ตอน 2

อินทุภากำลังปอกมันฝรั่ง หลังจากหั่นหอมหัวใหญ่และมะเขือเทศเสร็จเรียบร้อย เธอเตรียมจะใส่ลงในหม้อที่กำลังเคี่ยวเนื้อวัวติดมันที่หั่นเป็นก้อนๆ กลิ่นหอมฉุยฟุ้งกระจายไปทั่วครัว เธอตั้งใจจะเคี่ยวให้นานหน่อย ตั้งใจทำให้เนื้อเปื่อยนุ่มเหมือนละลายในปาก เพื่อให้ผู้สูงอายุก็สามารถทานได้อย่างสบาย สตูเนื้อนี้เข้ากันได้ดีกับหมั่นโถวเนื้อนุ่ม ที่ญาติพี่น้องกำลังช่วยกันทำอยู่ในครัวด้านในตัวบ้าน  

เธอมาเมืองจีนเป็นครั้งแรกกับพ่อ เพื่อร่วมฉลองวันครบรอบอายุร้อยยี่สิบปีของคุณทวดซุนเหม่ยหลิง ซึ่งเป็นญาติสนิทกับคุณทวดเยว่ไท่อิงทวดของเธอเอง ในงานวันนี้ มีญาติพี่น้องมากมายจากหลายสกุลมาร่วมงาน เพื่อมาร่วมอวยพรกันอย่างคึกคัก

คุณทวดเยว่ไท่อิงเคยเล่าให้พ่อฟังว่า ต้นสกุลของตระกูลคือแซ่กุยและแซ่เหยา สองแซ่นี้ เป็นแซ่โบราณสืบทอดมาจากจักรพรรดิตี้ซุ่น ประสูติ ณ เหยาซวีจึงใช้แซ่เหยา ประทับ ณ แม่น้ำกุยสุ่ยจึงใช้แซ่กุย สกุลสาขาแตกออกเป็นหลายสกุล เช่น แซ่อวี๋ เฉิน หู เถียน หยวน หวาง ซุน ลู่ เชอ เยว่

แม่ของคุณทวด เยว่ไท่อิง เดิมมีแซ่ซุน แต่เมื่อแต่งงานกับญาติห่างๆ ที่แซ่เยว่ จึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของสามี ทำให้พ่อของอินทุภาถือแซ่เยว่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เขากลับใกล้ชิดกับญาติฝั่งตระกูลซุนมากกว่า 

อินทุภาทุ่มเทให้กับงานจนแทบไม่มีเวลาติดต่อกับญาติพี่น้อง เธอทำงานในบริษัทของแม่ในตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการผลิต ซึ่งรับผิดชอบด้านการผลิตและออกแบบเครื่องประดับ รวมถึงงานโฆษณาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ในธุรกิจทั้งหมดของมารดา นอกจากนี้ เธอยังทำงานฟรีแลนซ์ ออกแบบเครื่องประดับสตรีให้กับหลายแบรนด์ ทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง บางรุ่นติดตลาดจนกลายเป็นเทรนด์สินค้าขายดีบนโซเชียลมีเดียหลายสัปดาห์ แม้ว่าเธอจะเป็นที่รู้จักแค่เพียงในแวดวงของนักออกแบบ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จเล็กๆ ที่เธอรู้สึกพอใจแล้ว  

เวลาคิดงานไม่ออก อินทุภามักออกไปหาแรงบันดาลใจในยิมมวย สนามขี่ม้า สนามยิงปืน หรือสนามฝึกซ้อมธนู หากยังไม่ได้ผล เธอก็จะออกเดินทางไปต่างจังหวัด แบกเป้ตั้งแคมป์ในป่าเพื่อพักสมอง มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเธอมีความสามารถด้านศิลปะป้องกันตัว ล่าสุดเพิ่งสอบได้ยูโดสายดำขั้นที่ห้า และยังถนัดหย่งชุน ซึ่งเหมาะกับสรีระที่เล็กบางของเธอ เพราะช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและว่องไว

นิรชา เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถม มักจะชอบค่อนขอดกิจกรรมความชอบส่วนตัวของเธอเสมอ 

“หนังหน้าแกมันขัดกับไลฟ์สไตล์อย่างแรง!” นิรชาเท้าสะเอว ชี้หน้าบ่นอินทุภาแรง

“ฉันโตแล้วจะชอบอะไรก็ได้ย่ะ” เธอลอยหน้าโต้กลับไปบ้าง

“ถึงบอดี้จะดูบอบบางเป็นนางเอก แต่ถ้าหล่อนยังไม่แก้สันดานชอบใช้ความรุนแรง หล่อนก็จะนอนเหงาเหงือกแห้งอยู่บนคานเหมือนเดิม!”

อินทุภามักจะบอกเพื่อนเสมอว่าโนสนโนแคร์ เพราะเธอถือคติ ‘จีบได้แต่อย่าจับ’

คนที่สนใจอยากสานสัมพันธ์กับเธอ มักมองจากภายนอกแล้วคิดไปเองว่าเธอเป็นผู้หญิงอ่อนหวาน อ่อนโยน และบอบบาง จึงมักมีคนประเภท 'อัศวินผู้พิทักษ์' ที่ชอบเสนอตัวเข้ามาใกล้อยู่เสมอ แต่เมื่อได้รู้จักกันไปสักพัก พวกเขากลับขยาดและถอยห่างเป็นแถว โดยเฉพาะพวกมือปลาหมึกที่พอเจอท่าตัดหนวดของเธอเข้า ก็มักจะหนีหายไปหมด  

อินทุภาสูงร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างโปร่งบาง ผิวพรรณนวลเนียนเปล่งปลั่งเหมือนแม่ที่เป็นคนทางเหนือ ผสมกับความขาวแบบลูกครึ่งไทย-จีนจากพ่อ เธอได้รับใบหน้าคมสันจากบิดา และดวงตากลมโตแววหวานจากมารดามาอย่างครบถ้วน ทำให้เป็นหญิงสาวที่รูปลักษณ์ดูสะดุดตา   

อินทุภารู้สึกว่าเธอโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกในบ้านเคารพในไลฟ์สไตล์ของกันและกันเสมอ เช่น พ่อที่ชอบเดินทางไปเป็นแพทย์อาสาตามประเทศต่างๆ ส่วนแม่เป็นนักธุรกิจที่มองเห็นโอกาสในทุกสิ่ง หยิบจับอะไรก็เป็นธุรกิจไปหมด ความสนใจของอินทุภาหลายอย่างก็ได้รับอิทธิพลจากมารดาเช่นกัน  

อรรพี แม่ของเธอ เป็นเจ้าของธุรกิจหลายประเภท ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านเครื่องประดับ ฟิตเนส ไปจนถึงโรงเรียนสอนดนตรี แน่นอนว่าหญิงสาวเองก็ซึมซับความสนใจด้านนี้ไปโดยปริยาย เพียงแต่เธอไม่ได้สนใจเครื่องดนตรีสากลเหมือนแม่ แต่กลับหลงใหลในเครื่องดนตรีจีน โดยเฉพาะผีผา ซอเอ้อหู และขลุ่ยผิว เวลาว่างๆ เธอกับแม่มักเล่นดนตรีร่วมกันเสมอ ส่วนพ่อก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ บางครั้งก็ร่วมวงโดยรับหน้าที่เป็นมือกลอง เคาะโต๊ะให้จังหวะ  

จิรพงศ์ หรือ เยว่หัว พ่อของอินทุภา เป็นแพทย์อายุรกรรมเฉพาะทางในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณย่า-แม่ของพ่อที่เป็นชาวจีนมาพบรักกับหนุ่มไทย และตัดสินใจลงหลักปักฐานในประเทศไทย แต่ทุกปีพวกเขาจะพาคุณพ่อในสมัยเด็กกลับไปเยี่ยมคุณทวดที่ประเทศจีนเสมอ  

"อาอิง! ..อาอิง! ..เยว่อิง!" อินทุภาสะดุ้ง เพราะกำลังคิดอะไรเพลินๆ ไม่ได้ยินเสียงเรียกของซุนจ่งซาน ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ดังมาแต่ไกล

"อยู่นี่ พี่ซาน!"

"เรียบร้อยหรือยัง? จะตั้งโต๊ะกินข้าวกันแล้วนะ"

"เสร็จพอดี จะยกไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ" ซุนจ่งซานเดินเข้ามาในครัวแยกด้านนอกตัวบ้าน มือเท้าสะเอว กวาดตามองไปที่ถ้วยซุปที่วางเรียงรายอยู่ในถาดโดยรอบ

"จะต้องเดินกี่รอบกันล่ะนี่!?!" เขาบ่น คิ้วขมวดมุ่นจนญาติผู้น้องต้องหัวเราะ

"เรายกไปคนละถาดก่อน แล้วค่อยให้น้องๆ ข้างในมาช่วยยกถาดที่เหลือก็ได้" หญิงสาวพูดพร้อมวางถ้วยซุปร้อนๆ ถ้วยสุดท้ายลงในถาดอย่างเรียบร้อยครบตามจำนวนคน  

ซุนจ่งซานเข้ามาหยิบไปถาดหนึ่ง ยืนรอจนหญิงสาวยกอีกถาดขึ้น จากนั้นจึงเดินนำออกไปก่อน เขามองญาติผู้น้องตัวเล็กเชื้อสายไทยคนนี้ ด้วยความเอ็นดู อายุยี่สิบห้า แต่ใบหน้ากลับดูอ่อนกว่าวัย ราวกับเด็กสาวอายุสิบแปด ดูยังไงก็เหมือนสาวน้อย มากกว่าคนที่เข้าสู่วัยเบญจเพส ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ที่ทำให้เขารู้สึกถูกชะตา ยังมีนิสัยร่าเริง เป็นมิตรกับสิ่งรอบตัว และรอยยิ้มสดใสนั่นด้วย ที่เขารู้สึกชื่นชอบ 

"หลังกินข้าว พี่จะออกไปตรวจคนไข้ตามหมู่บ้านที่ค้างจากเมื่อวาน วันนี้จะไปด้วยกันอีกไหม? หรือเหนื่อยแล้ว?" ซุนจ่งซานถามขณะเดินเข้าตัวบ้าน  

"เมื่อวานได้ยินพี่บอกว่าจะเข้าเมือง หนูยังคิดอยู่เลยว่าจะติดรถตามไปด้วย"

"เสร็จจากตรวจคนไข้ก่อน แล้วค่อยเข้าไปในเมือง พี่ว่าจะเอาสมุนไพรไปเพิ่มที่ร้าน"  

"หนูเห็นรูปถ่ายของพ่อที่เคยเอามาให้ดู รู้สึกคุ้นๆ กับสถานที่หนึ่งในภาพ เลยอยากไปดูด้วยตาตัวเอง แต่พี่ซานอยู่เฝ้าร้านก็ได้นะ หนูไปเดินดูรอบๆ คนเดียวก็ได้"

"โอเค แต่ยังไงก็ต้องระวังตัวด้วยนะ เรามาต่างถิ่น คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ"

"เยส เซอร์!" อินทุภารับคำ ก่อนทำท่าตบเท้าแบบทหาร ทำให้ซุนจ่งซานหันมายิ้มอย่างเอ็นดูจนตาหยีเป็นเส้นเดียว  

เมื่ออินทุภาก้าวเข้ามาในบ้าน สายตาก็ปะทะเข้ากับคุณทวด ผู้เป็นแขกสำคัญของงานเลี้ยง ซึ่งนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ในตำแหน่งประธาน ท่านรูปร่างผอมบาง แม้จะอยู่บนรถเข็น แต่ยังดูสง่างามและเปี่ยมอำนาจ  ใบหน้าของท่าน  ดูอ่อนกว่าอายุจริง เส้นผมสีดอกเลา เกล้ามวยไว้ข้างหลัง เสียบปิ่นหยกสีขาวราวกับหิมะไว้อย่างประณีต  

อินทุภาสังเกตว่า ตั้งแต่พบกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้ คุณทวดมักจะมองเธอนิ่งๆ อย่างพิจารณาแทบทุกครั้ง ที่สบตากันผ่านกรอบแว่นตาสีทอง เธอสัมผัสได้ถึงความครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่แววรังเกียจหรือเดียดฉันท์ คล้ายกับว่า ในดวงตาคู่นั้น กลับเต็มไปด้วยคำถาม ที่รอคอยการค้นหาคำตอบมากกว่า

"อาอิงมานั่งใกล้ๆ ทวดนี่" คุณทวดกวักมือเรียก พร้อมแตะพนักเก้าอี้ข้างๆ ตัว

"ไม่ได้ออกไปไหนใช่ไหมวันนี้ กินข้าวเสร็จแล้ว อยู่คุยกับทวดหน่อยได้ไหม"

"ไปในเมืองกับผมครับย่า" ซุนจ่งซานตอบแทน

"อ้อ" คุณทวดแตะหลังมืออินทุภา ที่วางประสานมืออยู่บนตัก

"งั้นแวะไปหาทวดที่ห้องก่อนนะ ทวดมีอะไรจะให้ดู"

"ได้ค่ะ" อินทุภารับคำ ยิ้มกว้างจนดูสว่างสดใสไปทั้งใบหน้า ทำให้คุณทวดชะงักนิดหนึ่ง

"เหมือนกันจริงๆ" คุณทวดรำพึงออกมาเบาๆ

"อะไรนะคะ คุณทวด?" อินทุภาถามอีกครั้งเพราะได้ยินไม่ถนัด คุณทวดได้สติ กะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะก้มหน้าน้อยๆ แล้วพูดตัดบท

"กินข้าวกันก่อน แล้วค่อยไปหาที่ห้อง"

………………………………….

อินทุภาหยุดยืนหน้าประตูห้องคุณทวด สายตาสอดส่องไปเห็นป้าลี่ก้มๆ เงยๆ ค้นหาบางสิ่งในลังไม้ใบใหญ่ของคุณทวด จนกระทั่งได้ยินเสียงอุทานอย่างดีใจ เมื่อพบสิ่งที่ตามหา  

"อันนี้ใช่ไหมเจ้าคะคุณท่าน! ลักษณะเหมือนที่คุณท่านบอกเป๊ะเลย" ป้าลี่เดินเข้ามาใกล้ ยื่นของในมือให้คุณทวดดูชัดๆ  

"อืม ใช่แล้ว! เออนะ..หามาตั้งนาน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เหมือนมีใครเอาไปซ่อน! แล้วดูวันนี้สิ..กลับหาเจอได้ง่ายๆ อย่างกับรู้ว่า..เจ้าของเขามาแล้ว" คุณทวดพูดพลางจ้องมองของสิ่งนั้นนิ่งนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น และเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู  

"อ้าว! อาอิงมาแล้วหรือ? มานี่! มานั่งใกล้ๆ" คุณทวดเอ่ยเรียก เมื่อเห็นอินทุภายืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้อง  

"เอ้า เอาไปดูสิว่า สวยไหม?"  

อินทุภายื่นมือออกไปรับแหวนจากคุณทวด แหวนวงนั้นมีขนาดพอดี ไม่หนาหรือใหญ่จนเกินไป เป็นแหวนที่ทำจากหยก มีสีเหลืองเจือส้มแกมแดง ดูคล้ายสีของเปลวเพลิง มันวาวราวกับเคลือบขี้ผึ้ง ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมือนปุยนุ่น  

สีสันของหยกสอดประสานกันเป็นลวดลายงดงาม ราวกับถูกแกะสลักขึ้นจากเนื้อหยกโดยธรรมชาติ พื้นผิวด้านนอกเรียบลื่นเป็นมัน เส้นสีแดงเข้มพาดซิกแซกตัดผ่านลวดลายอย่างลงตัว ส่วนที่เป็นสีขาวนั้นบริสุทธิ์ราวกับหิมะ เนื้อหยกละเอียดโปร่งใส ถือเป็นหยกคุณภาพสูง ไร้รอยตำหนิหรือรอยแตกร้าว ไม่มีมลทินภายนอก และปราศจากมลทินภายในที่มักพบเป็นแร่สีดำหรือน้ำตาลเข้มกระจายเป็นหย่อมๆ

เธอเพ่งพินิจใกล้ๆ และแน่ใจว่าเป็นชนิดเดียวกันกับ ไวท์ เจไดต์ ที่เป็นหยกหาได้ยากมีราคาสูง และได้รับความนิยมรองจากหยกสีเขียวจักรพรรดิ ถ้าไม่เป็นแหวนสำหรับนิ้วก้อยของผู้ชาย ก็คงเป็นขนาดนิ้วกลางของผู้หญิง

Wสวยค่ะคุณทวด สีสันในเนื้อหยกสอดผสานกันเป็นลวดลายดูสวยแปลกตามากๆ หนูเคยเห็นหยกมามากมายหลายชนิด แต่ไม่เคยเห็นหยกที่มีสีและลวดลายแบบนี้มาก่อนเลยW

"เก็บเอาไว้ให้ดี นี่เป็นของเก่าสมัยราชวงศ์ เป็นหยกประจำตระกูล ท่านฝากไว้ให้เป็นของแทนใจ ก่อนหนูจะมา หาแหวนเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ คิดไว้ว่า..ถ้าหาไม่เจอจริงๆ คงต้องให้ดูภาพวาดแทนไปก่อน"  คุณทวดกล่าวเสียงเรียบ พลางหันไปหยิบของที่วางอยู่บนโต๊ะ

"หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ! ของเก่าแบบนี้มีมูลค่าสูงมาก" อินทุภารีบยื่นแหวนคืนให้ แต่คุณทวดกลับไม่รับ  

"ดูนี่ก่อน" คุณทวดพูดตัดบท ก่อนยื่นม้วนภาพเขียนให้แทน  

หญิงสาวกำแหวนไว้มือหนึ่ง รับภาพมาแล้วค่อยๆ คลายม้วนออก ดวงตากลมหวานเบิกกว้างขึ้น เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าเต็มตา  

"ผู้หญิงคนนี้เป็นใครหรือคะ?" อินทุภาพึมพำเบาๆ สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาวในภาพ "งดงามมาก... น่ารักเหมือนตุ๊กตาจีน"  

ภาพวาดนั้นละเอียดอ่อนจนแทบไม่น่าเชื่อว่าถูกวาดขึ้นด้วยมือ เส้นสายของแสงและเงาที่เก็บรายละเอียดไว้อย่างประณีต ทำให้ภาพแลดูสมจริงดูมีชีวิตชีวา ราวกับถูกถ่ายจากกล้องสมัยปัจจุบัน  

เธอเพ่งมองใบหน้าของหญิงสาวในภาพอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย 

"แปลกจัง... ใบหน้าคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออก" อินทุภายืดภาพออกจนสุดแขน หวังจะมองรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น… 

(--เอ๋...!?!--)

เธอมองหน้าคุณทวด เห็นท่านกำลังยิ้มน้อยๆ มองอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะเอ่ยปากถาม

"เหมือนใช่ไหม? เห็นใช่ไหมว่าเหมือนใคร?"  

ยังไม่ทันที่เธอจะตอบอะไร ก็เห็นคุณทวดหันหน้าไปทางเสียงที่กำลังจะเดินเข้ามาในห้อง จึงมองตาม

"อาอิง! คงต้องเลื่อนนัดแล้วล่ะ พี่ต้องไปดูลุงหมิ่น แกป่วยตั้งแต่เมื่อวาน เมียแกเพิ่งจะมาตามให้พี่ไปดูวันนี้ บ้านแกอยู่ไกลคงเสียเวลาทั้งวัน"

"ไม่เป็นไรพี่ หนูกำลังอยากอยู่คุยกับคุณทวดพอดี" เธอกำลังอยากรู้ ในสิ่งที่คุณทวดกำลังจะบอก

"งั้นพรุ่งนี้ค่อยเข้าเมือง ออกเช้าหน่อย ตื่นไหวไหม?"

"โนพร็อบเบล็ม!"

"ตามนั้น เออ! เตรียมคิดเมนูเย็นนี้ไว้ได้เลย ขากลับคงจะมีเนื้อหมูติดมือมาฝาก" ซุนจ่งซานพูด แล้วยิ้มอย่างนึกขัน

"แถวนั้นมีตลาดด้วยหรือคะ?" อินทุภาอดแปลกใจไม่ได้ เพราะแต่ละบ้านมีพื้นที่อยู่ห่างกันมาก มองไม่เห็นว่าตรงไหนจะเป็นตลาด

"หมูลุงหมิ่นน่ะแหละ แกเลี้ยงไว้ขาย แกจ่ายค่ารักษาให้พี่เป็นเนื้อหมูแทน"

"เขาก็อยากให้เป็นเงินไม่ใช่หรือเล่า แต่แกต่างหากที่ไม่เอา เขาก็ต้องตอบแทนเป็นอย่างอื่น นี่ถ้ามีเป็ด มีไก่ มีวัวก็คงยัดเยียดให้แบกมาด้วยจนได้น่ะแหละ" คุณทวดพูด พลางส่งสายตาค้อนหลานชายไปด้วย

"ก็ลุงเขาต้องส่งเงินให้ลูกชายไว้เรียนหนังสือ เหลือไว้ใช้ไม่เท่าไหร่ แล้วผมก็ไม่ได้เสียเงินซื้อสมุนไพรมาจากไหน ผมหาเอาจากในป่าทั้งนั้น" ซุนจ่งซานพูด พลางยกมือลูบท้ายทอย หัวเราะแก้เก้อไปด้วย

ซุนจ่งซาน เป็นแพทย์แผนจีนโบราณ อายุสามสิบปลายๆ ผิวขาว นัยน์ตาดำยาวรีคมสวย ขนตางอนยาว เครื่องหน้าโดยรวม ทำให้ใบหน้าดูหวานกว่าผู้ชายทั่วไป ผมดำดกหนาอยู่เหนือหน้าผากกว้าง บอกลักษณะเป็นคนฉลาดเฉลียว เขาเป็นคนสูงมาก อาจจะถึงร้อยแปดสิบห้า รูปล่างล่ำสันก็จริงแต่ดูเพรียว มีกล้ามเล็กน้อย แต่คล้ายกล้ามของนักเทนนิส มากกว่ากล้ามของนักยกน้ำหนัก

เขาเป็นแพทย์มีปริญญา เลือกที่จะศึกษาศาสตร์ด้านสมุนไพรจีน เขาเปิดคลินิกรักษาโรคด้วยสมุนไพรในตัวเมือง และไม่ค่อยจะร่ำรวยเหมือนแพทย์ปริญญาคนอื่นๆ

คนไข้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในละแวกชุมชน และมีเงินน้อย บางครั้งก็รักษาฟรี แล้วก็ได้ค่ารักษาเป็นผัก เป็นเนื้อ ติดมือกลับมาอยู่บ่อยๆ แต่ซุนจ่งซานก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

เขาบอกว่า ก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อของเธอ ที่ไปเป็นแพทย์อาสา ตัวเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ที่เรียนหมอก็เพื่อตอบแทนบุญคุณท่านหมอคนหนึ่ง ที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ในวัยเด็ก จากที่ป่วยหนักจนเกือบจะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ กลับฟื้นคืนชีวิตราวกับปาฏิหาริย์ เขาเคยเป็นผู้ได้รับมาก่อน ชีวิตที่เหมือนได้เกิดใหม่ ก็สมควรแล้วที่จะเป็นผู้ให้บ้าง

"พี่ไปนะอิงอิน ผมไปแล้วครับย่า" ซุนจ่งซานเดินไปกอดคุณทวดไว้หลวมๆ แล้วหันมายิ้มให้ญาติผู้น้องนิดหนึ่งก่อนจะเดินออกไป

อินทุภาอมยิ้มตามหลัง เขาชอบล้อเธอว่ามีเชื้อจีนอยู่เพียงเสี้ยวเดียว แต่ก็ยังอุตส่าห์มีชื่อจีนกับเขาด้วย จึงเรียกชื่อไทย-จีนของเธอผสมกันแบบนี้ คงจะเป็นเรื่องสนุกของเขา 

อินทุภามีชื่อจีนว่า ‘เยว่อิง’ ซึ่งแปลว่า จันทร์กระจ่าง พ่อได้ไอเดียมาจากนางเอกเรื่องสามก๊ก และตรงกับคำแปลชื่อไทยที่แม่ตั้งให้อินทุภาที่แปลว่า ‘แสงจันทร์’ พอดี

อินทุภากับคุณทวด คุยกันจนลืมเวลา จนป้าลี่เดินถือถ้วยชาเข้ามาแล้วอุทาน

"อั๊ยหยา! คุณท่าน! วันนี้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเจ้าคะ ไม่เหนื่อย ไม่เพลียเลย" นางพูด พลางอมยิ้มขำๆ ไปด้วย

"ตายจริง! หนูลืมเวลานอนกลางวันของคุณทวด" อินทุภาขอโทษคุณทวด รู้สึกแย่ ที่ไม่ได้ใส่ใจคุณทวดเท่าที่ควร ไม่สมกับที่พ่อไว้วางใจให้ดูแล ซึ่งกำชับแล้วกำชับอีก ก่อนออกเดินทางไปแอฟริกา

"ไม่เป็นไร ย่าไม่ได้เพลียอะไร มีความรู้สึกว่าต้องรีบพูดรีบบอก ก่อนที่จะไม่มีเวลาให้ได้พูดอีกแล้ว"

"หนูยังอยู่อีกหลายวันนะคะคุณทวด ต้องรอพ่อกลับจากแพทย์อาสาก่อน"

"ทวดมีชีวิตอยู่..  เพื่อรักษาคำมั่นสัญญา   ที่เคยให้ไว้กับ..ท่านทวดเยว่ฮวา เพื่อมอบของสองสิ่งนี้ให้ถึงมือของเจ้าของให้ได้ เมื่อหมดพันธะแล้ว จิตวิญญาณก็คงจะได้เป็นอิสระเสียที"

คุณทวดพูด พลางถอนใจยาว จับมือข้างที่อินทุภากำแหวนไว้ในมือมาบีบเบาๆ แล้วมองเธอนิ่งนาน

"จำคำทวดไว้นะ.. เมื่อพระจันทร์ดวงเดียวเด่นเต็มดวง แสงแห่งจันทร์โชติช่วงอีกดวงจะกลับมา"

ตอน 3

อินทุภาออกมานั่งสูดอากาศยามค่ำคืนใต้ต้นอวี้หลัน เธอเงยหน้ามองพระจันทร์ที่ใกล้จะเต็มดวง หลับตารับรู้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยมาตามลม

คนจีนส่วนใหญ่จะชอบดอกอวี้หลันมาก หากพอมีที่ดินหรือลานบ้าน มักจะต้องปลูกต้นอวี้หลันสักต้น และจะออกดอกเพียงปีละครั้ง มีข้อเสียอย่างเดียวตรงที่ จะเบ่งบานได้แค่เพียงสิบวัน แต่ดอกอวี้หลันของที่นี่ มีมากมายหลายสิบพันธุ์ และมีหลากสีสัน ช่วงเวลาที่ทยอยกันบานจึงนานนับเดือน อวี้หลันทนความหนาวเย็นลบยี่สิบองศาได้ดี และสู้ความร้อนที่มากกว่าสี่สิบองศาได้อีกด้วย ไม่ต้องให้ปุ๋ยหรือให้การดูแลที่ดีก็โตได้

อินทุภาถอนใจ เพราะทุกครั้งที่ยืนอยู่ใต้ต้นอวี้หลันต้นนี้ ก็รู้สึกว่า..ถึงแม้จะผลิดอกขาวทั้งต้น และทั้งๆ ที่สวยงามแต่กลับให้ความรู้สึกว่าเหงามาก ใบร่วงหล่นโกร๋นไปทั้งต้นก่อนดอกตูมจะผลิออกมา ซึ่งใบกับดอกไม่เคยพบกัน ทั้งที่พวกมันก็อยู่ใกล้กันเพียงแค่นี้ เหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งการพลัดพราก และรอคอย

อินทุภาคิดไปพลาง คลำแหวนหยกที่คออย่างเผลอๆ เธอได้นำแหวนที่ได้จากคุณทวด มาร้อยใส่สร้อยห้อยคอไว้ เพราะของที่มีมูลค่าสูงแบบนี้ ใส่ไว้ในมืออาจเกิดแตกหักสูญหาย คงจะน่าเสียดายไม่น้อย พลันหวนนึกถึงภาพวาดหญิงสาวที่คุณทวดให้ดู

...

“เหมือนใช่ไหม? เห็นใช่ไหมว่าเหมือนใคร?” คุณทวดถาม พลางอมยิ้มเล็กน้อย

“อยากจะบอกว่า หนูมีส่วนคล้ายๆ หญิงสาวในภาพนี้ ก็ยังรู้สึกอายเกินกว่าจะเปรียบเทียบเลยค่ะ เพราะคนในภาพช่างงดงามดูมีชีวิตชีวาเหลือเกิน” เธอมองที่ภาพ ดวงตาเป็นประกายตื่นเต้น

อินทุภามองภาพในมือ เป็นภาพวาดแค่ช่วงอก ลำตัวหันข้างไปทางขวา ผมดำเป็นมันยาวสยายไพล่ไหล่ไว้ข้างหนึ่ง ใบหน้าเบี่ยงมาทางซ้ายเล็กน้อยตามองตรง ผมปลิวสยายไปตามแรงลม

อินทุภาลูบไล้เบาๆ ไปที่ภาพเหมือนมีชีวิตภาพนั้น ปลายนิ้วลากพาดผ่านปิ่นดอกอวี้หลันสีทอง เธอชะงักเล็กน้อย รู้สึกเหมือนจะเคยเห็นปิ่นลักษณะแบบนี้มาก่อนเมื่อนานมาแล้ว แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เธอจำได้เลือนรางว่า ตอนเห็นปิ่นแบบนี้ครั้งแรก เธอรู้สึกรักและคุ้นเคยกับมันมาก

และสิ่งที่สะดุดตาอินทุภาที่สุดในภาพนี้ คือนัยน์ตากลมโตของหญิงสาวที่ฉายแววอบอุ่นอ่อนหวาน ริมฝีปากอิ่มเต็มแดงระเรื่อ มุมปากโค้งในอาการแย้มยิ้มน้อยๆ

ซึ่งลักษณะการแย้มยิ้มชองสาวน้อยในภาพเรียกได้ว่า ยิ้มทั้งปากและตา ทำให้นัยน์ตากลมโตดูอ่อนหวานส่องประกายที่น่าดึงดูดใจ ว่ากันว่า รอยยิ้มที่มาจากใจที่มีความสุข คือรอยยิ้มที่สวยที่สุด เพราะถ้าใจยิ้มได้ ปากจะยิ้มตาม แล้วดวงตาก็จะยิ้มไปด้วย ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ใช่ว่าทุกคนจะมี เพราะการที่จะถ่ายทอดออกมาทางดวงตาได้นั้น เราจะต้องมีความสุขมาจากข้างในเสียก่อน

(--ความสุขแบบไหนกันนะ ที่กำลังสะท้อนออกมาจากนัยน์ตาของสาวน้อยคนนี้?--)

อินทุภามองเลื่อนไปยังบทกลอนที่ใต้ภาพ แปลได้ความว่า…

เกลียวคลื่น .. กระทบฝั่ง .. แล้วเลือนหาย

จากกันไกล .. หัวใจ .. ยังห่วงหา

เขาเขียว .. ทอดยาว .. ร่วมสัญญา

รอเดือนเพ็ญ .. คืนฟ้า .. ทั้งสองดวง

อินทุภาตื่นจากภวังค์ เมื่อได้ยินเสียงคุณทวดพูดต่อ

“ท่านทวด ท่านชื่อเยว่ฮวา แปลว่าพระจันทร์ทรงกลด คำแปลเหมือนกับชื่อของหลาน รูปร่างหน้าตาตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เหมือนกันราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน”

“ก่อนท่านทวดเยว่ฮวาจะสิ้นลม ได้ฝากแหวนหยกกับภาพนี้ไว้ให้ย่าเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี ท่านว่าเป็นของชายที่ท่านรักสุดหัวใจ ท่านฝากไว้ให้กับเจ้าของภาพนี้”

(--เจ้าของภาพ?--)

"คนในภาพไม่ใช่ท่านทวดเย่วฮวาหรือคะ?"

(--เป็นฝาแฝดของท่านทวดหรือยังไงนะ? หมอนี่มันชักจะยังไงกันแน่?--)

“ท่านว่า ท่านรักชายคนนี้มาก รักมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาว แต่เขารักผู้หญิงอีกคนที่เหมือนกับท่านแต่ไม่ใช่ท่าน”

“แล้วเขาก็ยังฝากของแทนใจไว้ให้ท่านทวดเยว่ฮวาเก็บรักษา เพื่อส่งต่อให้ผู้หญิงคนนั้นหรือคะ?”

...

มือเรียวยกขึ้นกุมที่คอ เมื่อนึกถึงเรื่องที่คุยกับคุณทวดแล้วทำให้รู้สึกสะเทือนใจ

“หัวจิตหัวใจทำด้วยอะไรกันนะ! ทำไมถึงได้เย็นชาอย่างนี้ คิดถึงผู้หญิงอีกคนแล้วยังทำร้ายจิตใจผู้หญิงอีกคนได้ลงคอ!!”

อินทุภารู้สงสารท่านทวดเยว่ฮวาจับใจ ถ้ามีผู้ชายคนไหนมาทำแบบนี้กับเธอ มีหวังต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง! เธอกำมือแน่น กระแทกหมัดไปที่พื้นเก้าอี้หวายที่นั่งอยู่เต็มแรง!

(--หึ! อย่าให้เจอนะ! คนเลวๆ แบบนี้!--)

“แต่เอ๊ะ! ทำไมคุณทวดถึงคิดว่าเราคือเจ้าของแหวนล่ะ?” หญิงสาวเผลอคิดเป็นคำพูดออกมา

อินทุภาอยากเขกตัวเองที่เพิ่งจะมาสะกิดใจเอาตอนนี้ คุณทวดคงจะเข้านอนแล้ว เลยต้องคาใจข้ามคืนกันไปอีก

ทันใดนั้นก็มีเสียงขลุ่ยแว่วลอยมาตามลมเบาๆ ทำให้อินทุภาตื่นจากภวังค์ความคิด ถึงแม้เสียงจะเบาแต่แฝงไปด้วยความเว้าวอนอ่อนหวาน ฟังดูเหงาๆ ปนเศร้าเล็กน้อย เหมือนกำลังโหยหาความรักที่อยู่ไกลแสนไกล หรืออาจจะเป็นความรักที่ไม่มีวันหวนกลับมา

เธอหลับตาลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หวายที่นั่งอยู่ ปล่อยใจให้ซึมซับเสียงขลุ่ย เพื่อสัมผัสให้ถึงแก่นแท้ของอารมณ์ที่ผู้บรรเลงต้องการถ่ายทอดออกมา เสียงหายใจคล้ายเสียงสะอื้นของตัวเองทำให้อินทุภาได้สติ ลืมตาขึ้น ยกมือลูบที่แก้ม พลันเสียงขลุ่ยนั้นก็เงียบลงไปด้วย

(--น้ำตาเหรอ!?! เราอินไปด้วยขนาดนี้เชียว?--)

เธอตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นน้ำใสๆ ที่ปลายนิ้ว พร้อมกับรู้สึกว่ามีคนจ้องมอง จึงหันไปดู แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง ปากอ้าตาค้างตัวแข็งอยู่กับที่ เมื่อหันไปเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า

ผู้ชายร่างสูง ผิวขาวใบหน้าคมเข้มเหมือนรูปสลัก ดวงตาของเขายาวรีดำสนิท ผมปล่อยยาวสยายเต็มหลัง มีปอยผมลุ่ยสองข้างขมับ แต่งชุดฮั่นฝูเสื้อตัวในสีขาวมีลวดลายตรงคอเสื้อเล็กน้อย คลุมด้วยเสื้อตัวนอกสีเทา มัดเอวไว้ด้วยเข็มขัดผ้าสีเทาเข้มหัวเข็มขัดปักลวดลายเป็นสีทอง เนื้อผ้าส่วนที่เป็นเสื้อคลุมเป็นมันวับตรงลายสอดสานในเนื้อผ้า เมื่อกระทบกับแสงส่องประกายระยิบระยับ

เขายืนห่างจากที่เธอนั่งอยู่ไปเพียงเล็กน้อย มือที่กำลังถือขลุ่ยอยู่นั้น ตกค้างลงมาอยู่แค่อก ปากอ้านิดๆ นัยน์ตาตื่นตะลึงจ้องนิ่งมาที่เธอ เขาทำปากพะงาบ หลังจากที่นิ่งไปนาน เหมือนพูดอะไรออกมาสักอย่าง แต่ไม่มีเสียง

(--ผีเหรอ!?!--)

อินทุภาลุกพรวดขึ้นเมื่อได้สติ หลังจากที่ตัวแข็งนิ่งขึงอยู่นานหลายนาที แสงขาวๆ ที่ซ้อนตัวเขาวูบวาบไปมานั้น ตอกย้ำความคิดให้หนักแน่นขึ้น

(--นั่นมันเหมือนวิญญาณชัดๆ!!--)

เธอไม่หยุดคิดอะไรอีกแล้ว ใส่เกียร์หมาออกวิ่งสุดชีวิต ราวกับเป็นศิษย์เอกหลวงพ่อโกยวัดหน้าตั้งยังไงยังงั้น

อินทุภาหลับหูตารีบวิ่งเพื่อให้ถึงห้องให้เร็วที่สุด เลยชนเข้ากับซุนจ่งซาน ที่เดินเลี้ยวมุมทางเดินที่จะออกไปสวนกลางบ้าน แรงปะทะทำให้อินทุภากระเด็นจนเกือบจะไปกระแทกกับเสาศาลา โชคดีที่ซุนจ่งซานได้สติ กระชากแขนญาติผู้น้องดึงแรงเข้าหาตัว รับร่างโปร่งบางไว้ด้วยสองแขนแล้วหมุนตัวเธอออก หันตัวเองปะทะเสาแทน

“อาอิง! เยว่อิง! เกิดอะไรขึ้น? หนีใครมา?”ซุนจ่งซานจับไหล่ร่างเล็กไว้ทั้งสองมือ ดันออกเพื่อมองหน้าชัดๆ ด้วยความเป็นห่วง

“พี่ซาน!!..บ้านเรา..บ้านเรามีผี!!..หนูเห็น..วิญญาณ..ที่สวนหลังบ้าน!!” เธอตาโตเบิกกว้าง ละล่ำละลักบอก เพราะกำลังสั่นเทาไปทั้งตัว

“ใจเย็น! ผีอะไร เล่ามาซิ” อะดีนาลีนที่กำลังฉีดแรงของซุนจ่งซานค่อยๆ ลดระดับลง เพราะคิดว่ามีคนร้าย แต่กลับกลายเป็นผี!

“ผีผู้ชาย!!..สวมชุดโบราณ..ถึงจะหล่อแต่ก็เป็นผี!!”ชายหนุ่มอดที่จะหัวเราะไม่ได้ ขำความคิดของญาติผู้น้อง ที่ขนาดว่ากลัวจนตัวสั่น ก็ยังเห็นความหล่อทะลุมิติ

“โธ่!! พี่ซาน!! เจอผีไม่ใช่เรื่องตลก หนูเห็นกับตาจริงๆ กลัวจนมือเย็นเลยนี่”เขาปล่อยมือจากไหล่มาจับมือเล็กเรียวบาง รับรู้ว่าเย็นจริง แต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นผีหรือวิญญาณตามที่บอก

“มานี่ มาคุยกับพี่ก่อน” เขาพูดพลางจูงมือ นำไปที่ห้องรับแขกในตัวบ้าน

“นั่งลง! แล้วเล่ามาให้ละเอียด” เขาจับไหล่กดให้นั่ง แล้วเดินไปรินน้ำชามาวางไว้ตรงหน้า

ชายหนุ่มนั่งฟังหญิงสาวเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนได้ยินเสียงขลุ่ย จนกระทั่งเสียงนั้นหายไป บรรยายรูปลักษณะที่เห็นนั้นด้วย ซึ่งขณะที่เล่านี้อาการสั่นเพราะความตกใจกลัวของหญิงสาว ก็อยู่ในระดับปกติแล้ว

ซุนจ่งซานนั่งกอดอกด้วยแขนข้างเดียวรับน้ำหนักศอกของแขนอีกข้าง นิ้วชี้กับนิ้วโป้งลูบขอบปากไปมา สลับกับขมวดคิ้ว แล้วก็ทำหน้านิ่ง หันมองเธอตรงๆ

“อาอิง เจอเขาแล้วเหรอ?”

“ใครคะ? วิญญาณนั่นน่ะเหรอ เขาคือใคร?”

“หยางหมิงอ๋อง แม่ทัพหยาง องค์ชายสี่”

“โอ้โฮ! หนูเจอผีเจ้าตัวจริงเสียงจริงหรือนี่!”อินทุภาห่อปากตาโต ตื่นเต้นที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าเชื้อพระวงค์อย่างใกล้ชิด

(--หล่อทะลุมิติอีกด้วยสิ!!--)

“หรือท่านจะเป็นเจ้าที่ ที่ปกปักรักษาบ้านเราคะ?”โก้ไปเลยแฮะ ที่มีท่านเจ้าที่มีอดีตเป็นถึงคนใหญ่คนโต “แต่จากเจ้าชาย กลายมาเป็นเจ้าที่ แบบนี้จะเรียกว่า ได้ตำแหน่งหรือถูกลดตำแหน่งดีล่ะคะ เป็นเทวดาถือว่าได้ดิบได้ดี แต่ดันมาตกต่ำจากเจ้าชายกลายมาเป็นเจ้าที่!!”

ซุนจ่งซานอดขำไม่ได้ ดีดนิ้วไปที่หน้าผากอินทุภาไม่แรงนัก

“บ๊องไปแล้ว ความกลัวก่อนหน้านี้หายไปไหน?”

“ก็กลัวนะคะ ถ้าเขาเป็นผีร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ” เธอยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่โดนดีด  “แต่ว่า.. ทำไมเขาต้องตกใจ ตะลึงค้างมองหนูแบบนั้นล่ะ?” เธอยังจำหน้าขาวซีดนั้นได้ติดตา

“พี่เคยเจอเขาสองครั้ง เมื่อตอนเด็กๆ”

“ฮ้าาาา!!” อินทุภาประหลาดใจ ที่ซุนจ่งซานไม่กลัว ทั้งๆ ที่เคยเห็นตั้งสองครั้ง

“ไม่ใช่เจ้าที่หรอก จะพูดยังไงดีล่ะ ท่านหมอท่านนั้นได้พูดอะไรบางอย่างช่วงที่พี่หลับๆ ตื่นๆ ตอนที่เจอกันครั้งสุดท้าย”

ซุนจ่งซานมองญาติผู้น้องที่นั่งตัวตรงตาโต ตั้งใจฟังเพราะความอยากรู้เต็มที่ เลยยิ้มออกมานิดหนึ่งแล้วเล่าต่อ

“จับใจความได้ว่า คนที่มากับท่านหมอ คือหยางหมิงอ๋อง ท่านกำลังตามหาและรอคอยคนรักของท่านที่จากไป ต้นอวี้หลันต้นนั้นคือสถานที่ ที่ท่านกับคนรักได้เจอกันครั้งแรก และคนรักของท่านชื่อ …”

ซุนจ่งซานจงใจหยุดพูดทิ้งค้างเอาไว้ ตวัดสายตาจับจ้องหน้าญาติผู้น้องนิ่ง ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ ชัดๆ

“เยว่-อิง!”

“หือ? จริงอะ พี่จะเล่นมุกให้หนูขำล่ะสิ ใช่ไหม?”

“จริง-ทุก-คำ!” ซุนจ่งซานพูดเน้นคำ พยักหน้าหนักแน่น

“พี่ซานกำลังจะบอกอะไร? หนูงงไปหมดแล้ว!” อินทุภารำพึงออกมาด้วยความสับสน

“เหมือนกับว่า เขาอยู่อีกมิติหนึ่ง เราอยู่อีกมิติหนึ่ง ต่างก็เป็นมิติปัจจุบันของตัวเอง แต่มันมาเหลื่อมกันด้วยเงื่อนไขอะไรสักอย่างที่พี่ก็หาคำตอบไม่ได้ แต่จากที่เจอทั้งสองครั้งนั้น ก็ได้สัมผัสถูกเนื้อหนังจริงๆ ทำให้คิดได้ว่าเขาก็เป็นคนมีเลือดมีเนื้อเหมือนกันกับเรา”

“อ๋อ พี่กับคุณทวดก็เลยคิดว่า หนูอาจจะเป็นคนรักที่เขารอคอย เพราะชื่อเหมือนกัน?”

“แล้วเธอคิดว่าเป็นไปไม่ได้เหรอ ทั้งๆ ที่ชื่อกับหน้าเธอ และภาพเหมือนนั่น จะอธิบายว่าอย่างไร?”

“มิติที่เหลื่อมกันเหรอ? แล้วหนูกับเขาไปเจอกันตอนไหนล่ะ? ตั้งแต่จำความได้ หนูก็เพิ่งจะเคยมาเมืองจีนครั้งแรกนี่แหละ” อินทุภาตั้งข้อสังเกต ให้ซุนจ่งซานเห็นชัดๆ ว่าเป็นไปไม่ได้

“พี่ก็อธิบายมากกว่านี้ไม่ได้เหมือนกัน แต่ข้อความสุดท้ายที่ท่านหมอบอกไว้ก็คือ “เมื่อพระจันทร์ดวงเดียวเด่นเต็มดวง แสงแห่งจันทร์โชติช่วงอีกดวงจะกลับมา”

อินทุภาชะงัก เพราะเป็นข้อความเดียวกันกับที่คุณทวดพูดไว้

(--แต่ความหมายของข้อความนั่น.. คืออะไร?--)

…………………………….

 อินทุภา ตื่นแต่เช้าเตรียมตัวจะเข้าเมืองกับซุนจ่งซานตามที่นัดกันไว้ แต่ตั้งใจจะแวะไปหาคุณทวดก่อน ถามเรื่องที่คาใจเมื่อวาน ตอนนี้ยังมีเวลาเหลือกว่าจะถึงเวลานัด ยังไม่ทันที่จะยกมือเคาะประตู ป้าลี่ก็เดินถือชามล้างหน้ายืนอยู่ข้างหลัง

“ป้า ทำไมวันนี้คุณทวดตื่นช้านักล่ะ ปกติจะตื่นตั้งแต่ตีห้า ไม่ใช่หรือ?"

“ค่ะ คุณอิง ป้าก็มาเคาะหลายรอบแล้ว คุณท่านก็ไม่ขานรับเลย กำลังคิดว่าถ้าหนนี้เคาะแล้วไม่มีเสียงตอบ จะไขกุญแจเข้าไปละ” ป้าลี่ทำหน้ากระวนกระวายเหมือนจะร้องไห้ ดูเป็นห่วงคุณทวดเต็มที่

“ไขเถอะป้า ส่งอ่างล้างหน้ามา หนูถือเอง”ป้าลี่ ไม่รอให้บอกซ้ำสอง กุลีกุจอส่งของในมือให้อินทุภา แล้วรีบล้วงกุญแจไขประตูอย่างว่องไว

พอประตูเปิด ป้าลี่ก็ถลาไปยืนหลังคุ้มอยู่ที่ม่านหน้าเตียง ส่งเสียงเบาๆ ปลุกคุณทวด เธอเลยเดินถืออ่างล้างหน้าไปวางไว้ข้างหน้าต่าง แล้วเดินมาช่วยปลุกอีกคน เรียกอยู่สองสามครั้ง ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ ไม่ได้ยินแม้เสียงหายใจขณะนอนหลับ ป้าลี่เริ่มใจไม่ดี จับแขนอินทุภาบีบแน่นท่าทางกระวนกระวาย

อินทุภา ตัดสินใจค่อยๆ แหวกผ้าม่านออก เธอเรียกแล้วจับแขนเขย่าตัวเบาๆ คุณทวดก็ยังนอนนิ่งไม่ไหวติงเหมือนเดิม อินทุภาบอกให้ป้าลี่รีบไปตามซุนจ่งซานมาดูอาการ ป้าลี่ก็เร็วใจหาย ไปได้แค่ครู่เดียวก็เห็นชายหนุ่มเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้องแล้ว

“ย่า! ย่าครับ! ย่า!” ซุนจ่งซานจับแขนเขย่าเล็กน้อย แล้วเอานิ้วชี้อังไว้ที่จมูก แล้วก็มาจับข้อมือหาชีพจร

“ย่าไปเสียแล้ว!”

ซุนจ่งซานหันมาพูด ก้มหน้าคอตกเหมือนจะร้องไห้ อินทุภาใจสั่นน้ำตาไหล แต่ก็ยังไม่เท่ากับป้าลี่ที่ปล่อยโฮร้องลั่นห้อง อย่างไม่อายใคร เข้าไปกอดขาคุณทวด ร้องเรียกชื่อสะอึกสะอื้นจนตัวโยน

………………………….

พิธีศพของคุณทวด ลูกหลานมากันเยอะมาก และมากกว่าวันที่ฉลองวันเกิดคุณทวดเสียอีก ซุนจ่งซาน คุณพ่อ และอินทุภา แทบจะไม่ต้องทำอะไร เขาอธิบายว่า การจัดพิธีศพทุกคนจะต้องมีความละเอียดและจัดให้สมบูรณ์แบบให้มากที่สุด เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ดังนั้นทุกคนจึงเสนอตัวแย่งกันทำหน้าที่เพื่อยืนยันถึงความกตัญญู ที่มีต่อผู้ตายอันเป็นที่รักกันจนถึงที่สุด และลูกหลานทุกคน จะต้องไว้ทุกข์แต่งชุดขาว กินเจเป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน ถึงสามปี

อินทุภาตามเข้าเมืองมาด้วย เพื่อช่วยถือของที่ต้องใช้ในพิธี ซุนจ่งซานขอแวะดูร้าน อินทุภาเลยแยกออกมาหาซื้อของในรายการที่จดไว้ให้ก่อน แต่ระหว่างที่กำลังเดินหาของอยู่นั้น หางตาแว่บเห็นเหมือนจะเจอคนรู้จักเดินผ่านไป จึงหันตัวไปมองข้างหลังตามความเคยชิน แล้วก็ต้องค้างนิ่งอยู่แบบนั้น เช่นเดียวกันกับที่อีกฝ่ายหันมาทั้งตัว และมองมาที่เธอเช่นกัน

ถึงแม้ภาพที่เห็นจะขาดหายเป็นช่วงๆ ราวกับสัญญาณภาพไม่เสถียร แต่ก็ยังเห็นใบหน้าคมเข้ม ยืนนิ่งขึงไม่ไหวติง ราวกับว่าถ้าขยับสีหน้า หรือขยับตัวแม้เพียงนิด ภาพตรงหน้าทั้งหมดจะเลือนหายไปในอากาศ

ผ่านไปชั่วครู่ ต่างคนต่างยังตาสบตานิ่งอยู่ เขาเม้มปากจนเป็นเส้นตรง ขยับตัวจะเดินมาหา เสียงเรียกของซุนจ่งซานทำให้อินทุภาตื่นจากภวังค์ หันไปตามเสียงโดยอัตโนมัติ แล้วก็รีบหันกลับมาดูทิศทางเดิมอีกครั้ง แต่ทว่าภาพนั้นได้หายไปแล้ว

(--อุแม่เจ้า นี่มันกลางวันแสกๆ!!--)

“อาอิง!! เป็นอะไร ทำไมหน้าซีด!!”ซุนจ่งซานเข้าถึงตัว เพราะอินทุภายืนนิ่ง ไม่ไหวติง

“พี่ซาน!! หนูเห็นเขาอีกแล้ว ผู้ชายคนนั้น" ซุนจ่งซานมองไปทิศเดียวกันกับที่อินทุภาหันหน้าไป

“งั้นก็อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วว่า เขาไม่ใช่วิญญาณจริงๆ แต่เงื่อนไขของมิติที่เหลื่อมกันนี้มันคืออะไร?” ซุนจ่งซานตั้งข้อสงสัย พยายามคิดหาเหตุผล

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED