ตอน 1

"อ๋องฟู่ฉวีช่าย ก็มาร่วมงานวันเกิดหรือ"

ฉินจิงเชียวยกมือขึ้นบิดไปมาตรงหน้าท่าทีเคลิ้มฝัน อาการบิดตัวไปมาทำเอาไขมันที่หน้าท้องแขนขากระเพื่อมเป็นลูกคลื่น ใบหน้าอ้วนที่คางหย่อนลงมาถึงสามชั้นไม่ได้สองขั้นอย่างคนอ้วนทั่วไปอมยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีที่มีมากพอๆ กับไขมัน

"เจ้าค่ะคุณหนู ฮูหยินใหญ่ให้ท่านสวมอาภรณ์ให้รัดรูปหน่อย ทนอึดอัดเอานิดเผื่อว่าจะดูดีขึ้นมาบ้าง"

จิงเชียวยิ้มแก้มพอง

อี้เหลียวพูดแบบไม่ถนอมน้ำใจก็จิงเชียวไม่เคยโกรธอยู่แล้วนี่

นางยอมรับสภาพอ้วนราวกับแม่หมูของนางได้ แล้วยังกินเพิ่มไปอีกในทุกวัน ตอนเป็นเด็กก็น่ารักน่าเอ็นดู แต่พอโตมาน้ำหนักตัวของนางยิ่งเพิ่มขึ้นจนฉุดไปอยู่ท่านราชครูฉินเกอกับฮูหยินใหญ่จิงหรานก็ตามใจ ไม่เคยดุด่ามีแต่สรรหาของดีๆ มาให้นางกิน เพราะเป็นลูกคนเดียวของท่านฉินที่อายุปาเข้าไป45ปีในปีที่จิงเชียวถือกำเนิดและฮูหยินจึงตามใจ จิงเชียวเลยกลายเป็นคนอ้วนที่อารมณ์ดีที่สุดในแคว้น มองโลกในด้านดี ยิ้มหัวพูดคุยไม่มีทางที่จะแค้นเคืองใคร

แต่เรื่องมาสะดุดหยุดลงตรงที่ ฝ่าบาทดันประทานงานแต่งงานให้อ๋องฟู่ฉวีช่ายกับบุตรีบ้านฉิน นายท่านกับฮูหยินเลยให้คุณหนูใหญ่จิงเชียวกินน้อยลง แต่ก็แค่ไม่กี่วัน งานดูตัวก็เริ่มขึ้นในวันคล้ายวันเกิดของท่านราชครู แต่จะว่าไปใครเขาจะเอาหญิงอ้วนกินจุมองหาความงดงามไม่มี มาทำซากอะไรเล่า

อ๋องฟู่ฉวีช่าย อ๋องผู้หล่อเหลาเกินใครในเจ็ดคาบสมุทรหญิงใดบ้างไม่หมายปองรวมทั้ง…..จิงเชียวที่แอบฝันใฝ่ถึงพี่อ๋องฟู่ตั้งแต่ยังไม่ผ่านวัยเด็กด้วยซ้ำไป รักแรก รักเดียวของจิงเชียวหญิงอ้วนแห่ง แคว้นหนี่ลัว…

"พี่อ๋องฟู่จะใจดีเหมือนเมื่อก่อนไหมนะ ดีใจจังจะได้พบท่านพี่อ๋องฟู่ กี่ปีแล้วนะตั้งแต่พี่อ๋องฟู่จากหนี่ลัวไปศึกษาเล่าเรียนพี่อ๋องฟู่จะจำข้าได้ไหมหนอ คิคิ"

หมุนตัวไปมาหน้ากระจก พุงใหญ่กระเพื่อมช่างน่าชังสิ้นดีแต่นางก็ยังยิ้ม

"อี้เหลียวได้ยินมาว่าท่านอ๋องเป็นบุรุษหนุ่มองอาจยากจะคาดเดา"

มืออ้วนๆประสานบิดม้วนตรงหน้าอีกครั้ง

"ท่านอ๋องเฉยชาใช่ไหม อือ ข้าละอยากจะพบพี่อ๋องฟู่เร็วๆเสียจริง ว่าแต่ว่าจิงชิน นางสวมอาภรณ์สีอะไร"

อี้เหลียวถอนหายใจ

โธ่ยังกล้าเอาตัวเองไปเปรียบกับเขา สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมมีจิงเชียวก็ดันมีฉินจิงชินที่บังเอิญเกิดหากกันเพียงปีเดียวจากนางในหอนางโลม จิงชินนางงดงามราวกับธิดาสวรรค์อรชรอ้อนแอ้น อีกทั้งกิริยาอ่อนหวานราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ทั้งที่เป็นลูกที่ท่านฉินไม่อยากจะรับ รับเพียงแต่ลูกมารดานางที่เป้นนางโลมไม่เคยให้เฉียดเข้าใกล้บ้านฉิน จิงชินถูกนำมาเลี้ยงในบ้านฉินตั้งแต่ห้าขวบ

นางไร้การอบรมจากมารดา แต่ด้วยนางเจียมเนื้อเจียมตัวจึงทีท่าที่เรียบร้อยอ่อนหวาน ทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอดเอ็นดูเสียไม่ได้ ฮูหยินฉินแม้ไม่รักแต่ไม่รังแก จัดหาเสื้อผ้าอาภรณ์ ห้องหับและุหญิงรับใช้ให้ทัดเทียมฉินจิงเชียว จะน้อยกว่าคุณหนูใหญ่ก็ตรงเรื่องอาหารการกินที่ จิงเชียวมักจะได้กินแต่ของดีๆ และในปริมาณที่เท่ากับสามคนกิน

"อาภรณ์สีขาวเจ้าค่ะ คุณหนูรองนางยังบรรเลงเพลงกู่เจิ้งอวยพรวันเกิดให้นายท่านด้วย"

"แล้วข้าเล่าอี้เหลียว เจ้าว่าข้าควรอวยพรวันเกิดท่านพ่อด้วยสิ่งใดจึงดี"

อี้เหลียวยิ้มเจื่อนๆ แค่จะเดินยังไม่ไหว ต้องแบกร่างมหึมาไปบรรเลงเพลงกู่เจิ้งหรือร่ายรำคงไม่ได้แน่

"ข้าจะร่ายรำ"อี้เหลียวอ้าปากค้าง

"ตะตะแต่คุณหนูพรุ่งนี้งานก็เริ่มแล้ว ท่านยังไม่ทันได้ฝึกฝนการร่ายรำ"

จิงเชียวยิ้ม เข้าใจดีว่าอี้เหลียวห่วงใย

"ท่านพ่อมักจะปลีกตัวไปดูการร่ายรำที่หอนางโลม ให้ท่านแม่ขุ่นเคือง เอาแบบนี้ข้าแค่ร่ายรำจำท่ารำสักสองสามท่า ท่านพ่อคงพอได้ยิ้มได้ เจ้าไปเรียกนางรำในหอนางโลมเข้ามาฝึกข้า"อี้เหลียวยิ้มเจื่อนๆ

"เจ้าค่ะคุณหนู"

รับคำอดเวทนาเสียไม่ได้ จะว่าไปจิงเชียวน่าสงสารไม่น้อยจะเดินจะนอนก็ยังลำบากแต่นี่นางถึงขั้นจะร่ายรำ นับว่ามีความตั้งใจจริง

จวนอ๋อง

"จะต้องวุ่นวายไปทำไมกันข้าสวมอาภรณ์แบบไหนก็ได้ไม่สำคัญ”

ใบหน้าหล่อเหลาสีหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงบ่งบอกว่าอย่างนั้นจริงๆ

“แต่ท่านอ๋องการไปร่วมแสดงความยินดีในงานแซยิดของท่านราชครูฉินในครั้งนี้เท่ากับเปิดตัวท่านอ๋องไปด้วยเสียพร้อมกัน อีกอย่างท่านอ๋องขึ้นชื่อว่าหล่อเหลาหญิงใดก็หมายปองแต่งองค์อีกนิดก็ดูดีเกินใครแล้ว”

เสี่ยวฝานยืนเลือกอาภรณ์หลากหลายบนราวแขวน

“ข้าก็เคยไปที่บ้านท่านลุงฉินบ่อยไป เมื่อก่อนก็ไม่เห็นต้องมากเรื่อง”

เสี่ยวฝานก้มหน้าไม่กล้าต่อปากต่อคำเพราะรู้ดีฟู่อ๋องเป็นคนที่ ค่อนข้างเฉยชาพูดน้อยและไม่ชอบการโต้เถียง

วันต่อมาจวนราชครูที่พลั้งพร้อมไปด้วยโคมหลากสีสำหรับงานมงคลยังไม่ทันจะยามเซินด้วยซ้ำผู้คนต่างทยอยลงจากเกี้ยวหน้าจวน พร้อมของฝากและของขวัญสำหรับงานแซยิดของราชครูฉินผู้ซึ่งฮ่องเต้ให้การนับถือ

สุราอาหารถูกยกมาวางตรงหน้าแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน อย่างเนืองแน่น

จิงเชียวนั่งหน้ากระจกบานใหญ่อี้เหลียวและสาวใช้ช่วยกันจัด เครื่องประดับและผมเผ้าให้ดูดี ใบหน้าอวบในกระจกยิ้มบางๆ คางสามชั้นยังอยู่ตรงนั้น แต่สิ่งที่สะดุดตาคือดวงตากลมโตสดใสไร้ความทุกข์ ผิวขาวอมชมพูราวกับลูกท้อสุก

“เร็วๆ เข้าอี้เหลียว ข้าหิวแล้วไม่สิข้าอยากออกไปข้างนอกแล้ว”

“ใกล้เสร็จแล้วค่ะคุณหนู แค่ใช้ปิ่นเกล้าผมเสียนิดหน่อยก็ได้แล้ว”

“เร็วเข้า ข้าอึดอัดกับอาภรณ์ชุดนี้”

“ชุดนี้ คุณหนูรองตัดเย็บให้เองกับมือเพื่อคุณหนูนะเจ้าค่ะ”

ก็รู้อยู่แล้วอาภรณ์ทั่วไปไม่อาจสวมใส่จำต้องตัดเย็บแบบพิเศษ

ลุกขึ้นยืนอาภรณ์สีชมพูที่ไม่อาจดึงสายรัดเอวได้เหมือนคนอื่นด้วยสายรัดเอวกลายเป็นสั้นไปในทันทีเมื่อจิงเชียวสวมมัน ต้องปล่อยสายรัดเอวให้ห้อยร่องแร่งลงข้างลำตัว ส่วนพุงที่ยื่นออกมาส่งผลให้หน้าอกอวบอูมเล็กกว่าพุงที่ยื่นนำหน้า ชายกระโปรงที่เป็นผ้าบางเบาทำให้มองไม่เห็นขาอวบใหญ่ ราวกับท่อนซุง

“คุณหนูเจ้าขา เบาหน่อยเจ้าค่ะ พื้นห้องจะทะลุลงไปด้วยแรงของคุณหนูที่เอาแต่ย้ำโครมๆ”

จิงเชียวนั่งลงกับเก้าอี้ ที่ทำเป็นพิเศษมองตัวเองในกระจก

“ข้าอ้วนมากใช่ไหมอี้เหลียว”

อี้เหลียวยิ้มเจื่อนๆ โกหกสีขาวเพื่อให้อีกคนสบายใจก็จะโกหกได้อย่างไรในเมื่อความจริงก็เห็นๆ กันอยู่ว่าจิงเชียวอ้วนไม่ต้องให้ใครบอกนางตัวนางเองก็เห็นอยู่

“อยู่ๆ ทำไมถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาเจ้าคะ”

“ข้ากลัวว่าพี่อ๋องฟู่จะ จะไม่อยากมองข้ารังเกียจข้าที่อ้วนแบบนี้”

อี้เหลียวเสียบปิ่นปักผมบนเรือนผมนุ่ม

“คุณหนูเจ้าขาท่านอ๋องไม่กล้าปฏิเสธบัญชาฝ่าบาทได้หรอกไม่ต้องกังวลแล้วที่สำคัญคุณหนูก็อ้วนมานานแล้ว จะมาแก้ไขอะไรตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วควรจะยืดอกออกไปร่วมงานให้แล้วเสร็จเสีย”

จริงเชียวยิ้ม จะว่าไปอี้เหลียวก็พูดถูกนางมักจะพูดตรงๆ แบบนี้เสมอ“แต่ตามบัญชาบอกแค่ว่าบุตรีบ้านฉินไม่ได้บอกว่าข้าหรือว่า จิงชิน”

“ก็หากว่าท่านอ๋องฟู่เลือกคุณหนูรองนั่นก็เป็นเรื่องปกติ แต่หากเลือกคุณหนูนี่สิเท่ากับแปลกใครบ้างไม่ชอบหญิงงามที่อรชรอ้อนแอ้นและอ่อนหวานเช่นคุณหนูรอง”

ร่างอ้วนหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่วายพุงกระเพื่อม

“จริงด้วย เช่นนั้นก็แค่ได้พบพี่อ๋องฟูก็ดีแล้วใช่ไหม อี้เหลียวแค่ได้พบแค่ได้พูดคุยทักทายสมกับที่ไม่ได้พบเจอกันมานานก็พอแล้วจริงไหม”

อี้เหลียวพยักหน้าขึ้นลงรัวเร็ว

“คุณหนูของอี้เหลียวเก่งอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

จิงเชียวยิ้มหวาน

“ไปกันเถอะของกินรออยู่”อี้เหลียวถอนหายใจส่ายหน้า

“ข้าแค่พูดผิดไป ท่านพี่อ๋องฟู่รอยู่”

ตอน 2

ภายในงาน ผู้คนล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์ใหม่เอี่ยมงดงามราวกับงานใหญ่ในวังหลวง

บรรดาองค์ชายองค์หญิงส่งของขวัญวันเกิดมาให้ถึงจวนบางคนก็มาร่วมงาน นั่งกินดื่ม ของขวัญวันเกิดจากฮ่องเต้เป็นป้ายหยกเนื้อดีขลิบทองและฝังด้วยพลอยสีแดง วางโชว์อยู่กลางลานกว้างให้ผู้คนได้ชื่นชมโสมนัสไปด้วย

ราชครูฉินยืนรับแขกกับฮูหยินจิงหรานมารดาของจิงเชียว

“โอ้ ดีเลยเชิญนั่งก่อน บุตรีของข้าทั้งสองเตรียมการร่ายรำและบรรเลงเพลงกู่เจิ้งให้ได้ดูได้ฟังกัน พวกท่านกินดื่มเสียให้หนำใจข้าแทบจะอดใจรอชมการร่ายรำของเชียวเอ่อร์ไม่ได้แล้วตอนนี้”

บิดาที่รักลูกที่สุดคงไม่มีใครเกินใต้เท้าฉินเกอผู้นี้

“บุตรี ของท่าน…นะหรือนางยังร่ายรำได้อีกหรือ ….(กำลังจะพูดว่าในเมื่อนางอ้วนขนาดนั้นแต่เหมือนเพิ่งจะคิดได้ว่าไม่ควรพูดคำว่าอ้วนออกไปจึงเปลี่ยนท่าทีเสีย) ฮ่าาาาๆๆๆ คิดไม่ถึงว่านางช่างมุ่งมั่นฝึกฝนการร่ายรำ”

“เชียวเอ่อร์เป็นคนที่มุ่งมั่นมาตั้งแต่เล็กๆ ทำอะไรทำจริงมาตลอด”

คนฟังอยากจะพูดว่ามุ่งมั่นในการกินนะสิถึงได้อ้วนเพียงนี้

“มิน่าเล่าท่านราชครูจึงรักดังดวงใจ”

ยิ้มเชิดหน้าใครจะว่าอย่างไรก็ช่างจิงเชียวคือความสุขจิงเชียวคือรอยยิ้มของบิดาเสมอ

“ลูกคนนี้ข้าหวังอยากให้นางมีความสุขตลอดไปข้าจึงตั้งใจพูดกับท่านอ๋องฟู่ให้รับนางในฐานะชายาไม่ต้องมาดูตัวหรือเลือกสรรอีกแล้วควรเป็นเชียวเอ่อร์ที่ควรได้โอกาสนี้ไป”

