แคว้นต้าซ่ง
ณ คฤหาสน์สกุลจิน ท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุแทบจะลวกผิว เด็กน้อยวัยสิบขวบถูกมือใหญ่อุดปากของเขาเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้เปล่งเสียงร้องออกมา
ในอากาศบัดนี้ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นโลหิตอันเข้มข้น เบื้องหน้าของเด็กน้อยคือผู้คนที่นอนระเนระนาดจมกองเลือดอยู่บนพื้น
คนที่ตายพวกนั้นล้วนเป็นบ่าวรับใช้ในคฤหาสน์ หยดน้ำตาของเด็กน้อยไหลลงมาราวกับไข่มุกที่ขาดสาย เมื่อเห็นคนสองคนกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น และมีบุรุษหนุ่มในอาภรณ์ผ้าไหมคนหนึ่งกำลังเงื้อดาบขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
หัวใจของเขาหล่นวูบยังได้กลิ่นอายเยือกเย็นของความตายโชยเข้าจมูก
เด็กน้อยพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตนเองพ้นจากแขนแข็งแรงของบ่าวรับใช้ที่กำลังกดร่างของเขาเอาไว้ไม่ให้ไปช่วยคนทั้งสอง
เขาเห็นคนสองคนนั้นถูกสังหารคาตา!
เขาเปล่งเสียงร้องออกมาสุดเสียงด้วยความรู้สึกราวกับคนหัวใจแตกสลาย ทว่าเสียงของเขานั้นกลับคล้ายหายไปตามสายลม
ทรมานยิ่ง ความรู้สึกนี้ ช่างทรมานยิ่งนัก!
มือเรียวเล็กขาวราวหยกของเฉินลี่จูกำลังเขย่าตัวของบุรุษที่นอนเคียงข้างตนเองอย่างแรง หลังจากเขาส่งเสียงในลำคอคล้ายจะทรมานร่างกายสั่นระริก จนทำให้นางตื่นขึ้นมากลางดึก
“นายท่านเจ้าคะ นายท่าน นายท่าน ตื่นเจ้าค่ะ!”
เสียงปลุกของหญิงสาวเรียกเขาให้ตื่นจากฝันร้ายที่เกาะกินจิตใจของเขามานานหลายปี
เหวินเทียนเฟยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะขานรับ
“ข้าตื่นแล้ว”
สุ้มเสียงห่วงใยเอ่ยแผ่วเบา
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม”
เหงื่อเม็ดโตผุดออกมาเต็มหน้าผาก มือเรียวคว้าผ้าผืนเล็กที่เตรียมเอาไว้ใกล้ ๆ ช่วยซับเหงื่อให้เขาเบา ๆ
แม้จะอยู่ในความมืดนางก็รู้ว่าเขามีอาการเช่นใด นั่นเพราะนางปรนนิบัติเขามาเป็นเวลาถึงสี่ปีแล้วจึงเข้าใจอาการของบุรุษผู้นี้ทุกอย่าง
เขาเป็นโรคนอนฝันร้าย แม้จะไม่เป็นเช่นนี้ทุกคืนแต่สามในเจ็ดวันต้องเกิดอาการนี้ครั้งหนึ่ง
นางรู้จากท่านหมอว่าเขาป่วยเป็นทางใจที่ไม่อาจรักษาหายเพราะบางสิ่งบางอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดรู้ มีเพียงต้องสืบหาต้นตอความเจ็บแค้นนี้และคลี่คลายมันเสียจึงจะทำให้เขาสงบลงได้
ทว่านางก็ไม่เคยรู้ว่าต้นตอของเรื่องคือสิ่งใด นายท่านมิใช่คนที่จะเผยความในใจของตนให้ผู้ใดรู้ได้ง่าย ๆ
