ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเรียบหรูสีดำสนิทเป็นตาเดียวกัน ตั้งแต่ชายหนุ่มก้าวลงมาจากรถ จนตอนนี้เดินเข้ามาในงานสวดอภิธรรมศพของนายอลงกรณ์ สัตตบุษย์ มหาเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของธนาคารชื่อดังที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย
ช่วงขาเพรียวในกางเกงขายาวสีเดียวกันกับเสื้อสูทก้าวเข้ามาภายในศาลาวัด สีหน้าของชายหนุ่มเรียบเฉย แต่กระนั้นก็ทอประกายความหล่อเหลาออกมาจนคนจ้องมองแสบตา
อัครา เจสัน สัตตบุษย์ คือชื่อของชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตามืดดำราวกับคืนรัตติกาล ใบหน้าของเขาคล้ายกับรูปสี่เหลี่ยม เครื่องหน้าเหมาะเจาะและสมบูรณ์แบบจนคนมองไม่อาจจะละสายตาไปได้ง่ายๆ ริมฝีปากหนาใต้แทงจมูกโด่งเป็นสันปิดกันแนบสนิท ไม่มีความรู้สึกใดแสดงออกมาจากชายแปลกหน้าผู้นี้เลย
เรือนร่างทรงพลังก้าวเข้าไปหยุดที่หน้าโรงบรรจุศพของอลงกรณ์ เขาคุกเข่าลงกับเสื้อสีแดงที่ปูเอาไว้ทั่วทั้งศาลา รับธูปจากมือเล็กของหญิงสาวในชุดสีดำมาถือเอาไว้ ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่โรงศพอยู่นาน ก่อนที่เขาจะปักธูปในมือลงในกระถางธูปที่เตรียมเอาไว้
เขาลุกขึ้นยืน และเดินไปนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่ถูกจัดเรียงเอาไว้โดยไม่พูดไม่จา เสียงพระสวดอภิธรรมดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง นานนับชั่วโมงกว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นลง
อัคราลุกขึ้นยืน และกำลังจะเดินกลับไปที่รถของตัวเอง แต่เสียงของหญิงสูงวัยคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเสียก่อน เขาหยุดเดิน หมุนตัวกลับไปมอง ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย และถามออกไป
“ย่าเพ็ญใช่ไหมครับ”
ผู้หญิงสูงวัยที่ตอนนี้ผมขาวโพลนไปทั่วระบายยิ้มกว้างออกมา น้ำตาไหลซึม พร้อมกับก้าวเข้ามาหยุดใกล้ๆ กับร่างสูงใหญ่ของอัครา
“ย่าดีใจที่พ่ออัคจำย่าได้”
รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อจัดของอัครา เขาโน้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งคำพูดออกไป
“ย่าเพ็ญสบายดีนะครับ”
ย่าเพ็ญ หรือก็คือเพ็ญแข มารดาแท้ๆ ของอลงกรณ์นั่นเอง
เรื่องเมื่อสามสิบปีก่อนกลับเข้ามาในความทรงจำของอัคราอีกครั้ง และมันก็ชัดเจนเหลือเกินจนเขาไม่อาจจะสลัดมันทิ้งได้ง่ายๆ
อลงกรณ์เมื่อสามสิบปีก่อนคือหนุ่มเจ้าชู้ คบผู้หญิงไปทั่ว และไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร เพราะตัวเองมีคู่หมั้นคู่หมายที่มารดาเลือกเอาไว้ให้อยู่แล้ว ดังนั้นผู้หญิงทุกคนก็คือทางผ่านสำหรับเขา และหนึ่งในนั้นก็รวมมารดาของเขาเข้าไปด้วย
ลิซ่า เจอร์ราซ สาววัยรุ่นชาวอเมริกัน หล่อนได้เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยกับกลุ่มเพื่อน และก็พบเจอเข้ากับอลงการณ์ ทั้งคู่ถูกตาต้องใจกัน ดังนั้นอลงกรณ์จึงหว่านเสน่ห์ใส่ลิซ่าอย่างจงใจ ทำให้หล่อนลุ่มหลง ทั้งคู่คบหากัน และลิซ่าก็บินมาหาอลงกรณ์ที่เมืองไทยบ่อยๆ จนกระทั่งลิซ่าตั้งท้องอ่อนๆ หล่อนจึงบินมาเมืองไทยและบอกข่าวดีนี้กับอลงกรณ์ ผู้ชายที่หล่อนคิดมาเสมอว่าเป็นคนแสนดี และเป็นสุภาพบุรุษ แต่ใครจะรู้เล่าว่าคำแรกที่เล็ดลอดออกมาจากปากของเขาคืออะไร
‘คุณป้องกันยังไงถึงท้องขึ้นมาได้’
แต่คำนั้นยังไม่ทำให้มารดาของเขาเจ็บปวดมากเท่ากับคำต่อมา
‘ผมไม่มั่นใจว่านั่นใช่ลูกของผมหรือเปล่า’
มารดาเล่าให้ฟังว่าตัวเองร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายสายตาของใคร แต่อลงกรณ์ก็ยังคงไม่หยุดพูดในสิ่งน่าสะอิดสะเอียนนั้นแม้แต่น้อย
‘คุณไปเอาเด็กออกซะ’
แม่ของเขาปฏิเสธที่จะทำร้ายเด็กในท้อง พร้อมกับวิงวอนอลงกรณ์อีกครั้ง เพราะคาดหวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจ แต่ไม่ใช่เลย
‘ผมกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณแม่เลือกเอาไว้ให้ ดังนั้นต่อให้เด็กในท้องเป็นลูกของผมจริงๆ ผมก็ไม่มีทางรับผิดชอบได้ คุณเข้าใจผมนะ ลิซ่า’
แม่ของเขาร่ำไห้ราวกับคนบ้าเพราะเสียใจและผิดหวังกับผู้ชายที่เคยคิดมาตลอดว่าเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ
‘สักวันคุณจะต้องเสียใจ’
และนั่นก็เป็นคำพูดสุดท้ายที่แม่ของเขาพูดกับอลงกรณ์ หรือก็คือบิดาแท้ๆ ของเขานั่นเอง จากนั้นมารดาก็อุ้มท้องพาเขากลับมาอยู่กับครอบครัวที่บ้านเกิดเมืองนอน โดยไร้เงาของผู้เป็นบิดา
แม่เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่บินกลับมาที่อเมริกา แม่ก็ไม่ได้สนใจข่าวคราวใดๆ ของบิดาอีกเลย แต่กระนั้นก็ยังได้ข่าวเข้าหูมาเรื่อยๆ
พ่อแต่งงานกับผู้หญิงที่ครอบครัวเลือกให้ แต่หลังจากแต่งงานไปแล้ว พ่อก็ยังไม่หยุดนิสัยเจ้าชู้ ทำให้ครอบครัวพังพินาศ และสุดท้ายพ่อก็ต้องหย่ากับเมีย และออกมาใช้ชีวิตพ่อหม้ายเต็มตัวยาวนานหลายสิบปี ก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ
ความจริงเขาไม่เคยสนใจข่าวคราวใดๆ ของบิดามาก่อน แค่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คือพ่อของตัวเองเท่านั้น แต่การที่เขาเดินทางมาร่วมงานศพของท่าน ก็เพราะว่าเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของแม่นั่นเอง
‘ให้อภัยพ่อนะอัค... จะได้หมดเวรหมดกรรมกันชาตินี้ ทำเพื่อแม่นะอัค’
แม่ของเขาขอร้องเอาไว้ก่อนที่จะสิ้นใจ เขารับปากท่าน และแน่นอนว่าก็ต้องทำตามคำสั่งเสียของท่านให้สำเร็จ
“ย่าสบายดี”
เพ็ญแขมองบุรุษสูงใหญ่ตรงหน้าด้วยความตื้นตันใจ เพราะหลังจากที่หล่อนรู้ความลับจากอลงกรณ์ว่าเขาไปทำผู้หญิงต่างชาติตั้งท้อง หล่อนก็ติดต่อไปยังลิซ่า และแอบบินไปเยี่ยมหลานชายเงียบๆ อยู่หลายครั้ง โดยที่อลงกรณ์เองก็ไม่ล่วงรู้
“แล้วนี่ย่าเพ็ญกลับกับใครครับ”
“เดี๋ยวย่ากลับกับคะน้าน่ะ”
“คะน้า?”
อัคราทวนคำตอบของหญิงสูงวัยตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
“ชื่อคนใช่ไหมครับย่าเพ็ญ”
หญิงสูงวัยระบายยิ้มบางๆ จนเห็นฟันปลอมแทบทุกซีกในปาก
“ใช่น่ะสิพ่ออัค ชื่อของพยาบาลส่วนตัวของพ่อเรานั่นแหละ”
“หึ พยาบาลส่วนตัวหรือว่า...”
“ไม่เอานะพ่ออัค ไหนๆ พ่อเราเขาก็จากไปแล้ว ย่าอยากให้อัคอโหสิให้กับเขา จะได้ไม่เป็นบาปเป็นกรรมติดตัวกันต่อไปน่ะ” ย่าเพ็ญรู้ดีว่าอัคราจะพูดอะไร จึงรีบแย้งเอาไว้
สีหน้าของอัคราเคร่งเครียดขึ้น เขาขบฟันแน่น จนสันกรามนูนเป่ง
“ผมอโหสิให้เขานานแล้วครับ”
“ดีมากพ่ออัค ยังไงซะเขาก็เป็นพ่อของเรา ถึงเขาจะไม่ได้เลี้ยงดูเราเลยก็ตาม”
ชายหนุ่มขบกรามแน่น พยายามข่มโทสะ และก็เป็นจังหวะเดียวกันที่มีผู้หญิงในชุดสีดำสนิท หน้าตาจืดชืด ซึ่งก็เป็นคนเดียวกันกับคนที่จุดธูปส่งให้เขาที่หน้าโลงศพของบิดาเดินเข้ามาหยุดข้างๆ ร่างของย่าเพ็ญ
“อ้าว คะน้า มาตามย่ากลับบ้านใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ คุณย่า”
อัคราจ้องดวงหน้าขาวซีดที่อมทุกข์ของผู้หญิงที่ใช้ชื่อผักที่เขาเกลียดที่สุดมาเป็นชื่อเล่นด้วยความดูแคลนเป็นที่สุด
ที่หน้าเศร้าแบบนี้ก็คงเพราะรู้ตัวว่ากำลังจะตกงานสินะ งาน... ที่ต้องทำบนเตียง
ชายหนุ่มกวาดตามองร่างบอบบางที่คล้ายกับจะปลิวไปกับสายลมอย่างขยะแขยง
“ย่ากำลังจะกลับเดี๋ยวนี้แหละ อ้อ... มาทำความรู้จักกับพ่ออัคเร็วเข้า”
ย่าเพ็ญนึกได้จึงรีบคว้าแขนเรียวเล็กของคีตยาดึงให้มาหยุดใกล้ยิ่งขึ้น ซึ่งมันก็คือตรงหน้าของอัคราพอดิบพอดี
ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองผู้ชายตัวสูงใหญ่ หล่อนสะดุดตากับเขาตั้งแต่ในศาลาวัดแล้ว แต่พอรู้ว่าเขาคือลูกชายของนายจ้างผู้ล่วงลับของตัวเอง จึงจำต้องหยุดความสนใจเอาไว้แค่นั้น เพราะเขาเกินเอื้อมสำหรับหล่อน
“นี่พ่ออัครา ลูกชายเพียงคนเดียวของพ่อกรณ์”
คีตยารีบยกมือขึ้นไหว้เขา และเปล่งคำพูดแผ่วเบาออกไปอย่างประหม่า
“สะ... หวัดดีค่ะคุณอัครา”
หล่อนแค่หวังว่าเขาจะระบายยิ้มให้ แค่ยิ้มตามมารยาทก็พอ แต่สิ่งที่หวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มันต่างกันเหลือเกิน
เขาไม่ได้ยิ้มให้กับหล่อน แถมยังมองหน้าด้วยสายตาเหยียดหยามดูแคลนอีกต่างหาก เขาทำให้หล่อนรู้สึกคล้ายกับตัวเองเป็นเศษขยะที่กำลังจะถูกฝ่าเท้าใหญ่ของเขาเหยียบขยี้
“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ หน้าที่เมียเก็บ... อ้อ ไม่ใช่สิ หน้าที่ผู้ดูแลคุณพ่อของฉันเธอหมดลงแล้ว เธอคงจะต้องย้ายข้าวย้ายของออกไปในเร็วๆ นี้ใช่ไหม”
หล่อนหน้าชาดิก กลีบปากอิ่มสั่นระริก และคาดไม่ถึงเลยว่าคำพูดจาดูแคลนแบบนี้จะเล็ดลอดออกมาจากผู้ชายหน้าตาราวกับเทพบุตรได้
“เอ่อ... ฉันไม่ใช่...”
“ไม่ต้องมาปฏิเสธหรอกน่า รู้ๆ กันอยู่ แต่ว่าเธอมีที่ไปแล้วใช่ไหม”
เขายังคงเชือดเฉือนหล่อนด้วยวาจาดูแคลนเช่นเดิม
หล่อนต้องใช้ความเข้มแข็งมากมาย เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
“อย่าไปว่าหนูคะน้าแบบนี้สิพ่ออัค มันไม่มีอะไรอย่างที่คิดหรอก”
ย่าเพ็ญอยู่เฉยไม่ได้ เพราะเห็นสีหน้าของคีตยากำลังย่ำแย่
“ผมพูดความจริงครับ”
“สิ่งที่พ่ออัคคิดน่ะ มันไม่มีอะไรตรงกับความเป็นจริงแม้แต่นิดเดียว ย่ายืนยันได้”
แม้ย่าเพ็ญจะกางปีกปกป้องคีตยาขนาดนั้น แต่อัคราก็ยังไม่ยอมมองหญิงสาวในแง่ดีแม้แต่น้อย
“เอาจริงๆ นะครับ ผมไม่สนใจหรอกว่าผู้หญิงคนนี้จะอยู่กับคุณพ่อในฐานะอะไร เพราะหน้าที่ของผมคือมาเคารพศพเท่านั้น และก็จะกลับ...”
“พ่ออัคต้องอยู่จนกว่าพินัยกรรมจะเปิดนะลูก ไม่อย่างนั้นพ่อของลูกจะนอนตายตาไม่หลับ”
“ผมไม่อยากได้ทรัพย์สินอะไรของสัตตบุษย์หรอกครับ ไม่อยากได้แม้แต่ชิ้นเดียว” เขาย้ำชัดด้วยน้ำเสียงกระด้าง
“ย่ารู้ แต่ถือว่าย่าขอร้องนะพ่ออัค อยู่เมืองไทยจนกว่าจะถึงวันเปิดพินัยกรรมนะลูก”
อัคราอยากจะปฏิเสธออกไป แต่คำสั่งเสียของมารดาทำให้เขาต้องตอบรับ
“ก็ได้ครับ ถ้ามันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คุณพ่อนอนตายตาหลับ”
“ขอบใจมากนะพ่ออัค”
ย่าเพ็ญพูดออกมาน้ำตาซึมด้วยความปลื้มปิติดีใจที่อัคราไม่ขัดข้องที่จะอยู่ถึงวันเปิดพินัยกรรม
“ผมทำตามหน้าที่ครับ หน้าที่ลูกที่ดี แม้ว่าคุณพ่อจะไม่เคยต้องการให้ผมเกิดมาก็ตาม”
กรามแกร่งของอัคราขบกันแน่น
“ผมขอตัวก่อนนะครับย่าเพ็ญ”
“เดี๋ยวก่อนสิพ่ออัค”
“ย่าเพ็ญยังมีอะไรกับผมอีกหรือครับ”
ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมาถามด้วยน้ำเสียงกระด้าง ถือเนื้อถือตัว
“ไปค้างที่บ้านของเราเถอะ”
“ไม่ครับ”
“ถือว่าย่าขอร้องนะพ่ออัค”
ย่าเพ็ญเดินเข้าไปหยุดข้างๆ ตัวของอัคราอีกครั้ง และวางมือเหี่ยวย่นลงบนต้นแขนกำยำของหลานชาย ก่อนจะวิงวอนออกมาอีก
“เห็นแก่ยายแก่อย่างย่าสักครั้งนะพ่ออัค”
อัคราอยากจะใจแข็ง แต่สายตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาของย่าเพ็ญก็ทำให้เขาอดใจอ่อนไม่ได้ เขาถอนใจออกมาแรงๆ
“ก็ได้ครับ”
ย่าเพ็ญฉีกยิ้มอย่างดีใจ
“ขอบใจมากนะพ่ออัค”
“ผมทำเพราะมนุษยธรรมครับ”
เขาตอบห้วนๆ
“ผมจะขับรถตามหลังไปก็แล้วกันนะครับ”
เขาจำทางไปบ้านสัตตบุษย์ไม่ได้ เพราะครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาเดินทางไปที่นั่นก็คือเมื่อตอนที่เขาอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งมันก็ผ่านมาสิบปีแล้ว
“เดี๋ยวย่าให้หนูคะน้านั่งบอกทางให้พ่ออัคดีกว่า”
“เอ่อ...”
คีตยาหน้าตาซีดเผือดมากยิ่งขึ้น หล่อนกลัวที่จะอยู่ใกล้ผู้ชายปากร้ายอย่างอัคราเป็นที่สุด กลัวว่าเขาจะหักคอหล่อนจิ้มน้ำพริก
“ให้แม่นี่นั่งไปข้างๆ ผมหรือครับ”
เขายิ้มเยาะหยัน
“แค่คิดก็จะอ้วกแล้ว”
“พ่ออัคก็พูดไป หนูคะน้าเป็นเด็กดีนะ”
เขามองหล่อนด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะพูดออกมาอีก
“ผมขับตามหลังไปน่ะดีแล้วครับ”
“มันมืดแล้ว และก็ทางคดเคี้ยวด้วย ย่าไม่อยากให้พ่ออัคหลงทางน่ะ ให้หนูคะน้านั่งบอกทางไปข้างๆ น่ะดีแล้ว เชื่อย่าเถอะ”
“คุณย่าคะ คือคะน้า...”
คีตยาก็จะคัดค้างเช่นกัน แต่ย่าเพ็ญทำเป็นไม่สนใจ
“ตามนี้นะพ่ออัค”
หล่อนเห็นอัคราตีสีหน้าไม่พอใจ แต่สักพักเขาก็ตอบตกลงออกมาซะอย่างนั้น
“ก็ได้ครับ”
ย่าเพ็ญยิ้มอย่างพึงพอใจ ในขณะที่หล่อนหน้าซีดเผือดราวกับไก่ต้ม
หล่อนไม่อยากอยู่ใกล้ๆ อัคราเลย เพราะเขาแสดงออกให้รู้อย่างชัดเจนว่า เกลียดชังหล่อน ขยะแขยงหล่อน
คีตยาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว อุ้งมือเล็กของหล่อนชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ย่าเพ็ญหันมาหาหล่อน และคว้ามือของหล่อนไปกุมเอาไว้
“บอกทางพี่เขาดีๆ นะหนูคะน้า”
“เอ่อ...”
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูของผู้หญิงสูงวัยตรงหน้า ทำให้หล่อนต้องตอบรับอย่างไม่มีทางเลือก
“ค่ะ คุณย่า”
“งั้นย่าไปก่อนนะ แล้วเจอกันที่บ้านสัตตบุษย์นะพ่ออัค”
“ครับ ย่าเพ็ญ”
ร่างผ่ายผอมของหญิงสูงวัยที่ยังแข็งแรงอยู่เดินหายเข้าไปในศาลาวัดอีกครั้ง ในขณะที่หล่อนต้องเผชิญหน้ากับอัคราเพียงลำพังที่เดิม
หล่อนยืนนิ่งเม้มปากแน่น และเอาแต่ก้มลงมองพื้นดินราวกับกำลังหาลายแทงสมบัติ
อัคราหรี่ตาแคบมองสตรีตรงหน้าอย่างหมั่นไส้ระคนขยะแขยง
“อยากจะเตือนเอาไว้สักหน่อยนะ ก่อนที่จะนั่งรถไปด้วยกัน”
หล่อนจำต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากจะเสียมารยาท
ดวงตาสีเข้มของผู้ชายตัวโตตรงหน้าทำให้หล่อนสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เขาเข้าใจว่าหล่อนเป็นเมียเก็บของอลงกรณ์ และก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมเข้าใจถูกเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ช่างเถอะ เขาจะเข้าใจยังไงก็ช่าง ในเมื่อหล่อนกับเขาจะไม่ได้พบกันอีก หลังจากงานศพของอลงกรณ์เสร็จสิ้น
“ฉันไม่ใช่ผู้ชายที่ในหัวมีแต่เซ็กซ์เหมือนคุณพ่อ ดังนั้นอย่าคิดจะอ่อยฉันเด็ดขาด”
นี่เขาคิดแบบนี้ได้ยังไงกัน?
“ค่ะ”
“เข้าใจอะไรง่ายๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว”
เขายิ้มเยาะ ก่อนจะก้าวยาวๆ เดินตรงไปยังรถหรูคันหนึ่งที่จอดอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก หล่อนก้าวตามไปด้วยความไม่สบายใจ
เมื่อมาถึงรถคันงาม เขาก็ก้าวขึ้นไปบนรถ ในขณะที่หล่อนเลือกที่จะเปิดประตูเบาะหลังเพื่อที่จะขึ้นไปนั่ง แต่เสียงกระด้างของอัคราดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“มานั่งข้างหน้า ฉันไม่ใช่คนขับรถของเธอ”
หล่อนจำต้องดันประตูบานที่บานค้างเอาไว้ให้ปิดสนิทลง และเดินมาเปิดประตูรถฝั่งข้างๆ กับคนขับ พร้อมกับก้าวขึ้นไปนั่งคู่กับเขา
หล่อนรู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังถูกจับโยนลงไปในขุมนรก ไอร้อนจากผู้ชายข้างตัวแทบจะแผดเผาร่างเล็กให้มอดไหม้เป็นจุล
“คาดเบลล์เสียด้วย”
“ค่ะ”
หล่อนตอบรับสั้นๆ ก่อนจะทำตามที่เขาสั่งอย่างว่าง่าย
บรรยากาศในรถช่างเงียบสงัด ไร้เสียงสนทนา จนทำให้อดหวาดกลัวไม่ได้ว่าเขาอาจจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจสาว
หล่อนภาวนาให้เดินทางถึงบ้านสัตตบุษย์โดยเร็ว ให้ถึงก่อนที่หล่อนจะหัวใจวายตายคารถหรูคันนี้ `
แต่แล้วผู้ชายที่นั่งเงียบราวกับเป็นใบ้ก็พูดขึ้นมา แต่คำพูดมันช่างทำร้ายกันเหลือเกิน
“เป็นเมียเก็บพ่อฉันมากี่ปีล่ะ”
หล่อนแทบจะสำลักน้ำลายตายเสียให้ได้ หันขวับมามองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดนี้จะดังออกมาจากปากของเขาจริงๆ
“คุณกำลังเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ”
หล่อนแย้งออกไปเสียงเรียบ และไม่คิดจะพูดอะไรอีก เพราะไม่อยากจะทะเลาะด้วย แต่เขาก็ยังเหยียดหยามประณามหล่อนไม่หยุด
“อย่ามาปฏิเสธเลยน้า ฉันรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร”
“แต่สิ่งที่คุณคิดว่าตัวเองรู้ กับความจริงมันอาจจะไม่ตรงกันเสมอไปก็ได้นะคะ”
“งั้นเธอก็กำลังจะบอกฉันว่า เธอเป็นแค่พยาบาลส่วนตัวของคุณพ่อ ทำหน้าที่แค่ดูแลสุขภาพของท่าน ไม่เกี่ยวกับเรื่องบนเตียง ใช่ไหม”
น้ำเสียงของเขายียวน และช่างปลุกเร้าโทสะของหล่อนมากมายนัก
“ใช่ค่ะ ฉันเป็นแค่นางพยาบาลของท่าน”
“หึ แต่ฉันไม่เชื่อ”
“นั่นมันก็เรื่องของคนใจแคบอย่างคุณค่ะ”
รถทั้งคันกระตุกแรงๆ เมื่อคนขับเหยียบเบรกกะทันหัน
เขาตวัดตามองหล่อนอย่างโมโห ปากหยักสวยของเขาบิดเบี้ยวด้วยความชิงชัง
“อย่ามาปากดีกับฉัน เพราะฉันฆ่าเธอได้จริงๆ”
“แล้วทีคุณละคะ ด่าว่าฉันตั้งมากมาย” หล่อนโต้แย้งด้วยความอัดอั้นตันใจ
“นั่นเป็นเพราะฉันพูดความจริงต่างหาก”
“นี่ฉันก็พูดความจริงเหมือนกันค่ะ”
สองคนจ้องหน้ากันท่ามกลางความมืด ก่อนที่คีตยาจะเป็นฝ่ายหลบตาก่อน
“เอาเป็นว่าฉันขอโทษก็แล้วกันค่ะ”
ในที่สุดหล่อนก็ยอมเป็นฝ่ายผิดเพื่อที่จะจบปัญหาทุกอย่างลง
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก นอกจากมองหล่อนด้วยสายตาชิงชังขยะแขยง จากนั้นก็ขับรถต่อไปด้วยความเร็วสูง
คีตยาน้ำตาซึม อัปยศอดสูกับสิ่งที่ถูกตราหน้าเป็นที่สุด แต่หล่อนคงห้ามความคิดใครไม่ได้หรอก เขาอยากจะคิดยังไงก็ช่าง ในเมื่ออีกแค่ไม่กี่วัน หล่อนก็จะเดินออกไปจากบ้านสัตตบุษย์แล้ว