คนฟังยิ้มแห้งๆ เสียวสันหลังแทนอ๋องฟู่ที่ต้องถูกมัดมือชกจากคนที่เป็นที่ไว้วางใจของฮ่องเต้ที่ชี้ไม้เป็นนกชี้นกเป็นไม้ได้

“ฟู๋อ๋องฉวีช่าย มาแล้วววววววว”

ผู้คนในงานต่างเงยหน้ามองอ๋องฟู่ที่เพิ่งจะปรากฎตัวในงานแซยิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก

ในอาภรณ์สี เหลืองทองเกล้าผมครึ่งศรีษะอีกครึ่งปล่อยลงมาสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดของจิตกรเอกที่รังสรร เทพบนสรรค์ไว้บนผ้าใบ

“ฟู่อ๋องคารวะท่านราชครูฉิน และฮูหยินฉิน”

ฮูหยินจิงหราน ยิ้มดวงตาเป็นประกายชื่นชมฮ่องฟู่ที่เคยมีโอกาสพบตั้งแต่อายุสิบสามปี

“เรียกท่านลุงเหมือนเคยท่านอ๋อง ไม่ต้องเกรงใจเชิญๆ เข้าไปในงานฉินเกอเตรียมจัดโต๊ะที่ดีที่สุดสำหรับท่านอ๋องแล้ว”

คนก่อนหน้ากลืนน้ำลายลงคอยากเย็น อยากจะสะกิดบอกท่านอ๋องว่า…. หนีไป

ฟู่อ๋องพาร่างสูงสง่า ยังที่นั่งกิตติมศักดิ์ที่ถูกเชิญผู้คนล้วนซุบซิบถึงรูปโฉมที่หล่อเหลาและท่าทีองอาจทว่าแววตากลับนิ่งเฉยเย็นชาราวกับเกล็ดหิมะ

ใต้เท้าฉินกลับไปนั่งยังโต๊ะที่ตั้งตรงกลาง

เสียงบรรเลงกู่เจิ้ง ดังแว่วมาจากด้านใน จิงชินในอาภรณ์สีขาวถูกหย่อนลงจากด้านบนพร้อมกับ บรรเลงเพลงกู่เจิ้งในมือ

สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องใบหน้าที่งดงามราวกับเทพีสวรรค์แหงนคอตั้งบ่ามองความงามทั้งหน้าผมและอาภรณ์ที่พลิ้วไหว แต่ละคนราวกับหลุดเข้าไปยังโลกหนึ่งที่มีเพียงจิงชินและเสียงกู่เจิ้ง เวลาเหมือนผ่านไปชั่วกัปชั่วกัลป์รอที่จะเห็นหน้าจิงชินให้ชัดกว่านี้

“ติง ติ่ง ติง”ทว่ายังไม่ทันที่ร่างงดงามจะลงถึงพื้นให้ได้ชื่นชมกัน

ร่างอ้วนมหึมาก็วิ่งออกมาจากม่านสีแดงทำเอาหลายคนอ้าปากค้างกับอาภรณ์สีชมพูที่เหมือนนำมาห่อไว้กับร่างอ้วนตุ๊ต๊ะนั่น อีกทั้งยังดึงสายรัดเอวจนพุงปลิ้นออกมาเป็นชั้นๆ ถึงห้าชั้นรวมทั้งหน้าอก

ใต้เท้าฉินลุกขึ้นปรบมือเมื่อจิงเชียวปรากฏกายออกมา แต่บางคนถึงกลับถอนหายใจด้วยความรู้สึกอิดหนาระอาใจ หญิงงามที่เฝ้ามองกับถูกนางมารร่างอ้วนบดบังจนมองไม่เห็น

“ลูกพ่อ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ เก่งเสียจริงฮ่าาาา”

จิงเชียวยิ้มร่า บังจิงชินจนมิดบางคนชะเง้อชะแง้มองหาจิงชินที่อยู่ด้านหลังได้ยินเพียงเสียงกู่เจิ้งและท่าร่ายรำที่แสนจะน่าเกลียดราวกับก้อนไขมันเคลื่อนตัวผ่านระลอกคลื่น

ฟู่ฉวีช่ายก้มหน้ายกจอกสุราขึ้นกระดกรวดเดียวหมดจอก

เสี่ยวฝานก้มลงกระซิบดังๆ

“ท่านอ๋องบุตรีคนโตของใต้เท้าฉินตัวใหญ่ราวกับผานกู่ (ยักษ์) ”

“หุบปากเจ้าเสียเจ้าเคยเห็นผานกู่ด้วยหรือ”เสี่ยวฝานทำตัวลีบเล็ก

เสียงกู่เจิ้งพลิ้วไหวจนคนฟังเคลิบเคล้มแต่สะดุดตากับร่างตุ๊ต๊ะที่ร่ายรำตรงหน้าบางคนหลับตาเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นจิงเชียว จิงเชียวตั้งใจร่ายรำตามแบบที่นางในหอนางโลมสอนสั่ง ถึงเวลาที่เพลงกำลังจะจบจะต้องหมุนตัว พลิกร่างมหึมาวิ่งเข้าไปในฉากสีแดงด้านหลัง จิงเชียวหมุนตัวตามจังหวะทอดเสียงของกู่เจิ้ง เสียงอาภรณ์ปริขาดดังลั่น ผ้าสีชมพูที่ห่อหุ้มร่างกายอ้วนพีปริออกตามรอยตะเข็บที่ด้านข้าง ผิวเนื้อสีขาวที่ถูกรัดไว้ด้วยอาภรณ์กลับปลิ้นออกมาจากรอยตะเข็บหลายคนมองก้อนเนื้อที่ปริออกมาเบือนหน้าหนีภาพน่ารังเกียจนั่น จิงเชียวสูญเสียความมั่นใจในทันที เอาแต่พะวงกับอาภรณ์ที่ปริขาด พลันร่างอ้วนก็สะดุดชายกระโปรงตัวเอง ผู้คนตาอ้าปากค้างฟู่ฉวีช่ายทะยานขึ้นไปด้านบน คว้าร่างเล็กที่กำลังจะถูกร่างอ้วนมหึมาล้มทับไว้ในอ้อมแขน

“ตึง”

เพียงเส้นยาแดงผ่าแปดจิงชิงถูกดึงออกจนพ้นรัศมีของร่างอ้วน จิงเชียวนอนหงายพุงยื่นไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้

“พี่อ๋องฟู่ช่วยข้าด้วย เปล่งเสียงแหบออกมาจากปาก"คางสามชั้นกระเพื่อมไปมา

“เจ้า”อ๋องฟู่ผลักร่างใหญ่ที่ไม่ไหวติงออก

แต่ออกแรงจนหมดรวบรวมกำลังภายในทั้งหมดก็ยังไม่อาจผลักร่างของจิงเชียวออกได้

“เจ้าล้มทับน้องสาวที่บอบบางของเจ้าได้อย่างไร นางอาจถึงตายได้”

จิงเชียวยิ้มเจื่อนๆ ดิ้นกระแด่วกระแด่วลูกขึ้นไม่ไหว

ท่านฉินกับฮูหยินฉินรีบมาพยุงจิงเชียวแต่ก็ไร้ประโยชน์ในเมื่อสองแรงแก่ชราไม่อาจยกร่างหนักเกือบสองร้อยกิโลกรัมได้ไหว อี้เหลียวรีบพาบุรุษในจวนราชครูสองสามคนมาช่วยกันยกร่างอ้วนของจิงเชียว พากลับไฟยังห้อง

“คุณหนูเจ้าขาอย่าคิดมากเจ้าค่ะ”

อี้เหลียวยกของกินมาวางเรียงรายยามที่จิตใจทดท้อคุณหนูก็ยิ่งกินไม่สิยิ่งนางอารมณ์ดีนางก็ยิ่งกิน 

“คิดมากเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจจั๊บๆๆๆๆ”

เคี้ยวไปด้วยพูดไปด้วยไม่ได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากอาหารคาวหวานตรงหน้า

“คุณหนูใหญ่เจ้าขาอย่าปิดบังเลยเจ้าค่ะ นายหญิงให้ข้าน้อยนำของอร่อยมาคอยปลอบใจ เพราะนายหญิงรู้ว่าคุณหนูเสียใจที่ท่านอ๋องฟู่เอาแต่สนใจคุณหนูรอง”

“ไม่นะ ข้าไม่รู้สึกอะไรไม่ได้เสียใจด้วย ดีใจด้วยซ้ำที่พี่อ๋องฟู่เตือนข้ากลัวว่าข้าจะทำให้ จิงชินตาย”

อี้เหลียวถอนหายใจ จิงเชียวรู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือนางแค่ปลอบใจตัวเอง

“แต่คุณหนูรองไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อยท่านเองก็ล้มไม่โดนนาง เป็นคุณหนูใหญ่เองที่ลุกไม่ขึ้นดิ้นกระแด๋วๆ แต่ท่านอ๋องกลับเลือกที่จะช่วยคุณหนูรอง”

อยากจะต่อคำว่าเพราะเห็นว่าฝั่งนั้นสวยกว่าแต่หยุดคำพูดไว้แค่นั้น

จิงเชียวยิ้มทั้งๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารเต็มปาก

“เขาทำถูกแล้วหากเป็นข้าก็จะช่วยจิงชินเหมือนกัน หากนางถูกข้าทับไปนางจะต้องเจ็บหนักแน่ ไม่พิการก็ตาย”

อี้เหลียวยังไม่ยอม

“ก็สมควรแล้วอาภรณ์ของคุณหนู นางตัดเย็บแบบไหนกันถึงจะปริขาดได้ให้อับอายคนอื่นเขา”

อี้เหลียวพูดในเรื่องที่สงสัยแต่หาหลักฐานไม่ได้

“เวลามีน้อยเจ้าอย่าโทษจิงชินเลยอี้เหลียว นางตัดเย็บอาภรณ์ให้ข้าทุกครั้งไม่มีปัญหาอะไรครั้งนี้อาจจะเพราะเวลาที่น้อยไป”

“คุณหนู เมื่อไหร่จะเลิกเป็นคนแบบนี้เสียที่เห็นๆ กันอยู่ว่าท่านอ๋องตั้งใจเอาใจคุณหนูรองเห็นว่านางสวยกว่า ไม่ชายตามองท่านสักนิด”

“แต่เขาก็ช่วยดันข้าให้ลุกขึ้นนะ พี่อ๋องฟู่ก็ดีกับข้าเหมือนกัน อย่าว่าเขาเลยใครเห็นจิงชินก็ต้องชอบนาง”

อี้เหลียวทรุดกายลงบนเก้าอี้ โลกสดใสของจิงเชียวไม่มีใครทำลายลงได้จริงๆ เขาผลักนางยังมองในเแง่ดีว่าเขาช่วยดันให้ลุกขึ้น

ชีวิตของจิงเชียวจึงไม่มีคำว่าแค้นเคืองหรือโกรธใครสักคน นางจึงยังยิ้มและกินอย่างมีความสุข จะว่าไปแบบนี้ก็ดีแต่อี้เหลียวอยากจะให้คุณหนูของนางระแวดระวังให้มากกว่านี้กลัวใครจะอาศัยช่องนี้ของนางทำร้ายจิงเชียวจนเกินไป

“ท่านพี่ไม่ควรให้ลูกแต่งกับท่านอ๋องฟู่ฉวีช่าย”

“เพราะเหตุใดกันเล่าฮูหยิน ฟู่ฉวีช่ายองอาจหล่อเหลาแล้วยัง รู้จักมักคุ้นกับจิงเชียวของเรามาแต่ไหนแต่ไร”

“ท่านพี่ท่านไม่เห็นหรือว่าเขา มองแค่รูปลักษณ์ภายนอกมองจิงเชียวแค่หญิงอ้วนน่าเกลียดก็เท่านั้น”

“จิงเชียวของข้าน่ารังเกียจตรงไหนวันๆ นางก็ไม่เคยให้ร้ายใคร อีกทั้งยังมองผู้คนในแง่ดีเสมอ หากใครแต่งกับนางล้วนแต่โชคดี ถึงจะมีเมียอีกนับสิบนางก็คงไม่เที่ยวไปเกะกะระรานเมียอื่นของสามีแน่”

“ท่านพี่ท่านพูดแบบนี้กระทบถึงข้าหรือไม่”

“ฮูหยิน…ฮูหยินของข้าเองก็ไม่เคยระรานใคร มีแต่ข้าที่เผลอพลาดไปทำให้จิงชินเกิดมาฮูหยินของข้ายังใจดีรับจิงชินมาเลี้ยงดูราวกับลูกในไส้”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องฟู๋หากจิงเชียวของเราเหมาะที่จะเป็นภรรยาก็ควรจะเป็นภรรยาของใครก็ได้มิใช่หรือ”

“ข้าก็แค่หวังว่าอ๋องฟู่จะไม่รังเกียจนางและคิดถึงอดีตที่เคยวิ่งเล่นกับจิงเชียวมาก่อน และนั่นจะทำให้จิงเชียวหันมาใส่ใจตัวเอง กินให้น้อยลงก็เท่านั้น”

“หากท่านอ๋องฟู่ไม่แต่งจิงเชียวของเราเล่าท่านจะทำอย่างไร”

“กล้าพูดว่าไม่แต่งหรือ ดี ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทวันนี้ ให้มีราชโองการให้อ๋องฟู่ฉวีช่ายแต่งกับ จิงเชียวอย่างไม่มีข้อแม้”

จิงชินที่ยกชายามบ่ายมาให้ท่านราชครูกับฮูหยินจิงหรานยิ้มบางๆ ก้าวเดินเข้าไปในห้องที่ทั้งคู่กำลังหารือกัน

“ท่านพ่อ ท่านแม่”

จิงหรานหันไปยิ้มกับจิงชิน

“ข้ายกชากับขนมก้อนอาหารว่างยามบ่ายมาให้ท่านทั้งสอง และมากล่าวคำขอโทษที่ทำให้พี่สาวจิงเชียวอับอายด้วยอาภรณ์ที่ข้าตัดเย็บ”

“ลุกขึ้น จะคุกเข่าทำไมกันเรื่องเล็กน้อยแค่นี้”

ใต้เท้าฉินตำหนิเบาๆ

จิงหรานเดินเข้าไปกุมมือจิงชินที่นั่งคุกเข่าสำนึกผิดกับพื้น สบตาอ่อนโยนเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆ ของนางอีกทั้งใบหน้างดงามยามเศร้าสร้อยยิ่งน่าสงสารยิ่งนัก

“เรา…ข้ากับพ่อของเจ้าไม่ได้โกรธอะไรเจ้าเสียหน่อย เจ้าทำดีแล้วบรรเลงเพลงกู่เจิ้งยอมให้จิงเชียวออกไปร่ายรำต่อหน้าผู้คนแทนที่จะเป็นเจ้าได้แสดงความสามารถแล้วเผยความงดงามเพียงลำพัง แต่เจ้ากลับยอมทำตามที่ข้าขอก็ดีแค่ไหนแล้ว”

จิงชินยังก้มหน้าสำนึกผิด

“แต่พี่สาวก็อายคนทั้งงาน ที่อาภรณ์นางปริขาดแล้วยังล้มลงกับพื้น”

“อย่ากังวลไปจิงชิน ข้าดุเจ้าหรือท่านพ่อเจ้าดุเจ้าหรือ เราสองคนไม่เคยดุด่าแล้วอีกอย่างท่านพ่อของเจ้ายังตั้งใจทาบทามรองแม่ทัพจื้อกู่เพื่อเจ้า ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นลูกสาวคนหนึ่งที่อ่อนหวานน่าเอ็นดูอีกทั้งตั้งแต่เจ้ามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยสร้างปัญหานางก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก มานั่งนี่ดื่มชากับของว่างกับข้ากับพ่อเจ้าดีกว่า ข้าหวังว่าต่อไปแค่เจ้าดีกับจิงเชียวเหมือนในตอนนี้ก็พอแล้ว จิงเชียวนางต่างจากเจ้าที่นางหวังแค่กินอิ่มนอนหลับก็มีความสุขแล้วต่อไปเจ้าก็แค่คอยส่งเสริมนางเคียงข้างนางเหมือนในตอนนี้”

จิงชินยอมลุกขึ้นแต่โดยดี

ตอน 3

"ฟู่ฉวีช่ายอ๋องรับราชโองการรรร"

ขันทีชรานำราชโองการวางบนถาดสีทองคลี่ออกช้าๆ อ่านดังๆ

ใบหน้าเรียบเฉยของอ๋องฟู่ไม่ได้มีท่าทีอะไร เพียงแค่คุกเข่าลงรับร่างโองการจากมือขันทีชรา

"ท่านอ๋องยินดีด้วย ยินดีด้วยข้าน้อยไม่คิดจริงๆ ว่าท่านจะได้ชายาเอกกับชายารองเสียพร้อมกันในคราวเดียว แล้วยังเป็นพี่น้องร่วมบิดาเรื่องบาดหมางคงไม่มี และพวกนางก็คงปรนนิบัติท่านอ๋องอย่างดี หากไม่ติดที่ ไม่ติดที่ชายาเอกจะ… อวบอั๋นไปหน่อย…ไม่สิอย่าเรียกว่าอวบอั๋นข้าน้อยกำลังสรรหาคำพูดที่จะไม่ทำให้ท่านอ๋องขุ่นเคือง และหากใต้เท้าฉินมาได้ยินก็จะยิ่งขุ่นเคือง เอาเป็นว่าชายาเอก…ร่างหนาไม่สิ ไม่พูดดีกว่า"ฟู่อ๋องหลุบตามองพื้น

"เสร็จธุระท่านหรือยังกงกง"

"อ่า เรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าน้อยทูลลา"

ประสานมือตรงหน้าเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันกับกิริยาของอ๋องฟู่ที่มักจะเย็นชากับผู้อื่นราวกับคนคนนั้นไร้ตัวตน

"ท่านอ๋อง สมใจไหมขอรับในที่สุดก็ได้แต่งกับคุณหนูรองจิงชินผู้งดงาม"

เสี่ยวฝานพูดขึ้นเบาๆ ร่างสูงก้าวขายาวๆ หันหลังกลับเข้าไปในจวนอ๋อง

บ้านฉิน

อี้เหลียวยกถาดขนมเข้ามาวางตรงหน้าจิงเชียวที่กำลังเคี้ยวบางอย่างแก้มตุ๋ย

"เอามาเลยเอามาใกล้ๆ ข้า”

"คุณหนูเจ้าขา ฝ่าบาททรงมีราชโองการให้คุณหนูแต่งกับท่านอ๋องฟู่"

จิงเชียวพ่นขนมที่เพิ่งยัดเข้าปากออกมาเกือบหมด อี้เหลียวรีบหยิบผ้ามาเช็ดปากให้

"พี่ อ๋องฟู่ว่าอย่างไร เขาๆๆ ดีใจไหมที่จะได้แต่งกับข้าหรือว่าเขาเสียใจ ข้าเข้าใจแล้วต้องเป็นเพราะท่านพ่อต้องเป็นที่ท่านพ่อแน่ๆ ที่บังคับพี่อ๋องฟู่"พูดรัวเร็ว

"คุณหนู อี้เหลียวได้ยินมาว่านายท่านสมนาคุณที่ท่านอ๋องยอมแต่งกับคุณหนู ด้วยการที่ยกคุณหนูรองให้แต่งเป็นชายารองเสียพร้อมกัน”

คิ้วดำขมวดเข้าหากัน

“ท่านพ่ออย่างนั้นหรือ แต่ก็จริงนะ ข้าไม่ได้งดงามเหมือนน้องสาวการที่ใครจะอยากแต่งหรือไม่อยากจะแต่งกับข้าก็ไม่แปลก แต่กับจิงชินจะต้องมีคนอยากแต่งกับนางมากมาย ทำไมท่านพ่อถึงให้นางมาเป็นชายารองข้าละ แต่ก็ดีนะพี่อ๋องฟู่คงดีใจใช่ไหม” น้ำเสียงแสดงความไม่แน่ใจ

อี้เหลียวถอนหายใจ

“ก็คุณหนูรองก็ต้องเป็นชายารองถูกแล้ว เดิมนายท่านฉินจะให้ท่านแต่งกับท่านอ๋องเพียงผู้เดียวไม่ต้องมีชายารอง มาครั้งนี้กลับให้คุณหนูรองมาเป็นชายารองข้าไม่เข้าใจนายท่านจริงๆ ท่านอ๋องเองก็เท่ากับโชคหล่นทับ”

อยากจะต่อคำว่าโชคหล่นทับที่ได้ชายารองแสนสวยและเพียบพร้อมแต่กลัวว่าจิงเชียวจะคิดมาก

“ช่างเถอะแบบนี้ค่อยเบาใจหน่อยข้าละห่วงกลัวว่าพี่อ๋องฟู่จะลำบากใจที่ต้องแต่งกับข้าเสียอีก ดีจังข้ากำลังจะได้ อาศัยบ้านเดียวกับพี่อ๋องฟู่ ใกล้ชิดพี่อ๋องฟู่แล้วได้นอนได้กินด้วยกันได้เห็นหน้าพี่อ๋องฟู่ในทุกวัน พี่อ๋องฟู่เขาปฏิเสธข้าไหมในครั้งแรกที่รู้ว่าจะแต่งกับข้า”

ประโยคสุดท้ายอดสงสัยไม่ได้ ว่าอ๋องฟู่มีท่าทีเช่นไร พูดไปเคี้ยวไปไม่ยอมหยุดปาก แก้มสุกใสราวกับมะเขือเทศ แต่ดวงตามีแววครุ่นคิด

“ไม่เจ้าค่ะ อี้เหลียวได้ยินว่าท่านอ๋องเก็บซ่อนความรู้สึกไว้เสียหมด จะบอกว่าไม่อยากแต่งก็ไม่ได้เพราะเขายกทั้งสองคนให้เป็นทั้งชายเอกและชายารอง”

“หากเป็นข้าคนเดียวพี่อ๋องฟู่คงปฏิเสธใช่ไหม ฮ่าาาาๆๆๆๆ เพราะข้าอ้วนท่านอ๋องเลยไม่อยากแต่งกับข้าใช่ไหม”

อี้เหลียวจับสังเกตในน้ำเสียงไม่ได้แม้แต่น้อยว่ามีความรู้สึกใดกันแน่โศกเศร้า เก็บงำ ปิดบัง หรือว่ากลบเกลื่อน

"พรุ่งนี้ท่านอ๋องจะมาที่นี่เพื่อพูดคุยกับท่านฉินถึงกำหนดการแต่งงานกับคุณหนูทั้งสอง นายหญิงบอกกับข้าว่าให้คุณหนูกินน้อยหน่อยเวลาที่ต้องเสวยร่วมกันกับท่านอ๋อง”

จิงเชียวยิ้มตาหยีแต่ไม่วายที่ตาสองข้างจะปิดสนิท รอยยิ้มนี้หากตัดแก้มและคางที่ย้อยลงมาข้างกระดูกไหปลาร้าทั้งสองออกเสียจะเป็นรอยยิ้มที่น่ามองไม่น้อยเพราะเป็นรอยยิ้มที่มาจากหัวใจ

“อี้เหลียวเจ้าก็นำของกินมาให้ข้าเยอะหน่อยวันนี้เพราะพรุ่งนี้ข้าจะได้ไม่หิวมากไปกว่านี้ วันนี้ข้าจะกินให้อิ่มแล้วนอนสบายได้นั่งกับพี่อ๋องฟู่ได้นานขึ้น”

“คุณหนูเจ้าขากินมากไปวันเข้าหอไม่สวยนะเจ้าคะ”

“อี้เหลียวเจ้าเคยเห็นข้าสวยด้วยหรือ”

“อย่างน้อยก็ได้พยายามอย่างไรเล่าเจ้าคะ” จิงเชียวหัวเราะพุงกระเพื่อม

“ข้าชอบเจ้าที่พยายามให้ข้าผอมให้ได้ แต่ข้า ข้า"

"หากคุณหนูผอมลงคุณหนูของอี้เหลียวจะสวยที่สุดและท่านอ๋องก็จะรักคุณหนูใส่ใจคุณหนูเหมือนที่ทำกับคุณหนูรองคุณหนูไม่อยากเป็นภรรยาที่ท่านอ๋องรักใคร่ยืนเคียงข้างท่านอ๋องอย่างสบายใจให้คนคอยแซ่ซ้องว่าเป็นคู่แท้จากสวรรค์หรือเจ้าคะ"

อี้เหลียวอธิบายเสียยืดยาวหวังเปลี่ยนใจจิงเชียวได้

"ข้าสัญญาต่อไปข้าจะกินน้อยลง แต่ ตอนนี้ขอแค่ได้เห็นพี่อ๋องฟู่ทุกวันได้ใกล้ชิดเขาไม่ขอให้เขามารักหรือสนใจข้า ก็ข้าอ้วนออกอย่างนั้น และมันคือเรื่องจริงที่ตอนนี้ข้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ให้เขามีความสุขกับน้องรองไปก็ดีแล้วฮ่าๆๆๆๆ ลูกของพวกเขาจะต้องน่ารักที่สุดจริงไหมอี้เหลียวพ่อองอาจหล่อเหลาที่สุดส่วนจิงชินนางก็งดงามเกินใคร”

บำเพ็ญเพียรถึงสามภพสามชาติหรือไรคุณหนูใหญ่ของอี้เหลียวจึงเป็นคนดีเพียงนี้ จิงชินงดงามก็จริงทว่านางเป็นคนที่อ่านยากไม่น้อย ต่างจากจิงเชียวที่เปิดเผยจริงใจ

"เจ้าคะ"อี้เหลียวไม่อยากจะพูดมากกว่านี้

"อี้เหลียวมานี่"

อี้เหลียวขยับตัวมาใกล้ จิงเชียวยกท่อนแขนมหึมาขึ้นสวมกอดอี้เหลียว

"โอะๆๆ คุณหนูระวังเจ้าคะ อี้เหลียวจะหายใจไม่ออก"

มืออ้วนคลายอ้อมแขนออกกอดไว้หลวมๆ

"ขอบใจเจ้านะอี้เหลียวที่หวังดีกับข้า แค่นี้ข้าก็ดีใจแล้วทุกคนแวดล้อมต่างดีกับข้า ทั้งๆ ที่ข้าอ้วนน่าเกลียดเพียงนี้"

อี้เหลียวอึ้งยกมือขึ้นโอบแผ่นหลังของจิงเชียวได้เพียงหนึ่งส่วนจากสามส่วน

"คุณหนูของอี้เหลียว น่าเอ็นดูเพียงนี้ ใครอยู่ใกล้จะต้องหลงรักและมีความสุขในสิ่งที่คุณหนูเป็น ทุกอย่างที่หลอมรวมเป็นคุณหนูทำให้ความคิดฝ่ายต่ำพ่ายแพ้"

จิงเชียวพยักหน้าขึ้นลง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED