ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มหานครกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ สิ่งก่อสร้างที่อลังการสวยงามของราชวงศ์สูงส่ง อัลลาห์ แห่งมหานคร ซาเรีย
องค์รัชทายาท จามีล บิน คาลดุน อัล อัลลาห์ บุรุษผู้สูงส่งแห่งแดนทรายที่เป็นที่หมายปองของสาวน้อยใหญ่ทั่วโลก ดวงตาของเขาเป็นสีทองเรืองรอง ใบหน้าสี่เหลี่ยมกระด้างประกอบด้วยเครื่องหน้าอย่างเหมาะเจาะราวกับเทพเจ้าทรงปั้นแต่ง แต่จามีลไม่ได้มีดีแค่ที่ใบหน้าหล่อเหลาเท่านั้น แต่เรือนร่างของเขายังสูงสง่าใหญ่โต และเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสวยงาม ผลพวงมาจากการที่เขาชอบออกกำลังกายเป็นประจำนั่นเอง กีฬากลางแจ้งที่โปรดปรานก็คือการขี่ม้าและว่ายน้ำ หากแต่เป็นกีฬาในร่มคงหนีไม่พ้นเซ็กซ์ร้อนฉ่า จากหญิงสาวผู้โชคดีที่ถูกเรียกขึ้นมารับใช้บนแท่นบรรทม
ชมพูนุชระบายยิ้มเศร้าๆ ให้กับตัวเอง ขณะที่ดวงตากลมโตหวานซึ้งจับจ้องมองไปที่เรือนกายทรงพลังสง่างามที่กำลังพูดคุยอยู่กับลูกสาวคนสวยของอำมาตย์ฮานีฟ
มัสรานี คือผู้หญิงที่องค์รัชทายาทแห่งซาเรียมีใจด้วย หล่อนเป็นผู้หญิงที่งามพร้อมทั้งกิริยา มารยาท และชาติตระกูล ซึ่งควรคู่กับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์อย่างจามีลเป็นที่สุด หล่อนควรจะยินดีกับทั้งสองคนนั้น แต่กลับทำได้แค่เพียงหลั่งน้ำตาให้รินไหลออกมาอาบแก้ม
หล่อนไม่เคยทำใจให้ยินดีกับความรักของจามีลกับมัสรานีได้เลย แม้จะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม
กลีบปากอิ่มเต็มเม้มแน่นสนิท พยายามสูดลมเข้าปอดแรงๆ เพื่อเรียกสติให้กับตัวเอง ดวงตากลมโตกะพริบถี่ๆ เพื่อไล่ให้หยาดน้ำตาแห่งความอาดูรแห้งเหือดจากไป
หล่อนไม่มีสิทธิ์ที่จะเสียใจด้วยซ้ำ เพราะสำหรับองค์รัชทายาทแล้ว หล่อนก็เป็นแค่เพียงนางในต่ำต้อยที่เขาไม่เคยแม้แต่จะชายแลหรือจดจำเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวกระชับถาดใส่อาหารในมือแน่น และกลั้นใจที่จะเดินผ่านไป แล้วสายตาคมกริบประดุจดั่งคมมีดของจามีลก็ตวัดมองมาเสียก่อน และแน่นอนว่าเขาไม่พอใจ
“เจ้าเข้ามาทำอะไรแถวนี้” น้ำเสียงขององค์รัชทายาทกระด้างเสมอยามเห็นว่าคนที่มาก่อกวนคือหล่อน
“หม่อมฉัน... กำลังจะนำพระกระยาหารไปถวายพระชายาจัสมินเพคะ”
“งั้นก็รีบไปสิ อย่ามาโอ้เอ้แถวนี้”
“เพ... เพคะ” หล่อนก้มหน้ามองพื้น และรีบก้าวเท้าเดินออกห่างด้วยความรีบร้อน แต่ฉับพลัน แข้งขาดันทรยศ เมื่อมันสะดุดกันเองจนหล่อนเซถลาล้มคว่ำ เสียงถาดทองเหลืองกระทบลงกับพื้นดังสนั่นหวั่นไหว อาหารที่ถูกบรรจงตักใส่ถ้วยใบสวยมาอย่างประณีตสวยงามกระเด็นว่อนจนมีบางส่วนเปื้อนเปรอะมัสรานี
“ซุ่มซ่าม!”
หล่อนที่ล้มคว่ำกับพื้น หัวเข่ามีรอยแผลเลือดซึม รีบละล่ำละลักขอโทษองค์รัชทายาทจามีลกับมัสรานีด้วยความตื่นตกใจ
“หม่อมฉัน... ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉัน...”
“เจ้ามันน่าถูกเฆี่ยนนัก!” ดวงตาสีทองเรืองรองตวัดจ้องมองมาอย่างเกรี้ยวกราดเดือดดาลและแน่นอนว่าเขาจะต้องสั่งลงโทษหล่อนแน่นอนหากมัสรานีไม่ขัดขึ้นเสียก่อน
“นางคงไม่ได้ตั้งใจหรอกเพคะองค์รัชทายาท”
จามีลหันไปมองมัสรานี และถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ทั้งๆ ที่หญิงสาวแค่เปรอะเปื้อนเศษอาหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตรงกันข้ามกับหล่อนที่ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า แต่เขากลับไม่ไยดีเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า”
ชมพูนุชเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง น้ำตาไหลรินออกมาอย่างสุดจะกลั้น ตั้งแต่วันนั้น... วันที่องค์รัชทายาทจามีลพบหล่อนกับฟีรัสผู้เป็นพี่ชายที่สวน สายตาของชายสูงศักดิ์ก็มองหล่อนด้วยความเหยียดหยามดูแคลนเรื่อยมา ซึ่งหล่อนไม่ทราบสาเหตุเลยว่าเพราะอะไร
“หม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไรเพคะ”
คำตอบของมัสรานีทำให้สีหน้าขององค์รัชทายาทจามีลคลายความเกรี้ยวกราดลงเล็กน้อย เขาละสายตาจากนางในดวงใจ มาจับจ้องมองหล่อนที่นั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นแทน มองด้วยสายตาเลือดเย็นและแสนชิงชัง
“ทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วอย่ามาให้เราเห็นหน้าเจ้าอีก”
น้ำเสียงขององค์รัชทายาทจามีลดุดันจนชมพูนุชตัวสั่นเทาเพราะหวาดกลัว
“เพ... เพคะ”
และเขาก็ไม่ให้ความสนใจหล่อนอีกเลย เขาหันไปหามัสรานี ก่อนจะพากันเดินจากไป ทิ้งให้หล่อนนั่งกองกับพื้น จมอยู่กับความเสียใจอยู่เพียงลำพัง
จะมีสักวันไหมนะที่หล่อนจะมีสิทธิ์ได้อยู่ในสายตาของจามีล แม้จะแค่สักเสี้ยววินาทีเดียวก็พอ
“นั่นขาลูกเป็นอะไรไปเหรอ ชมพูนุช” ชลิตา มารดาของชมพูนุชเอ่ยถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นเจ้าหล่อนเดินกะเผลกกลับเข้ามาในเรือนพัก
“ฉันหกล้มน่ะแม่ แต่ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”
หล่อนฝืนยิ้มเดินเข้ามาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ กับมารดา ซ่อนความเศร้าหมองเอาไว้สุดกำลัง
“แล้วไปทำอีท่าไหนเข้าล่ะ ถึงได้หกล้มน่ะ”
“ฉัน...” หล่อนอึกอักไม่อยากบอก เพราะไม่ต้องการให้มารดาเป็นกังวลใจไปด้วย “ฉันสะดุดเท้าตัวเองน่ะค่ะ”
ชลิตาพยักหน้ารับน้อยๆ มองลูกสาวเพียงคนเดียวด้วยความห่วงใย
“พักนี้หน้าตาของลูกไม่ค่อยดีเลยนะชมพูนุช ทุกข์ใจอะไรหรือเปล่า มีอะไรบอกแม่ได้นะลูก”
“ฉันสบายดีค่ะแม่” หล่อนฉีกยิ้มกว้าง แม้ว่าภายในลึกๆ แล้วจะเศร้าหมองนักก็ตาม
มารดาของหล่อนระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ และดึงมือของหล่อนเข้าไปกุมเอาไว้
“ถ้ามีอะไรคับข้องใจ ต้องบอกแม่ เข้าใจไหม”
“ค่ะแม่ ฉันจะบอกแม่ทุกเรื่องเลยค่ะ”
“ดีมากลูกรัก อ้อ แล้วนี่เห็นพี่ชายของลูกบ้างหรือเปล่า”
เมื่อมารดาเอ่ยถามถึงฟีรัส หล่อนก็อดที่จะเป็นกังวลไม่ได้
“นี่พี่ฟีรัสยังไม่กลับมาอีกเหรอคะ”
“ใช่ พ่อของลูกก็ถามหาอยู่เมื่อครู่นี้น่ะ”
หล่อนพอจะเดาได้ว่า หากฟีรัสยังไม่กลับเข้าบ้าน เขาจะไปทำอะไร ซึ่งมันคือเรื่องร้ายแรงมากเลยทีเดียว
“งั้นเดี๋ยวฉันมานะคะแม่” ร่างอรชรผุดลุกขึ้นยืน
“นั่นลูกจะไปไหนเหรอ ชมพูนุช”
“ฉันจะไปดูพี่ฟีรัสสักหน่อยน่ะจ้ะ เดี๋ยวมานะแม่”
ชลิตาพยักหน้าตอบรับไม่ขัดข้อง “บอกพี่ฟีรัสด้วยนะว่าท่านพ่อรอพบอยู่”
“จ้ะแม่” หล่อนระบายยิ้มให้กับมารดา แต่พอหมุนตัวหันหลังก้าวลงบันได รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางหายไปสิ้น ความวิตกกังวลใจปรากฏเด่นชัดขึ้นมาแทน
มือเล็กทั้งสองข้างที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่น และก็ภาวนาให้ฟีรัสยอมฟังคำตักเตือนของหล่อนบ้าง ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป
สถานที่ที่ฟีรัสและมัสรานีใช้นัดพบกันนั้นอยู่นอกกำแพงพระราชวังซาเรียไม่มาก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าที่แห่งนี้มีอยู่ในอาณาจักรของซาเรีย
ชมพูนุชก้าวเดินไปตามทางเดินที่ถูกปูด้วยอิฐสีส้มสวยด้วยความรีบเร่ง หล่อนพยายามที่จะเร้นกายออกไปจากพระราชวังใหญ่ให้เงียบเชียบที่สุด แต่เคราะห์ร้ายที่หล่อนบังเอิญเจอกับองค์รัชทายาท
จามีลเข้าอีกครั้ง
หล่อนชะงักเท้ากึก ปากคอสั่นเทาโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจ และก็รีบก้มหน้ามองพื้นอิฐทันที เมื่อดวงตาคมกริบสีทองเรืองรองของจามีลตวัดมองมา
หล่อนตัวสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ยิ่งเขาขยับเข้ามาใกล้ หล่อนก็ยิ่งวุ่นวายใจยิ่งนัก
“วันนี้เราพบหน้าเจ้าสองครั้งแล้วนะ”
น้ำเสียงของชายสูงศักดิ์ตรงหน้าทำให้หล่อนต้องก้มหน้าต่ำลงไปมากยิ่งขึ้น “หม่อมฉัน... ขอประทานอภัยเพคะ”
“หึ... เจ้าจงใจทำให้เราเห็นเจ้าวันละหลายๆ ครั้งสินะ”
ด้วยความตกใจกับความคิดของเขา ทำให้หล่อนเงยหน้าขึ้นมองอย่างลืมตัว และละล่ำละลักปฏิเสธ “ไม่ใช่นะเพคะ มันคือเรื่องบังเอิญ...”
และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วก็ติดกับดักรักเข้าอย่างจัง เมื่อหล่อนไม่อาจจะละสายตาจากใบหน้าหล่อจัดราวกับเทพบุตรขององค์รัชทายาทจามีลได้เลย
ทำไมเขาถึงได้หล่อแบบนี้ หล่อเหลา และงามสง่าเหลือเกิน จนหัวใจของหล่อนเจ็บปวดรวดร้าว เพราะไม่อาจจะแตะต้องบุรุษผู้นี้ได้ แม้แต่ในฝันก็ไม่มีทางเป็นจริง
“ไม่มีความบังเอิญหรอก สำหรับผู้หญิงอย่างเจ้าน่ะ”
ทำไมเขาพูดแบบนี้นะ เขาพูดเหมือนรู้อะไรมาสักอย่าง แต่มันคืออะไรกันล่ะ?
“หม่อมฉัน...”
“เราพูดถูกต้องไหมล่ะ”
หล่อนไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร จึงทำได้แต่จ้องหน้าเขาด้วยสายตาตื่นตระหนกเท่านั้น และนั่นก็ยิ่งทำให้เขามองหล่อนอย่างเหยียดหยามดูแคลนมากยิ่งขึ้น
“แต่จำเอาไว้นะว่าเราไม่เคยเห็นเจ้าอยู่ในสายตา ไม่ว่าเจ้าจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม”
“องค์รัชทายาท... ทรงตรัสถึงเรื่องอันใดเหรอเพคะ”
เขายิ้มเยาะที่มุมปากหยักสวยของตนเอง ความเดือดดาลในดวงตาสีทองทำให้หล่อนหวาดหวั่น
“เจ้ารู้ดีว่าเราพูดถึงเรื่องอะไร จริงไหม ชมพูนุช”
“หม่อมฉัน...”
“หวังว่าเราคงจะไม่บังเอิญเดินสวนกันอีกนะ”
เขาทิ้งถ้อยคำหยามหยันราวกับรู้ทันความรู้สึกของหล่อนเอาไว้ ก่อนจะหมุนเรือนกายใหญ่โตแสนสง่างามเดินจากไป ทิ้งให้หล่อนยืนอึ้ง สมองปั่นป่วนอยู่เพียงลำพัง
“พระองค์หมายความว่ายังไงเหรอเพคะ...”
หล่อนพึมพำด้วยความไม่สบายใจ ก่อนจะกัดฟันหยุดคิดเรื่องของตนเอง และรีบมุ่งหน้าเดินตรงไปยังประตูวังทันที
ภายในบ้านหลังกะทัดรัดในช่วงเย็นย่ำค่อนข้างปลอดผู้คน หล่อนก้าวเท้าไปหยุดหน้าประตูไม้ เคาะส่งสัญญาณให้พี่ชายรู้ว่าเป็นตัวเอง สักพักฟีรัสก็เดินออกมาเปิดประตู
“เจ้ามาทำไมที่นี่ชมพูนุช”
พี่ชายของหล่อนมองออกไปด้านนอกด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ ก่อนจะดึงแขนของน้องสาวให้ก้าวเข้ามา และปิดประตูไม้ลงอย่างแน่นหนา
ภายในบ้านหลังกะทัดรัดถูกแบ่งออกไปสองห้องนอน มีห้องรับแขกอยู่ตรงกลางบ้าน หล่อนเห็นมัสรานีนั่งอยู่บนโซฟา สีหน้าค่อนข้างกระอักกระอ่วนใจที่เห็นหล่อน
“ทำไมไม่ตอบพี่ล่ะ ชมพูนุช เจ้ามาที่นี่ทำไม”
“พ่อกำลังตามหาพี่ฟีรัสอยู่น่ะค่ะ”
“เดี๋ยวพี่ก็กลับแล้ว”
“แต่ฉัน...” หล่อนหยุดพูดเล็กน้อย ขณะปรายตามองแม่นาง มัสรานีคนงามด้วยความเป็นกังวลใจ “อยากให้พี่ฟีรัสหยุด”
“เราพูดเรื่องนี้กันไปแล้ว และเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาบังคับพี่ด้วย ชมพูนุช”
“แต่ฉันเป็นห่วงพี่ฟีรัสนะคะ กลัวว่าถ้าเรื่องนี้รู้ถึงพระเนตรพระกรรณขององค์รัชทายาทเมื่อไหร่ พี่จะเดือดร้อน”
หล่อนเห็นพี่ชายต่างมารดาขบกรามแน่น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทรุดนั่งข้างๆ มัสรานี
“พี่รักมัสรานี เราสองคนรักกัน”
หล่อนขยับเดินไปหยุดตรงหน้าของทั้งสองคน และพยายามวิงวอนให้คนทั้งคู่เปลี่ยนใจ
“แต่พี่ฟีรัสก็รู้นี่คะว่าองค์รัชทายาทจามีลหมายตาคุณมัสรานีเอาไว้”
“พี่รู้ แต่พี่หยุดรักมัสรานีไม่ได้” ฟีรัสตวัดแขนโอบกอดร่างอรชรของหญิงคนรักเอาไว้แน่น “และมัสรานีก็รักพี่เช่นกัน”
“แต่ว่า...”
“ฉันขอบใจเธอมากนะชมพูนุชที่เป็นห่วงฉันและพี่ฟีรัส แต่เราสองคนจะไม่ยอมพรากจากกันหรอก” มัสรานีที่นั่งเงียบอยู่พักใหญ่เอ่ยขึ้น “ฉันรักพี่ชายของเธอมาก”
ชมพูนุชซาบซึ้งใจกับความรักของคนทั้งคู่ แต่กลับยินดีด้วยไม่ได้ เพราะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริง
“แล้วองค์รัชทายาทจามีลล่ะคะ คุณมัสรานี”
สีหน้าของมัสรานีเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันไม่อาจจะปฏิเสธองค์รัชทายาทต่อพระพักตร์ได้”
“แล้วคุณมัสรานีจะบอกความจริงเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทเมื่อไหร่คะ ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งอันตรายนะคะ”
ศีรษะทุยสวยของมัสรานีส่ายไปมาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสบตากับฟีรัสชายคนรัก “ฉันไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทหรอก”
“แล้ว... คุณมัสรานีจะทำยังไงคะ ฉันมองไม่เห็นทางออกของเรื่องนี้เลย”
“ฉันมีทางออกสำหรับเรื่องนี้แล้วละ แต่คงบอกให้เธอรู้ไม่ได้หรอก”
ชมพูนุชเลิกคิ้วสูง ความกังวลใจยังคงเต็มเปี่ยมแน่นอก หล่อนกลัวว่าพี่ชายจะต้องโทษทัณฑ์
“แต่ฉันคิดว่าทางออกเดียวสำหรับเรื่องนี้ ก็คือพี่ฟีรัสต้องเลิกยุ่งกับคุณมัสรานีค่ะ”
“นั่นเป็นทางออกสุดท้ายที่พี่จะทำ” ฟีรัสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ใช่ นั่นคือทางออกสุดท้ายที่เราสองคนจะทำ” มัสรานีกล่าวย้ำขึ้นด้วยน้ำเสียงเดียวกันกับพี่ชาย
ชมพูนุชภาวนาให้พี่ชายคิดได้ และหยุดการกระทำที่มีอันตรายถึงชีวิตถึงโดยเร็วที่สุด
“แต่ฉัน...”
“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วละ ชมพูนุช” ฟีรัสลุกขึ้นยืนจากโซฟา ในขณะที่มัสรานียังคงนั่งอยู่ “เพราะพี่ตัดสินใจลงไปแล้ว” พี่ชายของหล่อนย้ำชัด ก่อนจะหันไปหามัสรานี “พี่ขอตัวกลับบ้านก่อนนะมัสรานี แล้วเจอกัน”
“ค่ะ พี่ฟีรัส”
แขนเล็กของหล่อนถูกฟีรัสกุมเอาไว้ และรั้งให้เดินออกมาจากบ้านหลังกะทัดรัด โดยที่ข้างในยังคงมีมัสรานีอยู่ พวกเขาต้องแยกกันกลับเพื่อไม่ให้คนสงสัย
“พี่ฟีรัสคิดจะทำอะไรเหรอคะ” หล่อนเอ่ยถามทันทีเมื่อเดินออกมาจากบ้านหลังนั้นแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก”
น้ำเสียงของพี่ชายราบเรียบ สีหน้าของเขาก็เช่นกัน หล่อนช้อนตาขึ้นมองด้วยความเป็นกังวลใจ
“พี่ฟีรัสคงไม่ทำเรื่องไม่ดีใช่ไหมคะ”
“ไม่หรอก พี่จะไม่ทำอะไรไม่ดีหรอก เจ้าสบายใจได้ชมพูนุช”
คำตอบของพี่ชายทำให้หล่อนคลายความกังวลลงเล็กน้อย แต่ก็เหมือนมีลางสังหรณ์แปลกๆ ร้องเตือนอยู่ลึกๆ ตลอดเวลา
“เจ้าสัญญากับพี่นะว่าจะดูแลท่านพ่อของพี่เป็นอย่างดี”
“ฉันต้องดูแลท่านพ่ออย่างดีที่สุดอยู่แล้วละค่ะ ว่าแต่พี่ฟีรัสพูดแบบนั้น เหมือนจะไปไหนเลยนะคะ”
“เปล่าหรอก พี่ก็พูดไปอย่างนั้นเอง เรารีบเดินกันเถอะ นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว”
พี่ชายของหล่อนเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าไป ในขณะที่หล่อนเฝ้ามองแผ่นหลังกว้างของพี่ชายด้วยความกังวลยิ่งนัก
เช้าวันต่อมา องค์รัชทายาทจามีลเสด็จมาพบเจ้าชายเซรีมที่ตำหนักของพระชายาจัสมิน ซึ่งแน่นอนว่าหล่อนซึ่งเป็นนางกำนัลประจำตำหนักของพระชายาจัสมินก็จะต้องเผชิญหน้ากับเขาด้วยเช่นกัน
เรือนร่างสูงสง่าเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรช่างสง่างามเหลือเกิน ไม่ว่าจะพบเจอเขาเมื่อใด หัวใจไม่รักดีก็เอาแต่เต้นระส่ำราวกับหญิงเสียสติร่ำไป แม้ว่าจามีลจะไม่ได้ชายตาแลมาทางนางในไร้ค่าเช่นหล่อนเลยก็ตาม
“เสด็จพี่ไม่เห็นต้องเสด็จมาถึงที่นี่เลย ถ้าต้องการพบหม่อมฉัน ให้องครักษ์มาตามก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“พี่ผ่านมาทางนี้พอดีน่ะ ก็เลยแวะมาเยี่ยมเจ้ากับพระชายา พวกเจ้าสบายดีนะ”
“สบายดีพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายเซรีมนั่งโอบกระชับรอบกายอวบอัดของภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เอาไว้อย่างแสนรัก
“อืม แล้วหลานของพี่ล่ะ สบายดีไหม”
มะลิอมยิ้มก่อนจะตอบพี่ชายของสามี
“สบายดีเพคะองค์รัชทายาท”
รอยยิ้มละไมระบายบนใบหน้าหล่อจัดขององค์รัชทายาทจามีล แต่ไม่นาน รอยยิ้มก็จืดจางไปเมื่อสายตาคมกริบตวัดมองไปเห็นใบหน้าสวยงามของชมพูนุช
กรามแกร่งที่มีไรหนวดประปรายขบกันแน่น ความเดือดดาลแล่นพล่านในอก เขาชังน้ำหน้าของนางในผู้นี้ ตั้งแต่บังเอิญได้ยินว่าหล่อนบังอาจรักเขาแล้วละ
ยังจะมีหน้ามาทำหน้าตาน่าสงสารอีกหรือ
องค์รัชทายาทสูงศักดิ์เกรี้ยวกราดเดือดดาลอยู่ภายในอก เขาเกลียดดวงตากลมโตที่หวานฉ่ำสดใสราวกับพระอาทิตย์ยามเช้าของเจ้าหล่อน และก็เกลียดริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่ดูเหมือนจะหนาเกินไปของหล่อนเป็นที่สุด เพราะสิ่งที่เห็นมันทำให้เขารู้สึกได้ถึงการควบคุมตัวเองที่ลดน้อยถอยลง ซึ่งเขาไม่ชอบความรู้สึกบ้าบอนี้เลย
จามีลกัดฟันละสายตาจากดวงหน้าหวานละมุนตาของชมพูนุช และไม่คิดจะชายตาแลเจ้าหล่อนอีกเลย เขาพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบน้องชายและน้องสะใภ้อยู่สักพักก็ขอตัวกลับ โดยที่เจ้าชายเซรีมผู้เป็นน้องชายออกคำสั่งให้นางในหน้าหวานตามติดออกมาส่งนอกตำหนัก แต่เขาปฏิเสธทันควัน
“ไม่ต้องให้นางเข้าใกล้พี่”
เจ้าชายเซรีมชะงักเล็กน้อย มองใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้บูดบึ้งของพี่ชายด้วยความแคลงใจ
“มีอะไรเหรอพ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่”
“ไม่มีอะไรหรอก พี่ไปละ”
แล้วองค์รัชทายาทรูปงามก็เดินหายออกไปจากตำหนักของจัสมิน ในขณะที่ชมพูนุชก้มหน้าซีดเผือดลงมองพื้นพรมหนาด้วยความเจ็บปวด
มะลิมองนางกำนัลของตัวเองด้วยความเห็นใจ เพราะหล่อนมองออกว่าชมพูนุชแอบรักองค์รัชทายาทจามีล แต่ความรักนี้มันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะทั้งสองคนต่างกันราวกับฟ้าและเหว
“เจ้าไปเก็บดอกไม้ในสวนกับเราเถอะชมพูนุช”
“เพคะ พระชายา” ชมพูนุชตอบรับคำสั่งของเจ้านายเสียงสั่นเครืออย่างสุดควบคุม
“เดี๋ยวหม่อมฉันมานะเพคะเจ้าพี่” มะลิหันไปบอกสามีสุดหล่อของตัวเอง
เจ้าชายเซรีมระบายยิ้ม มองภรรยาอย่างเป็นห่วง “ให้เราไปเป็นเพื่อนไหม”
“เจ้าพี่ไปประชุมราชกิจเถอะเพคะ หม่อมฉันมีชมพูนุชและนางกำนัลอีกตั้งหลายคน ไม่ต้องเป็นห่วงนะเพคะ”
“งั้นต้องเดินให้ระมัดระวัง เข้าใจนะทูนหัว”
ความห่วงใยของเจ้าชายเซรีมที่มีต่อหล่อนนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย มะลิระบายยิ้มกว้าง น้ำตาแห่งความตื่นเต้นเอ่อล้นขอบตาทั้งสองข้าง
“ขอบพระทัยเพคะเจ้าพี่”
เจ้าชายเซรีมอมยิ้ม ดึงภรรยาเข้ามาจูบแก้มเบาๆ ก่อนจะหันมาสั่งเหล่านางกำนัล
“พวกเจ้าดูแลเมียเราให้ดีนะ อย่าให้ได้รับอันตรายอันใดเด็ดขาด”
“เพคะเจ้าชายเซรีม” เหล่านางกำนัลตอบรับ
“งั้นหม่อมฉันทูลลาเพคะ” มะลิถวายบังคมสามีสุดหล่อ ก่อนจะเดินออกไปจากตำหนัก โดยมีนางกำนัลซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือชมพูนุชตามติดไปอารักขาอย่างใกล้ชิด
ชมพูนุชลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าตรู่ของวันถัดมา แสงสีเงินยวงของพระอาทิตย์สะท้อนอยู่กับขอบฟ้ากว้าง หล่อนยืนมองทางหน้าต่างของห้องพัก ยิ้มเศร้าๆ ให้กับความต่ำต้อยของตัวเอง
จะดีแค่ไหนนะ หากหล่อนได้ตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนขององค์ รัชทายาทจามีลในทุกๆ เช้า ผู้ชายที่หล่อนเฝ้ารัก เฝ้าภักดีมาตลอดตั้งแต่หัวใจรู้จักความรักระหว่างชายหญิง ชื่อของเขาเฝ้าวนเวียนอยู่ในสมอง ลมหายใจของหล่อนก็มีแต่เขาและเขาเรื่อยมา แม้จะรู้ดีว่าทำได้แค่แอบรักเท่านั้นก็ตาม
หญิงสาวฝืนยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะกัดฟันสลัดความเศร้าหมอง และเตรียมตัวไปรับใช้พระชายาจัสมินที่ตำหนัก หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จแล้ว หล่อนเดินออกมาจากเรือนพัก แต่แล้วก็ต้องชะงักเท้ากึก เมื่อหางตาแลไปเห็นแผ่นหลังของพี่ชายอยู่ในมุมเสาด้านในสุดของตัวบ้าน
“คืนนี้เราจะหนีออกไปจากวังด้วยกัน เจ้าไปรอพี่ที่ประตูวังทางด้านทิศตะวันออกตอนสองยาม”
ดวงตากลมโตของชมพูนุชแทบถลน สิ่งที่ได้ยินทำให้ความหวาดกลัวแล่นเข้ามาแน่นอก หล่อนน้ำตาคลอ มองแผ่นหลังของพี่ชายด้วยความเป็นห่วง
“พี่ฟีรัส... นี่พี่คิดจะทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันคะ” หล่อนพึมพำด้วยความวิตกกังวล และก็ยืนรอจนพี่ชายส่งมัสรานีออกไปจากอาณาเขตของบ้านพักแล้ว หล่อนจึงก้าวออกมาจากที่ซ่อน เผชิญหน้ากับพี่ชาย
“ชมพูนุช!” สีหน้าของฟีรัสเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือชมพูนุช”
ผู้เป็นน้องสาวเม้มปากแน่น ช้อนตามองพี่ชาย ก่อนจะพูดออกไปด้วยความเป็นห่วง “สิ่งที่พี่ฟีรัสจะทำ... มันเป็นเรื่องผิดมากนะคะ ฉัน... เป็นห่วงพี่ ได้โปรดยุติเรื่องนี้ลงเถอะค่ะ”
“พี่ตัดสินใจแล้ว และถ้าเจ้ารักพี่ ไม่อยากให้พี่ตาย เจ้าก็ต้องเก็บเรื่องที่เจ้าได้ยินเอาไว้เป็นความลับ”
“พี่ฟีรัส...”
“แต่ถ้าเจ้าต้องการเห็นพี่รับโทษจนตาย เจ้าก็เอาเรื่องนี้ไปกราบทูลองค์รัชทายาทได้เลย”
หล่อนส่ายหน้าไปมา มองพี่ชายอย่างวิงวอน น้ำตาไหลรินออกมาด้วยความเสียใจ
“แล้วพี่คิดว่าจะหนีพ้นเหรอคะ มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่พี่จะทำแบบนี้”
“นี่คือทางออกเดียวที่พี่กับน้องมัสรานีจะได้อยู่ด้วยกัน”
“มันยังมีทางออกอื่นที่ดีกว่านี้อีกนะพี่ฟีรัส แต่พี่กับคุณมัสรานีไม่ยอมทำเท่านั้นเอง”
ฟีรัสมองน้องสาว ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พี่รู้ว่าเจ้าหมายความว่าอะไร แต่พี่ไม่กล้าพอที่จะไปสารภาพความจริงกับองค์ รัชทายาทหรอก และน้องมัสรานีเองก็ไม่กล้าเช่นกัน ดังนั้นการหนีจากไป คือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”
“แต่ว่า...”
พี่ชายต่างมารดายกมือขึ้นวางบนบ่าบอบบางของหล่อน และพูดสั่งเสีย “ฝากดูแลพ่อของพี่ด้วยนะ”
“พี่ฟีรัส... อย่าทำแบบนี้เลย...”
“เจ้าหยุดพูดเถอะ แล้วก็ไปทำหน้าที่ของเจ้าได้แล้ว พี่เองก็จะไปอาบน้ำ และไปเข้าเวรที่ตำหนักของเจ้าชายเซรีมเหมือนกัน”
“พี่ฟีรัส...”
พี่ชายไม่สนใจเสียงเรียกของหล่อนอีกแต่อย่างใด เขาหมุนตัวและเดินหายเข้าไปในบ้านพักทันที
ชมพูนุชยืนหน้าซีดเผือด สมองจินตนาการถึงเหตุการณ์หลังจากที่ฟีรัสและมัสรานีหนีออกไปจากซาเรียได้เป็นอย่างดี ทุกคนจะต้องเดือดร้อนโดยเฉพาะพ่อของฟีรัสนั่นเอง
“ฉัน... ยอมให้พี่ทำแบบนี้ไม่ได้หรอกพี่ฟีรัส” กลีบปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง “มันผิด และพี่ก็จะต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปตลอดชีวิต ฉันทนเห็นพี่ลำบากแบบนั้นไม่ได้หรอก”
หล่อนก้าวเท้าออกไปจากบ้าน ในหัวพยายามขบคิดหาหนทางที่จะขัดขวางแผนการของมัสรานีและพี่ชายของตัวเองตลอดเวลา
“เป็นอะไรหรือเปล่าชมพูนุช”
คนที่นั่งจัดดอกไม้ใส่พานไปและนั่งเหม่อลอยไปสะดุ้งโหยง เมื่อคำถามจากพระชายาในเจ้าชายเซรีมดังขึ้น
“เอ่อ... เปล่าเพคะพระชายา”
“แต่เราเห็นเจ้านั่งเหม่อลอยมาตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วนะ นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว เจ้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลายความโศกเศร้าลงเลย มีอะไรหรือเปล่า”
สิ่งที่มะลิสงสัยมันคือเรื่องจริง แต่หล่อนไม่อาจจะปริปากบอกเรื่องทุกข์ในใจออกไปได้ เพราะมันอันตรายถึงชีวิตของคนในครอบครัวเลยทีเดียว
“ไม่มีอะไรจริงๆ เพคะพระชายา”
มะลิระบายยิ้มบางๆ และไม่เชื่อคำแก้ตัวของนางกำนัลคนสนิทแม้แต่น้อย
“หรือว่าเรื่ององค์รัชทายาทล่ะ”
จากหน้าซีดเผือด กลับกลายเป็นแก้มแดงระเรื่อขึ้นมาทันตา หญิงสาวรีบส่ายหน้าดิกจนหัวแทบหลุดขาดออกจากลำคอ
“หม่อม... หม่อมฉันไม่กล้าอาจเอื้อมคิดถึงองค์รัชทายาทหรอก เพคะพระชายา”
“แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะ”
“เอ่อ...” ชมพูนุชยกมือขึ้นกุมแก้มทั้งสองข้างของตนเอง และก็พบว่ามันร้อนผะผ่าวจนน่าอับอาย
“เอาละ เราไม่แซวเจ้าแล้ว” มะลิหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีที่สามารถทำให้ชมพูนุชยิ้มออกมาได้ แม้จะเป็นเพียงแค่รอยยิ้มเอียงอายก็ตามที “แต่เรามีงานให้เจ้าทำน่ะ”
คนที่ก้มมองพื้นพรมหนาสีสวยค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “เพคะพระชายา”
มะลิพยักหน้าให้กับนางกำนัลอีกคน ไม่ช้า นางกำนัลคนนั้นก็เดินออกไปตำหนัก แต่พักเดียวก็เดินกลับมาพร้อมกับพานใส่ขนมหวานในมือ
“เมื่อคืนเราได้ยินเจ้าชายเซรีมตรัสว่าองค์รัชทายาทอยากรับประทานขนมหวานน่ะ เจ้าช่วยเอาไปให้พระองค์ที่ตำหนักทีนะ ชมพูนุช”
สิ่งที่ได้ยินทำให้ชมพูนุชช็อกตาค้าง หากทำได้ หล่อนคงส่ายหน้าและปฏิเสธออกไป แต่นี่หล่อนเป็นแค่เพียงคนรับใช้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่อาจจะขัดคำสั่งของเจ้านายได้ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า คนที่ต้องไปพบนั้นชังน้ำหน้าหล่อนมากแค่ไหน
“เพ... เพคะ”
“ขอบใจนะชมพูนุช เอสม่าส่งพานใส่ขนมหวานให้กับชมพูนุชสิ” มะลิหันไปสั่งนางกำนัลอีกคน
“เพคะพระชายา” เอสม่ายื่นพานใส่ขนมหวานที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตสวยงามให้กับหล่อน ซึ่งหล่อนก็จำต้องรับเอามาถือประคองเอาไว้ด้วยความระมัดระวัง
มะลิมองชมพูนุชด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะออกคำสั่ง “หลังจากเจ้าเอาพานขนมหวานไปถวายองค์รัชทายาทเสร็จแล้ว เจ้าก็กลับเรือนไปได้เลยนะ พรุ่งนี้ค่อยมารับใช้เราใหม่”
“เพ... เพคะพระชายา”
“ไปเถอะ”
“เพคะ”
หล่อนย่อตัวลงถวายความเคารพ ก่อนจะประคองพานใส่ขนมหวานแสนสวยออกไปจากตำหนักของมะลิ ทุกย่างก้าวช่างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หล่อนภาวนาไปตลอดทางให้ไม่พบองค์รัชทายาทจามีลที่ตำหนัก
เพียงไม่ถึงห้านาที หล่อนก็มาถึงตำหนักอันโอ่อ่าสวยงามขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรซาเรีย ตอนแรกหล่อนตั้งใจจะฝากให้ทหารยามหน้าตำหนักเป็นคนยกพานขนมหวานเข้าไปไว้ในตำหนักแทนตนเอง แต่คิดไปคิดมาก็เกรงว่าทหารยามจะกระทำไม่ระมัดระวังจนเสียหาย ดังนั้นหล่อนจึงกัดฟันยกเข้าไปในตำหนักหรูด้วยตนเอง
และเมื่อเข้ามาถึงภายในตำหนักขององค์รัชทายาทรูปงาม หล่อนก็ถึงกับต้องตื่นตะลึง เพราะนี่คือครั้งแรกที่หล่อนได้เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของจามีล
ทุกอย่างรอบตัวช่างสวยงาม วิจิตรตระการตา ไม่ว่าจะมองไปทิศทางไหนก็งดงามไร้ที่ติ จนหล่อนอดที่จะก้มลงมองตัวเองไม่ได้ ร่างกายที่สกปรกไม่คู่ควรแม้แต่จะเหยียบย่างเข้ามาด้วยซ้ำ เท้าบอบบางก้าวนำพานใส่ขนมหวานไปวางไว้บนโต๊ะไม้แกะสลักที่งามจนไม่กล้าสัมผัส จากนั้นดวงตากลมโตที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงตลอดเวลาก็กวาดมองไปรอบๆ ตัวอย่างพิจารณา จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับประตูที่เปิดแย้มอยู่ ซึ่งภายในนั้นน่าจะเป็นห้องนอนขององค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์นั่นเอง
ใจหนึ่งบอกให้รีบไสหัวออกไปจากตำหนักของจามีลซะ แต่อีกใจที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะได้ในที่สุด สองเท้าเล็กก้าวตรงไปยังประตูห้องนอนขององค์รัชทายาทแห่งซาเรีย และก้าวเข้าไปภายใน
เนื้อตัวสาวสั่นเทา เมื่อดวงตารับภาพเตียงขนาดกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาก่อนเข้ามาในสายตา กลีบปากอิ่มสั่นระริก เพราะหัวสมองไม่รักดีดันจินตนาการพริ้มเพริดไปถึงฉากเสพสังวาสของชายหญิงบนเตียงนุ่มนั้น
สองร่างชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างดุดันเมามัน การเคลื่อนไหวสอดประสานหนักหน่วงจนเตียงนอนยังไหวโยกตาม ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นแหงนเงยไปด้านหลัง ยามถูกสอดเสียบด้วยความแข็งชันกำยำของผู้ชายผิวแทนสวยไปทั้งตัว ปากอิ่มบวมเจ่อเผยอร้องครวญคราง และเสียงหวานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียดเสียวนั้นก็ช่างคุ้นหูยิ่งนัก
“อ๊า... อา...”
นั่นมันเสียงของหล่อน...
ใช่... เสียงร่านร้อนราวกับโสเภณีข้างถนนของผู้หญิงคนนั้นมันคือเสียงของหล่อนนั่นเอง