ตอน 1

ไม่มีอะไรน่าง่วงนอนไปกว่าการนั่งฟังคุณนายอรอรพูดโน้มน้าวให้เขาหาผู้หญิงมาทำลูกสักครอกอีกแล้ว

แค่นึกว่าในแต่ละวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วเจอสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่ควบคุมได้ยากนั้นมาวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวในบ้านที่เขาหนีมาสร้างอยู่กลางไร่กว้าง อาทิตย์ก็คิดว่าหายนะเกิดกับเขาแน่นอนแล้ว

ชายหนุ่มลอบถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ แต่ดูว่าคุณนายยังไม่มีวี่แววว่าจะยอมถอยเหมือนกัน ตราบใดที่ยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ

“ถ้าแกนึกถึงข้อดีของการมีครอบครัวไม่ออก ก็ลองจินตนาการว่า ถ้าปุบปับแกเป็นอะไรไป สมบัติที่แกหามาได้อย่างฟลุกๆ ตั้งมากมายจะตกเป็นของการกุศล แกจะทนได้เหรอ”

นี่เอาทุกทางเลยใช่ไหม กล่อมไม่สำเร็จก็แช่งให้ตายซะดื้อๆ เอากับคุณนายเขาสิ!

“แกว่าไง ฉันพูดจนปากเปียกปากแฉะมาเป็นชั่วโมง แกจะไม่หือไม่อือสักคำเลยหรือ”

“หิวน้ำไหมแม่”

อาทิตย์โพล่งถาม จ้องหน้าแม่นิ่งๆ แววตาบอกว่าจริงจัง ทำเอาคุณนายอรอรถึงกับชะงัก ความจังงังกระแทกเข้าอย่างจัง

“เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ”

“ผมถามว่าหิวน้ำไหม หรือว่าอยากกินอะไรหรือเปล่า จะได้บอกเด็กให้ทำมาให้ แม่ก็รู้ตัวว่าพูดมาเป็นชั่วโมงแล้ว ถ้าไม่เหนื่อยก็ต้องหิวบ้างละ”

ได้ฟังคำพูดของลูกชายคนโต คุณนายเจ้าของห้างสรรพสินค้าประจำจังหวัดก็ถึงกับค้อนขวับ

“แกนี่จริงๆ เลย ที่บอกว่าให้แกพูด ฉันหมายถึงบอกให้ฉันรู้สักหน่อยว่าเมื่อไรแกจะเอาเมีย ฉันเตรียมไว้ให้เลือกตั้งหลายคน ดีๆ ทั้งนั้น ลูกผู้ว่าฯ ก็มี หรือหลานสาวของนายกสโมสรการค้าจังหวัดเราก็ได้ แกก็รู้จักดีอยู่แล้ว เลือกมาสักคนแล้วฉันจะจัดการให้ คัดมาแต่แม่พันธุ์ดีๆ หลานฉันจะได้ออกมาน่ารักและฉลาด”

จบถ้อยคำที่แม่กรอกหูเขามาหลายครั้งแล้ว อาทิตย์ก็เอนกายอิงพนักโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง

สองสาวที่แม่พูดถึงนั้นก็ดีอยู่หรอก...แต่พวกเธอไม่เหมาะจะเป็นเมียเขาแน่นอน

“หลานของนายกสโมสรการค้า ดร.พิจิกา นั่นเหรอ แค่นึกถึง ผมก็เหี่ยวจนปลุกไม่ตื่นแล้ว ไม่เอาหรอก จนตอนนี้ยายพริกก็ยังข่มผมเรื่องให้ลอกข้อสอบตอนประถมอยู่เลย เรื่องมันผ่านมาไม่รู้กี่สิบปี ยังจำอยู่ได้ ผมไม่ชอบเมียความจำดี เธอฉลาดเกินไป คนนี้ไม่ผ่าน”

ไม่ผ่านแน่นอน! ก็นั่นเพื่อนของเขา คลุกคลีกันมาตั้งแต่เรียนประถมจนถึงมัธยม มาแยกกันก็ตอนเรียนปริญญาตรี แต่พอไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ทั้งสองคนก็ดันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันอีก มันช่างบังเอิญสิ้นดี แล้วที่สำคัญหล่อนก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วด้วย แถมไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อนของเขาที่รู้จักกันตอนเรียนเมืองนอกนั่นเอง

อาทิตย์พูดใส่หน้าคนทั้งคู่อยู่บ่อยๆ ว่า แก่จนปูนนี้แล้วก็ไม่รู้จะปิดครอบครัวไปทำไม เปิดตัวไปเสีย ผู้ใหญ่จะได้เลิกจับคู่ให้หล่อนและเขาเสียที

“ถ้าไม่เอาคนนี้ แล้วลูกสาวท่านผู้ว่าฯ ล่ะ นี่ฉันก็เพิ่งเจอในงานเลี้ยงรับรองผู้ใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน กิริยามารยาทเรียบร้อย พูดจานุ่มนวล มองมุมไหนก็น่ารักไปหมด ฉันมองๆ ก็นึกไปว่าถ้ามีลูกสาวสักคนก็อยากให้ออกมาแบบนี้แหละ แต่พอมันไม่มี ให้มาเป็นลูกสะใภ้แทนก็ได้”

คุณนายอรอรทำท่าเคลิ้มฝัน สำหรับคนนี้อาทิตย์ถึงกับกลั้นลมหายใจ เพราะเท่าที่เขารู้มา ลูกสาวของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบันนั้นห่างไกลจากคำที่แม่สาธยายนัก กระนั้นเขาก็ไม่ขัด เพราะไม่อยากพูดถึงผู้หญิงลับหลัง…ยกเว้นก็แต่เพื่อนสาวอย่างพิจิกาที่จิกกัดกันมาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้มันติดจนเลิกไม่ได้เสียแล้ว

“ผมว่าแม่วางมือและตัดใจเรื่องของผมดีกว่า ยังมีนายโอ๊ตกับนายอู๋อีกตั้งสองคน แม่ไปดันพวกนั้นดีกว่านะ พอจะเห็นทางสำเร็จเห็นแววมากกว่าผม ส่วนผมสงสัยจะขึ้นคานแล้วแหละ”

“แกเป็นพี่คนโต ยังไงแกก็ต้องแต่งงานก่อนน้อง”

“นี่มันยุคไหนแล้ว แม่ยังเอาธรรมเนียมสมัยอากงอาม่ามาใช้กับพวกเราอีกหรือไง สำหรับผมนะ ไม่ต้องรอ เพราะผมรู้สึกตงิดๆ ว่าตัวเองจะขึ้นคาน อย่างนี้แม่จะปล่อยให้ลูกชายของแม่อีกสองคนขึ้นคานตามผมไปด้วยหรือไง ไม่เหลือทายาทสืบสกุลสักคนเดียว มันน่าเศร้านะแม่ คิดดูดีๆ นะ ไปบอกสองคนนั้นให้หาเมียแทนผมเถอะ นายอู๋ก็อายุยี่สิบเก้าปีแล้ว ส่วนนายโอ๊ตก็ตั้งสามสิบเอ็ดปี เกิดหลังผมแค่สิบเอ็ดเดือน พวกนี้หาเมียมาทำลูกให้แม่ได้แล้วเหมือนกัน”

“โอ๊ย! ไม่ต้องเอาน้องมาอ้าง สองคนนั้นก็นิสัยเหมือนแกนั่นแหละ ฉันเหนื่อยกับพวกแกจริงๆ มีลูกชายสามคน ไม่ได้ดังใจฉันเลยสักคน”

“นี่แสดงว่าไปเคี่ยวเข็ญเอาจากพวกนั้นมาแล้วใช่ไหม”

ลูกชายคนโตดักคออย่างรู้ทัน คุณนายอรอรหุบปากฉับแล้วสะบัดหน้า ก่อนจะกวาดสายตามองรอบโถงของบ้านหลังใหญ่โตของลูกชาย

เธอภูมิใจอยู่หรอกที่ลูกทำงานแล้วสร้างทุกอย่างมาด้วยตัวเอง แต่ด้วยความเป็นแม่ก็อดที่จะรู้สึกห่วงไม่ได้ เธอมีลูกชายอยู่ตั้งสามคน แต่ไม่มีวี่แววว่าจะปักหลักแต่งงานเลยสักคน ทั้งที่ลูกๆ ของเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกันก็ทยอยออกเรือนกันไปหลายคนแล้ว

แล้วหางตาก็เห็นกลุ่มคนนั่งทำงานกันอยู่เงียบๆ ตรงมุมใกล้กับห้องครัว จำได้ว่าที่ตรงนั้นมักถูกใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ของคนทำงานบ้าน

ดวงตาของคุณนายอรอรหรี่ลง...นอกจากแม่บ้าน เด็กในบ้านที่คุ้นตา แล้วยังมีใครอีกคนที่นั่งหันหลังให้

เธอมองไม่เห็นหน้าค่าตาของผู้หญิงคนนั้น แต่ประเมินจากรูปร่างและเรือนผมดำขลับเป็นพวงยาวที่ผูกเป็นหางม้ากับต้นคอระหงนั้น ฟันธงได้ว่าไม่ใช่คนงานในบ้านอย่างแน่นอน

คุณนายอรอรลุกขึ้นทันทีอย่างไม่ให้ความสงสัยค้างคาอยู่ ก่อนที่จะย่างเท้าตรงไปหาก็ยังทิ้งหางตาครุ่นคิดระคนไม่วางใจไปทางลูกชายที่นั่งก้มหน้านิ่งเหมือนคนปลงตกกับชีวิต

อาทิตย์ถอนหายใจยาว แล้วเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของแม่เดินห่างออกไป แต่เมื่อปรายตามองก็เห็นทิศทางของแม่ที่จ้ำไปหา ทำให้เขาต้องผุดลุกขึ้นอย่างไว

“แม่! หยุดก่อน”

แค่ไม่กี่วินาที อาทิตย์ก็ตามไปคว้าข้อมืออวบของผู้ให้กำเนิดไว้ได้ อีกฝ่ายหันมองเขาอย่างสงสัยในท่าที ดวงตาคมรีที่หรี่ลงนั้นบ่งบอกชัดว่าไม่ไว้ใจ...แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น อาทิตย์ไม่คิดจะอยากรู้

“แม่จะกลับบ้านแล้วใช่ไหม เดี๋ยวผมไปส่ง ผมจะออกไปข้างนอกเหมือนกัน”

“ฉันกลับเองได้ นัดเวลากับนายนวยไว้แล้ว เดี๋ยวเขาก็มา”

“ไม่เป็นไร ผมจะบอกนายนวยว่าไม่ต้องมาแล้ว เพราะผมจะไปส่งแม่ที่บ้านเอง ไปกันเถอะ...ผมไม่ได้เข้าบ้านเรานานแล้ว”

คุณนายอรอรเอียงคอมองลูกชายอย่างพินิจ ท่าทางอ้ำอึ้ง มือข้างที่ว่างนั้นดูเกะกะเหมือนไม่รู้ว่าจะวางไว้ตรงไหนดี นี่ไม่ใช่พฤติกรรมคุ้นตาของลูกชายคนโตของเธอแล้วนะ

หากก็ยอมเดินตามเขากลับไป ก็พ่อเจ้าประคุณเกิดนึกอยากรักแม่กะทันหัน โดยจับมือเธอไว้แน่นอย่างไม่ยอมปล่อย

หากก่อนจะพ้นจากโถงบ้าน หญิงวัยกลางคนยังหันไปมองยังทิศทางเดิมอย่างติดใจ คนเป้าหมายที่เธอตั้งใจจะเดินไปดูเมื่อสักครู่นั้นยังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่เช่นเดิม

ทรวดทรงเรือนร่างที่เห็นจากด้านหลังนั้นได้สัดส่วนเหมาะเจาะ แถมท่านั่งที่มองปราดเดียวก็เห็นว่าแตกต่างจากคนที่นั่งรายล้อม

คุณนายอรอรเก็บข้อมูลมาจนครบภายในไม่กี่วินาที มาดหมายไว้ในใจว่า ต่อให้ลูกชายอมโบสถ์มาบอกว่าเป็นแค่คนงานในบ้าน เธอก็ไม่มีวันเชื่อ

ตอน 2

อาทิตย์กลับเข้ามาในบ้านในเวลาเกือบสองทุ่ม กลางโถงกว้างเมื่อตอนกลางวันมีคนงานอยู่พลุกพล่าน หากเวลานี้กลับเงียบสงัดไร้ใครสักคนที่ยังคงอยู่

แสงไฟส่องสว่างจากโคมไฟประดับหรูตรงเพดานสูงนั้นทำให้เขามองเห็นรอบตัวได้ชัดเจน สายตาทอดไปยังทิศทางด้านในใกล้กับห้องครัว แล้วจับตามองนิ่ง

‘คนพวกนั้นทำอะไรกัน แล้วนั่นคนงานบ้านแกทุกคนเลยหรือ’

แม่ถามขึ้นทันทีเมื่อเขาทำหน้าที่สารถีพาออกจากบ้านในช่วงบ่าย

‘ใช่มั้งครับ’

‘ใช่มั้ง? หมายความว่ายังไง แกจำคนงานในบ้านไม่ได้หรือไง แล้วอย่างนี้ปล่อยให้ใครต่อใครเข้ามาในบ้านได้ง่ายๆ งั้นหรือ’

‘ไม่ขนาดนั้นหรอกแม่ ถึงจำชื่อไม่ได้แต่ก็พอคุ้นหน้า ใครแปลกหน้าเข้ามาผมก็รู้’

‘ถ้าอย่างนั้นพวกที่จับกลุ่มนั่งเจียนใบตองอยู่ในบ้าน แกก็คุ้นหน้าทุกคนสินะ’

เขารู้ว่าแม่พยายามเลียบเคียงถามถึงบางคนที่นั่งรวมอยู่ในกลุ่มนั้น เขาเองก็เพิ่งสังเกตเห็นเธอตอนที่แม่พุ่งไปหานั่นละ

ดวงตาคมปรายมองไปทางด้านใน ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ตรงไปหาอย่างเห็นเป้าหมาย

เสียงเคาะประตูดังขึ้นหนักๆ สามครั้ง จิณณาผุดลุกขึ้นนั่งหลังจากนอนเกร็งตัวอยู่นานนับสิบนาทีตั้งแต่ได้ยินเสียงรถแล่นมาจอดแล้ว

โรงรถอยู่ใกล้กับห้องพักของคนงาน โดยเฉพาะห้องที่เธอมาอาศัยอยู่กว่าสัปดาห์ก็อยู่ด้านนอกและใกล้ที่สุด จึงย่อมได้ยินชัดเจนกว่าห้องอื่นๆ

“ออกมาคุยกันหน่อย”

เสียงห้าวคุ้นหูแทรกเข้ามาให้ได้ยิน จิณณาเกิดอาการละล้าละลัง เธอก้มมองเสื้อผ้าที่สวมนอนแล้วปรายตามองบานประตู หัวใจสาวเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อนึกว่าอีกฝั่งของบานประตูกั้นนั้น เจ้าของบ้านที่เธอพยายามหลบหน้ามาหลายวันกำลังยืนอยู่

“จิณณา ตื่นอยู่ไหม”

“ค่ะ”

หญิงสาวรีบขานรับเมื่อได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นกว่าเดิม เพราะเกรงว่าห้องข้างๆ จะได้ยินเสียงของเขาด้วย

เรือนร่างกลมกลึงในชุดนอนเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงขายาวเนื้อผ้านุ่มรีบพุ่งไปยังประตู บังคับตัวเองอย่างหนักเพื่อจะเปล่งเสียงบอกเขา

“ห้านาที ฉัน...จะออกไปพบคุณค่ะ”

หล่อนทำได้ไม่ดีนัก น้ำเสียงตะกุกตะกักที่เปล่งออกไปนั้นเจือความประหม่าอย่างปิดไม่มิด

เสียงฝีเท้าจากด้านนอกเคลื่อนห่างออกไปแล้ว หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีก้มมองความเรียบร้อยของตัวเอง เสื้อผ้าที่สวมใสก็ทะมัดทะแมงดีอยู่หรอก แต่การจะให้ออกไปพบเขา...ผู้ชายที่ดูน่ากลัวคนนั้น โดยไม่มีป้าแววแม่ครัวที่เธอสนิทสนมมากที่สุดในบ้านหลังนี้ จิณณาก็ไม่สบายใจเอาเสียเลย แถมตอนนี้ก็เป็นเวลากลางคืนอีกด้วย

แต่ก็นั่นแหละ ตราบใดที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ หล่อนก็ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าของบ้านเข้าสักวัน

ลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนคลายออก แล้วบานประตูห้องพักคนงานก็แง้มเปิด จิณณาจึงเร้นกายออกมา ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอกลั้นลมหายใจเพราะพยายามทำตัวเองให้เล็กจิ๋วที่สุด

หญิงสาวทำท่าจะก้าวไปตรงโซฟายาวที่ตั้งอยู่ เพราะคิดว่าเขาจะรอคุยอยู่ตรงนั้น หากต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเข้มดังอยู่ใกล้ๆ

“ตามฉันมา”

อาทิตย์มองแม่สาวผิวขาวผ่องหุ่นอวบอิ่มที่ทำท่าตกใจกลัวเมื่อเห็นว่าเขายืนอยู่ไม่ห่าง เขาบอกตัวเองไม่ได้ว่าความหงุดหงิดที่วิ่งเข้ามาหานั้น เกิดเพราะสาเหตุอะไรกันแน่

“คะ...คุณอยู่ตรงนี้หรือคะ”

คำถามตะกุกตะกักนั้น ทำให้คนถูกถามตวัดสายตามองอย่างหมั่นไส้โดยไม่ปิดอารมณ์สักนิด ก่อนเขาจะก้าวนำออกมา โดยไม่ทันเห็นว่าคนข้างหลังถึงกับทำคอย่น ขยับปากบ่นอุบโดยไม่มีเสียงเล็ดลอด

อาทิตย์เดินตรงไปยังโซฟาที่จิณณาหมายตาว่าเขารออยู่ตั้งแต่แรก เมื่อเขาหย่อนกายนั่งลง เจ้าหล่อนก็ขยับเท้าไปยืนอยู่เบื้องหน้าแล้วประสานมือพลางก้มหน้าอย่างรอรับฟัง

“นั่งสิ”

จนเสียงสั่งดังขึ้นนั่นแหละ จิณณาถึงเงยหน้าขึ้นมามองเขา หากต้องหลบตาสายพลัน แล้วเดินตัวลืบไปนั่งบนเก้าอี้ที่หล่อนคิดดีแล้วว่ามีระยะห่างเหมาะสมพอ

“เธอคิดจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”

“จิณ เอ่อ...หนูกำลังรองาน คิดว่าไม่เกินเดือนนี้ค่ะ”

“งานสำหรับเธอหาง่ายขนาดนั้นเลยหรือ”

“คะ?”

ตอน 3

“ฉันเห็นว่าช่วงนี้เด็กจบใหม่ตกงานกันเยอะ แล้วคิดยังไงถึงไม่ทำงานที่กรุงเทพฯ”

“หนูถูกให้ออกจากงานค่ะ บริษัทต้องการลดคนทำงาน หนูไม่มีรายได้ เลยคิดว่ากลับมาตั้งหลักที่นี่ดีกว่า”

“เธอหมายถึงตั้งหลักที่บ้านของฉันงั้นหรือ”

อาทิตย์เลิกคิ้วถาม จิณณาเบิกตาโตเมื่อเห็นว่าเขาเข้าใจหล่อนผิด จึงรีบแก้ไขความเข้าใจเสียใหม่ด้วยเสียงรัวเร็ว

“ไม่ใช่ค่ะ หนูหมายถึงกลับมาบ้านของหนูที่อยู่จังหวัดนี้ แต่ตอนนี้หนูอยู่บ้านไม่ได้ มีปัญหาเกิดขึ้นเล็กน้อย หนูเลยต้องขออาศัยอยู่ห้องของป้าแววก่อน ป้าแววบอกว่าให้หนูอยู่ได้ เพราะแกย้ายไปอยู่บ้านพักคนงานกับลูกสาวในไร่แล้ว”

“ห้องของป้าแววที่เธอว่า มันก็คือบ้านของฉัน”

“หนูทราบค่ะ ระหว่างนี้หนูจะทำงานแลกกับค่าที่พัก...แล้วก็ค่าอาหารด้วยค่ะ”

“เธอจนตรอกขนาดนั้นเลยหรือ”

‘จนตรอก’ เขาพูดออกมาอย่างเรียบเรื่อย แต่ทำให้คนฟังคอแข็ง

จิณณายอมรับว่าตัวเองไม่มีทางไป หล่อนตกงาน ไม่มีรายได้ จึงอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ หล่อนดิ้นรนจนสุดทางแล้ว แต่ก็มองหาทางที่ดีขึ้นไม่ได้ ชีวิตเหมือนจะจมดิ่งลงเรื่อยๆ ยิ่งเดินหน้าก็ยิ่งมืดมน สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับบ้าน...แต่ก็พบว่าบ้านที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็กนั้นไม่เหมือนเดิม หล่อนอยู่ที่นั่นไม่ได้อีกแล้ว

หากในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เมื่อจิณณาได้พบกับด็อกเตอร์พิจิกาซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในตัวจังหวัด หล่อนรู้จักกับอาจารย์คนนี้ตั้งแต่ตอนเรียนระดับมัธยม เคยได้รับการเกื้อกูลและชี้แนะแนวทางจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ได้ กระทั่งสามารถเรียนจนจบ

พิจิกาบอกให้จิณณามาหาป้าแววซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเก่าของเธอเอง เมื่อป้าแววรู้ปัญหาของหล่อนก็ให้การช่วยเหลืออย่างดี...แต่ก็นั่นละ ไม่ว่าใครจะมีน้ำใจให้อย่างไร แต่ถ้าเจ้าของสถานที่ไม่ยินดีให้พักอาศัย จิณณาก็ไม่อาจอยู่ได้นาน

“เมื่อวานเธอทำอะไรให้คนงานกิน”

“ข้าวผัดไส้กรอกกับน้ำซุป แล้วมีองุ่นด้วยค่ะ”

แล้วความเงียบก็ปกคลุมทั่วโถงกว้าง จิณณาขยับตัวอย่างอึดอัด เหลือบมองสีหน้าเรียบนิ่งของชายหนุ่ม แม้ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร แต่มันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับหล่อนแน่นอน

“หนูรู้ค่ะว่าคนงานไม่ชอบ เขาบอกว่าอยากได้ข้าวและกับข้าว 2-3 อย่าง แบบที่ป้าแววเคยทำให้”

“เธอรู้...แต่ไม่ทำ”

“หนูหุงข้าวเสร็จก็ทำแกงเขียวหวาน แต่แกงมันไม่ออกมาเป็นเขียวหวาน” ถึงตอนนี้จิณณาได้แต่อุบอิบบอก ก้มหน้าหลบสายตาเขาอย่างอับอาย “หนูเลยเอาข้าวไปทำข้าวผัดแทน แล้วเอาองุ่นให้คนงานด้วย”

“เธอทำงานครัวไม่เป็น?”

“หนูทำได้ หนูทำกับข้าวกินเอง เพียงแต่ไม่เคยทำให้คนอื่นกิน และไม่เคยทำทีละมากๆ หนูเลยจัดการไม่ดี”

“ไม่ใช่ไม่ดี แต่แบบนี้เรียกว่าไม่เป็นเลยต่างหาก”

อาทิตย์พูดตรงๆ ตามแบบฉบับของเขา เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องอ้อมค้อมให้หล่อนสำคัญตัวเองผิดอีก

“พรุ่งนี้ฉันจะให้คนหาแม่ครัวมาใหม่ ฉันปล่อยให้คนงานกินอยู่แบบนี้ไม่ได้”

“แล้วหนูล่ะคะ”

จิณณาค้านขึ้นมาทันที ต่อเมื่อเห็นสีหน้าส่อว่าสงสัยจากใบหน้าคมคายนั้น จึงหุบปากเสีย

เดิมทีหน้าที่นี้เป็นของป้าแวว แต่ฝ่ายนั้นขอหยุดพักด้วยเรี่ยวแรงที่ถดถอยเพราะความชรา หากยังคงพักอยู่ที่ไร่แห่งนี้ บางครั้งก็ยังเข้ามาช่วยงานในครัว ป้าแววยกหน้าที่ทำอาหารมื้อเที่ยงให้คนงานกับเธอ แต่กว่าสัปดาห์ที่ทำมา ไม่ต้องมีใครบอก จิณณาก็รู้ว่าหล่อนสอบตก

“หนูไม่อยากถูกปลดจากงานอีก”

หญิงสาวบอกเสียงเบา การถูกให้ออกจากงานเพราะองค์กรต้องการลดคนทำงาน โดยที่หล่อนมีเวลารู้ตัวล่วงหน้าแค่ชั่วโมงเดียวนั้น มันยังเป็นฝันร้ายไม่หาย และยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นจนแทบไม่เหลือ จิณณายังไม่พร้อมรับมือกับเหตุการณ์เดิมๆ หากอีกคนดูท่าจะไม่รับรู้ด้วย

“นั่นเป็นปัญหาของเธอ ไม่ใช่ของฉัน หรือของคนงานที่นี่” อาทิตย์สวนทันที “พวกเขาทำงานไร่ ทำงานกลางแจ้ง ต้องใช้แรงงาน การกินอยู่จึงต้องสมบูรณ์พอ เธอจะจัดอาหารด้วยเมนูเด็กอนุบาลให้พวกเขาไม่ได้ ถ้าฉันไม่แก้ไข มันจะกระทบงานของฉัน”

“หนู...เข้าใจค่ะ”

เพียงเท่านั้น ร่างสูงใหญ่ของเจ้าของบ้านก็ลุกขึ้น จิณณาเงยหน้ามองตาม การต้องเอาตัวรอดในภาวะเช่นนี้ทำให้เธอรวบรวมความกล้า แล้วถามเขาไปอีกหน

“พรุ่งนี้หนูยังอยู่ที่นี่ได้ไหมคะ”

“อยู่ได้ แต่ไม่ควรนานเกินไป ฉันให้เธออยู่เพื่อรอตั้งหลัก แต่ไม่ใช่ปักหลักอยู่ในบ้านของฉัน”

“ขอบคุณค่ะ” เสียงแผ่วเครือของคนหน้านวลผ่อง ทำให้อาทิตย์หันกลับมามองทั้งตัวแล้วถอนหายใจ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่คลายจากความหงุดหงิด

“เวลาคุยกับฉัน เธอจะเรียกชื่อแทนตัวเองหรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่ไม่ต้องเรียกตัวเองว่าหนู”

ถึงคราวนี้ดวงตากลมโตของจิณณาทอดมองเขา หล่อนไม่ค้าน เพียงแต่สงสัยในเหตุผล หากอีกคนแค่ตวัดสายตาดุๆ มาให้ ก่อนเขาจะหมุนกายเดินจ้ำเท้าขึ้นบันไดสู่ชั้นบนเสีย

ทำไมแทนตัวว่าหนูไม่ได้ ก็เวลาคุยกับอาจารย์หรือคุยกับเจ้านาย เราก็แทนตัวเองว่าหนูอยู่ตลอด ไม่เห็นมีใครเคยห้าม...แปลกคนจริง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

ห่อไฟรัก

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED