษะ และเพิ่งจะรู้ตัวว่านางมีบาดแผลอยู่บริเวณไรผมบนหน้าผากจริงๆ หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นจนเหมือนจะหลุดออกจากอก
“ไม่ใช่ของฉัน!! ความทรงจำพวกนี้ไม่ใช่ของฉัน!!”
แต่นางสัมผัสได้ว่า ทุกอย่างมันเป็นจริง นางไม่ใช่แค่เห็น แต่รู้สึกราวกับเป็นคนเดียวกันกับหญิงสาวผู้นั้น!!
แท้จริงแล้วตอนนี้นางอยู่ในอีกยุคโบราณในแคว้นเหยียน ที่เพิ่งถูกโจมตีจากแคว้นหลัวซานซึ่งสมคบคิดกับขุนนางกบฏนามจ้าวเยียน กำแพงเมืองถูกทำลาย ตลาดถูกเผา ครอบครัวของนางถูกสังหารเพื่อปล้นชิงทรัพย์สินไปจนหมด
และร่างนั้น..ตายใต้ต้นไม้ริมลำธาร
“ฉันตื่นมาในร่างของนาง” ความคิดนี้กระแทกเข้าใส่จิตใจของอู่หลิงเยว่อย่างรุนแรง
ตัวนางในอีกโลกหนึ่งจบชีวิตอยู่ใต้ซากตึกถล่ม แต่กลับมามีชีวิตใหม่อยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีใครสักคนที่รู้ว่านางมีตัวตนอยู่ตรงนี้ ไม่มีมือถือ ไม่มีโลกออนไลน์ ไม่มีเงิน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีครอบครัวหรือคนรู้จักหลงเหลือเลยแม้แต่คนเดียว!!
“ฉันจะอยู่รอดได้ยังไง..?” นางพูดกับอากาศด้วยเสียงสั่นเครือ ราวกับว่าจะได้ยินคำตอบจากใครสักคน
แต่ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากรากไม้ด้านบนที่ดังเป็นจังหวะเหมือนหัวใจของอุโมงค์นี้
แล้วทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น..เบาเกินจะเป็นแค่ลมแต่มันคล้ายกับเสียงลมหายใจที่ขาดช่วงของใครบางคน!
อู่หลิงเยว่สะดุ้ง หัวใจเต้นรัวอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะกลัวแต่กลับเป็นความหวัง
หวังว่าจะมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนนางในยามนี้
นางค่อย ๆ ลูบผนังดินแล้วคืบคลานช้าๆ ไปทางด้านที่มีเสียง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ทั้งตื่นเต้น ทั้งตื่นกลัว ทั้งเจ็บ
“มีใครอยู่ไหม” นางเปล่งเสียงออกไปเบา ๆ
“มีใครอยู่ไหม?” นางสูดลมหายใจลึก ๆ พยายามรวบรวมความกล้าถามออกไปอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ก้องกังวานในโพรงมืด ยืนยันว่ายังมีใครบางคนอยู่ในนี้จริง ๆ
อู่หลิงเยว่ค่อย ๆ คืบคลานตามทางอุโมงค์ที่แคบจนพบบริเวณที่โพรงดินที่กว้างขึ้น ใต้แสงจันทร์เลือนรางนางเห็นร่างของบุรุษคนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ ใบหน้าของเขาถูกคลุมครึ่งด้วยผ้าขาดเก่า ๆ
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อเข้าไปใกล้ร่างนั้น ก่อนจะกัดฟันเอื้อมมือไปเปิดผ้าคลุมบนใบหน้าของคนผู้นั้นออก
ใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษในวัยยี่สิบต้น ๆ ปรากฏขึ้นในสายตา ลำคิ้วเข้มได้รูปขมวดแน่นราวกับยังตกอยู่ในห้วงฝันลึก จมูกโด่งตรงอย่างสมบูรณ์แบบรับกับแนวกรามคมชัด
ผมยาวสีดำสนิทของเขาหลุดลุ่ยแผ่สยายไปกับพื้นดิน แม้ดวงตาจะปิดสนิท หากบรรยากาศรอบกายยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นน่าเกรงขาม
เสื้อเกราะบางแบบทหารโบราณบางส่วนที่ฉีกขาด แต่อาศัยจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางก็รู้ได้ทันทีว่าสัญลักษณ์บนเสื้อเกราะนั้นเป็นของทหารแคว้นเหยียน!
“ขอโทษนะ คุณได้ยินฉันไหม?” นางถามเสียงเบา
เสียงครางแผ่ว ๆ ดังขึ้นจากลำคอชายหนุ่ม เปลือกตาของเขากระตุกช้า ๆ
“อย่าขยับมากค่ะ คุณบาดเจ็บหนัก” อู่หลิงเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบและวิตก
สายตาของนางเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่วางอยู่ใกล้ร่างใหญ่ รู้สึกอุ่นใจขึ้นไม่น้อย
นางรีบคว้าถุงหนังสัตว์ที่พาดอยู่ข้างเอวเขาขึ้นมา ปลายนิ้วสะบัดเชือกเส้นเล็กที่ผูกปากถุงไว้แน่นแล้วค่อย ๆ ประคองให้น้ำไหลหยดลงแตะริมฝีปากเขาช้า ๆ
พอได้ดื่มน้ำไปหลายอึก ชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขากระซิบด้วยเสียงแหบพร่า
“พื้นที่ปลอดภัย..ห่างจากที่นี่ไม่ถึงสองลี้..มีทหารแคว้นเหยียน”
อู่หลิงเยว่กลืนน้ำลาย “พื้นที่ปลอดภัย?” นางถามซ้ำราวกับหวังว่าจะได้ยินอะไรเพิ่มเติม
“ไปทางทิศตะวันตก” ชายหนุ่มพูดติดขัดก่อนจะไอแรงๆ แล้วยกมือขึ้นกุมท้องของตน
อู่หลิงเยว่เบือนหน้ามองไปที่รอยเลือดบริเวณช่องท้องของเขา ทหารหนุ่มผู้นี้น่าจะได้รับบาดเจ็บในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังวิ่งหนีตาย และตกลงมาในหลุมพร้อมกับนาง
คราบเลือดบนเสื้อและบนพื้นมีทั้งที่แห้งกรังจนเปลี่ยนสี และที่กำลังไหลซึมออกมาไม่หยุดอีกหลายแห่งเมื่อเขาขยับตัว
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นจนแทบหยุด หากนางปล่อยชายหนุ่มผู้นี้ไว้ลำพังเขาอาจจะตาย..
ภาพในหัวของนางพลันแล่นย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้า
พี่เหมยลี่แม่บ้านวัยกลางคนที่มักจะแบ่งขนมให้นางกินบ่อยๆ ถูกเพดานยุบตัวลงมาทับร่างต่อหน้าต่อตาขณะที่นางกำลังวิ่งตามอยู่ด้านหลัง
อู่หลิงเยว่ได้แต่กรีดร้องเรียกชื่อพี่เหมยลี่ แต่นางก็ถูกซากตึกทับร่างอยู่เช่นกัน รู้เพียงว่าเลือดสดของพี่เหม่ยลี่และของตนเองไหลนองเต็มพื้น นางได้แต่นอนมองพี่เหมยลี่ขาดใจไปช้าๆ โดยไม่มีโอกาสได้ช่วยใครรวมทั้งชีวิตของตนเอง
“ครั้งนี้ฉันสามารถช่วยคนได้” นางกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้า
“รอเดี๋ยวก่อนนะ ฉันจะช่วยคุณเอง”
นางพูดพลางฉีกชายเสื้อของตนเองมาส่วนหนึ่งแล้วพันไปที่ต้นขาของอีกฝ่ายเพื่อห้ามเลือด ส่วนบาดแผลบริเวณท้องที่น่าจะใหญ่กว่า นางก็ฉีกผ้าคลุมของเขามามัดไว้
โพรงดินแคบและมีพื้นที่จำกัด แต่โชคดีที่มีไม้แห้งวางระเกะระกะอยู่ข้าง ๆ นางรีบลากมันมาทำเป็นคานค้ำยันอย่างรีบร้อน
“อย่าฝืนมากนะคะ ฉันจะช่วยประคองเอง”
ชายหนุ่มพยายามยันตัวเองขึ้น เสียงครางต่ำดังขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาเริ่มพร่าเลือน
อู่หลิงเยว่ใช้แรงทั้งหมดที่มีดันร่างเขาขึ้นทีละนิด มือของนางเปื้อนเลือดจนมองไม่เห็นผิวเนื้อเดิม ร่างกายสั่นเทาและแทบหมดแรง กลิ่นคาวเลือดจากร่างคนตัวโตทำให้หญิงสาวแทบจะอาเจียน
เมื่อใกล้ถึงปากโพรงดินที่เป็นเนินลาดต่ำ นางก็หยุดชะงักทันที ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ
หญิงชราร่างผอมที่ท้องถูกแทงทะลุ เด็กชายตัวเล็กนอนนิ่งไร้แขนซ้าย ส่วนชายหนุ่มอีกคนมีบาดแผลที่ศีรษะไม่รู้ว่าเป็นหรือตายอยู่ตรงหน้านางในระยะประชิด!
อู่หลิงเยว่ถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น แขนขาสั่นจนควบคุมไม่ได้ ร่างกายแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว
“อย่ามอง” ทหารผู้นั้นกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า
นางหลับตาแน่น พยายามรวบรวมสติให้กลับคืนมา นี่มันชีวิตจริงที่นางและเขายังมีโอกาสรอด! นางต้องเข้มแข็งกว่านี้!!
เมื่อสติกลับคืนมา นางก็พยายามลากชายหนุ่มขึ้นจากโพรงดินอีกครั้ง ใช้แรงจากทั้งแขนและขา แม้ตัวนางเองก็บาดเจ็บแต่ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลังในที่สุดก็สามารถพาร่างของเขาขึ้นมาจนได้
ทั้งสองล้มตัวลงบนพื้นหญ้า อู่หลิงเยว่หอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเพื่อม ก่อนจะหันไปมองคนข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง
“คุณยังไปต่อไหวไหม?” นางถามเสียงสั่น
ไม่มีเสียงตอบ
ดวงตาของชายหนุ่มปิดสนิท ใบหน้าเขาสงบนิ่งราวกับหลับลึก
หญิงสาวตระหนักได้ในทันที ความตายได้พรากเขาไปก่อนที่นางจะทันได้พูดอะไรอีก
น้ำตาของอู่หลิงเยว่ไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว เพื่อนร่วมทางคนแรกในโลกใหม่ของนางจากไปแล้ว
นางหลุบตาลง กัดริมฝีปากแน่น “ขอโทษนะที่ช่วยได้เท่านี้”
อู่หลิงเยว่ทอดสายตาขึ้นมองฟากฟ้าเบื้องบนอย่างอ่อนล้า แสงอรุณของเช้าวันใหม่สอดส่องปลายกิ่งไม้และใบไม้เล็กๆ ลงมาเป็นสีทองจางๆ สะท้อนกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ที่ยังคงพร่ามัวจากความเหนื่อยล้าและน้ำตาที่เปียกชื้นสองแก้ม
กลางอกของนางยังคงรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกก้อนหินทับทับแน่น นางสูญเสียบุรุษผู้หนึ่งซึ่งนางไม่เคยรู้จักชื่อหรือประวัติ ซึ่งเป็นคนบอกทางให้นางไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่นางกลับไม่มีโอกาสได้กล่าวคำขอบคุณหรือพาเขาไปถึงจุดหมายด้วยกัน
หญิงสาวไม่มีอุปกรณ์สำหรับขุดหลุมฝังศพ และนางก็ไม่อยากดันร่างนั้นให้กลับไปนอนในหลุมดินที่นางพยายามพาเขาขึ้นมาอย่างยากลำบาก นางจึงตัดสินใจออกไปเก็บกิ่งไม้และใบไม้แห้งมาคลุมร่างใหญ่นั้นเอาไว้ก่อนจะปลดถุงน้ำของเขามาเก็บไว้แล้วเดินจากมา
“หมู่บ้านหานเฉิง..” นางพึมพำซ้ำเบา ๆ หันหน้ามองไปทางทิศตะวันออกอย่างมั่นใจ เพราะทหารผู้นั้นบอกไว้ว่าอีกไม่เกินสองลี้ จะถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งทหารของแคว้นเหยียนตั้งมั่นเฝ้ารักษาการณ์อยู่
ระหว่างทาง อยู่ดี ๆ เสียงโกลาหลที่เงียบหายไปนานกลับแว่วดังมาแต่ไกล เสียงโต้เถียงแหลมคมกับเสียงร้องคร่ำครวญของผู้หญิงปะปนกับเสียงร้องของเด็กเล็ก ทำให้หัวใจของอู่หลิงเยว่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง
นางชะงักฝีเท้าก่อนจะรีบหมอบลงข้างพุ่มไม้ใบหนาทึบอย่างรวดเร็ว สอดสายตาผ่านช่องว่างของใบไม้ด้วยความระมัดระวัง
ภาพกลุ่มคนประมาณเจ็ดหรือแปดคน กำลังรุมแย่งอาหารจากกระสอบข้าวสารใบใหญ่ บ้างก็ตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด บางคนผลักกันจนล้มลงกับพื้น บางคนคว้าห่อแป้งหรือถุงข้าวของวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงด่าทอและคำหยาบคายที่ทะลุทะลวงเข้ามาในหู
ความหวาดหวั่นและความไม่แน่นอนเหมือนคลื่นพายุที่ซัดเข้ามาในใจของหญิงสาว นางไม่อาจรู้ได้แน่ว่าคนเหล่านั้นเป็นโจรที่มาปล้นชาวบ้าน หรือเป็นทหารจากแคว้นอื่นที่แย่งชิงเสบียงอาหาร
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ความรุนแรงและความหวาดกลัวที่สะท้อนออกมาผ่านใบหน้าและท่าทางของพวกเขานั้น น่ากลัวเกินกว่าที่นางจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
นางนั่งหมอบนิ่ง หายใจอย่างเงียบงันเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง และพยายามกลั้นใจไม่ให้หัวใจเต้นแรงเกินไป
“เจ้าหาว่าเราทรยศแคว้นเหยียนรึ! พูดจาเหลวไหล! ตอนนี้ใครจะมัวไปสนใจเรื่องแคว้นที่ล่มสลายไปแล้วกันเล่า! คนตายไปกี่หมื่นเจ้าก็รู้ดี ข้าจะไม่ยอมอดตายไปอีกคนแน่!”
“ข้าก็เหมือนกัน!”
เสียงโต้เถียงประทุขึ้นอีกครั้ง มีทั้งเสียงเรียกร้องความเห็นใจและเสียงด่าทอผสมปนเปกันไป นั่นทำให้อู่หลิงเยว่เข้าใจแล้วว่า แม้ผู้คนเหล่านี้จะอยู่ในความวุ่นวายและความอดอยาก แต่พวกเขาก็ยังเป็นชาวแคว้นเหยียนเช่นเดียวกับนาง
ทว่า เมื่อถึงยามเคราะห์ร้ายที่สุด ใจคนคิดแต่จะเอาชีวิตให้รอดโดยไม่สนใจถูกผิด
หญิงสาวเบือนหน้าหนี หัวใจนางไหวสั่น เสียงเมื่อครู่วนเวียนอยู่ในหัวของนาง แคว้นเหยียนล่มสลายไปแล้ว.. แล้วชาวบ้านที่เหลือรอดอย่างนางจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร หมู่บ้านหานเฉิงเล่า? ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยอยู่หรือไม่?
นางไม่รู้ว่าความวุ่นวายเมื่อวานมีบทสรุปเช่นไร ชาวบ้านที่วิ่งหนีตายมาพร้อมกับนางเสียชีวิตไปหมดแล้วหรือไม่ ฝ่ายศัตรูถึงได้ล่าถอยออกไปจากพื้นที่นี้
แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ดี ในภาวะสงครามเสบียงอาหารนั้นหายากยิ่ง ผู้รอดชีวิตจากศัตรูก็ยังต้องระวังภัยจากคนแคว้นเดียวกันอีก
นางค่อย ๆ ถอยห่างจากบริเวณนั้นอย่างช้า ๆ หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ใดพบเห็นเพื่อเก็บเรี่ยวแรงไว้รักษาชีวิตตัวเองในยามคับขัน
หลังจากหนีออกมาจากคนกลุ่มนั้นได้นางก็มานั่งหอบหายใจในพงหญ้ารก ร่างกายเหนื่อยอ่อนจนเหมือนจะหมดแรง ท้องร้องครืดคราดด้วยความหิว น้ำในถุงหนังสัตว์ที่ได้มาจากทหารบาดเจ็บในหลุมเพลาะก็หมดไปแล้ว ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ทอดตัวลงต่ำ ความมืดกำลังจะปกคลุมผืนป่าอีกครั้ง
ในโลกยุคปัจจุบันที่นางจากมา ไม่มีที่ใดเงียบเท่านี้ แม้แต่ในยามวิกฤตก็ยังมีเสียงเครื่องยนต์ เสียงไซเรน เสียงผู้คน แต่ที่นี่มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้แห้งดังหวีดหวิวราวกับเสียงร้องของภูตผี
"ฉันพ้นจากความตายมาเพื่อกำลังจะตายอีกครั้งจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย..เหตุใดสวรรค์ถึงได้ใจร้ายกับฉันนักเล่า" อู่หลิงเยว่พึมพำ สายตาเหม่อมองฟ้าที่เริ่มมีดาวปรากฏ
ไม่นานนัก ขณะที่กำลังเดินเลียบไหล่เขาเพื่อหาที่ปลอดภัยนอนพักตอนกลางคืน นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงพูดคุยและเสียงร้องไห้อีกครั้ง
“อย่าผลักกันสิ! ยังมีเด็กอยู่ตรงนี้นะ!” ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกน
นางมองผ่านพุ่มไม้เห็นกลุ่มคนราวสิบกว่าคนรวมตัวกัน บางคนนอนราบอยู่กับพื้น บางคนกำลังก่อไฟตั้งที่พักชั่วคราวยามค่ำคืนแต่ไม่ได้มีการทำร้ายกันรุนแรงเหมือนกลุ่มก่อนหน้า
“บางทีข้าอาจเดินทางไปพร้อมกับพวกเขาได้” นางรำพันออกมาเบาๆ ก่อนที่จะชะงักถอยหลังกลับมาอีกครั้งเพราะนางเห็นบุรุษร่างใหญ่กำลังใช้กำลังบังคับสตรีคนหนึ่งให้เดินตามไปในที่ลับตา!
นางกลืนน้ำลายที่แห้งเป็นผงลงคออย่างยากลำบาก สุดท้ายก็ตัดสินใจเบี่ยงเส้นทาง เดินเลาะไปอีกทางหนึ่งพลางคิดในใจว่านางเดินทางคนเดียวอาจจะปลอดภัยกว่า
เมื่อถึงทางลาดที่มีโขดหินใหญ่หลายก้อนล้อมรอบ นางสำรวจดูพื้นที่โล่งด้านในดีแล้วว่าไม่มีงูหรือตะขาบก็รีบแทรกตัวเข้าไปด้านในเพื่อซ่อนตัวเพราะอีกไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว
ขณะที่นางกำลังใช้ชายแขนเสื้อเช็ดรอยเลือดบนแขนที่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวเป็นแผลถลอกเล็กๆ จู่ ๆ แววตานางก็เปลี่ยนไป เมื่อเห็นว่านิ้วนางข้างขวานั้นมีแหวนวงหนึ่งสวมอยู่
แหวนไม้วงบาง กลมมน เรียบง่าย เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบจะดำ เมื่อสะท้อนแสงจะเห็นลายคลื่นน้ำบางเบา
อู่หลิงเยว่ขมวดคิ้ว
ความทรงจำของอู่หลิงเยว่คนเดิมยังหลงเหลืออยู่มากพอให้ยืนยันได้ว่านางไม่ได้เป็นเจ้าของแหวนวงนี้ นางเคยมีสมบัติติดตัวอยู่บ้าง แต่ก็ขายหรือแลกเปลี่ยนเป็นอาหารระหว่างหนีภัยจนหมดสิ้นแล้ว
ด้วยความสงสัย นางจึงคิดจะถอดแหวนออกมาดู
ร่างเล็กชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกตะลึง
กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง นางเห็นป้ายราคา เห็นชั้นวางของ เห็นแสงไฟ LED ที่คุ้นตาอยู่ตรงหน้า!!
"ไม่จริง! ที่นี่มัน..เซี่ยงไฮ้พลาซ่า!!" นางอุทานออกมาแล้วรีบปิดปากตัวเองหันมองซ้ายทีขวาทีเกรงว่าจะมีผู้อื่นได้ยิน
เมื่อลดมือลง นางถึงกับต้องสูดหายใจเข้าปอดแรงๆ กลิ่นขนมปังจากร้านเบอเกอรี่เจ้าประจำของนางปะทะเข้าจมูกเต็มๆ เป็นการยืนยันว่านี่ไม่ได้เป็นความฝัน
นางกลับมาที่ห้างสรรพสินค้าเซี่ยงไฮ้พลาซ่าแล้วใช่หรือไม่ และตอนนี้ก็ยังไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวอีกด้วย!!
ดวงดาวที่เริ่มทอแสงบนฟ้าทำให้หญิงสาวใจหายวาบ นางหันมองไปรอบตัวอีกครั้ง ยังคงเป็นก้อนหินใหญ่และป่าทึบ!
ห้างสรรพสินค้าที่เห็นตรงหน้านั้น..ไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ
แสงไฟนีออน แผ่นป้ายลดราคา เครื่องสำอางจากแบรนด์ดัง และชั้นวางสินค้าที่เรียงรายกันจนสุดสายตา ทั้งหมดนั้น ลอยอยู่กลางอากาศในลักษณะเหมือนภาพฉายสามมิติ คล้ายมีม่านแสงใส ๆ ขึงอยู่ระหว่างโลกหนึ่งกับอีกโลกหนึ่ง
นางก้าวเข้าไปใกล้อย่างระแวดระวังแล้วยกมือขึ้น ลองเอื้อมปลายนิ้วแตะไปที่แผ่นกระจกแสงนั้นอย่างไม่แน่ใจ
วืด..นิ้วของนางผ่านทะลุไปไม่ได้!!
ตื๊ด!!
เสียงเตือนบางอย่างดังขึ้นกลางความเงียบ ตามมาด้วยเสียงของเด็กชายที่ฟังดูสดใสเกินสถานการณ์
“ข้าคือห้างสรรพสินค้าประจำตัวของท่าน! ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน! เมื่อครู่ ท่านเพิ่งช่วยชีวิตบุรุษผู้หนึ่งเอาไว้ ท่านจะได้รับแต้มสะสมจำนวน 5,000 แต้ม!”