และที่สำคัญคือเขายังโสด...
“อย่าบอกนะว่าเธอ...” ลูคัสหันมาสบตาดาริน สองมือทาบอก อ้าปากค้างดูลูกน้องมุดพื้นเป็นไส้เดือนอยู่หลังฉากกั้น ดารินไม่เคยบอกความลับเรื่องรักข้างเดียวแก่ใคร แต่ลูคัสก็เป็นคนช่างสังเกต ดูแค่แวบเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง ซึ่งมันคงจะดีกว่านี้ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ทายาทตระกูลเลย์เซล “ตระกูลเลย์เซลตั้งแต่รุ่นพ่อเป็นเพลย์บอยชนิดหาตัวจับได้ยาก คุณฟรานซิสคือฝันร้ายของผู้หญิงทุกคนนะ เขาเป็นบุคคลประเภทที่เธอควรนึกถึงเป็นคนสุดท้ายด้วยซ้ำ”
“มันก็อาจจะเป็นฝันดีสำหรับเรานี่คะ”
ดารินแอบโผล่ขึ้นมาจ้องมองร่างสูงใหญ่ด้วยแววตาเป็นประกายแสนหวาน มองตามเขาทุกฝีก้าวด้วยใจล่องลอย ยามเคลื่อนไหวฟรานซิสช่างองอาจดุดัน ยามสงบนิ่งเขาก็ช่างเยือกเย็นดุจเจ้าชายในนิยาย หรือแม้แต่เวลายิ้มเขาก็ช่างเจิดจ้าและอบอุ่น บางครั้งดารินก็เฝ้าถามสายลมแสงแดดว่าเทพเจ้าองค์ใดหนอที่ปั้นชายรูปงามเช่นนี้ขึ้นมาให้หญิงทั่วหล้าละเมอหา แล้วหญิงใดกันหนอจะเป็นผู้ได้ครอบครองสายตาของเขาไว้แต่เพียงผู้เดียว ดารินหายใจเข้าก็เฮ้อเธอ หายใจออกก็เฮ้อเธอ ใจเต้นตึกตักรัวแรงและยิ้มเคลิ้มจนลูคัสกุมขมับ
“เป็นเอามากนะเธอเนี่ย”
“เวลาเขายิ้ม น่ารักมากค่ะ ดูสิลูซี่ โลกสว่างสดใสเลย”
หัวใจของสาวช่างเพ้อล่องลอยทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอ่อนโยนของเขา หากอยู่ใกล้ๆ จะได้กลิ่นกายหอมจรุงใจจะเย้ายวน โปรยเสน่ห์อันตรายจนดารินหน้าแดงก่ำได้ทุกครั้ง หรือหากมองจากที่ไกลๆ เขาก็โดดเด่นตรึงสายตา ดารินจ้องมองริมฝีปากหนาน่าจูบของเขาแล้วคิดกระเจิดกระเจิง นึกชอบดวงตาสีอำพันเข้มดูนุ่มนวลและซับซ้อน ให้ความรู้สึกลึกลับยากจะเข้าถึงแต่อบอุ่นในเวลาเดียวกัน
“เธอคงจะลืมไปว่าเขามีฉายาว่าอะไร”
“ไม่ลืมหรอกค่ะลูซี่”
แบล็คเดมอน... ปีศาจทมิฬ... ใครๆ ต่างก็เรียกเขาเช่นนั้น แต่เธอคิดว่าไม่เลย เขาเป็นเทพบุตรต่างหาก...
ความหมายของชื่อเมืองลอสแอนเจลิสก็คือเมืองแห่งทูตสวรรค์ เพราะฉะนั้นเพ้อค่ะเพ้อ... ดารินกุมมือไว้บนอกข้างซ้าย พยายามบังคับหัวใจไม่ให้เต้นแรงไปนักเมื่อร่างสูงใหญ่กำลังเดินตรงมาที่เธอ ภาพก็ตัดไปที่เขาเข้ามาคุกเข่าขอเธอแต่งงานท่ามกลางเสียงปรบมือของทุกคน มีเสียงเพลงมาร์ชแต่งงานดังขึ้น เธอจูงมือเขาเข้าสู่ประตูวิวาห์ จากนั้นก็จูบกันหวานชื่นดูดดื่ม แต่พอภาพตัดกลับมา ฟรานซิสเดินผ่านแผนกของดารินแค่เพียงไม่กี่วินาทีเพื่อตรงดิ่งไปยังโต๊ะทำงานของสาวสวยรวยหน้าอกต่างหาก หล่อนเป็นพนักงานน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่วันนี้เอง
ฟรานซิสสบตาสาวสวย หญิงสาวผู้เป็นเป้าหมายจึงยิ้มเขินทันที เขาคุยด้วยแค่ไม่กี่คำ ทั้งคู่ก็จุมพิตกันอย่างร้อนแรงแล้วจูงมือหายออกไปนอกบริษัทโดยไม่แคร์สายตาใคร ดารินแอบมองอยู่จึงหูตูบหางตกเหมือนหมาหงอยทันที
“ไงล่ะ ฝันดี ขนาดนั้นไม่ได้เริ่มฝันก็เฉาซะแล้ว คิดฝันหวานเป็นเทพนิยายอยู่ล่ะสิว่าท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่กับช่างภาพต๊อกต๋อยก้นแผนกจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขชั่วกาลนาน นิทานหลอกเด็กมันทำพิษภัยได้ขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย” ลูคัสกอดอก ทำเสียงจุปากในลำคอ เพราะใครก็ตามที่เผลอใจคิดชอบเขาคนนั้น วินาทีต่อมาก็รู้แล้วว่าต้องอกหักแน่ๆ ดารินจึงอ้อมแอ้มถามอย่างอายๆ
“ถ้าเทียบกับเธอคนนั้นกับริน... ใครสวยกว่ากันคะ”
“โถ แม่คุณ กระจกที่บ้านถ่านหมดเหรอยะ ไม่ต้องเงยหน้าดูก็รู้ว่าความสวยมันต่างกันราวหุบเหวนรกกับสวรรค์ชั้นฟ้าเลยล่ะย่ะ แน่นอนว่าหล่อนน่ะนรก!”
“แง”
“อย่ามาร้องนะยัยขี้เหร่” ลูคัสค่อยๆ นับนิ้วให้ดารินฟังจะได้ตาสว่าง “คุณฟรานซิสหน้าตาดี ติดอันดับหนุ่มเฟอร์เฟคทุกปี เขารวยและทำงานเก่งมาก ข้อนี้ฉันชื่นชม แต่ว่าเจ้านายของพวกเราคนนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องฟันแล้วทิ้งที่สุดด้วย! สถิติการล่าผู้หญิงคือวันละคน ขึ้นเตียงเสร็จปุ๊บก็ถือว่าจบ มีผู้หญิงในบริษัทไม่ต่ำกว่าร้อยคน ไม่นับรวมสาวๆ อีกนับไม่ถ้วนที่แก้ผ้าขึ้นเตียงกับเขาแล้วถูกทิ้งทันที”
“รินทราบค่ะ”
“อะไรที่ได้มาเร็วก็มักจะไปเร็ว ดาริน... ฉันขอเตือนในฐานะตุ๊ดอาวุโสเลยนะว่าอย่าเล่นกับไฟ”
“ค่ะ รินเข้าใจ” ดารินก้มหน้างุด สีหน้าเศร้าใจ เมื่อลูคัสเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานแล้ว เหลือดารินจมอยู่ในความคิดเพียงลำพัง ร่างบางจึงนั่งซึมกะทือ จ้องมองกล่องใบเล็กๆ ที่ซุกอยู่ใต้โต๊ะ มันเป็นกล่องซึ่งดัดแปลงจากกล่องรองเท้า เธอหยิบมันขึ้นมาวางบนตักแล้วค่อยๆ เปิดฝากล่องออกอย่างทะนุถนอม ภายในกล่องอัดแน่นเต็มไปด้วยภาพถ่ายอิริยาบถต่างๆ ของฟรานซิสตลอดสามปีมานี้
หากใครต้องการรู้เรื่องของฟรานซิส ทุกคนก็สามารถเปิดดูได้จากหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เนตและวิกิพีเดียได้เลย เขามีหุ้นส่วนในเลย์เซลครีเอชั่นซึ่งเป็นหุ้นที่เขาสรรหามาด้วยตนเอง จบจากโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด มาจากครอบครัวผู้มีอันจะกิน อายุสามสิบกลางๆ โปรไฟล์ไฮโซสูงล้ำทะลุฟ้าเสียจนดารินนึกสงสัยว่าภรรยาของเขาจะเป็นคนแบบไหน หญิงสาวผู้ได้รับเลือกคนนั้นคงจะเข้าร้านเสริมความงามเพื่อประทินโฉมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าทั้งวัน เธอคนนั้นคงจะต้องสวยเฉิดฉายและโก้หรู เป็นสาวสังคมที่เจิดจรัสมั่งคั่งไม่แพ้ฟรานซิสแน่นอน
“เขาชอบผู้หญิงผมยาว” ดารินหัวเราะพลางลูบผมสั้นๆ ของตัวเองอย่างเซื่องซึม ฟรานซิสควงสาวสวยไม่เคยซ้ำคนอย่างที่หัวหน้าบอก แต่ละคนผมยาวสลวย รูปร่างอวบอิ่มและสวยบาดตา รูปที่ดารินถ่ายเก็บสะสมไว้แต่ละรูปจึงล้วนแต่ทำให้ดารินยิ่งปวดหัวใจ
จูบ... กอด... หอมแก้ม... จับมือเดิน... ฉากเหล่านี้ปรากฎหลังเลนส์กล้องของดารินเสมอจนกลายเป็นเรื่องปกติ ดารินไล่นิ้วไปตามรูปเหล่านั้นก่อนจะแนบแก้มลงบนโต๊ะ ที่ผ่านมาเธอกดชัตเตอร์จากที่ไกลๆ เพราะไม่อยากให้เขารู้ตัว แม้ว่าดารินจะไม่รู้ข้อมูลอะไรมากไปกว่าที่ฟรานซิสเคยให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ แต่ก็มากพอที่จะรู้ขนาดถึงว่าเขาชอบดื่มกาแฟร้านไหน ชอบใส่เสื้อสีอะไร รถคันโปรดคือคันไหน ถ้าหงุดหงิดเขาจะชอบสอดมือเข้าในกระเป๋ากางเกง รู้แม้กระทั่งว่าเขาชอบพาสาวๆ ไปพลอดรักที่ไหนด้วยซ้ำ
“เฮ้อ...” ร่างบางจ้องมองกระปุกออมสินของตัวเองแล้วหยิบเหรียญเพนนีขึ้นมาอธิษฐานเสี่ยงทาย ขอให้เฒ่าจันทราช่วยผูกด้ายแดงมัดผู้ชายคนนี้ไว้ให้หน่อย ไหนๆ จะเพ้อแล้วก็ขอเพ้อให้สุด
“ถ้าหยอดลงก็แปลว่าเราจะได้แต่งงานกับเขา แต่ถ้าหยอดไม่ลงแปลว่าทางใครทางมัน สาธุ!” ดารินพนมมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน L.A. รอบทิศ อะไรที่เขาว่าขลังๆ ก็ไหว้หมดก่อนจะหลับตาลงทำสมาธิแล้วหยอดเหรียญเสี่ยงชะตาขึ้นคาน
ปรากฏว่ามันไม่ลง
“ปัดโธ่!” ดารินกำหมัดแน่นพลางเม้มปาก กำเหรียญเพนนีเหรียญใหม่ไว้ในมือแล้วเล็งใหม่แม่นๆ ดวงตาลุกติดไฟแล้ว “ยังไงก็ต้องลงให้ได้สิ!”
ผ่านไปสิบนาทีกับการโยนเหรียญอย่างเอาเป็นเอาตายไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง บางทีสวรรค์คงลิขิตมาไว้แล้วว่าเธอกับเขาไม่มีวันได้คู่กัน... ดารินไม่อยากยอมแพ้ แต่ลืมไปว่าเหรียญกระทบพื้นโต๊ะส่งเสียงแกร็งๆ หนวกหูรบกวนชาวบ้าน ลูคัสจึงเดินมาเขกมะเหงกและเทศนาสั่งสอนจนดารินสลด
“เล่นอะไรเป็นเด็กๆ อยู่ยะ หนวกหู”
“ขะ...ขอโทษค่ะ คือรินกำลังเสี่ยงทาย ถ้าโยนเหรียญลงได้ก็จะสมหวัง” ลูคัสฟังเหตุผลแล้วเพลีย
“มานี่เลย ฉันจะคว้าให้หล่อนดูเป็นขวัญตาเอง จะได้เลิกติ๊งต๊อง”
ลูคัสกระแอมไอในลำคอ ถอยห่างจากขอบโต๊ะสองสามก้าว บิดสะโพกเล็กน้อยและขว้างเหรียญด้วยลีลาเหมือนนักเบสบอลให้ดูเป็นขวัญตา คุณพระช่วย! เหรียญมันดันลงจริงๆ ดารินตาโต ต้องรีบปิดปากเพื่อกลั้นเสียงกรี๊ดและยิ้มเขินหัวเราะอยู่คนเดียวแต่ลูคัสวางแฟ้มงานปึกใหญ่ให้ดังโครม ดับอารมณ์เพ้อจนแตกละเอียดยิบ
“งานนี้ต้องส่งก่อนสี่โมงนะยะ แล้วบ่ายโมงอย่าลืมไปที่สตูดิโอสองด้วย” หัวหน้าจับลูกน้องนวดขมับ “ถ้าฉันได้ยินเสียงโยนเหรียญปัญญาอ่อนของหล่อนอีก รับรองว่าฉันจะกินก้นคนย่าง!”
“ค่า ฮือ” ดารินโบกผ้าเช็ดหน้าอำลาทั้งน้ำตา เมื่อมองกองงานที่เธอต้องทำแล้วก็กลอกตาขึ้นฟ้า “เฮ้อ... ทำงานๆ ได้แล้วดาริน”
ดารินถอนหายใจ โยนกระปุกออมสินไปกองรวมกับกล่องใส่เงินบริจาคเพื่อการกุศล ตั้งใจเด็ดขาดเป็นแน่วแน่ว่าจะเลิกบ้า เลิกตามถ่ายรูปเขาเหมือนพวกสตอล์กเกอร์ [1] อีก ดารินจึงโยนรูปถ่ายทั้งหมดทิ้งลงถังขยะแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้ทันส่งรูปขึ้นแท่นพิมพ์
งานคือเงิน เงินคืองาน ดารินอดทนต่อความรู้สึกมากมายที่กำลังรบเร้าใจตนเองอยู่ ร่างบางเดินวนไปวนมาที่หน้าถังขยะตอนสิบโมงแล้วกลับไปทำงาน พอสิบเอ็ดโมงก็กลับไปวนหน้าถังขยะอีก แม้จะพยายามเลิกสนใจแต่ว่าจนแล้วจนรอดดารินก็กลับมาครุ่นคิดถึงเรื่องเขาคนนั้นอีกจนได้
“ยังไงเราก็ทิ้งไม่ลง”
ดารินเท้าคาง เคาะนิ้วลงบนโต๊ะ มองซ้ายมองขวาแล้วรื้อรูปเหล่านั้นจากถังขยะกลับขึ้นมาเรียงดู ดารินหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งซึ่งถ่ายได้โดยบังเอิญ เป็นรูปที่เห็นแค่เสี้ยวหน้าแบบเบลอๆ ดูแทบไม่ออกว่าเป็นใคร แต่ดารินจ้องมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเพราะนี่คือภาพถ่ายใบแรกของฟรานซิสที่เธอมี ต่อให้ถ่ายเละกว่านี้เธอก็จำเขาได้
“ขอเก็บเฉพาะรูปนี้ไว้ก็แล้วกัน”
ดารินถอยหายใจดังเฮ้อแล้วซ่อนรูปนั้นไว้หลังกรอบรูปครอบครัวซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ ถึงจะแม้ฟรานซิสจะมีผู้หญิงมากหน้าหลายตารายล้อมตลอดเวลา แต่เขาก็ชอบที่จะอยู่คนเดียวตามลำพังมากกว่า หากเทียบสีหน้าในรูปถ่ายกันแล้ว ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีดวงตาสีอำพันเข้มของเขาไม่เคยยิ้มเลย รูปถ่ายหลายใบของเขามีแววตาหม่นแสงเหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่างในใจ... เขาดูเศร้ามากเลย
คนระดับเขายังมีเรื่องเศร้าอะไรอีกนะ
ดารินซบหน้าลงบนแขน ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า คนอื่นที่อยู่รอบตัวเขาจะรู้สึกเหมือนเธอบ้างไหมนะ แววตาของฟรานซิสเหมือนสายธนูที่ขึงตึงไว้จนเครียด รอวันระเบิดออก และในรอบสามปีมานี้ที่เธอเก็บข้อมูลของเขา ฟรานซิสไม่คุย ไม่มองหน้า ไม่สนใจไยดีอะไรพ่อของตนเองซึ่งเป็นประธานบริหารสูงสุดเลยสักนิดเดียว
เพราะอะไรกันนะ?
...............................
[1] Stalker พวกโรคจิตชนิดสะกดรอย
สามปีก่อน
ดารินเพิ่งมาลอสแอนเจลิสครั้งแรกหลังจากผ่านการทดสอบงานจากบริษัทเลย์เซลสาขาเมืองไทย เธอตะลอนเที่ยวและถ่ายภาพสวยๆ เพื่อเก็บประสบการณ์ก่อนถึงวันเข้าทำงานจริง ที่นี่เป็นโลกใบใหม่ อะไรๆ ก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด เมื่อได้รูปจนพอใจแล้วร่างบางจึงตั้งใจจะกลับที่พัก ถึงแม้จะเป็นเวลากลางวันแต่รถไฟใต้ดินของแอลเอค่อนข้างน่ากลัว ตัวสถานีไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่เลย บรรยากาศจะเงียบๆ วังเวง ดวงไฟติดๆ ดับๆ และตารางการเดินรถก็เอาแน่นอนเอานอนไม่ได้
“แย่จริง ไม่น่าถ่ายรูปเพลินเลย”
หญิงสาวในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์เซอร์ๆ แบกเป้และสะพายกล้องเดินลงตามบันไดมืดสลัว เธอขยับหมวกเบสบอลให้เข้าที่และกระชับเสื้อแจ็กเกตตัวใหญ่โคร่งไว้กับตัว บรรยากาศทึมทึบของสถานีรถไฟใต้ดินทำให้ดารินก็ชักจะกลัวๆ นิดหน่อย ร่างบางจึงเลือกนั่งลงที่เก้าอี้ตรงชานชาลาใกล้บันได
ระหว่างที่กำลังชะเง้อรอรถไฟ ดารินก็ถ่ายภาพไปเพลินๆ ก่อนจะมีผู้ชายแปลกหน้าและคนไร้บ้านหลายคนเข้ามาวนเวียนใกล้ๆ ค่อยๆ เข้ามารุมล้อมและผิวปากแซว เธอจึงยิ่งกลัวและซุกตัวกลมเป็นเต่าเลยทีเดียว
“น้องสาวจะไปไหน ให้พวกพี่พาไปส่งไหม?”
“ขอบคุณ ฉันกลับเองได้ค่ะ”
“อย่าเพิ่งกลับสิ คืนนี้ไปสนุกกันไหม”
“ไม่ค่ะ ฉันกำลังจะกลับบ้าน” ดารินแข็งใจตอบอย่างสงบนิ่งและพยายามมองหาทางหนี เธอลุกขึ้นจะเดินหนีแต่ถูกขวางทางไว้ เมื่อเลี่ยงไปทางซ้ายอีกฝ่ายก็มาซ้าย พอเลี่ยงทางขวาอีกฝ่ายก็ยืนขวางแล้วผลักเธอลงไปนั่งตามเดิม ดารินจึงกลัวจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อคนพวกนั้นเริ่มเอื้อมมือสกปรกจะจับตัวเธอ
“ขอเงินกินเหล้าหน่อยสิแม่คนผิวเหลือง”
“มะ...ไม่มี”
“กล้องสวยดี ขอยืมไปถ่ายรูปเล่นบ้างนะน้องสาว” ดารินปัดมือคนพวกนั้นออก ก่อนจะตกใจเมื่อกล้องโปรสุดหวงของเธอกำลังถูกแย่งไป ดารินจึงคว้าไว้แน่นเพราะกล้องตัวหนึ่งตั้งหลายหมื่น อุปกรณ์เสริมอีกไม่รู้เท่าไหร่ ตอนนี้ยังผ่อนไม่หมดเลยด้วยซ้ำ
“ยะ...อย่านะ”
“ขอกันดีๆ ไม่ให้แบบนี้ก็แย่สิยัยลิงเหลือง อยากมีประเด็นกับพวกกูสินะ” อีกฝ่ายยิงฟันหลอและในมือมีมีดพับ พ่อของเธอพูดถูกแล้ว การมาทำงานไกลบ้านไกลเมืองถึงอเมริกาเป็นเรื่องเสียเวลาและอันตราย ดารินพยายามหาทางรอดด้วยการมองหาความช่วยเหลือ แต่สถานที่อันเปลี่ยวมืดไม่มีใครผ่านมาเลย
“หันก้นมาสิจ๊ะหวานใจ สาบานเลยว่าน้องหนูจะชอบ”
“แค่คำพูดเมื่อกี้ฉันเอาพวกคุณเข้าคุกได้นะ!”
แต่ละคนมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะอย่างโปกฮา ทันใดนั้นเธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครคนหนึ่งตรงดิ่งมาที่เธอ แหวกผ่านกลุ่มคนเลวเข้ามาโดยที่เธอไม่รู้ว่าเขาคือใคร ผู้ชายคนนี้มีความเป็นบุรุษอยู่ครบครัน ใบหน้ามีหนวดเคราเฟิ้ม ไหล่กว้างผึ่งผาย มัดกล้ามกำยำเต็มเปี่ยมจนหญิงสาวนึกทึ่ง รูปร่างของเขาสูงใหญ่ค้ำศีรษะ ระดับสายตาของดารินอยู่ตรงกับไหล่บึกบึนเท่านั้นเอง
เขาน่ากลัวมาก... แววตาน่ากลัวกว่าคนผิวดำจรจัดพวกนี้เสียอีก
ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาอย่างใจเย็น เดินผ่านกลุ่มคนจรจัดเข้ามาจนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าดาริน ร่างบางจึงยิ่งก้มหน้างุด หวาดกลัวคนแปลกหน้าจนตัวสั่นเทา มือเย็นเฉียบไปหมด ดารินนึกใจเสียที่ดื้อมาทำงานต่างประเทศคนเดียวโดยไม่ฟังคำทัดทานของพ่อ และเธอละเลยคำเตือนของรูมเมทที่ว่าให้ระวังถูกจี้ปล้น จะนึกเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว
“ว้าย!” ดารินตกใจแทบจะร้องจ๊ากเมื่อผู้ชายคนนั้นกระแทกตัวลงนั่งข้างๆ เขาไม่พูดอะไรนอกจากวางแขนพาดบนไหล่เล็กๆ ดารินสะดุ้งโหยง ขยับตัวหนีแต่ว่าท่อนแขนแกร่งรั้งคอเธอไว้ เมื่อร่างกายสัมผัสกัน สีหน้าของเขาแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็เล็กน้อยเกินกว่าจะทันสังเกต
“ผู้หญิงหรอกเหรอ มองแวบแรกนึกว่าผู้ชาย”
“ดะ...เดี๋ยวก่อนค่ะ”
ดารินเบี่ยงตัวออกและมองไปรอบๆ อย่างสับสน เธอกอดกล้องตัวโปรดไว้แน่นและมองผู้ชายคนนี้อย่างหวาดระแวง แต่แล้วแรงอันน้อยนิดก็ไม่สามารถต้านทานอีกฝ่ายได้ มือแกร่งรวบตัวเธอมากอดหน้าตาเฉย กดแก้มนวลแนบลงบนแผงอกแข็งแกร่งตึงแน่น ไออุ่นอันแสนนุ่มนวลทำให้ดารินสะท้านไหว
“อะไรดลใจให้ผู้หญิงตัวเท่าลูกหมาลงมาที่เปลี่ยวแบบนี้กัน”
“ฉะ...ฉันแค่กำลังจะกลับบ้าน”
“เกรงว่าคุณจะไม่ถึงบ้านถ้าไม่รู้จักระมัดระวังตัว... อยู่นิ่งๆ แล้วจะปลอดภัย” น้ำเสียงนุ่มละมุนชวนขยี้ใจกระซิบ มุมปากมีรอยยิ้มบางๆ ทำให้ดารินตื่นเพริดขึ้นในฉับพลัน อยู่ดีๆ เธอก็ถูกคนไม่รู้กอดแนบสนิทตลอดร่าง ผู้ชายคนนี้คือใครกัน? เขาต้องการอะไร? กระแสเสียงอันเคร่งขรึม มั่นอกมั่นใจและแฝงความดิบเถื่อนอยู่ในทีของชายคนนี้
ดารินนิ่งงันราวกับถูกไฟช๊อต น้ำเสียงเช่นนี้นั่นเองที่สามารถล่อลวงผู้หญิงได้ดุจไฟยั่วยวนแมงเม่ากระนั้น มันกลายเป็นกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่างบาง แปลงสภาพเป็นความร้อนวูบวาบจนดารินรู้สึกแปลกๆ เธอไม่เคยรู้สึกถึงแรงดึงดูดอะไรแบบนี้กับใครมาก่อน นึกเดาได้ทันทีว่าผู้ชายใบหน้าคมเข้มคนนี้จะต้องมีสาวๆ รายล้อมมากมายเกินจะนับแน่นอน
ดารินตะกุกตะกัก พูดอะไรไม่ออกไปอึดใจ ได้แต่เบิกตากว้างจ้องมองชายรูปงามราวกับร่างแปลงเทพอพอลโลคนนั้น กลิ่นโคโลญหอมอ่อนๆ จากกายกำยำทำให้ดารินนึกถึงท้องทะเล ช่างเป็นกลิ่นหอมลุ่มลึก เย้ายวนและบ่งบอกคำเตือนว่าชายคนนี้เป็นตัวอันตราย
หนึ่งในกลุ่มคนจรจัดถ่มน้ำลายปริ๊ดลงพื้น ตัวของพวกเขาดำกว่าถ่าน ดั้งจมูกมีรอยหัก ใบหน้าเป็นหลุมสิวและกลิ่นตัวสกปรก ถ้าให้ดารินบรรยายแล้ว เธอควรจะเรียกคนพวกนี้ว่า ‘ภัยคุกคาม’
“ไอ้คนขาว มึงแส่ผิดที่แล้ว”
“ถ้าให้สาธยาย ตระกูลของฉันเป็นคนบุกเบิกแอลเอนะพวก”
ร่างสูงใหญ่ตอบนิ่งๆ สบายๆ ไม่ยี่หระต่อภัยคุกคามกลุ่มนี้แต่อย่างใด มือของเขาพลันเกาะกุมมือเธอไว้ ถุงมือหนังสีดำของเขานั้นเนียนนุ่มด้วยเพราะใช้งานมานาน ดูทรงพลังแต่ทว่านุ่มนวล การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วทว่านุ่มนวลอ่อนโยน ดารินสะดุ้งตัวไหวและพบว่าไม่อาจปฏิเสธสัมผัสของเขาได้เลย คนแปลกหน้าผู้นี้เป็นใครกัน?! เธอพยายามจะลุกหนี แต่มือร้อนผ่าวตรึงร่างบอบบางไว้แน่นหนา ดารินจึงนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ด้วยความตื่นตกใจ มือจึงเผลอกดชัตเตอร์ไปโดยไม่รู้ตัว
“อยู่นิ่งๆ” เสียงทุ้มลึกกระซิบ อุ้งมือของเขาร้อนจัด หยาบกระด้างและแข็งแรง วางทาบทับบนแผ่นหลังเล็กๆ แล้วรั้งร่างเพรียวงามเข้าอ้อมแขน ทรวงอกอิ่มงามบดแนบบนมัดกล้าม ร่างสูงใหญ่จึงเป็นฝ่ายชะงักนิ่ง ใบหน้าคมเข้มขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อค้นพบว่าเธอคนนี้ช่างพอเหมาะพอเจาะกับอ้อมกอดของเขาเหลือเกิน
“ดะ...เดี๋ยว ฉันไม่รู้จักคุณ ปล่อยนะ”
ยังไม่ทันที่ดารินจะทักท้วง ชายฉกรรจ์ผู้นี้รั้งเธอให้ลุกขึ้นและเดินไปด้วยกัน แม้จะเป็นคนแปลกหน้าแต่ดารินก็ไม่ทันทักท้วงแม้เพียงครึ่งคำ เธอไม่รู้จักเขา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงยื่นมือเข้ามาช่วย คำตอบคงจะอยู่ในดวงตาคมกริบซึ่งแฝงอำนาจน่าเกรงขามเสียจนดารินนิ่งงัน เขาพาเธอเดินออกมาจากวงล้อมคนสกปรกพวกนั้นโดยที่พวกมันต่างก็มองหน้ากันแบบงุนงงไม่แพ้เธอ
“คะ...คุณ คุณจะพาฉันไปไหนคะ” กระซิบเสียงสั่น
“เงียบแล้วรีบเดินซะ” น้ำเสียงดุแต่ไม่ได้โกรธ
“ปล่อยฉันค่ะ”
“เท่าที่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้คุณควรจะอยู่กับผมดีกว่านะ” มือใหญ่แสนอบอุ่นลูบไล้แผ่นหลังบอบบางเนิบช้า ไล้วนผ่านสะโพกงามงอนซึ่งซ่อนตัวอยู่ในกางเกงยีนส์รัดแน่นเปรี๊ยะ ดารินหอบหายใจ หัวใจเต้นกระหน่ำยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต ความคิดมันหมุนคว้าง ร่างทั้งร่างเหมือนถูกสะกดด้วยดวงตาคมกริบ... กร้าวกระด้าง... เธอพูดอะไรไม่ออก มีเพียงอ้อมแขนร้อนเหมือนคลื่นเพลิงลุกไหม้เท่านั้นที่ซัดเข้าสู่ประสาทสัมผัส ขายาวๆ ของชายหนุ่มก้าวพรวดๆ อย่างรวดเร็วเป็นจังหวะมั่นคง แต่ดารินเกือบจะเรียกได้ว่าต้องวิ่งถึงจะตามเขาได้ทัน
“คะ...คุณจะพาฉันไปไหน?”
“ถ้าไม่อยากมีเรื่องก็อย่าพูดมาก”
ดารินยิ่งร้อนรนเมื่อถูกโอบไหล่เดินไปด้วยกันโดยที่มีคนจรจัดเหล่านั้นเดินตามหลังมาอีกสองสามคน มือแกร่งตวัดรัดเอวบางไว้แน่นและผ่อนฝีเท้าลงเมื่อเห็นว่าเธอหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม แทนที่ดารินจะผลักตัวเขาออกไป แต่กลับกลายเป็นว่าสองแขนโอบกอดร่างสูงใหญ่ไว้แน่นพอๆ กับที่เขากอดเธอ ดารินคงเป็นบ้าไปแล้วที่รู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดของชายแปลกหน้าผู้นี้
“น้องสาวคนนี้เป็นเด็กมึงงั้นเหรอวะ?”
“ใช่ มีปัญหาอะไรงั้นรึ”
“กูขอลองก้นสวยๆ นั่นสักทีสิวะ”
“ลองอย่างอื่นดีกว่ามั้งพวก” เขากราดสายตาคมกร้าวใส่คนพวกนั้น สายลมกระโชกแรงจากขบวนรถไฟที่วิ่งผ่านพัดเสื้อโคทหนังตัวยาวของเขาให้เห็นซองปืนที่เอว ปืน?! ร่างสูงใหญ่กระชากปืนออกจากซองแล้วเล็งยิงอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน กระสุนเฉียดศีรษะหนึ่งในคนกลุ่มนั้นไปนิดเดียว
“ฉันไม่ได้ซ้อมในสนามยิงปืนตั้งนาน เม็ดหน้าอาจจะเจาะโดนใครบ้างไม่รู้นะพวก” เขาพูดทีเล่นทีจริง ดารินจึงเบิกตากว้าง สมองประมวลภาพเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอจินตนาการภาพว่าเขาชักปืนขึ้นจากเอวแล้วกดกระสุนทีละเม็ดๆ ใส่คนพวกนั้นจนตายเกลื่อนกลาด ทั่วทั้งชานชาลาก็เต็มไปด้วยเลือด เลือดแล้วก็เลือด ดารินอยากจะเป็นลม แต่โชคดีที่พวกคนเร่ร่อนขี้ขลาด เห็นปืนแค่นี้ก็หันหลังกระเจิง ทันทีที่คนพวกนั้นไปแล้ว ร่างสูงใหญ่จึงปล่อยมือจากเธอแต่ดารินยังลืมตัวเกาะแขนเขาไว้แน่น ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันในอึดใจราวกับว่าเขาเองก็รู้สึกถึงกระแสเพลิงอันรุนแรงไหลปราดระหว่างกัน
“ฉะ...ฉัน” เธอพยายามจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อทำลายความเงียบงัน ดารินเห็นแววตาตึงเครียดฉายชัดของเขา มันเต็มไปด้วยเพลิงเผาผลาญซ่อนอยู่ในนั้น ถึงแม้ว่าริมฝีปากหนาได้รูปจะมีรอยยิ้ม แต่แฝงไปด้วยคำเตือนว่าอย่าได้เข้ามาใกล้
“ขะ...ขอโทษค่ะ” ความแข็งกร้าวในแววตาของเขาทำให้ดารินผงะถอย รีบปล่อยมืออย่างรวดเร็วราวกับแขนกำยำเป็นเหล็กร้อนๆ
“คราวหลังอย่าไปอยู่ที่เปลี่ยวแบบนั้นอีก” คราวนี้น้ำเสียงและแววตาของเขาดุจริงๆ
“ฉะ...ฉันจะระวัง ขะ...ขอบคุณที่ช่วยฉันค่ะ เอ่อ... ถ้าไม่รังเกียจ ฉันอยากจะเลี้ยงกาแฟเป็นการขอบคุณนะคะ”
“ขอบคุณแต่ไม่ดีกว่า” เขาหยิบสมาร์ตโฟนจากสาบเสื้อ โทรยกเลิกนัดเพียงสั้นๆ แล้วหันกลับมาสบตาเธอ จ้องมองอย่างประเมิน ดารินไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายผู้สวมชุดสูทผ้าไหมบ่งบอกความร่ำรวยจึงอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดินน่ากลัวเช่นนี้ กลิ่นโคโลญหอมลุ่มลึกติดกายของเขาทำให้ดารินตัวสั่น จะด้วยความกลัว ความสับสน ความบ้า หรืออะไรก็ช่างเถอะ เธอรู้แค่ว่าตัวเองหน้าแดงก่ำจนแทบจะระเบิด
“คุณทำงานที่เลย์เซลมัลติมีเดียสินะ” เขาชี้ไปที่ตราบริษัทซึ่งติดอยู่บนกระเป๋ากล้อง ดารินจึงพยักหน้ารับ
“ฉันทำงานเป็นช่างภาพฝ่ายโฆษณาน่ะค่ะ ไม่นึกเลยว่าแอลเอจะอันตรายแบบนี้ อ๊ะ!”
จู่ๆ เขาก็คว้าต้นแขนของเธอหมับ ดึงหมวกเบสบอลซึ่งดารินรวบผมตวัดเก็บไว้ออก เรือนผมหนานุ่มเป็นประกายจึงตกลงมาล้อมกรอบใบหน้าหวาน ดารินเหวอ ไม่เข้าใจว่าเขาจะทำอะไร เธอเห็นแต่ความหงุดหงิดฉายชัดในแววตาและเขาก็บีบข้อมือเธอจนเจ็บ
“เมืองใหญ่อย่างที่นี่เจริญก็จริง แต่ก็มีพวกขี้ยาเพ่นพ่านเยอะแยะ คิดว่าใส่หมวกทำตัวแมนๆ แล้วจะเอาตัวรอดจากพวกระยำพรรค์นั้นได้รึ?”
“ฉะ...ฉัน” ดารินหน้าซีดก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีตัวช่วย เธอจึงรีบเปิดกระเป๋ารื้อหาของกุกกัก “นี่ไงคะ ฉันมีนกหวีด”
“โง่เง่า”
โง่เง่า?! ดารินอ้าปากพะงาบ คิดคำตอบโต้วาจาร้ายกาจนั้นไม่ทัน ตกลงแล้วเขาเป็นใครกันแน่?! ทำไมถึงวางท่าเป็นคนใหญ่คนโตข่มคนอื่นด้วย ดารินเคี้ยวฟันฮึ่ม ชักจะไม่พอใจแล้ว
“แทนที่จะโทษฉัน ไปโทษมนุษย์เพศชายที่ชอบคุกคามผู้หญิงดีกว่านะคะ ฉันก็อยู่ของฉันดีๆ นะ”
“นั่นเป็นคำแก้ตัวของพวกอ่อนแอ หรือว่าชอบความตื่นเต้นในชีวิตจนถึงกับเดินอ่อยพวกหื่นนั่นถึงที่กันล่ะ” ผู้ชายคนนี้ปากบาดคมยิ่งกว่ากรรไกรโรงพยาบาล ดารินโวยแต่เขาก็ไม่ได้เห็นอาการขัดเคืองของร่างบอบบางในสายตาเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่สอดมือไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง แล้วเท้าแขนกักขังเธอไว้กับเสาปูนต้นใหญ่ ทั่วบริเวณเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน
“สำเนียงการพูดของคุณแปลกๆ คุณมาจากที่ไหน? จีน? หรือว่าญี่ปุ่น”
“มะ...ไม่ใช่ค่ะ” ดารินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ตัวของเขาใหญ่กว่าเธอถึงสองเท่าและแข็งแรงพอที่จะหักท่อนเหล็กหนาๆ ได้ด้วยมืออันทรงพลัง เรื่องนี้เธอก็ได้แต่เดา แต่ที่แน่ๆ คือเธอไม่อาจสู้เขาได้ “ฉันมาจากกรุงเทพฯ เอ่อ ประเทศไทยค่ะ ฉันเพิ่งได้งานทำที่นี่”
“ผมไม่เคยไปที่กรุงเทพนั่นหรอกนะ แต่ก็คิดว่าน่าสนใจดี”
“ถ้าคุณสนใจจะไปเที่ยวกรุงเทพสักครั้ง ฉันก็ยินดีค่ะ แล้วก็กรุณาปล่อยมือฉันด้วย” ดารินจ้องมือใหญ่ที่ยึดข้อมือของเธอสลับกับดวงตาสีเทาคมเข้มคู่นั้น “ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้ แต่คราวหลังไม่ต้อง ฉันดูแลตัวเองได้”
“ดูแลตัวเองได้?” เขาทวนพลางยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดารินจึงพยักหน้ายืนยัน
“ค่ะ”
“งั้นถ้าเจอแบบนี้ล่ะจะทำยังไงแม่คนอวดดี”