เด็กหญิงวัยสิบสามปีมองดูบ้านหลังใหญ่ที่มันใหญ่มากสำหรับเธอด้วยสายตาตื่นตะลึง มันใหญ่ยิ่งกว่าบ้านในละครไทยที่เธอเคยดูเสียอีก ใหญ่อย่างกับวังตามที่โบร่ำโบราณเปรียบเทียบ ไม่เพียงแค่ตัวบ้านเท่านั้นที่ใหญ่ บริเวณบ้านยังกว้างขวาง มีสนามหญ้าที่เธอคิดว่า เลี้ยงวัวเลี้ยงควายได้เป็นร้อยตัว มีต้นไม้น้อยใหญ่ปลูกรอบบ้าน ดอกไม้ที่เธอไม่รู้จักก็บานสะพรั่งตรงทางเดิน ไอรีณมองภาพที่ไม่เคยเห็นด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ยังมีอีกเรื่องที่ไอรีณตื่นเต้นไม่แพ้กันคือ นั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต เธอยังจำวินาทีที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิได้ดี เด็กสาวมองอาคารใหญ่โตด้วยความตื่นตาตื่นใจ ยิ่งได้ขึ้นนกเหล็กลำใหญ่ ความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นหลายเท่ากับยานพาหนะที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ขึ้น และโชคดีว่า ไอรีณไม่มีอาการแพ้เครื่องบินคือ คลื่นเหียนอาเจียนและเวียนศีรษะ เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างมองดูก้อนเมฆที่จับตัวเป็นก้อน เกาะกลุ่มกันเป็นแพผืนกว้างมันอยู่ใกล้สายตาด้วยความตื่นเต้น เยี่ยมหน้ามองลงไปเบื้องล่างที่แทบจะมองไม่เห็นอะไร นอกจากจุดเล็กๆ หรือไม่ก็ทะเลกว้างใหญ่ ภูเขาที่เรียงรายกันเป็นผืน เป็นประสบการณ์ที่ไอรีณไม่มีวันลืม
“ใหญ่โตกว่าบ้านเราใช่ไหมไอรีณ” มาลีผู้มีศักดิ์เป็นป้าเอ่ยถามหลานสาว เดิมทีมาลีไม่ได้เรียกชื่อไอรีณเต็มๆ นางจะเรียกว่า ขวัญ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของไอรีณ ทว่าชื่อเล่นนี้เวลามาอยู่ต่างแดนเรียกค่อนข้างยาก นางจึงเรียกไอรีณแทน และเรียกให้ติดเป็นนิสัย
“จ้ะป้า ใหญ่ว่าเป็นพันเป็นหมื่นเท่า บ้านไอรีณเล็กเท่ามดไปเลยจ้ะ แถมสนามหญ้าก็ใหญ่มากด้วย ไอ้ทุยวิ่งลุยได้สบาย”
ไอรีณคิดไม่ออกว่า บ้านหลังนี้ใหญ่กว่าบ้านของตนกี่เท่า เพราะมันเทียบกันไม่ติดเลย บ้านของเธอเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว บนเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตร ทั้งเก่าทั้งเล็ก หากจะเปรียบเทียบ เปรียบกับห้องคนรับใช้บ้านหลังนี้จะเหมาะกว่า
“เขาเรียกว่าคฤหาสน์จ้ะ คฤหาสน์คาร์เรร่า” มาลีบอกหลานสาว “จำที่ป้าบอกได้ไหม”
“จำได้จ้ะ” ก่อนเดินทางมาประเทศอิตาลี มาลีส่งเงินให้ไอรีณเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาอิตาลีจนพูดได้พอสมควร ให้เธอได้เตรียมตัวก่อนมาอาศัยอยู่ในประเทศนี้ ประเทศที่จะต้องพำนักไปตลอดชีวิต และยังได้พร่ำสอนเรื่องการวางตัว และอ่อนน้อมถ่อมตน รวมทั้งความกตัญญูให้หลานสาวตระหนักถึงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติกับทุกคนภายในคฤหาสน์หลังนี้
“ดีมากที่จำได้ เข้าไปข้างในกันได้แล้ว คุณท่านรอเราอยู่” มาลีถือกระเป๋าเดินทางของตนพาหลานสาวกำพร้าพ่อแม่เข้าไปในตัวคฤหาสน์ที่พอเข้าไปแล้ว ไอรีณถึงกับตาค้าง มองเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงที่ดูแปลกตา ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ละอย่างสวยงามจนเธอไม่กล้าแตะต้อง เพราะเกรงว่ามันจะแตกหักและกลัวว่าจะชดใช้ไม่ไหว
“มาแล้วค่ะคุณท่าน” มาลีนั่งลงบนพื้นข้างสตรีวัยหกสิบปี ไอรีณนั่งลงข้างคนเป็นป้า “ไหว้คุณท่านสิไอรีณ ต่อไปนี้คุณอันนาคือเจ้านายของหลาน” ไอรีณทำตามที่มาลีสั่ง
“หน้าตาดีนะเนี่ย โตเต็มวัยคงสวยน่าดู” อันนารู้สึกเอ็นดูหลานสาวของมาลี คนรับใช้เก่าแก่ที่อยู่กับนางมากว่ายี่สิบปีตั้งแต่แรกเห็น ก่อนหน้านี้อันนาเกิดความสงสารในชะตากรรมของไอรีณที่ขาดทั้งพ่อและแม่ในระยะเวลาใกล้กัน แถมยังถูกญาติทางฝ่ายพ่อโขกสับยิ่งกว่าทาสในเรือนเบี้ย พอข่าวรู้ถึงหูมาลี คนเป็นป้าจึงขออนุญาตอันนาพาไอรีณมาอยู่ด้วย มาลีคิดว่า ไอรีณเป็นคนรับใช้ตระกูลคาร์เรร่ายังมีอนาคตกว่าอยู่กับญาติทางฝ่ายพ่อ อย่างน้อยก็ได้ที่พักอาศัยที่ดี เจ้านายก็ไม่เอารัดเอาเปรียบ แถมยังมีเมตตา จะส่งเสียไอรีณให้เรียนหนังสือ
“สวยเหมือนแม่ค่ะ” มาลีบอกผู้เป็นนาย
“มาลีบอกว่า เธอไม่ได้เรียนหนังสือใช่ไหม” อันนาถามลูกจ้างคนใหม่
“ใช่จ้ะ เอ๊ย! ใช่ค่ะ” ไอรีณลืมตัว
“ฉันจะส่งให้เธอเรียนต่อนะ จะได้มีความรู้ติดตัว พอเรียนจบมีงานทำ เธออยู่ที่นี่ต่อไปได้ ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่พอจะทำไหว หรือไม่ก็ไปทำงานในบริษัทของฉัน พอถึงตอนนั้นฉันจะหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้เธอทำ” อันนาผู้มีจิตใจเมตตา ไม่คิดปิดกั้นอนาคตใคร หากคนในอาณัติมีเส้นทางที่ดีกว่า นางพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ไม่หวังผลกับสิ่งที่หยิบยื่นให้ด้วย
“ขอบพระคุณคุณท่านมากค่ะที่เมตตาไอรีณ” มาลียกมือไหว้เจ้านาย ไอรีณจึงทำตามบ้าง
“พาหลานไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”
“ค่ะคุณท่าน” มาลีกำลังลุกขึ้นยืน ทว่าเสียงของใครคนหนึ่งที่ดังมาพร้อมตัว ทำให้มาลีต้องนั่งตามเดิม
“คุณแม่ครับ ผมกลับมาแล้วครับ” เลอันโดร ฟลาวิโอ คาร์เรร่าบุตรชายของอันนาทรุดกายนั่งข้างมารดา กอดคนเป็นแม่และหอมแก้ม “คิดถึงคุณแม่ที่สุดเลยครับ”
“มาถึงก็ปากหวานเลยนะ แต่แม่ได้ข่าวว่า ทริปนี้มีสาวไปเที่ยวด้วยหลายคน จะคิดถึงแม่จริงหรือ”
“สาวๆ ก็ส่วนสาวๆ สิครับ คุณแม่เป็นที่หนึ่งในใจผมเสมอครับ”
“เลอันมาก็ดีแล้ว แม่จะแนะนำให้ลูกรู้จักกับไอรีณ หลานสาวมาลีที่แม่เคยบอกเลอัน จำได้ไหมลูก”
“จำได้ครับ” เขาตอบขณะหันไปมองเด็กหญิงชาวไทยหน้าตาน่ารักสมวัย ดวงตากลมโต จมูกรั้นเชิดรับกับริมฝีปากสีชมพูเป็นกระจับ ก่อนจะหันมามองมารดา “หน้าตาไม่เหมือนน้ามาลีเลยนะครับ”
“มาลีบอกว่า ไอรีณเหมือนแม่” อันนาเป็นเจ้าของประโยค
“ชื่อไอรีณหรือครับ เพราะดีนะครับ เรียกง่ายด้วย”
“ไอรีณไหว้คุณเลอันสิลูก คุณเลอันเป็นลูกชายคุณท่าน” เสียงของคนเป็นป้า เรียกสติของเด็กสาวที่มองหน้าชายหนุ่มลูกชายเจ้าของบ้าน ที่หน้าตาหล่อเหลา ดวงตาของเขามีเสน่ห์ ดึงดูดหัวใจดวงน้อยให้เต้นถี่แรงยามได้สบตามองให้กลับคืนมา เธอรีบพนมมือไหว้เลอันโดรตามคำสั่ง เลอันโดรยิ้มให้ไอรีณ และรอยยิ้มนั้นทำให้ไอรีณถึงกับใจสั่นมากขึ้น เป็นรอยยิ้มที่กระชากหัวใจเด็กสาวก็ว่าได้
“ฉันขอตัวพาไอรีณไปห้องก่อนนะคะคุณท่าน” มาลีลุกขึ้นยืน โดยมีร่างเด็กสาวลุกขึ้นแล้วเดินตามป้าไปด้านหลังของคฤหาสน์ ระหว่างทางที่ไอรีณเดินไป เธอหันมามองเจ้านายหนุ่มรูปงามที่มีจังหวะหนึ่ง มองมายังเธอพอดิบพอดี ทำให้สายตาของทั้งคู่ประสานกัน แก้มไอรีณร้อนผ่าว เปื้อนสีชมพูระเรื่อขึ้นมาไม่รู้ตัว และเป็นฝ่ายหลบสายตาเลอันโดร รีบเดินตามมาลีโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย
17 ปีต่อมา
“ว้าว...หน้าตาน่ากินมากๆ ค่ะคุณไอรีณ คุณลิน่าต้องชอบแน่ๆ เลยค่ะ” โซเฟียเอ่ยชมจากใจ มองดูขนมเค้กรสชอกโกแลตที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม น่าทานจนอยากจะตัดมาทานสักชิ้นเสียตอนนี้ แถมคนทำยังใส่ใจในรายละเอียด พิถีพิถันทุกขั้นตอน ทำด้วยใจรักเพื่อคนที่ตัวเองรัก เธอจึงเชื่อมั่นว่า เจ้าของวันเกิดวันนี้จะต้องพอใจกับขนมเค้กก้อนนี้แน่นอน
คนถูกชมยิ้ม ยืนมองขนมเค้กที่ตัวเองเพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ด้วยความภาคภูมิใจและมีความสุขที่ได้ทำขนมเค้กให้คนที่ตัวเองรักและเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด ฉับพลันรอยยิ้มนั้นจางหาย เมื่อนึกถึงเจ้าของวันเกิด
“ฉันก็หวังว่าอย่างนั้น” หากเป็นวันเกิดปีก่อนๆ ของแองเจลิน่า คำพูดประโยคนี้คงไม่ลอดจากปากของไอรีณ เพราะตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นภายในคฤหาสน์หลังนี้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เธอต้องยอมรับ
ฐานะของไอรีณในคฤหาสน์หลังนี้จะว่าใช้คนรับใช้ก็พูดไม่เต็มปาก จะจัดอยู่ว่าเป็นเจ้านายก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไอรีณได้รับเงินเดือนจากการเป็นพี่เลี้ยงลูกสาวเจ้าของบ้าน แต่ได้พักในห้องนอนชั้นบนของคฤหาสน์ ต่างกับคนรับใช้คนอื่นที่เดินทางไปกลับ อีกทั้งเป็นที่รู้กันดีว่า ไอรีณมีอีกสถานะหนึ่งกับเจ้าของบ้าน ฐานะของไอรีณก่ำกึ่ง ทว่าคนรับใช้ทุกคนต่างให้ความเคารพเธอไม่ต่างกับเจ้านาย
“คุณลิน่าต้องชอบแน่ๆ ค่ะ คุณลิน่าพูดเสมอว่า ไม่มีใครทำขนมเค้กอร่อยเท่าคุณไอรีณ ไม่อย่างนั้นคุณลิน่าคงไม่บอกให้คุณไอรีณทำให้ทานบ่อยๆ ฉันเชื่อว่า ขนมเค้กวันเกิดคุณลิน่าปีนี้ก็ต้องถูกชมเหมือนทุกปีที่ผ่านมาค่ะ”
โซเฟียรู้ความหมายในคำพูดประโยคนั้น ยิ่งได้เห็นใบหน้าอันเศร้าสร้อยและรอยยิ้มที่จางหายจากใบหน้าของไอรีณด้วยแล้ว ความสงสารและเห็นใจมีเพิ่มมากขึ้น เธอจึงพูดปลอบใจให้คนทำขนมเค้กคลายจากความเศร้า ทั้งที่รู้เต็มอกว่า ไอรีณไม่มีทางหายจากความรู้สึกที่เป็นอยู่ หนำซ้ำจะโบกทับมากขึ้น
ระหว่างที่ไอรีณกับโซฟียกำลังสนทนากันอยู่นั้น ทั้งคู่ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีบุคคลหนึ่งเดินมายังห้องครัว แววตาของบุคคลนี้มีแต่ความมุ่งร้าย คล้ายนางมารร้ายไม่มีผิด เธอเดินมาหยุดยืนตรงประตูห้องดังกล่าว สายตาร้ายกาจมองไปยังไอรีณ ก่อนจะเบนมามองเค้กก้อนใหญ่ที่รู้ดีว่า ไอรีณทำให้ใคร ณิชาภากระตุกยิ้ม ก้าวเดินเข้าไปในห้องนั้น
“แหม ทำเค้กซะก้อนใหญ่เชียวนะ” ผู้พูดเดินมาหยุดใกล้เค้กวันเกิด “แต่ฉันคิดว่า ลิน่าคงไม่ต้องการเค้กก้อนนี้ เพราะฉันสั่งเค้กมาให้ลิน่าแล้ว ฉะนั้นก็ทิ้งมันไปซะ”
ณิชาภาทำในสิ่งที่ไอรีณกับโซเฟียไม่คาดคิด เธอยกเค้กก้อนนั้นแล้วโยนลงไปในถังขยะ ความที่ถังขยะมีความเล็กกว่าขนมเค้ก ส่งผลให้เนื้อเค้กบางส่วนตกลงอยู่ข้างถังขยะ หกเรี่ยราดเต็มไปหมด ไม่หนำใจ เธอยังใช้ปลายเท้าขยี้เนื้อเค้กกับพื้นจนเลอะเทอะ ก้มมองผลงานของตนที่ทำอย่างสะใจ
คนทำขนมเค้กมองเค้กที่ตนตั้งใจทำด้วยความตกใจและเสียใจ ไม่นึกว่าณิชาภาจะทำเช่นนี้ โซเฟียมองหน้าอดีตภรรยาของเจ้าของคฤหาสน์เขม็ง ถ้าไม่กลัวตกงานเธออยากจะเข้าไปตบสักฉาด เพราะรู้ดีว่า ไอรีณไม่เก่งเรื่องนี้ แถมยังไม่มีปากมีเสียงกับใคร ทำให้ถูกข่มเหงอยู่เนืองๆ แต่พอนึกถึงภาระของตัวเอง ทำให้โซเฟียต้องข่มใจไว้เต็มกำลัง
“คุณทำอย่างนี้ทำไม นั่นเค้กวันเกิดของลูกสาวคุณนะ” โซเฟียถามเพราะไม่เข้าใจว่า อีกฝ่ายทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลใด
“ฉันพูดเมื่อกี้ไม่ได้ยินหรือไง หรือว่าหูหนวก ถ้าได้ยินไม่ชัดฉันจะพูดอีกรอบ” ณิชาภาชักกลับ กอดอกมองหน้าไอรีณ “แกฟังฉันไว้นะไอรีณ ลิน่าไม่ต้องการเค้กชิ้นนี้ พอๆ กับไม่ต้องการแกมาเป็นพี่เลี้ยง แล้วก็เลิกฝันได้แล้วว่า แกจะมาแทนที่ฉันได้ มันไม่ทางเป็นแบบนั้นแน่นอน เพราะต่อไปนี้ฉันจะดูแลลูกสาวของฉันเอง รวมทั้งดูแลเลอันด้วย หน้าที่ของแกหมดลงแล้ว ไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ”
เจ็บปวดใจเหลือเกิน...นี่คือความรู้สึกของไอรีณ หญิงสาวอาภัพไม่เคยคิดว่า ตนเองจะมาแทนที่ณิชาภา ทุกคนมีแม่ผู้ให้กำเนิดได้เพียงคนเดียว เธอเพียงแค่ทำหน้าที่ดูแลเลือดเนื้อเชื้อไขของณิชาภาเท่านั้น ไม่คิดจะขึ้นมาแทนที่ เพราะรู้ดีว่า ไม่มีทางเป็นไปได้
“คุณลิน่าอายุสิบห้าปีแล้วนะ จิตใต้สำนึกของความเป็นแม่และเมียเพิ่งทำงานหรือไง ถึงได้จะกลับมาดูแลคุณเลอันกับคุณลิน่า” คนที่ตอบโต้กลับเป็นโซเฟีย ที่อดรนทนไม่ไหวสวนกลับแทนไอรีณที่เอาแต่ยืนร้องไห้ “มาช้าไปหน่อยไหม แล้วคิดเหรอว่าคุณเลอันกับคุณลิน่าจะต้องการให้คุณดูแลพวกเขา” ณิชาภาไม่สะทกสะท้านกับคำต่อว่าของสาวใช้ เธอกอดอก หน้าเชิด ยิ้มมุมปาก ทำสีหน้าและแววตาราวกับว่า เป็นผู้ถือถ้วยแห่งชัยชนะ
“จะมาช้าหรือมาเร็ว เลอันกับลิน่าก็ต้องการฉัน ไม่เหมือนคนบางคนหรอกที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นเมียเลอัน แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่นางบำเรอ น่าสมเพช” ณิชาภาแบะปากใส่ไอรีณ มองเหยียดหยาม “ฉันจะทำบุญกับเธอสักครั้ง ฉันจะบอกให้เลอันให้เงินเธอเป็นค่าตัวสักก้อน เธอจะได้มีเงินไปตั้งตัว ไม่ใช่เสียตัวฟรีๆ แล้วไม่ได้อะไรเลย”
ไอรีณหน้าชา น้ำตาหลั่งริน มือเท้าเธอเย็นเฉียบ ความเสียใจแทรกซึมทุกอณูจิตใจ หัวใจเจ็บช้ำเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำๆ จนช้ำเกินเยียวยา ณิชาภาพูดถูก เลอันโดรกับแองเจลิน่าต้องการณิชาภาเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม แล้วเธอก็เป็นได้เพียงนางบำเรอของเลอันโดร ไม่อาจขยับฐานะไปอยู่ในตำแหน่งหรือแทนที่ณิชาภาได้เลย
“ส่วนแก” ณิชาภาชี้หน้าโซเฟีย “ถ้าไม่อยากเดือดร้อนถูกไล่ออก หุบปากของแกซะ อย่ามาทำปากดีกับฉัน แกน่าจะรู้นะว่า สมควรเข้าข้างใคร”
โซเฟียกำมือแน่น มองหน้าผู้พูดไม่วางตา เธออยากจะตอกกลับณิชาภาให้หน้าหงาย แต่ก็ทำไม่ได้ดังใจคิด เธอมีคนข้างหลังต้องดูแลอีกหลายชีวิต เธอจำต้องเงียบ ข่มใจ ข่มอารมณ์
ณิชาภาเหยียดยิ้มเมื่อเห็นว่า ไอรีณกับโซเฟียไม่กล้าหือตน ยิ่งเห็นน้ำตาบนใบหน้าไอรีณด้วยแล้ว เธอสาแก่ใจยิ่งนัก ก้าวเดินเข้าไปหาไอรีณเยี่ยงนางพญา จิ้มนิ้วชี้และกดลงกลางหน้าผากไอรีณ จนอีกฝ่ายถึงกับหน้าหงาย
“แกจำใส่สมองเน่าๆ ของแกนะว่า แกไม่มีทางมายืนแทนที่ฉัน จำให้หนักว่า ฉันคือแม่ของลิน่า คือเมียของเลอัน ส่วนแกเป็นได้แค่นางบำเรอชั้นต่ำ เป็นพี่เลี้ยงของลูกสาวฉันเท่านั้น” ผู้พูดแสยะยิ้มใส่ไอรีณ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องครัวทันทีที่พูดจบ ไม่สนใจว่า คำพูดและการกระทำของตนจะทำร้ายไอรีณมากแค่ไหน เพราะนั่นคือสิ่งที่ณิชาภาต้องการให้เกิดขึ้น
ไอรีณทรุดกายนั่งบนพื้น นำฝ่ามือทั้งสองข้างปิดหน้า ปล่อยความเสียใจ อดสูผ่านทางน้ำตาและเสียงสะอื้น ร่างกายโยกไหวตามแรงสะอื้นที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เช่นเดียวกับน้ำตาที่ไหลรินไม่ขาดสาย เป็นความร้าวรานใจที่ไม่อาจหลุดไปจากหัวใจเธอ มันฝังรากลึกดังรากเง้าของต้นไม้ต้นใหญ่ ยึดติดความทุกข์ระทมใจไว้กับจิตใจไอรีณตลอดกาล
โซเฟียทรุดกายลงนั่งข้างคนร้องไห้ กอดปลอบด้วยความสงสารจับขั้วหัวใจ ภาวนาขออย่าให้เลอันโดรอนุญาตให้ณิชาภาเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ เพราะแค่นี้ไอรีณก็เจ็บมากพอแล้ว โซเฟียไม่ต้องการเห็นสาวนิสัยดีเจ็บไปมากกว่านี้ ในความรู้สึกโซเฟีย เธอรู้สึกว่า ไอรีณต้องถูกทดสอบความแข็งแกร่งจากพระเจ้า ด้วยน้ำมือของสามพ่อแม่ลูก
รถลีมูซีนสีดำแล่นมาจอดหน้าคฤหาสน์หลังงามของมหาเศรษฐีหนุ่มเลอันโดร ฟลาวิโอ คาร์เรร่า นักธุรกิจด้านโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลีและใหญ่เป็นอันดับสามในทวีปยุโรป ความรวยของเขาไม่ต้องพูดถึง ติดอันดับสามของประเทศอิตาลีและอันดับสิบของโลก เป็นนักธุรกิจที่ถูกจับตามองมากคนหนึ่ง
ชีวิตเลอันโดรดูสวยหรู ประสบความสำเร็จในทุกด้าน แต่จะมีใครคาดคิดว่า ชีวิตครอบครัวของเขากลับล่มไม่เป็นท่า อดีตภรรยาทอดทิ้งเขาไปตั้งแต่คลอดบุตรสาว นับจากวันนั้นคฤหาสน์หลังนี้ไม่ค่อยเปิดต้อนรับใครมากนัก นอกจากเป็นวันพิเศษ แล้ววันนี้ถือเป็นวันพิเศษวันหนึ่ง เขาเปิดคฤหาสน์ต้อนรับญาติมิตรและเพื่อนฝูงให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของบุตรสาวอันเป็นที่รัก
เอ็นริโกก้าวลงมาจากรถคันดังกล่าวเป็นคนแรก ตามด้วยภรรยาสาวที่อุ้มบุตรสาวคนที่สองวัยหกเดือน ก่อนเขาจะรับร่างอันเฟรโด้จากลิเดียมาอุ้มไว้ นฤเบศร์ก้าวลงตามมาคอยรับร่างภรรยา ที่เวลานี้ตั้งครรภ์ลูกคนที่สองได้เจ็ดเดือน ทั้งหมดส่งยิ้มให้เจ้าของบ้านที่ออกมาต้อนรับเพื่อน
“เป็นไง เดินทางสบายไหมริโก เบส” เลอันโดรเอ่ยถามเพื่อนสนิททั้งสอง
“ยิ่งกว่าสบายซะอีก นั่งเครื่องบินเจ็ทอภิมหาแพงจะไม่นั่งสบายให้มันรู้ไปสิ” เอ็นริโกตอบ ที่พักของเลอันโดรอยู่บนเกาะชิชิลี เจ้าของสถานที่จึงอำนวยความสะดวกให้เพื่อนทั้งสองด้วยการนำเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปรับครอบครัวและคนสนิทของทั้งคู่ ส่วนที่พักระหว่างพักผ่อนคือ คฤหาสน์ของเขาที่สะดวกสบายที่สุด
“ใช่ เครื่องบินนายทันสมัยมากๆ นั่งสบาย รถก็ด้วย ขอบใจนะที่อํานวยความสะดวกให้ครอบครัวฉันกับริโกเต็มที่” นฤเบศร์เอ่ยขึ้นบ้าง
“ก็นานๆ เจอกันที อีกอย่างฉันชวนนายสองคนมาเที่ยวบ้านฉัน มันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องจัดการทุกอย่างให้ดีที่สุด” เลอันโดรต้อนรับขับสู้เพื่อนเต็มที่ “ฉันว่านายพาลูกเมียเข้าไปในบ้านดีกว่านะ คํ่านี้จะได้มีแรงปาร์ตี้กัน”
เลอันโดรทำหน้าที่เจ้าของบ้านที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากจะเตรียมการเรื่องการเดินทางให้เพื่อนรักทั้งสองคน เขายังพาเอ็นริโกกับนฤเบศร์ไปส่งถึงห้องพักด้วยตัวเอง ก่อนจะลงไปดูความเรียบร้อยของสถานที่ที่จะจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้บุตรสาว เพราะเขาต้องการให้มันออกมาดีที่สุด เพื่อคนที่เขารัก...รักแบบไม่มีเงื่อนไข รักหมดทั้งหัวใจ
สาวน้อยสดใสวัยสิบห้าปี เจ้าของวันเกิดในวันนี้ หมุนดูตัวเองหน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องนอน ใบหน้าเธอเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มสดใสและมีความสุข เป็นเพราะวันเกิดปีนี้ของเธอเป็นปีแรกที่ณิชาภาหรือวิด้า มารดามาร่วมเลี้ยงฉลองด้วย ปีก่อนๆ แองเจลิน่าจะได้เพียงของขวัญที่คนใหกำเนิดส่งมาให้เท่านั้น ฉะนั้นวันเกิดปีนี้จึงพิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เลอันโดรจึงเปลี่ยนสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดจากโรงแรมมาเป็นคฤหาสน์หลังนี้
“ลิน่าสวยไหมคะคุณแม่” แองเจลิน่า คาร์เรร่าหันมาถามณิชาภา
“สวยจ้ะ ลูกแม่สวยที่สุดเลย” ณิชาภาไม่ได้พูดเอาใจบุตรสาว เธอพูดตามความจริง แม้ว่าแองเจลิน่าจะมีวัยเพียงสิบห้าปี ทว่าความสวยกลับโดดเด่น อาจเป็นเพราะได้ความสวยมาจากแม่ ที่สวยความสวยระดับนางงาม แตะตาต้องใจหนุ่มๆ ทั้งหลาย หนึ่งในนั้นคือ เลอันโดร ชายเดียวที่ได้ครองใจณิชาภาในตอนนั้น และได้ความคมจากคนเป็นพ่อ นัยน์ตาเธอมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจได้จากทุกเพศทุกวัย เส้นผมสีโค้กเป็นลอนเกรียว ยิ่งเธอโตความสวยยิ่งเพิ่มมากขึ้น หลายครั้งที่แองเจลิน่าได้รับการติดต่อไปถ่ายแบบโฆษณา แต่ก็ถูกเลอันโดรปฏิเสธตามประสาคนหวงลูก
“คุณแม่ก็สวยค่ะ สวยมากๆ เลย” แองเจลลิน่าเดินมาสวมกอดคนเป็นแม่ หอมแก้มทั้งซ้ายขวา
“ขอบใจจ้ะสำหรับคำชม” ณิชาภาไม่ได้ยินดียินร้ายกับคำชมสักเท่าไหร่ แต่ต้องตีหน้ายิ้มแย้ม “ว่าแต่ลิน่าพูดกับคุณพ่อหรือยังลูก”
“ลิน่าจะพูดคืนนี้ค่ะ ลิน่าจะขอเป็นของขวัญวันเกิด คุณพ่อไม่มีทางปฏิเสธลิน่าค่ะ” แองเจลิน่าพูดอย่างมั่นใจ เลอันโดรรักและตามใจเธอเป็นที่สุด ขออะไรให้ทุกอย่าง เช่นเดียวกับเรื่องที่ตั้งใจจะขอวันนี้ มันก็ไม่พลาดเช่นกัน