เทียร่าใช้ความคิดอย่างหนัก ยัยเด็กบ้านี่ไม่ค่อยได้ไปออกงาน ตัวเธอเองก็เช่นกันไม่ค่อยได้ไปออกตามสื่อต่างๆเหมือนกันมีแต่พี่สาวคนโตที่ออกงานประจำ
“ให้หนูปลอมตัวเป็นโมนาก็ได้นี่คะพ่อ!”
คุณหนูเจ้าน้ำตาหันมามองบิดาเพื่อขอร้องอีกครั้ง เซโตมองบุตรสาวด้วยความสงสารพยายามชั่งใจเรื่องความถูกต้องกับความสงสารลูก แต่ยังไงเสียลูกก็ต้องมาก่อน
“ก็ได้เทียร่า ลูกไปแทนน้องก็แล้วกัน!”
ลูกสาวคนรองยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ในที่สุดเธอก็จะได้ไปอยู่ที่คฤหาสน์แห่งสรวงสวรรค์ที่คนเล่าขานว่าเป็นสวรรค์บนดินที่ทุกคนต่างหมายที่จะได้เข้าไปชื่นชมสักครั้ง คฤหาสน์แห่งตระกูลอัลเล็นโซ่ เงาแห่งสรวงสวรรค์
ซาฟต่อสายถึงเซโตเพื่อพูดคุยเรื่องข้อตกลงที่เขาคิดขึ้น เขายังไม่อยากเสี่ยงอะไรเพราะบางทีตระกูลดีกาลโน่อาจจะกำลังลำบากถึงได้กู้เงินกับตระกูลของเขา
“สวัสดีครับ ผมเดเวนเต้ อัลเล็นโซ่ครับ”
“ครับ ไม่ทราบว่าคุณชายจะติดต่อกับใครหรือครับ?”ปลายสายถามเขา
“ขอเรียนสายคุณเซโตครับ”
ชายชรากำลังนั่งอ่านหนังสือในห้องกับลูกสาวคนเล็กขมวดคิ้วทันที เมื่อได้ยินว่าบุตรชายคนโตของตระกูลที่กำลังจะดองกันโทรมาหาเขา
“สวัสดีครับ”เซโตกรอกเสียง
“สวัสดีครับ ผมขอแนะตำตัวผมคือเดเวนเต้ อัลเล็นโซ่ครับ”
“ไม่ต้องพูดเป็นทางการมากก็ได้ซาฟ มีอะไรจะพูดกับอาเหรอ?”
“เอ่อ... ผมมีสัญญาที่จะตกลงกับคุณอาครับ”
“สัญญา... เรื่องอะไรเหรอ?”
“เกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของสองตระกูล”
“มีอะไรเหรอหรือว่าซาฟไม่สะดวก”
“เปล่าครับ ผมแค่ต้องการเวลาเพื่อทำความรู้จักว่าที่เจ้าสาวของผมก็แค่นั้น”
“แล้วซาฟต้องการให้อาทำอะไร”
“ผมต้องการให้เจ้าสาวของผมมาอาศัยอยู่ร่วมบ้านกับผมเป็นเวลาสองเดือนครับ”
เซโตนิ่งงันสมกับเป็นซาฟ คงกำลังจะดูว่าธุรกิจของเขามีปัญหาหรือเปล่าเลยชั่งใจที่จะแต่งงาน แต่ก็ดีเหมือนกัน บางทีเทียร่าและซาฟคงต้องทำความรู้จักกันให้แนบแน่นเสียก่อน
“อาขอถามลูกสาวอาก่อนนะซาฟ”
“ได้ครับคุณอา ผมขอตัวก่อนครับ”
บุตรสาวคนรองของตระกูลถูกตามมา เทียร่านั่งลงตรงข้ามกับบิดาที่โซฟากำมะหยี่สีขาวนวล เซโตจ้องลึกลงไปในดวงตาบุตรสาว เขารักลูกทุกคน แต่โมนาคือลูกที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมากที่สุดเพราะโมนาสูญเสียแม่ไปจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในขณะที่กำลังเดินทางมาหาบุตรสาวคนเล็กที่อิตาลี
โมนาเสียใจและตั้งแต่นั้นมานิสัยที่เคยสดใสก็เปลี่ยนไป เธอหวาดกลัว และยังเจ้าน้ำตาจนทำให้เขารู้สึกสงสาร จึงคอยปกป้องลูกเสมอ โมนาแทบไม่ออกไปไหนจากที่นี่นอกจากไปเรียนและออกไปซื้อของบ้างบางครั้ง และทุกครั้งช่างภาพจะสามารถจับรูปหญิงสาวที่ผู้คนขนานนามเทพธิดาแห่งเวนิช
“วันนี้ซาฟโทรมาหาพ่อ”
“เค้าว่ายังไงคะพ่อ” น้ำเสียงเทียร่าตื่นเต้น
“ซาฟต้องการให้ว่าที่เจ้าสาวไปอยู่ร่วมบ้านเพื่อศึกษานิสัยใจคอ”
เทียร่าหยุดคิดเธอนิ่งงันไปสักพัก แล้วหันมาสบตาบิดาต่อทำไมเขาจะต้องศึกษาด้วยนะในเมื่อตกลงว่าจะแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลดีกาลโน่แล้ว
“เทียร่าไม่มีปัญหาหรอกค่ะ คุณซาฟจะว่ายังไงเทียร่าก็โอเคอยู่แล้วล่ะค่ะพ่อ”
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็ไปเก็บกระเป๋าได้เลยพรุ่งนี้จะได้เตรียมตัวไป”
“ค่ะพ่อ”เธอบอกพร้อมกับยิ้มกว้างออมาแล้วรีบสาวเท้าไปเก็บกระเป๋าที่ห้อง
ในที่สุด...เธอก็จะกลายเป็นคุณหญิงแห่งตระกูลอัลเล็นโซ่ เธอไม่จำเป็นต้องมาแย่งสมบัติของดีกาลโน่ที่เทียบไม่ได้กับอัลเล็นโซ่เลยสักนิด
ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่ ที่ผู้คนกล่าวขานว่าเป็นเงาแห่งสรวงสวรรค์ เทียร่าถึงกับอ้าปากค้างกวาดสายตามองไปทุกที่ที่รถเคลื่อนไป สมคำล่ำลือที่นี่สวยเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ที่พำนักของตระกูลอันเล็นโซ่อยู่ในพื้นที่กว่าพันไร่ ถูกดัดแปลงกลายเป็นที่อำนวยความสะดวกสารพัดรูปแบบ ทั้งสนามกอล์ฟ ทั้งสนามขี่ม้า ยิงปืน และอีกหลายอย่าง
เทพบุตรทั้งสี่อยู่ภายในคฤหาสน์ของตนเองถูกปลูกสร้างแบ่งเป็นสี่หลัง และทุกหลังต่างมีสไตล์เป็นของตัวเอง แม้แต่บ้านยังบ่งบอกลักษณ์นิสัยเจ้าของได้เป็นอย่างดี แต่ที่สะดุดแต่และทำให้ทุกคนต่างหยุดยืนราวกับต้องมนต์สะกดนั้นก็คือโอเอซิสขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยดอกไม้นานาพรรณ และต้นไม้พันธ์หายากที่เขียวขจีทั่วบริเวณ น้ำสีเขียวมรกตจนเห็นเงาสะท้อนของตนเอง ตกกลางคืนเมื่อได้รับแสงจันทร์มันจะส่องระยิบระยับงามจับตา ผู้คนที่ทำงานให้ตระกูลอัลเล็นโซ่เรียกที่นี่ว่าอ้อมกอดแห่งมารดา
ไม่เคยมีใครได้เข้าไปในนั้นยกเว้นคนสวนเก่าแก่เพียงห้าคน และบุตรชายทั่งสี่แห่งตระกูลเท่านั้นเพราะโอเอซิสอ้อมกอดแห่งมารดาเป็นที่ฝังศพของผู้หญิงที่เป็นที่รักของทุกคน มาเรีย อัลเล็นโซ่ ผู้หญิงที่ให้กำเนิดเทพบุตรทั้งสี่
เทียร่าหยุดยืนหน้าคฤหาสน์หรูของซาฟ เธอจ้องมองด้วยความตกตะลึงคฤหาสน์ของเขาช่างมีมนต์ให้ความรู้สึกลึกลับเก่าแก่และดูมีอำนาจในตัว อิฐที่ใช้สร้างเป็นสีเทาตัวบ้านถูกจัดให้เรียบหรูเฟอร์นิเจอร์ดูเก่าแก่แต่ก็เป็นของราคาแพงทุกก้าวที่เดินจะเห็นดวงไฟระย้าที่ห้อยลงมาอย่างสวยงาม มีรูปบรรพบุรุษเก่าแก่ของตระกูลแขวนอยู่ตามผนังห้อง สาวใช้ประจำคฤหาสถ์เชิญเธอมานั่งที่โซฟาด้านในห้องรับแขก
เทียร่ากวาดตามองไปรอบๆ อย่างใจจดใจจ่อแต่อดไม่ได้ที่จะละลาบละล้วง เธอเดินสำรวจไปรอบๆก่อนจะหยิบโน้นหยิบนี่ดูโดยไม่ทันได้เห็นว่าร่างสูงใหญ่กำลังยืนอยู่ด้านหลัง
“สวัสดีครับ”เสียงทุ้มกล่าวทักทาย
เธอชะงักรีบหันมาหาเขาด้วยความตกใจ เทียร่านิ่งงันเมื่อได้เห็นเขาแบบเต็มตาครั้งแรกในชีวิต แข้งขาอ่อนแรงไปหมดไม่รู้เป็นเพราะอะไร
“สวัสดีค่ะ ฉันโมนา”เธอตอบพลางเดินไปหาเขาแล้วยื่นมือจับเพื่อทักทายแต่เขากลับเมินเฉยเดินไปนั่งที่โซฟา
ดวงตาคมกริบกวาดตามองไปยังผู้หญิงที่กำลังหย่อนกายนั่งลงตรงข้ามเขาด้วยท่าทีหวาดๆ ดวงตาสีเทาของเขาทำให้เธอรู้สึกหวั่นเกรง เขาช่างสมคำร่ำลือเธอแทบหยุดหัวใจตัวเองไม่อยู่อยู่แล้ว
“ข้อตกลงระหว่างเราคุณคงรู้ดีใช่ไหม?”
“ค่ะพ่อบอกดิฉันแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะให้คนของผมพาคุณไปที่ห้องพักก็แล้วกัน ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”เขาบอกก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”เธอรีบรั้งเขาไว้
เขามองมาที่เธอและหยุดยืนเพื่อรอฟังว่าจะพูดอะไรออกมา
“เราอยู่ห้องเดียวกันหรือเปล่าคะ?”เธอถามพร้อมกับยิ้มยั่วยวนเขาออกมา
คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ดวงตาคมกริบจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าไม่วางตา
“หมายความว่ายังไงครับ?”เขาถามแม้จะรู้อยู่แก่ใจ
“คือ... ฉันหมายความว่า เราสองคนจะทดลองอยู่เพื่อศึกษานิสัยใจคอกันและกัน ฉันเลยคิดว่าบางที...เราอาจจะควรอยู่ด้วยกันค่ะ”เทียร่าตะกุกตะกัก
“เราก็อยู่ในบ้านหลังเดียวกันอยู่แล้วนี่ครับ”น้ำเสียงเรียบเฉยสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ฉันหมายถึงการอยู่ร่วมห้องนอนค่ะ”
เขาหันมามองเธอเต็มตา พลางกวาดสายตาไปทั่วร่างอวบอิ่ม ไม่มีรอยยิ้มไม่มีความยินดีไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เขาตายด้านหรือยังไง เขาเฝ้าถามตัวเอง อยากจะรู้สึกบ้างแต่มันดันไม่มีเลยไม่รู้เพราะอะไร
“แต่คุณจะเสียเปรียบได้นะครับ”
“ไม่หรอกค่ะ ฉันยินดี” เธอตอบแล้วยิ้มออกมา
“ได้ครับ แต่ผมจะไปนอนที่ห้องของคุณก็แล้วกัน” ซาฟปรายตามองแล้วเดินจากไป
ดวงตาเรียวคมทอดมองเส้นทางในหัวกำลังคิดบางอย่าง โมนา... งั้นเหรอ น่าแปลกดูอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อ เคยได้ยินว่าโมนาเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลดีกาลโน่ อายุเธอแค่เพียงยี่สิบสองปีเท่านั้น แต่ทำไมผู้หญิงที่มาหาเขาถึงได้ดูมีประสบการณ์และอายุอานามก็น่าจะมากกว่านั้น โมนาเป็นลูกครึ่งแต่ทำไมเค้าโครงหน้าถึงบ่งบอกว่าเป็นสาวอิตาลีเต็มตัว
เขาไม่ได้โง่ แค่หวังอย่าให้ตัวเองโดนสวมเขา ด้วยตนเองเกลียดการโกหกที่สุด หากตระกูลดีกาลโน่เล่นตลก เห็นทีคงต้องจัดการให้สมน้ำสมเนื้อ ถึงเขาเฉยไม่ได้หมายความว่ายอมให้หลอกได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่มีหน้าเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมดของตระกูลหรอก
“เดวิช ช่วยหารูปลูกสาวทั้งสามคนของตระกูลดีกาลโน่ให้หน่อย” เขาต่อสายถึงบอดี้การ์ดคนสนิท
“ครับนาย”
สาวร่างสมส่วนตามแบบฉบับสาวยุโรปเดินเข้ามาภายในคฤหาสน์ตระกูลดีกาลโน่ เวน่าเดินเข้ามาด้านในแล้วสาวเท้าเดินมาหาบิดาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ เธอหย่อนกายลงนั่งตรงข้ามบิดาให้ห้องหนังสือ
“ลมอะไรหอบลูกมาถึงนี่ละเวน่า?”เซโตถามบุตรสาว
“พ่อ... สิ่งที่พ่อทำมันผิดนะ ซาฟไม่เหมือนคนอื่นถ้าเขารู้เรื่องที่เราสลับตัวโมนากับเทียร่าแล้วละก็ พ่ออย่าหวังจะได้เงินทุนนั้นเลย!”
“เทียร่าคงไม่ทำให้เราผิดหวังหรอกลูก..”
“พ่อคิดน้อยไป! ซาฟไม่ได้โง่ไม่อย่างนั้นเค้าขยายธุรกิจจนแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้เหรอ”
เซโตวางมือจากเอกสารตรงหน้าเขาเงยหน้าสบตาบุตรสาวที่นั่งขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนักอยู่ ชายชรานิ่งงันไปชั่วครู่
“แล้วแกจะให้พ่อทำยังไง?”
“หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าซาฟรู้เมื่อไหร่เป็นเรื่องแน่!”สีหน้าวิตกอย่างรุนแรง
“พ่อส่งตัวโมนาให้ซาฟไม่ได้ โมนาไม่ควรจะได้แต่งงานกับใครด้วยซ้ำลูกก็ดูน้องสิ น้องเป็นแบบนั้น!”เซโตเสียงเครียด
“พ่อต้องตัดสินใจแล้วละค่ะ ว่าพ่อจะเลือกลูกตัวเองหรือเลือกตระกูลและลูกน้องนับพันชีวิต!”
เทพธิดาเวนิชยืนนิ่งอยู่หน้าห้องหนังสือของบิดา มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาปิดปากไว้เพื่อกลั้นเสียงสะอื้นเธอผิดเอง ผิดที่ทำให้ใครๆต้องมาเดือดร้อนแบบนี้ นี่เธอกำลังจะทำให้ใครหลายๆ คนต้องเดือดร้อนเพราะความเห็นแก่ตัวเหรอนี่ ร่างบอบบางทรุดกายลงกับพื้นแล้วสะอื้นออกมาอย่างหนัก
บุตรสาวคนโตเดินออกมาจากห้องหนังสือของบิดา เธอชะงักเมื่อเห็นน้องสาวมองมาน้ำตาอาบแก้ม เวน่าเม้มริมฝีปากแน่นแล้วเมินหน้าหนี แม้จะสงสารน้องแต่โมนาควรโตได้แล้วไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้ามาดูแลคุณหนูขี้แงตลอดชีวิต สูญเสียแม่เสียใจเธอเข้าใจอยู่แต่ใช้ว่าโมนาเป็นผู้หญิงคนเดียวในโลกที่สูญเสียแม่ไปสักหน่อย เธอเองก็สูญเสียแม่ไปเหมือนกัน เวน่าสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องการเข้าไปกอดน้องเพื่อปลอบเหมือนที่เคยทำมาทุกครั้ง
ร่างสูงใหญ่ยืนเหม่อออกไปด้านนอกหน้าต่างห้องทำงานอีกครั้ง เขากำลังใช้ความคิดเรื่องของผู้หญิงที่ก้าวเข้ามาเพื่อทำหน้าที่ภรรยาให้กับเขา ดวงตาสีเทาจ้องมองไปยังเบื้องหน้า
“นายครับ!”เสียงเรียกสะดุดความคิดเขาลงเขาหันกลับมามองเดวิชบอดี้การ์ดคนสนิท
“ได้แล้วใช่ไหม?”
“ครับ”เดวิชวางรูปสองใบลงบนโต๊ะทำงานของเขา
ซาฟขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาคมจ้องมอบลูกน้องตนเอง เดวิชทำสีหน้าไม่ถูกเพราะเขาจนปัญญาที่จะหารูปของลูกสาวคนเล็กของดีกาลโน่เหมือนกัน
“มีแค่สองใบเหรอ?”
“เอ่อ..ครับ”
“หารูปใครไม่ได้”เขาถามเสียงเรียบแต่แฝงความดุดัน
“รูปคุณหนูโมนาครับ”
ไม่มีคำถามใดๆ ออกจากริมฝีปากหยักได้รูปอีก เมื่อเขาเอาแต่เพ็งมองไปยังรูปพวกนั้นด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ก่อนจะหันไปถามบอดี้การ์ด
“คนนี้คือเวน่าใช่ไหม?”
“ใช่ครับ เธอออกงานบ่อยผมเลยได้รูปเธอเยอะมากเลยครับ”
เขาหยิบรูปอีกใบมาดู สีหน้าของเขาปรับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันที
“แล้วคนนี้ละ?”
“คนนั้นคุณเทียร่าครับ เป็นลูกสาวคนที่สองของตระกูล”
ชายหนุ่มนิ่งเขาวางรูปลงบนโต๊ะ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแล้วถอนหายใจหนักออกมา เขาไม่ใช่น้องคนที่สามหรือสี่ที่จะเหวี่ยงรูปทิ้งทันทีที่ได้รับรู้ แม้สีหน้าเขาจะเรียบเฉยแต่ออกจะรู้สึกไม่พอใจมากเช่นกันที่ตระกูลดีกาลโน่บังอาจเล่นตลกกับเขา ถ้าไม่สั่งสอนกันบ้างคงไม่ต้องออกไปมองหน้าใคร