แม้กระทั่งนางที่เป็นสตรีอุ่นเตียงของเขาตั้งแต่พ้นวัยปักปิ่นเขาก็ไม่เคยไว้ใจเล่าเรื่องที่ติดอยู่ในใจให้นางได้ฟัง
“ดื่มน้ำหน่อยนะเจ้าคะ”
“อืม”
เสียงตอบรับดูแหบโหย เขาคงคอแห้งและกระหายน้ำไม่น้อย
นางลุกขึ้นแล้วเดินไปจุดตะเกียงน้ำมันทำให้ภายในห้องที่มืดมิดมีแสงสว่างอบอุ่นขึ้นทันใด
เฉินลี่จูเดินมาที่โต๊ะรินน้ำใส่ถ้วยเล็กก่อนจะเดินกลับมาที่เตียง
นางส่งถ้วยน้ำให้เขา เหวินเฟยเทียนกลับเอ่ยว่า
“ป้อนข้า”
เฉินลี่จูไม่เอ่ยคำใด นางเพียงยกถ้วยจรดริมฝีปากตนเอง กักน้ำไว้ในอุ้งปากแล้วประทับริมฝีปากลงมาบนริมฝีปากหนานุ่มของชายหนุ่ม
เหวินเฟยเทียนอ้าปากรอเมื่อน้ำถูกปล่อยจากปากลงสู่ลำคอของเขาแล้วนางก็ผละออก
เขายังคงกระหาย
“เอาอีก”
นางทำเช่นเดิมซ้ำ ๆ จนน้ำหมดถ้วย คิดจะเดินไปเก็บถ้วยไว้บนโต๊ะดังเดิม แต่กลับถูกเขาดึงออกจากมือแล้วเขวี้ยงลงบนพื้นอย่างไม่แยแส
“จูเอ๋อร์ ข้าอยากผ่อนคลาย เจ้าช่วยข้า”
จากนั้นเขาก็กดร่างบางลงบนที่นอนนุ่ม ดึงชุดนอนตัวบางของนางออกด้วยมือเดียว
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาซบลงบนเต้าทรวงคู่งาม สองมือยกรวบเต้าทั้งสองข้างเข้าปากตนเอง
“อ้าขาของเจ้าออกแล้วเกี่ยวเอวของข้าเอาไว้”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย เฉินลี่จูจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“นายท่านยังกระหายน้ำอยู่หรือเจ้าคะ”
“ข้ามิได้กระหายน้ำ แต่ข้ากระหายเจ้า”
“อ้ะ”
เสียงครางแผ่วหวานดังขึ้นเมื่อริมฝีปากประทับเข้าที่ทรวงอกข้างหนึ่ง พร้อมทั้งดูดดึงมันเข้าสู่อุ้งปากจากนั้นก็ตวัดเลียผลอิงเถา[ ผลอิงเถา คือ เชอร์รี่]ที่อยู่บนยอดอกทั้งสองข้างสลับไปมา
“อื้อ นายท่าน ตรงนั้น ข้าเสียวเจ้าค่ะ”
ร่างกายซ่านสยิวและยังเปียกชุ่ม ริมฝีปากของเขาค่อนข้างร้อนระอุ ยามสัมผัสกับผิวเนื้ออ่อนทำให้นางรู้สึกราวกับถูกไฟลวก
ไฟนี้มิได้ทำให้นางเจ็บปวด แต่กลับทำให้นางรู้สึกทรมานด้วยความเสียวซ่านจับใจ
ใบหน้างดงามปนเย้ายวนในยามที่ถูกเขาสัมผัสยิ่งกระตุ้นอารมณ์ของเหวินเทียนเฟยอย่างรุนแรง
“จูเอ๋อร์ของข้าเสียวหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“ข้าชอบที่เจ้าบอกความต้องการตรง ๆ ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกเสียวมากขึ้นกว่านี้”
เพื่อลบความรู้สึกหวาดกลัวและเจ็บปวดในหัวใจที่ฝังแน่น ทุกครั้งที่ฝันร้ายเขามักจะใช้ร่างกายของเฉินลี่จูในการปลุกปลอบตนเอง
นางทำให้เขาเสียวซ่านและมีความสุขจนลืมเรื่องเลวร้ายที่ฝังแน่นอยู่ในใจมาเนิ่นนาน
แม้จะเพียงชั่วครู่ก็ยังดี
ปลายลิ้นของเขาตวัดเลียถี่ขึ้น นางร้องครางพร้อมแอ่นอกให้เขากลืนกินได้ถนัด ร่องรักของนางเปียกชุ่มในขณะที่แท่งหยกของเขาไถครูดบริเวณปากทางรักให้ได้เสียว
มือของเขาลูบไล้ไปทั่วร่างงามขาวผ่อง สัมผัสกับความเนียนนุ่มมือในขณะที่ปากยังประกบทาบเคล้าคลึงดูดดึงเต้าของนางไม่หยุด
ฝ่ามือเรียวแทรกเข้าไปในเรือนผมดำราวเส้นไหมของเขา
“อืม นายท่านเจ้าขา อ้ะ”
“สองเต้าของเจ้าทั้งอวบทั้งนุ่มเนียนมือยิ่งนัก ข้าชอบคลึงมากรู้หรือไม่”
เขาพรมจูบไปทั่วสองเต้า ก้อนเนื้อขาวยังอยู่ในปาก ทั้งดูดดุนตวัดเลียจนเกิดเสียงดัง
นิ้วของเขาไล้ต่ำลงไปเบื้องล่าง พานพบความชุ่มฉ่ำของน้ำหวานที่ไหลออกมาเป็นสาย
“อุ้ย นายท่าน”
นางร้องซี้ดออกมาเมื่อนิ้วของเขาไล้คลึงที่ติ่งกระสัน ใช้นิ้วหัวแม่มือกดคลึงวนที่ตรงนั้นแล้วแทรกนิ้วเรียวเข้าไปในร่องรักทั้งขยี้ติ่งไตเร็วขึ้น
“อ้า ซี้ด”
เฉินลี่จูครางกระสันเสียวซ่าน ช่องทางคับแคบกำลังดูดดึงนิ้วของเขาเอาไว้
เขากระแทกนิ้วเรียวเข้าออกร่องหวาน ขยับมาจุมพิตริมฝีปากของนางอย่างหิวกระหาย
ในยามที่ลิ้นแทรกเข้าไปสัมผัสกับลิ้นนุ่มนิ่มเขาก็สอดแท่งหยกเข้าไปในร่องหวานล่วงล้ำเข้าไปในกายของนางเช่นกัน
“อ้ะ อื้อ เสียวเจ้าค่ะ”
นางหอบหายใจแรงขึ้น ในยามที่เขาขยับสะโพกนางถึงกับกรีดเล็บจิกแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกซ่านใจ
สองแขนของนางกอดเขาเอาไว้แน่น ทั้งลูบไล้สำรวจแผ่นหลังกว้างงดงาม
มือทั้งสองข้างของเขายังคงเฟ้นฟอนบีบคลึง เรียวขาที่โอบรัดรอบร่างของเขาขาวผ่องประดุจสีของหิมะ ใบหน้างามแดงก่ำยั่วเย้า
นางคือโฉมงามที่กำลังร้องครางอยู่ใต้ร่างของเขา
ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ยิ่งทำให้เขาบังเกิดความคึกคักและต้องการ เขาขยับสะโพกเร็วขึ้นกระแทกเร็วจนร่างบางสั่นสะท้าน
ปากของเขาประกบลงมาบนดูดกลืนเต้าถันของนางอีกครั้ง นางเกร็งร่างไปทั้งตัวและกรีดร้องออกมาด้วยความเสียวซ่านเมื่อเสร็จสม
เหวินเฟยเทียนแทบขาดใจเมื่อร่างกายของนางกำลังบีบรัดเขาและตอดกระตุกอย่างรุนแรง
ริมฝีปากยังจูบเคล้าคลึงที่ปลายถัน
“อืม ข้างในของจูเอ๋อร์ช่างดีเหลือเกิน”
เขาครางกระเส่าพร้อมกับเสียงลมหายใจที่พ่นออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อดันแท่งหยกเข้าไปร่องสวาทของนางก็ครูดก้อนเนื้อกับโพรงหวานขยับเข้าออกอย่างรุนแรง เหวินเฟยเทียนร้องครางออกมาเมื่อน้ำรักฉีดพ่นเข้าไปในกายของนาง
นิ้วเรียวยังคงลูบไปตามแผ่นหลังแกร่งของ เมื่อเหวินเฟยเทียนเสร็จสมแล้ว เขายังคงกดแก่นกายไว้ในร่องรักของนางไม่ยอมคลายออก จากนั้นจึงพลิกกายให้นางทาบทับอยู่บนอกของเขา
มือใหญ่ลูบแผ่นหลังเล็กบอบบาง เต้าของนางที่กดอยู่กลางหน้าอกของเขาล้นออกมาด้านข้าง ให้ความรู้สึกเหมือนเต้าหู้นุ่มนิ่มก้อนหนึ่งที่คลึงอยู่ตรงนี้
เขาเริ่มลูบไล้นางอีกครั้ง
“ครานี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าควบขี่ ทำให้ข้าปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง”
“เจ้าค่ะ”
เฉินลี่จูถูกเขาเคี่ยวกรำจนกระทั่งเกือบย่ำรุ่ง ร่างกายของนางเต็มไปด้วยร่องรอยที่เขาฝากเอาไว้
นางทำความสะอาดร่างกายให้เขาก่อนจึงหันมาเช็ดเนื้อตัวตนเอง บริเวณอ่อนไหวนั้นยังคงเต้นตุบ ๆ แม้ว่านางจะเสร็จสมไปหลายครั้งแล้ว
เหวินเฟยเทียนยามนี้ไม่ได้ใส่ใจนางอีก หลังจากปลดปล่อยน้ำรักจนรู้สึกสบายตัวและจิตใจสงบเขาก็หลับไปในทันใด
นางห่มผ้าให้เขาก่อนจะสอดกายเข้าไปในนั้น ใช้แขนของเขาเป็นหมอนหนุน มือข้างหนึ่งทาบไปบนอกแกร่ง สัมผัสหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะของเขาจนกระทั่งหลับไป
“พวกเจ้าจะยอมออกไปดี ๆ หรือว่าต้องเจ็บตัวก่อน”
บุรุษร่างสูงใบหน้าเหี้ยมเกรียมนับสิบคนใช้ไม้ตีเข้าไปที่แจกันใหญ่ในร้านขายแป้งชาดแห่งหนึ่งจนแจกันแตกกระจาย
ข้าวของในร้านพังเสียหายยับเยิน หญิงชราในอาภรณ์สีม่วงอ่อนร่ำไห้พร้อมกับกอดร่างของแม่นางน้อยที่มีอายุราวสิบหกปีเอาไว้แน่น
บุรุษในอาภรณ์ผ้าไหมสีดำอายุราวสามสิบกว่าผู้หนึ่งถูกทำร้ายนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ศีรษะของเขายังมีเลือดไหลออกมาคาดว่าบริเวณนั้นคงถูกตีจนแตกร้าว
แต่เขากลับยังไม่ตายและยังมีสติ
“อย่าทำท่านแม่ของข้า อย่าทำร้ายบุตรสาวของข้า ข้าขอร้องพวกท่าน ปล่อยพวกนางไปเถิด”
แม้จะลุกขึ้นอ้อนวอนเขาก็ไม่อาจลุกขึ้นไหว ได้แต่เปล่งเสียงแหบแห้งขอร้องคนพวกนั้น
เสียงหัวเราะขบขันของคนผู้หนึ่งพลันดังขึ้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าเถ้าแก่ซวงจะยอมนอนราบไปกับพื้นเพื่ออ้อนวอนข้าผู้นี้”
บุรุษร่างสูงในอาภรณ์ไหมสีเทาแกมดำโผล่ใบหน้าขาวผ่องของเขาออกมาจากความมืด
คนผู้นี้ในยามปกติเถ้าแก่ซวงย่อมมองว่าเขาคือบุรุษรูปงาม ทว่าบัดนี้เขากลับรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชที่กำลังจะมาพรากชีวิตของตน
เก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งแต่เดิมล้มลงไปบนพื้นถูกบ่าวของบุรุษผู้นั้นยกขึ้นมาพร้อมกับปัดฝุ่นออกจนสะอาด
