“ขอโทษค่ะ คุณหนูเสิ่น ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ !”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์รีบเดินลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว
“หรือจะเอาของใส่ถุงไปก่อนดีไหมคะ?”
จริง ๆ แล้ว หญิงสาวไม่ค่อยชอบเสิ่นซือหนิงนัก ในสายตาของเธอ เสิ่นซือหนิงเป็นแค่สาวบ้านนอก แต่กลับตีตัวสูงเหมือนนกที่บินไปเกาะกิ่งสูงกลายเป็นนกฟีนิกซ์
เมิ่งซือเฉินขมวดคิ้วตำหนิ “ไม่ได้เรื่อง ทำงานซุ่มซ่ามไม่มีระเบียบ!”
ในกระเป๋าเดินทางมีข้าวของไม่มากนัก มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด และไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว
แสดงให้เห็นว่าเงินที่ให้เสิ่นซือหนิงไปในช่วงหลายปีนี้ เธอแทบไม่ได้ใช้เลย พอจะเรียกได้ว่าเธอเป็นแม่บ้านที่ประหยัดพอตัว
แต่น่าเสียดาย ที่เขาไม่รู้สึกชอบเธอเลยแม้แต่น้อย
“ของของชิงชิงต้องถูกจัดให้เรียบร้อยก่อน เอาของเธอใส่ถุงไปก่อนก็แล้วกัน”
เมิ่งซือเฉินมองกระเป๋าเดินทางเก่าที่แตกกระจายด้วยสายตารังเกียจ
“ส่วนกระเป๋าใบใหม่ พรุ่งนี้จะให้พ่อบ้านไปซื้อมาให้คุณ”
เสิ่นซือหนิงแสยะยิ้มเล็กน้อย “กระเป๋าใบนี้ฉันขโมยมาจากพวกโจรในวันที่ต้องหนีตาย ถ้าไม่มีกระเป๋าใบนี้ คุณกับฉันคงจมน้ำตายไปนานแล้ว”
เธอรักษามันอย่างดีมาตลอดหลายปี
แต่ตอนนี้มันกลับแตกกระจาย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตแต่งงานของเธอ
เมิ่งซือเฉินหัวเราะเยาะ “คำพูดพวกนี้เอาไว้หลอกคุณปู่ได้ แต่อย่าคิดว่าจะมาหลอกผมได้นะ”
แม้ว่าเขาจะขาดความทรงจำช่วงวัยเด็กที่ถูกลักพาตัวไป จำอะไรไม่ได้เลย แต่ในใจเขากลับรู้สึกว่าคนคนนั้นไม่น่าจะเป็นเสิ่นซือหนิง
“ทำไมยังไม่รีบเก็บของของเธอให้เรียบร้อยอีก!”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ที่ถูกชี้นิ้วสั่ง “ค่ะ”
ขณะที่เธอกำลังเก็บข้าวของขึ้นมานั้น ก็จงใจเหยียบให้เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วย
“คุณหนูเสิ่นคะ คุณหญิงท่านมักจะสอนเราว่า คนเราก็เหมือนเสื้อผ้านี่แหละ”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์มีคุณนายใหญ่คอยหนุนหลัง คำพูดจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ถ้าจิตใจมันสกปรก ต่อให้พยายามซักยังไงก็ทิ้งรอยเอาไว้อยู่ดี!”
ที่ผ่านมาหลายปี เสิ่นซือหนิงปฏิบัติต่อเธออย่างดี
เพราะหลี่เนี่ยนเอ๋อร์เป็นญาติห่าง ๆ ของคุณนายใหญ่ ซึ่งก็คืนคุณย่าของเมิ่งซือเฉิน
กระทั่งครั้งหนึ่ง เมื่อเธอทำงานพลาดจนทำให้ตระกูลเมิ่งไปมีเรื่องกับฮั่วจิ่งชวน บุตรชายคนโตของตระกูลฮั่ว เสิ่นซือหนิงก็เป็นคนไปเจรจาต่อรองกับคุณชายฮั่วที่ขาพิการด้วยน้ำหอม เพื่อให้ตระกูลเมิ่งได้ที่ดินทำธุรกิจสำคัญมาได้สำเร็จ
แต่ตอนนี้ หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ที่เคยสำนึกบุญคุณ กลับกลายเป็นคนที่ดูแคลนเธอเสียแล้ว
ทั้งหมดเพราะท่าทีของคุณนายใหญ่เปลี่ยนไป
“ถ้าเสื้อผ้ามันสกปรกมากจนซักล้างยังไงก็ไม่ออกจริง ๆ ”
เสิ่นซือหนิงกล่าวขึ้นพลางมองไปทางเมิ่งซือเฉิน “เพราะงั้นฉันเลยไม่เก็บไว้หรอก”
ยังไงเสื้อผ้าแบบเรียบหรูเหล่านั้น ไม่ใช่สไตล์ที่เธอชอบอยู่แล้ว
“แต่บางคนทำผิดแล้ว ก็สมควรถูกลงโทษ”
ดวงตาสีดำสนิทของเธอที่เงยขึ้นมาจ้องเขม็งนั้นแสนลึกล้ำและเย็นเยียบ
จนเมิ่งซือเฉินเองก็รู้สึกแปลกใจเป็นครั้งแรก เพราะเสิ่นซือหนิงที่เขารู้จักนั้นเป็นคนอ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เธอกลับทำให้เขารู้สึกเย็นชาและห่างเหิน
แม้แต่หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ก็ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แปลกไป เธอจึงรีบพูดแก้ตัวด้วยน้ำเสียงตีซื่อ “ฉันเป็นคนของตระกูลเมิ่งนะคะ ทีนี้คุณหนูเสิ่นกำลังจะหย่าแล้ว……”
เพี้ยะ!
คำพูดของหลี่เนี่ยนเอ๋อร์ยังไม่ทันจบ แก้มซ้ายของเธอก็ถูกตบเข้าเต็มแรง
เธอถึงกับมองเสิ่นซือหนิงด้วยความตกตะลึง “แกกล้าดียังไงมาตบฉัน? !”
“ตามอารมณ์นี่แหละ”
“ถ้าคุณนายใหญ่รู้เข้า……”
เพี้ยะ!
อีกฝ่ามือหนึ่งตามมาติด ๆ
คราวนี้แก้มทั้งสองข้างของหญิงสาวก็โดนตบจนแดงและบวมสมดุลกันแล้ว
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์โดนแรงตบทำเอาเท้าข้างหนึ่งทรุดลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง แถมคราวนี้ข้อเท้าเธอพลิกจริง ๆ แล้ว ใบหน้าก็ปวดร้อนจนเจ็บร้าว!
เธอเริ่มโวยวายทันทีด้วยน้ำตาที่ไหลพราก “คุณชาย เธอร้ายกาจเกินไปแล้ว!”
แต่ก่อนที่เสียงคร่ำครวญจะได้ดังต่อไป เสิ่นซือหนิงก็ยื่นมือมาบีบคอเธอแล้วคว้าสร้อยคอที่ห้อยคอติดตัวเธอไว้แน่นออกมา
“ตบสองทีนี้เป็นค่าชดเชยให้กระเป๋าเดินทางกับเสื้อผ้าฉัน”
เสิ่นซือหนิงใช้มือเธอค่อย ๆ เพิ่มแรงบีบที่ลำคออีกฝ่ายจนขึ้นสีแดงช้ำ น้ำตาไหลพราก
“ส่วนตอนนี้ ฉันจะเอาของที่ไม่ใช่ของคุณคืนมา”
สร้อยคอเส้นนั้นเป็นหยกมรกตที่ฝังด้วยเพชร แม้จะไม่ได้มีมูลค่ามากมาย แต่ด้านหลังของมันสลักตัวอักษร“หนิง”เอาไว้ ซึ่งชัดเจนว่ามันไม่ใช่ของหลี่เนี่ยนเอ๋อร์
“แก…… แกตั้งใจทำร้ายฉัน!”
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์พยายามปัดป้องมือที่บีบคอเธอพลางหอบหายใจอย่างรุนแรง กระทั่งฉี่ราดอย่างไม่รู้ตัว
ณ ขณะนั้น เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตนไม่เคยรู้จักเสิ่นซือหนิงมาก่อนเลย ในตอนที่ลำคอถูกบีบรักและกำลังจะขาดอากาศ เธอรู้สึกได้เลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าพร้อมที่จะเอาชีวิตเธอได้ทุกเมื่อ!
แต่เสิ่นซือหนิงเพียงแค่ทำลายสร้อยคอนั้นแล้วหันหลังจากไปอย่างไม่ไยดี
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ร้องขอความเห็นใจ “คุณชาย คุณอย่าเชื่อเธอเลยนะคะ มันเป็นการเข้าใจผิด……”
“ไสหัวไป!”
เมิ่งซือเฉินเตะเธอจนกระเด็น
เขารู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นทันทีเมื่อได้กลิ่นปัสสาวะฉุนกึกขึ้นมาเต็มจมูก
“ตระกูลเมิ่งของเราไม่ต้องการคนมือเท้าโสโครก!”
ขณะเดียวกันนั้น เสิ่นซือหนิงก็เดินออกจากบ้านแล้วกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทของเธอ
【ฉันหย่าแล้ว ตอนนี้รถกับบ้านของฉันอยู่ที่ประเทศเอ็ม ขอไปนอนบ้านเธอชั่วคราวได้ไหม 】
คำพูดเรียบ ๆ แค่นี้ ทำให้ปลายสายอย่างฉินซือหลันถึงกับอึ้ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความตื่นเต้น
【พระเจ้าช่วย เธอหย่ากับไอ้บ้านั่นได้ซะที! นอนอะไรกัน! งานนี้มันต้องฉลองด้วยปาร์ตี้โสดเท่านั้นไม่ใช่หรือไง?! 】
ถึงแม้เสิ่นซือหนิงจะถือโทรศัพท์ห่างออกจากหูแล้ว เธอก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะสะใจของฉินซือหลันชัดเจน
【ถ้ากลุ่มสิบทิศรู้ว่าผู้ก่อตั้งกลับมา ระบบคงได้ล่มกันหมดแน่ ๆ ! 】
ในคฤหาสน์
หลี่เนี่ยนเอ๋อร์โขกศีรษะกับพื้นจนแทบแตก “คุณชายคะ คืนนี้คุณชายวางแผนที่จะจัดเซอร์ไพรส์ให้คุณหนูหรั่นบนเรือสำราญ รอยัล ปริ๊นเซสไม่ใช่เหรอคะ? ฉันจะใช้โอกาสนี้เพื่อแก้ตัวและช่วยเตรียมงานค่ะ!”
เธอเคยรับใช้หรั่นชิงชิงมาก่อน จึงรู้ถึงรสนิยมของหญิงสาวเป็นอย่างดี
เมิ่งซือเฉินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เพราะหรั่นชิงชิงกลับประเทศก่อนกำหนด เวลามันเร่งด่วนมาก ดังนั้นการจัดเตรียมสถานที่จึงยังไม่เสร็จสมบูรณ์
“งั้นฉันจะให้โอกาสสุดท้ายกับเธอ”
เขาเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือ งานเลี้ยงบนเรือสำราญจะเริ่มในอีกสามชั่วโมง
“ถ้าทำพัง เธอก็เตรียมตัวออกจากบ้านตระกูลเมิ่งพร้อมรับหมายศาลไปได้เลย!”
นี่เป็นทั้งคำขู่และการให้โอกาส หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ถอยออกไปหลังจากสาบานด้วยชีวิตว่าจะทำทุกอย่างให้สำเร็จ
เมิ่งซือเฉินหันกลับมา และทันใดนั้นเขาก็เห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร ความรู้สึกขุ่นเคืองพลันผุดขึ้นในใจ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงภาพของเสิ่นซือหนิงที่เพิ่งตบหน้าคนเมื่อครู่
แม้จะลงมืออย่างใจเย็น แต่ก็ดูจะออกแรงและใส่ความโหดเหี้ยมไปไม่น้อย
ทว่าความคิดนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะเสิ่นซือหนิงเป็นแค่แม่บ้านที่แสนเชื่องและไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เมื่อหย่าจากเขาไปแล้วก็คงอยู่ต่อไม่ได้อีก!
ด้านนอกคฤหาสน์ หญิงสาวผมดำลงมาจากรถลัมโบร์กีนี
“หนิงหนิงที่รัก!” ฉินซือหลันพุ่งเข้ามากอดเสิ่นซือหนิงแน่น “อย่าว่าแต่มานอนค้างที่บ้านฉันแค่คืนเดียวเลย เธอจะอยู่ตลอดไปเลยก็ได้นะ!”
เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของหย่งเย่กรุ๊ป พ่อแม่ของเธอทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ย่อมไม่ขาดแคลนบ้านที่จะให้เธออยู่
“สรุปว่าคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ฉินซือหลันซบลงกับซอกคอของเธออย่างใกล้ชิด “ตัวเธอยังมีกลิ่นน้ำมันอยู่เลย อย่าบอกนะว่าเธอยังทำอาหารให้ไอ้หน้าโง่นั่นอีก?”
อ้อมกอดนี้ทั้งแน่นและอบอุ่นจนทำให้เสิ่นซือหนิงรู้สึกจุกในอก
“ขึ้นรถแล้วค่อยพูดกัน”
บนที่นั่งข้างคนขับ เสิ่นซือหนิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ให้ฟัง เธอเล่าอย่างสงบราบเรียบ แต่ฉินซือหลันกลับอดทนฟังด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นไว้ไม่ไหว
“ถุย เมิ่งซือเฉินเคยถูกแม่สาวน้อยรักแรกนั้นทิ้งในวันแต่งงานแล้วทนได้ยังไม่พอ ตอนนี้ยังจะกล้ามีหน้ามาขอหย่ากับเธอเพื่อแต่งงานกับเธอคนนั้นอีกเหรอ? งั้นก็ให้ผีเน่ากับโลงผุอยู่คู่กันไปเถอะ!”
“พ่อแม่เขาก็ช่างน่ารังเกียจ เธอคอยรับใช้พวกเขาเป็นอย่างดี สุดท้ายพวกเขากลับไม่รู้จักสำนึกบุญคุณความดีเลยสักนิด! สมกับเป็นพวกเศรษฐีใหม่จริง ๆ !”
ฉินซือหลันพูดพลางด่าอย่างเดือดดาล
“ในเมื่อเขาจำเรื่องในอดีตไม่ได้ สามปีที่เธอทุ่มเทมาก็เพียงพอแล้ว ถือว่าทำดีที่สุดเพื่อตอบแทนเขาแล้ว ต่อไปนี้ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นแบบที่เขาชอบอีกต่อไปแล้วสินะ?”
เสิ่นซือหนิงนั่งพิงที่นั่งข้างคนขับ “ใช่ เราไม่ติดค้างอะไรกันอีกแล้ว”
เธอมองออกไปยังทิวทัศน์นอดหน้าต่างที่รถวิ่งผ่านด้วยสายตาว่างเปล่า
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เสิ่นซือหนิงยอมถอดรองเท้าส้นสูง มัดผมเรียบร้อย และสวมเสื้อผ้าเรียบ ๆ แบบที่ตัวเองไม่ชอบเพื่อเอาใจเมิ่งซือเฉิน เพียงเพื่อพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนหรั่นชิงชิง
แต่โชคไม่เข้าข้าง เพราะถึงจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบได้กับคนที่เขารักอย่างแท้จริงได้เลย
“หนิงหนิง เขาและครอบครัวของเขาต่างหากที่ไม่คู่ควรกับเธอ”
ฉินซือหลันฟังเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้าของเธอแล้วก็รู้สึกสงสารจนตาแดงก่ำ
“การหย่าคงต้องใช้เวลา เธออยู่ที่บ้านฉันไปก่อนนะ ยังไงเราสองคนก็เหมือนพี่น้อง แท้ ๆ กันอยู่แล้ว”
เสิ่นซือหนิงยกยิ้มบาง “ตกลง”
เธอเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่มีญาติพี่น้องแม้แต่คนเดียว
แต่ฉินซือหลันกลับดูแลเธอเสมือนเป็นคนในครอบครัวที่สำคัญที่สุด
ขณะที่พูดคุยกันไป ทั้งสองก็มาถึงสตูดิโอแต่งหน้าส่วนตัวแล้ว หลังจากที่ทั้งสองคนลงจากรถ ฉินซือหลันก็โบกมือเรียก “แมรี่! ได้เวลาทำงานแล้ว!”
เสิ่นซือหนิงขยี้หว่างคิ้ว “คืนนี้ฉันเหนื่อยมากแล้ว ไม่อยากแต่งตัวจัดหรอก”
“แต่ตอนนี้ไอ้ผู้ชายเฮงซวยกับนังผู้หญิงไร้ยางอายนั่นมารวมตัวกันแล้วนะ เธอยังคิดจะเอาแต่แต่งตัวเชย ๆ น่าเบื่อไปเพื่อเขาอีกงั้นเหรอ?”
“…… ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
“แบบนี้สิถึงจะถูก!” ฉินซือหลันยิ้มตาหยี “หลับตาแล้วปล่อยตัวปล่อยใจไปเถอะนะ นี่คือทีมช่างแต่งหน้าชื่อดังจากต่างประเทศ คืนนี้จะเปลี่ยนเธอให้กลับมาสวยสง่างามอีกครั้งแน่นอน!”
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง
แทบทุกคนในสตูดิโอพากันจับจ้องมาที่หญิงสาวในกระจก
เสิ่นซือหนิงเองมีใบหน้างดงามคมชัดอยู่แล้ว แต่ปกติเธอมักอยู่ในครัว ทำอาหารและทำงานบ้านจนแทบไม่เคยได้แต่งตัวเองดี ๆ ตอนนี้พอได้เติมแต่งเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย เธอก็เผยความงดงามโดดเด่นเสียแล้ว
ดวงตายาวรีที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แสนเย้ายวนโดยไม่ฉูดฉาด แต่งแต้มด้วยอายแชโดว์ดูมีชีวิตชีวา หยดน้ำตาดำเล็ก ๆ ที่แต้มตรงหางตาเผยความดื้อรั้นจากส่วนลึกได้อย่างเด่นชัด
ฉินซือหลันถึงกับอดไม่ได้ที่จะอุทาน “นางฟ้าลงจากสวรรค์แล้ว! นี่แหละเสิ่นซือหนิงคนที่ฉันเคยรู้จัก!”
เธอหันไปโบกมือเรียกให้คนช่วยหยิบชุดมาให้ทันที
“หนิงหนิงที่รัก เลือกชุดเดรสราคาแพงสุดได้ตามสบายเลย คราวนี้ฉันเต็มใจทุ่มสุดตัวเพื่อฉลองการกลับมาเป็นโสดของเธอโดยเฉพาะ นี่เลย ปาร์ตี้บนเรือสำราญสุดหรูพร้อมด้วยนายแบบหนุ่มหล่อแปดคน รับรองว่าฟิน!”
เสิ่นซือหนิงโบกมือปฏิเสธ “ช่วงนี้ไม่สนใจผู้ชายหรอก”
ฉินซือหลันถึงกับค่อนขอด
“ไม่สนใจ? แต่ตั้งสามปีเชียวนะ เธอไม่มีความต้องการเรื่องอย่างว่าบ้างเลยเหรอ?”
“……” แน่นอนว่าเธอมี
ตลอดสามปีที่แต่งงานกัน เมิ่งซือเฉินให้คำสัตย์ว่าเขาต้องการรักษาความบริสุทธิ์ไว้เพื่อหรั่นชิงชิง จะไม่แตะต้องผู้หญิงอื่นเด็ดขาด ซึ่งนั่นทำให้เสิ่นซือหนิงยังเป็นหญิงพรหมจารีมาจนถึงทุกวันนี้
เธอไม่ใช่แม่ชี ย่อมมีความต้องการตามปกติอยู่แล้ว
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับใครได้
ฉินซือหลันเห็นว่าเสิ่นซือหนิงยังนิ่งเงียบไม่พูดอะไร คิดว่าเธอยังตัดใจไม่ได้ จึงตัดสินใจใช้ไม้ตายเดี๋ยวนั้น “ปาร์ตี้ครั้งนี้มีนักปรุงน้ำหอมระดับนานาชาติมาร่วมงานด้วยนะ เจ้าของแบรนด์น้ำหอมเกลิน เพอร์ฟิวม์เองก็จะมาด้วย! เธอไม่อยากเห็นตัวจริงของเขาหน่อยเหรอ?”
เกลิน เพอร์ฟิวม์ เป็นบริษัทน้ำหอมชั้นนำของประเทศ
เมื่อหลายปีก่อน เสิ่นซือหนิงเคยมีโอกาสเข้าแข่งขันประกวดน้ำหอมระดับนานาชาติกับซีอีโอของเกลิน เพอร์ฟิวม์ น้ำหอมที่ชายหนุ่มปรุงมีเอกลักษณ์และกลิ่นอายที่ทำให้เสิ่นซือหนิงรู้สึกคุ้นเคย เป็นกลิ่นที่คล้ายกับน้ำหอมที่แม่แท้ ๆ ของเธอเคยปรับ
แต่น่าเสียดาย ทั้งเธอและเขาต่างก็เป็นคนระมัดระวัง ไม่เคยเผยตัวต่อหน้ากันเลย แม้กระทั่งเมื่อชื่อเสียงของแบรนด์เกลิน เพอร์ฟิวม์เป็นที่เลื่องลือ เขาก็ยังคงเงียบขรึมไม่แสดงตัว
“ลองไปดูหน่อยก็ได้”
เสิ่นซือหนิงพยักหน้าเล็กน้อย
สิ่งที่ดึงดูดให้เธอสนใจ ไม่เพียงเพราะเคยพยายามแฮกข้อมูลของเกลิน เพอร์ฟิวม์แต่ก็ล้มเหลว แต่ยังเป็นเพราะเสิ่นซือหนิงรู้สึกว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับแม่แท้ ๆ ของเธอด้วย