บุรุษร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้นั้น ข้างกายของเขามีผู้คุ้มกันที่วรยุทธ์หาผู้ใดเปรียบใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาท่าทางดุดันนามซูมิ่งติดตามไม่ห่าง
เหวินเฟยเทียนวางแขนทั้งสองข้างลงบนหน้าขาของตนเองแล้วโน้มกายลงมาบุรุษผู้นั้นที่นอนอยู่บนพื้นเอ่ยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“ว่าอย่างไรเล่า เถ้าแก่ซวง ตามสัญญาที่ท่านลงลายมือชื่อในการกู้ยืมเงินจากข้า ยามนี้ท่านยังไม่คืนให้ข้าแม้แต่อีแปะเดียว เช่นนี้ร้านของท่านก็ต้องตกเป็นของข้าตามสัญญาแล้ว ยังดื้อรั้นไม่ยอมย้ายออก จะให้ข้าทำเช่นไรอีก”
เด็กสาวผู้ที่กำลังกอดหญิงชราไว้ได้ยินดังนั้นถึงกับกระโดดออกมาถ่มน้ำลายรดใบหน้าของเขา ทั้งร้องไห้ทั้งชี้หน้าด่าเขาด้วยความโกรธแค้น
“ถุ้ย เหวินเฟยเทียน หากเจ้าไม่บีบคั้นท่านพ่อของข้า คิดดอกเบี้ยสูงเช่นนั้นท่านพ่อของข้าก็ยังมีทางออก แต่เป็นเพราะเจ้าให้เวลาที่น้อย ยังคิดดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ผู้ใดจะหาเงินมาให้เจ้าได้ทัน เจ้ามันคนหน้าเนื้อใจเสือ คนสารเลว”
เหวินเฟยเทียนดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหน้าของตนเอง เขาลุกขึ้นแล้วจ้องหน้าของเด็กสาวด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
เด็กสาวถอยหลังช้า ๆ ด้วยความหวาดกลัว
“จะ เจ้าคิดจะทำอะไร”
“กลัวด้วยหรือ ข้าเหวินเฟยเทียนมีสิ่งใดน่ากลัวกัน”
สาวน้อยคิดวิ่งหลบหนีทว่าช้ากว่ามือของเหวินเฟยเทียนไปมาก เขาคว้าลำคอหมับเข้าที่ลำคอของเด็กสาวแล้วออกแรงบีบไม่หนักไม่เบา
แต่นั่นก็เพียงพอให้เด็กสาวรู้สึกหายใจลำบาก นางหวาดกลัวจนร่างกายแข็งค้างไม่กล้าแม้แต่จะขยับ
“ไม่ปากเก่งแล้วหรือ เจ้าหาว่าข้าชั่วช้าหรือ อืม ก็ถูก แต่ว่าเรื่องราวย่อมมีเหตุผล ข้าอยู่ของข้าดี ๆ เป็นบิดาของเจ้ามิใช่หรือที่วิ่งมาคุกเข่าขอความช่วยเหลือทั้งยังตกปากยอมรับดอกเบี้ยที่ข้าเสนอ อ้ะ เขาว่าอย่างไรนะ ซูมิ่งเจ้าลองกล่าวทบทวนให้นางฟังหน่อยสิ”
ซูมิ่งกล่าวช้า ๆ น้ำเสียงราบเรียบยิ่ง
“เขาบอกว่าขอเพียงยอมให้เขายืมเงิน ไม่ว่าดอกเบี้ยเท่าไหร่เขายินดีหามาให้ขอรับ”
“หึ ได้ยินหรือไม่ เขายังยินดีจ่ายดอกเบี้ยด้วยตัวเอง ข้ามิได้ขู่บังคับเขาแม้แต่น้อย”
สาวน้อยน้ำตาไหลพราก นางไม่ยอมแพ้
“เหวินเฟยเทียนเป็นเจ้าที่กดดันท่านพ่อ เหวินเฟยเทียนเจ้ามันสารเลว”
แรงบีบของเหวินเฟยเทียนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเด็กสาวถูกรัดที่ลำคอแน่นขึ้นลมหายใจก็ติดขัด ดวงตาเหลือกถลน สองมือน้อยจับมือของเหวินเฟยเทียนเอาไว้แล้วพยายามดึงมือของเขาออก ทั้งร้องให้เขาปล่อยตน
“ปล่อยข้า ปล่อยข้านะ”
ท่านย่าของนางกรีดร้อง คิดเข้ามาช่วยหลานสาวแต่กลับถูกซูมิ่งตีเข้าที่จุดสลบของผู้ชรา ทำให้นางหมดสติไปทันใด
บุรุษผู้นั้นพยายามลุกขึ้นลากสังขารที่ถูกตีจนขาทั้งสองข้างหักทั้งดิ้นรนไปช่วยบุตรสาว
“นายท่าน ได้โปรด ปล่อยบุตรสาวของข้า ปล่อยนางเถิด ได้โปรด”
“ข้าไม่คิดจะทำอะไรนางสักหน่อย ท่านตระหนกเกินไปแล้ว”
เหวินเฟยเทียนปล่อยร่างของเด็กสาว เข่าของเด็กน้อยทรุดลงทันใด บิดารีบเอ่ยถาม
“เจ้าเจ็บหรือไม่ เจ็บหรือไม่”
เด็กสาวตัวสั่น ร้องไห้อย่างน่าเวทนาถูกเหวินเฟยเทียนบีบคอเช่นนั้นทำให้นางขวัญเสียและหวาดกลัว
“ทะ ท่านพ่อ ท่านย่า ฮือ ฮือ”
เหวินเฟยเทียนหัวเราะหยัน
“ไม่ต้องห่วง ท่านย่าของเจ้ายังสบายดี ข้าเหวินเฟยเทียนเป็นผู้ใจบุญย่อมไม่ทำร้ายคนชรา แต่หากโดนบีบคั้นก็อย่าหาว่าข้าแล้งน้ำใจ”
สายตาเย็นเยียบจ้องมองมายังเถ้าแก่ซวง เขาไร้หนทางต่อสู้แล้ว หากยังดึงดันต่อไปเขาอาจจะปกป้องครอบครัวเอาไว้ไม่ได้
“เช่นนั้นข้ายอมแล้ว ยกให้ท่าน ยกร้านนี้ให้ท่านตามสัญญา ขอเพียงท่านยอมปล่อยพวกเราไป”
“เถ้าแก่ซวง ข้าคงปล่อยท่านไม่ได้ เพราะดอกเบี้ยยามนี้เกินราคาของร้านนี้แล้ว เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ร้านนี้เป็นของข้า ท่านเองก็เป็นคนของข้า ทำงานใช้หนี้ที่ติดค้างจนกว่าจะครบ เช่นนั้นท่านจึงจะไปได้”
“นี่ท่านจะไม่คิดให้ข้าลืมตาอ้าปากเลยหรือ”
เถ้าแก่ซวงย่อมมีทางรอดให้ตนเอง เขายังมีบ้านหลังหนึ่งอยู่ต่างเมือง คิดจะไปอาศัยอยู่ที่นั่นแล้วหาทางทำมาหากินอีกครา ทว่าบัดนี้กลับถูกเหวินเฟยเทียนรั้งเอาไว้เพื่อทำงานให้ตน
เขามองใบหน้าที่หวาดกลัวของบุตรสาว มองมารดาชราที่ถูกทำร้าย และตนเองในตอนนี้ก็ยังถูกทำร้ายจนบาดเจ็บเพียงนี้ เขาไม่อาจหนีรอดไปที่ใดได้ สุดท้ายจึงยอมจำนนแต่โดยดี
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าก็คือคนของท่านแล้ว”
เหวินเฟยเทียนหัวเราะชอบใจ
“เถ้าแก่ซวง หากท่านยินยอมตั้งแต่แรกก็คงไม่มีผู้ใดตกใจแล้ว เฮ้ย สาวน้อยเรื่องนี้เจ้าต้องโทษบิดาของเจ้า ไม่อาจโทษข้าได้จำไว้”
เถ้าแก่ซวงร่ำไห้
“ใช่แล้ว เรื่องนี้เป็นพ่อเองที่ผิด เป็นพ่อเอง”
เหวินเฟยเทียนสะบัดพัดที่อยู่ในมือให้คลี่ออกแล้วโบกเบา ๆ
“ท่านกลายเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย ๆ แล้วสินะ เช่นนี้ก็ดี ข้าให้เวลาท่านอีกเจ็ดวัน หลังจากนี้ข้าจะส่งผู้แทนของข้ามารับมอบร้านค้าจากท่านและกำหนดเงินเดือนให้ท่านดีหรือไม่”
“ได้ขอรับ ข้าน้อยยินดี”
เถ้าแก่ซวงเอ่ยด้วยน้ำตา ร้านแป้งชาดนี้เป็นร้านที่ท่านย่าของเขาเป็นคนริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา บัดนี้ส่งผ่านมาถึงรุ่นของเขากลับต้องมาพังทลายลงในมือตนเช่นนี้ทำให้เขาหัวใจแทบสลาย
แต่เขายังมีบุตรสาวและท่านแม่ที่แก่ชรา เขาไม่อาจฆ่าตัวตายและทิ้งคนทั้งสองเอาไว้เบื้องหลังได้
เหวินเฟยเทียนยิ้มกริ่ม พอใจเป็นอย่างยิ่งหลังจากที่เถ้าแก่ซวงยอมแพ้
“ว่าง่าย ๆแบบนี้ ข้าก็คงไม่ลงมือ เฮ้ย ไปกันเถิดซูมิ่ง ข้าอยากดื่มสุราเหมาไถร้อนแรงสักไหเพื่อแสดงความยินดีที่ได้ร่วมงานกับเถ้าแก่ซวงในครานี้”
“ขอรับ”
ทหารจากหน่วยพิทักษ์ราษฎรได้รับแจ้งเหตุว่ามีการทำร้ายคนที่ร้านขายแป้งชาดของเถ้าแก่ซวงจากชาวบ้านผู้หวังดี พวกเขาต่างไม่รอช้ารีบรุดมาช่วยเหลือ ทว่าช้าเกินไปเสียแล้วเพราะเมื่อมาถึงร้านขายแป้งชาดแห่งนี้ก็พังยับเยินไปแล้ว
“จับพวกมันไปให้หมด”
หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ราษฎรซึ่งเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำเอ่ยขึ้น คนของหน่วยพิทักษ์จึงจับกุมบุรุษที่มาหาเรื่องเหล่านั้นโดยที่พวกเขามิได้ขัดขืน
ทว่าเมื่อหัวหน้าหน่วยเห็นเหวินเฟยเทียนเดินออกมา เขากลับเอ่ยว่า
“เรื่องนี้มิได้เกี่ยวข้องกับหน่วยของเรา ปล่อยคนให้หมด”
เหวินเฟยเทียนประสานมือค้อมกายให้กับหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ผู้นั้น แน่นอนว่าย่อมเป็นคนที่เขาซื้อเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
ชาวบ้านที่มามุงดูอยู่ห่าง ๆ ล้วนประจักษ์ด้วยสายตาของตนเอง
ไม่ใช่เพียงเถ้าแก่ซวงเท่านั้นที่ถูกเหวินเฟยเทียนทำร้าย ก่อนหน้านี้ยังมีลูกหนี้ของเขาอีกหลายรายที่หาเงินมาใช้หนี้ให้เขาไม่ทันสุดท้ายต้องยอมยกร้านให้เขาเพื่อใช้หนี้เช่นนี้
เหวินเฟยเทียนจึงนับเป็นบุรุษที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้าที่ฉลาดเป็นกรด ด้านรูปโฉมเหนือสามัญ และความเป็นคนใจคอคับแคบเห็นเพียงผลประโยชน์ของตนเอง
คฤหาสน์เฟยเทียน
เฉินลี่จูในร่างเปลือยกำลังนวดคลึงผ่อนคลายไหล่ที่แข็งเกร็งให้กับเหวินเฟยเทียนอยู่บนเตียงภายในเรือนนอน ในยามที่มือนุ่มนิ่มของนางสัมผัสทำให้ความรู้สึกเคร่งเครียดที่ผ่านมาตลอดทั้งวันหายไปในพริบตา
“นายท่านเรื่องเถ้าแก่ซวงไยต้องลงมือหนักเช่นนั้นเจ้าคะ”
เหวินเฟยเทียนได้ยินชื่อของคนผู้นี้คล้ายจะอารมณ์เสียเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึม
“หากข้าไม่ทำเช่นนี้ทั้งแม่และบุตรสาวของเขาคงได้ตรอมใจตายไปแล้ว เจ้าไม่รู้หรือว่าเขากู้เงินข้าไปทำสิ่งใด”
เฉินลี่จูส่ายหน้า เหวินเฟยเทียนจับมือของนางแล้วดึงมาให้นั่งตักตนเอง
เฉินลี่จูเอนกายซบอกของเขาแล้วปล่อยให้มือซุกซนข้างหนึ่งลูบไล้เต้าถันของนางในขณะที่มือเรียวอีกข้างไล้ต่ำลงไปสัมผัสกลีบเกสรเบา ๆ
“อื้อ นายท่านบอกข้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่าเพิ่งทำเช่นนี้”
นางรู้สึกเสียวสยิวไปทั้งร่างจนขนกายลุกชัน
“เขามิได้กู้เงินไปใช้ในกิจการแต่อย่างใด แต่เขานำเงินไปเล่นพนัน คนผู้นั้นผีพนันเข้าสิงจนเกือบจะขายบุตรสาวกินแล้ว คนเช่นนั้นไม่สมควรถูกตีหรือ”
จมูกของเขาซุกไซร้ลงมาสัมผัสที่เนื้ออ่อนตรงซอกคอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่าออกมาเบาแล้วนางก็สัมผัสได้ถึงปลายลิ้นนุ่มที่ลามเลีย
อารมณ์ของเฉินลี่จูถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยพลัน แท่งหยกของเขาที่นางนั่งทับอยู่เริ่มแข็งชันกระทั่งแทงร่องก้นขาว
ยามนั้นที่เขายกร่างของนางขึ้นเล็กน้อยแล้วกดลงมาบนแท่งหยกขนาดใหญ่ เฉินลี่จูถูกจับให้อ้าขาออกกว้างกระทั่งกลีบเนื้อสองข้างของนางคาบแท่งหยกเอาไว้ตรงกลาง
“อ้ะ ซี้ด”
“จูเอ๋อร์คนดีพวกเราเลิกคุยถึงตาแก่ผู้นั้นเถิด ข้าหิวเจ้าอีกแล้วให้ข้ากินเจ้าอีกสักทีเถิด”
ระหว่างเอ่ยคำนี้ริมฝีปากของเขาก็กำลังครอบครองเต้าถันของนางอย่างเอร็ดอร่อย
“อื้อ นายท่านเจ้าขาเลียตรงนี้จูเอ๋อร์เสียวยิ่งนัก”
ดวงตาของเฉินลี่จูพร่ามัวแล้ว ยิ่งยามเขาตวัดปลายลิ้นรัวตรงยอดอกยิ่งทำให้นางเริ่มจะทนไม่ไหว ต้องการให้เขารุกเข้ามาภายในร่างของนางเสียที
“หากอยากเสียวกว่านี้ก็ขยับกลีบของเจ้าสิ ให้มันถูเข้ากับแก่นเนื้อของข้า น้ำหวานที่ไหลออกมาทำให้แท่งหยกของข้าฉ่ำแฉะทั้งลื่นไปทั่วลำ ยามที่เจ้าขยับรับรองว่าเจ้าจะเสียวจนอยากจะปลดปล่อยออกมา”
เขาสั่งนางเสียงแหบพร่าในยามที่ตะโบมจุมพิตที่เต้านมสลับไปมา
เฉินลี่จูเสียวสะท้าน จ้องมองกลีบดอกไม้สีแดงฉ่ำของตนที่บัดนี้เปียกชื้นกำลังคาบแท่งหยกสีแดงใหญ่อยู่ตรงกลาง จากนั้นจึงเริ่มขยับถูไถกลีบเนื้อเข้ากับแท่งหยกนั้นทั้งกดให้แนบชิดขึ้นลง พร้อมกับเปล่งเสียงครางหวานแผ่ว
“อื้อ เสียวเหลือเกินเจ้าค่ะ อื้อ ดียิ่งนัก”
นางครางไปถูไถติ่งเสียวให้ครูดไปกับแท่งลำไม่หยุด ภายในร่องรักเต้นตุบ ๆ ด้วยความเสียวซ่านน้ำหวานไหลเยิ้มออกมาอาบไปรอบแท่งยาว
บัดนี้คนทั้งสองต่างลืมเลือนเรื่องของผู้อื่นไปโดยสิ้นเชิง ภายใต้เสียงของตะเกียงพายุในเรือนนอน สองร่างเปลือยต่างผลัดกันเป็นฝ่ายควบคุมร่างกายของกันและกันพร้อมด้วยเสียงครางที่ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน