ตอนที่ 2.
“พ่อ... พ่อคือพ่อโอลิเวอร์ของลูกยังไงล่ะครับ”
โอลิเวอร์ผลักประตูก้าวเข้าไปหาลูกชาย เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้เด็กน้อยที่ทำหน้าเหวอ ย่อตัวอ้าแขนออกสบตาสีเดียวกันแล้วพยักหน้าให้ น้องเอื้อนิ่งมองอยู่ครู่หนึ่งริมฝีปากสีสดเบะออกก่อนจะโผเข้าหาอ้อมกอดที่แกรอคอยมาทั้งชีวิต พร้อมกับปล่อยโฮลั่น
“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อเป็นพ่อโอลิเวอร์ของเอื้อจริงๆนะครับ” เจ้าตัวซุกหน้ากับอกอุ่น สองแขนกอดรัดลำตัวหนาไว้แน่น เมื่อถูกกอดรัดตอบหัวใจดวงน้อยก็พองโต น้ำตาไหลพรากออกมาแบบยั้งไม่อยู่ “น้องเอื้อรอคุณพ่อ น้องเอื้ออยากไปหาคุณพ่อ ฮือ... แม่สินีบอกว่าคุณพ่อทำงานอยู่เมืองนอกไกลมาก”
โอลิเวอร์ตื้อในอกขอบตาร้อนผ่าวน้ำตาซึมเขากอดรัดร่างน้อยแนบอก มือข้างหนึ่งลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นสะท้านจากแรงสะอื้นอย่างเวทนา สิตาภาหลอกลูกว่าเขาอยู่ไกล ปล่อยให้ลูกโหยหาอ้อมกอดของคนเป็นพ่ออยู่นานหลายปี หากไม่บังเอิญเจอสองแม่ลูกเขาคงไม่รู้ว่ามีดวงใจน้อยดวงนี้เฝ้ารออยู่ และลูกก็คงจะรอพ่อเก้ออยู่นานแสนนาน อาจจะนานจนแกเติบใหญ่โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้ได้อุ้มชูสายเลือดในอก สายเลือดที่ติดท้องเธอไปในวันที่เขาพร่าผลาญร่างกายเธอ โอลิเวอร์สะท้อนในใจ สิตาภาคงเกลียดเขามากที่ทำร้ายเธอแบบนั้น สิ่งเลวร้ายที่เธอก่อมันทำให้เขาเกิดโทสะจนขาดสติ แรงรักแรงเกลียดสุมแน่นในทรวงจนผลักดันการกระทำอันเลวทรามนั้นขึ้น เขาไม่เข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่ทำไม่ผิด เมื่อความจริงแล้วเขารู้สึกผิดมาตลอด แต่ถามว่าเขายกโทษให้เธอได้ไหม โอลิเวอร์ก็ไม่อาจทำใจให้อภัยกับความร้ายกาจนั้นลง สิตาภายิงพี่ชายเขาจนเกือบตาย หลอกลวงเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรักกับความเกลียดปนเปกันจนแยกไม่ออก เขาเกลียดเธอมาก แต่ก็รักเธอฝังใจ ยิ่งตอนนี้ได้รู้ว่าเธอมีลูกชายให้เขา ชายหนุ่มกลับทำใจปล่อยเธอไปไม่ได้ ห้าปีกับการทำตัวเหลวไหล ห้าปีกับหัวใจที่ไม่เคยหายเจ็บปวด เขาอยากหยุดความทรมานนั้นเสียที โดยการให้ต้นเหตุกลับมาชดใช้ความผิดที่เธอทำไว้
“อย่าร้องนะลูก พ่อกลับมาแล้ว พ่อจะมารับน้องเอื้อกับแม่ของลูกไปอยู่ด้วยกันที่อังกฤษ ไปอยู่กับพ่อนะลูก” เขาปลอบโยนลูกน้อย ขณะปาดป้ายคราบน้ำตาออกจากพวงแก้มอ่อนใสนั้นอย่างอ่อนโยน
น้องเอื้อฉีกยิ้มกว้าง พยักหน้ารับในทันทีด้วยความดีใจ “ครับ น้องเอื้อจะไปอยู่กับคุณพ่อ เราไปหาแม่สินีกับเถอะครับ แม่อยู่ในบ้าน” ลูกชายตัวน้อยจูงแขนผู้เป็นพ่อพาเดินเข้ามาในบ้าน
โอลิเวอร์มองไปทั่วตัวบ้านหลังน้อย เขาหยุดดูรูปถ่ายของสองแม่ลูกที่วางอยู่บนชั้นโชว์ข้างผนัง สิตาภาบันทึกภาพพัฒนาการของลูกชายไว้ทุกระยะ ตั้งแต่เกิดจนเติบโตในช่วงปีจนถึงปัจจุบัน ใบหน้างามของเธอแต้มรอยยิ้มน่ามอง ดวงตาดูอบอุ่นอ่อนโยนยามทอดมองเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขน ช่วงเวลาดีๆ แสนมีค่าเหล่านั้นช่างน่าเสียดายนัก หากเขารู้เร็วกว่านี้เขาคงได้โอบอุ้มลูกตั้งแต่แกลืมตาดูโลก เฝ้าดูแลมองเห็นทุกย่างก้าวของแกไปพร้อมกัน ลูกคงไม่อ้างว้างว้าเหว่ขอดพ่อมานานขนาดนี้ เขารู้สึกวูบในอกหัวใจทั้งดวงราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคั้นจนเจ็บหนึบไปหมด หัวร้อนร้อนผ่าวแสบพร่าก้อนแข็งๆ แล่นมาจุกอก ชายหนุ่มก้มลงมองลูกชายด้วยแววตาเสียใจก่อนจะอุ้มแกมากอดซบบ่า สองแขนกอดรัดร่างน้อยแนบแน่นอย่างแสนรัก ให้สัญญากับตัวเองว่าเขาจะไม่มีปล่อยให้ลูกต้องขาดความอบอุ่นอีกแล้ว
“ปล่อยลูกชายฉันมานะ!”
เสียงคุ้นหูของหญิงสาวทำให้โอลิเวอร์หันไปมอง เขาแค่นยิ้มเมื่อเห็นดวงตาคู่สวยมองเขาอย่างหวั่นหวาด
“น้องเอื้อเป็นลูกของผม” เขามองหน้าซีดๆ ของเธอแล้วกดเสียงหนัก จ้องมองด้วยสายตาเข้มดุ “แกเป็นลูกของเราสิตา”
วาสินีสบสายตาดุดันของชายหนุ่มร่างใหญ่ แววตาของเขามันทำให้คนถูกจ้องสั่นไปทั้งตัว หญิงสาวมองร่างน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างใจหาย ลูกชายของเธอยอมให้คนแปลกหน้าอุ้ม ทั้งๆ ที่เป็นคนหวงตัว กับโจนาธานเพื่อนร่วมธูรกิจของเธอ น้องเอื้อไม่เคยยอมให้แตะตัว ออกฤทธิ์ออกเดชแกล้งอีกฝ่ายสารพัด แต่กลับยอมให้โอลิเวอร์กอดแกอุ้มแก นี่สินะที่เขาเรียกว่าสายใยของความผูกพันทางสายเลือด...
“แม่สินี พ่อโอลิเวอร์มารับเราไปอยู่ด้วยกันครับ” เสียงใสแจ้วของเด็กชายปลุกคนเป็นแม่ให้หลุดจากความหวาดหวั่น “คุณพ่อกลับมาหาเอื้อกับแม่แล้ว ดีใจจังเลย”
วาสินีจุกในอก น้ำตาแทบร่วงเมื่อลูกเทใจให้พ่อของแกหมดดวงตั้งแต่แรกพบ เธอไม่เคยปิดบังลูกว่าพ่อของแกชื่ออะไร แม้ไม่เคยให้ดูรูปเพราะสิตาภาพี่สาวฝาแฝดของเธอซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของน้องเอื้อไม่เคยเก็บรูปถ่ายของพ่อเด็กไว้ แต่วาสินีก็ฝังความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับพ่อไว้ในหัวลูก หลังจากสิตาภาคลอดน้องเอื้อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทำให้พี่สาวของเธอไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ด้วยตัวเอง ในฐานะน้องสาวน้าของเด็กชายวาสินีก็ทำหน้าที่ต่างแม่ให้เด็กน้อยตั้งแต่แรกเกิด แม้ไม่ใช่แม่แต่ก็เลี้ยงดูอุ้มชูมาตั้งแต่เล็กความผูกพันมีล้นเหลือจนลืมเลือนสถานะที่แท้จริงไปหมดสิ้น ยามนี้พ่อตัวจริงของเอื้อมาทวงสิทธิ์แล้ว เธอในฐานะแม่กำมะลอจะทำยังไงดีไม่ให้เขาพรากลูกไปจากอกเธอ
“มาหาแม่ก่อนน้องเอื้อ” วาสินีเรียกลูกชายเสียงนุ่ม หวังให้ลูกยอมออกจากอกพ่อมาหาเธอเอง แต่เด็กน้อยกลับกวักมือเรียก
“แม่สินีมาหาเอื้อกับพ่อสิครับ” เด็กชายยิ้มแป้นมองหน้าพ่อของแกอย่างสุขใจ เกิดความคิดอยากเห็นพ่อกับแม่ได้กอดกัน “แม่สินีมานี่สิครับ คุณพ่อแม่สินีดื้อครับ ไม่ยอมเดินมาหาเรา”
เจ้าตัวน้อยทำคิ้วย่น เมื่อเห็นมารดายังยืนเฉย แกอยากให้พ่อกับแม่มากอดแกพร้อมๆ กัน เหมือนที่เคยฝันทุกคืน แม่สินีก็อะไรไม่รู้ เคยบอกว่าคิดถึงพ่อแต่เจอพ่อแล้วไม่มาหาแถมยังทำเสียงดุอีก หรือว่าแม่ไม่รักพ่อแล้ว... เด็กชายแอบใจหาย แม่ต้องงอนพ่อแน่ๆ ที่หายไปนานไม่ยอมกลับมาสักที แบบนี้ต้องให้พ่อง้อแม่สักหน่อย เด็กเจ้าแผนการมองหน้าพ่อแม่พร้อมกับความคิดเล็กในหัววาบขึ้นมา แกก้มลงไปกระซิบบอกผู้เป็นพ่อว่า
“เอื้อว่าแม่งอนพ่อแน่ๆ เลยครับ พ่อไปง้อแม่หน่อยสิครับ”
โอลิเวอร์ละสายตาจากวาสินี หันมาสนใจฟังลูกชาย “ง้อยังไงครับ บอกวิธีพ่อหน่อยสิครับ” เขาเล่นไปตามน้ำ ไม่อยากทะเลาะกับแม่เด็กให้ลูกชายเห็น เกรงลูกจะสะเทือนใจ
วาสินีมองดูลูกชายกระซิบกระซาบส่งเสียงหัวเราะคิกคักกับคนเป็นพ่อ ราวกับสนิทสนมกันมาตั้งแต่เกิด ก็รู้สึกน้อยใจลูกขึ้นมา แค่ไม่ทันพ้นชั่วโมงเจ้าลูกชายก็แปรพักตร์ไปเข้าข้างคนเป็นพ่อแล้ว หากลูกรู้ว่าเธอไม่ใช่แม่คงยอมตามพ่อไปอยู่ด้วย หัวใจโหวงวูบราวกับโดนกระชากหัวใจออกไป เมื่อความคิดนั้นปรากฏในหัว
ไม่... เธอไม่ยอมให้เขาชุบมือเปิบเอาลูกที่เธอเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกไป ถึงเขาจะเป็นพ่อก็ได้สิทธิ์นั้นมาแบบไม่ชอบธรรม สิตาภาเล่าทุกอย่างในชีวิตให้แฝดอย่างเธอฟัง แม้สิ่งที่พี่สาวเคยทำในอดีตจะไม่ใช่สิ่งดีนัก แต่ในฐานะสายเลือดเดียวกัน เธอก็ยอมรับฟังและให้กำลังใจพี่สาวซึ่งตอนนั้นมีสภาพน่าเวทนาจากการถูกผู้ชายใจร้ายคนนี้ขืนใจ และยังต้องหนีคดีพยายามฆ่าพี่ชายของเขา วาสินีตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งที่เมืองไทยหอบหิ้วพี่สาวฝาแฝดข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้ เกาะล้อมรักหรือชาวต่างชาติเรียกเกาะเลิฟซึ่งปัจจุบันถูกสร้างเป็นรีสอร์ตหรูกลางทะเล มีทัศนียภาพงดงามไม่แพ้เกาะใดใด โดยความช่วยเหลือของนายชาญชัยบิดาของทั้งสองที่มาร่วมหุ้นกับโจนาธาน ที่นี่ทำให้สิตาภารอดพ้นจากการตามจับของเจ้าหน้าที่ และกลายเป็นที่พักพิงให้พี่สาวของเธอหลังจากตั้งครรภ์ไม่สมประสงค์จากผลพวงของการถูกขืนใจ
ตอนที่ 3.
“พ่อใส่ชื่อพ่อของเจ้าเอื้อว่า โอลิเวอร์ เมดิสันไปแล้ว อย่าบอกสิตาให้รู้นะ ไม่อย่างนั้นมันจะอาละวาดพ่อ มันเกลียดผู้ชายคนนั้นมาก แต่เจ้าเอื้อควรได้รับสิทธิ์ตามชาติกำเนิดของแก ไอ้คนเป็นพ่อของมันต้องชดใช้ให้ลูกชายที่มันทำให้เกิดมา”
นายชาญชัยลงชื่อบิดาในใบเกิดของหลานชายตามจริง ด้วยหวังในทรัพย์มหาศาลของตระกูลเมดิสัน ซึ่งจะต้องต้องเป็นของหลานชายในอนาคต โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังสร้างปัญหาให้วาสินีด้านสิทธิ์ในการเลี้ยงดูน้องเอื้อ
“เวลาแม่งอนถ้าจะให้หาย พ่อต้องกอดแม่แน่นๆ แล้วก็หอมแก้มแรงๆ ทั้งสองแก้ม ทำแบบนั้นแม่จะหายงอนเลยครับ เชื่อเอื้อสิครับพ่อ”
เจ้าตัวแสบแนะนำเคล็ดลับการง้อ ให้ผู้เป็นพ่อลองทำดู แกรู้ดีว่าต่อให้โกรธแค่ไหน แม่ก็ใจอ่อนทุกครั้งที่ถูกลูกกอดและหอม วิธีนี้น่าจะได้ผลหากคนเป็นพ่อนำไปใช้
โอลิเวอร์รับฟังเคล็ดลับของลูกชายแล้วแอบขำ เจ้าตัวน้อยคงคิดตามประสาเด็กว่าทำแบบนี้แล้วแม่จะหายงอนพ่อ ซึ่งความจริงแล้วมันคงไม่ได้ผลเลยต่างหาก เขาจำต้องวางร่างเล็กของลูกชายลงบนพื้น ก้มลงกระซิบบอกแกว่า
“น้องเอื้อไปเล่นข้างนอกก่อนนะลูก ขอเวลาพ่อง้อแม่ก่อนนะ ถ้าลูกอยู่ด้วยแม่จะไม่ยอมให้พ่อง้อ” เขาแสร้งบอกลูกชาย
เอื้อพยักหน้ารับฟัง และทำตามที่พ่อของแกบอกอย่างว่าง่าย ร่างน้อยวิ่งตื๋อออกไปจากบ้านแถมปิดประตูเรียบร้อย เจ้าตัวแสบไม่ได้ไปไหนไกลแต่แอบวิ่งย้อนมาแอบดูฉากง้องอนของผู้ให้กำเนิดอยู่ข้างหน้าต่างอีกฟากของบ้าน
“น้องเอื้อไปไหนลูก”
วาสินีเรียกลูกชายไม่ทันเจ้าตัวน้อยวิ่งออกไปพ้นประตูแล้ว ร่างบางขยับตัวจะเดินไปตามหาลูกชาย แต่ถูกมือหนาจับข้อมือรั้งไว้ก่อน หญิงสาวสะดุ้งโหยงด้วยไม่เคยสนิทสนมกับเพศตรงข้ามแบบใกล้ชิดอย่างนี้มาก่อน มือน้อยสะบัดเต็มแรงจนหลุดออกแล้วถอยหลังกรูดมาอีกฟากห้องด้วยความตกใจ
ปฏิกิริยานั้นทำให้โอลิเวอร์วูบในใจ ความรู้สึกผิดแล่นวาบเข้ามาในอก เขาเคยทำร้ายเธอเคยทำตัวไม่ต่างจากซาตานร้ายขืนใจเธอด้วยความบ้าคลั่ง แววตาตื่นกลัวของเธอบาดใจเขานัก เขารู้ตัวว่าผิดแต่ไม่มีปัญญากลับไปแก้ไขอดีตที่ผ่านมาได้
“กลัวอะไรผมนักหนาสิตา ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก แค่อยากตกลงเรื่องลูก” เขาบอกเธอเสียงอ่อนลง ขณะเดินมานั่งที่โซฟายาวกลางห้อง ผายมือให้เธอนั่งลง “นั่งสิ เราจะต้องคุยกันยาว ถ้าคุณไม่เมื่อยจะยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้นะ”
วาสินีมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างชั่งใจ สิ่งที่เขาทำกับสิตาภาทำให้เธอรู้สึกระแวงผู้ชายคนนี้ เขาหล่อมากราวกับเทพบุตร แต่ใช่ว่าเขาจะไม่ร้ายกาจ คนเรามองหน้าไม่รู้ใจ
“ฉันจะนั่งคุยกับคุณก็ได้” ร่างบางค่อยๆเดินอ้อมมานั่งเก้าอี้ด้านข้าง
ท่าทางเหมือนหนูกลัวแมวของเธอทำให้โอลิเวอร์สะท้อนใจ สิตาภาในอดีตไม่ใช่ผู้หญิงนุ่มนิ่มขี้กลัวแบบนี้ แผลจากการกระทำไร้สติของเขา ทำให้เธอกลายเป็นคนแบบนี้เชียวหรือ คมแส้แห่งความสำนึกผิดโบยตีเขาอีกหน
“น้องเอื้อเป็นลูกของเรา” เขามองหน้าเธออย่างคาดคั้น คำตอบที่แม้จะรู้แล้วแต่ต้องการคำยืนยัน
“ใช่ น้องเอื้อเป็นลูกของคุณ”
วาสินีไม่อาจรวมตัวเธอ เขา และลูกชาย เป็นเราได้ เมื่อความจริงเธอเป็นแค่น้าของน้องเอื้อเท่านั้น
ดวงตาสีฟ้าสดวาบขึ้นมาเมื่อได้รับคำยืนยัน “ผมต้องการดูแลลูกของผม” เขามองหน้าเธอ สบตาคู่สวยที่ยังคงทำให้คนมองหัวใจไหวหวั่นได้เสมอ
“คุณก็มาหาแกได้ ฉันอนุญาต” วาสินีหลุบตาหลบสายตาคมของเขาอย่างประหม่า ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ในตัวแบบที่แทบไม่ต้องทำอะไร แค่สบตาก็พาลใจสั่นแทบเข่าอ่อนได้
“ผมหมายถึง ผมต้องการดูแล เลี้ยงดูแกในฐานะพ่ออย่างเต็มตัว” เขาข่มความไม่พอใจไว้ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น
วาสินีเงยหน้าขึ้นมองคนพูด แข็งใจสู้ตาเขา “น้องเอื้อเป็นลูกของคุณก็จริง แต่แกเกิดมาจากการกระทำป่าเถื่อนของคุณ ถ้าแค่อยากรับผิดชอบแกเพราะรู้สึกผิด ฉันไม่ต้องการ” หญิงสาวเสียงแข็งเข้าสู้ หากเธอกลัวเขาเธอจะถูกเขาพรากดวงใจไป
โอลิเวอร์สะอึกเมื่อโดนฟาดกลับด้วยคำพูดย้ำรอยผิดในใจ ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ความคิดในหัววิ่งวนในการหาข้ออ้างดูแลสองแม่ลูก ใจอยากบอกว่าเพราะรักก็ทำไม่ได้เมื่อความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกเธอทำร้ายหัวใจยังคงเป็นค้างคาใจอยู่ ท่าทางของหญิงสาวแข็งกร้าวนัก หากใช้ไม้อ่อนเจ้าตัวก็คงไม่ยอมเหมือนกัน เมื่อแข็งมาเขาก็จะแข็งกลับ เขายินดีเป็นคนเลวในสายตาของเธออีกครั้ง แลกกับการได้ลูกชายกลับคืนอ้อมอก
“ผมต้องการดูแลลูก ถึงแกจะเกิดจากอะไรก็ตาม แต่แกเป็นลูกชายผมเป็นคนในตระกูลเมดิสัน ผมไม่ยอมให้ลูกต้องมาอยู่ตามลำพังแบบนี้ ไม่รู้จักญาติพี่น้องของแกหรอก”
“ฉันเลี้ยงของฉันมาตั้งแต่เกิด จู่ๆ คุณจะมาพรากแกจากอกฉัน ฉันไม่ยอมยกแกให้คุณหรอก” วาสินีกำหมัดแน่น จ้องหน้าคนตัวโตอย่างคนที่พร้อมจะปกป้องหัวใจดวงน้อยของตัวเองสุดกำลัง
โอลิเวอร์แค่นยิ้ม มองท่าทางเหมือนหนูขู่แมวของหญิงสาวแล้วส่ายหน้า สิตาภาเคยร้ายกว่านี้... แต่ก็ดีร้ายน้อยกว่าเดิมเขาจะได้จัดการเธอง่ายหน่อย
“สิตาผมบอกเหรอว่าผมจะพรากลูกไปจากคุณ” เขาจ้องหน้าเธอนิ่ง แววตาของเขาแข็งกร้าวขึ้น “เราจะไปอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกที่ลอนดอน เราจะแต่งงานและจดทะเบียนกัน น้องเอื้อจะเป็นลูกชายของผมโดยมีคุณเป็นแม่ของแกเหมือนเดิม”
ข้อเสนอของเขาทำเอาวาสินีนิ่งเงียบ ครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากเธอรับปากไป
“ถ้าฉันไม่รับปากล่ะคะ”
โอลิเวอร์ยิ้มเย็น เดาได้ว่าเธอต้องตอบมาแบบนี้ “ถ้าคุณไม่รับข้อเสนอของผม คุณก็เตรียมย้ายไปนอนในคุกได้เลย คดีพยายามฆ่าพี่ชายผมเมื่อห้าปีก่อนยังไม่หมดอายุความ ผมสามารถเอาคุณเข้าคุกได้ ในเมื่อแม่ของแกไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูลูกได้เพราะติดคุก พ่ออย่างผมก็สามารถรับแกไปเลี้ยงดูแทน ถึงเวลานั้นลูกก็จะเป็นของผมโดยคุณไม่มีปัญญามาขวางอีก หึ หึ”
วาสินีใจหายวาบลืมคิดถึงข้อนี้ เขาช่างร้ายกาจนักจะแจ้งตำรวจจับแม่ของลูกเพื่อแย่งสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก สิ่งที่เขาอ้างมันมีทางทำได้ เธอไม่ได้กลัวถูกจับเพราะไม่ได้ทำผิดกฏหมาย แต่หากต้องพิสูจน์ความจริงขึ้นมาเขาต้องรู้ว่าเธอไม่ใช่แม่ของน้องเอื้อ มันยิ่งง่ายที่เขาจะใช้สิทธิ์ในฐานะพ่อเอาตัวน้องเอื้อไปดูแล หญิงสาวเริ่มคิดไม่ตกหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ เธอไม่อยากเสียน้องเอื้อให้เขาไปเพราะรับปากกับสิตาภาไว้แล้วว่าจะดูแลน้องเอื้อแทนพี่สาวฝาแฝด ซึ่งเธอตั้งใจไว้ว่าจะดูแลน้องเอื้อไปตลอดชีวิต หากตอนนี้โอลิเวอร์มาทวงสิทธิ์ของเขาแล้ว
“คุณมันร้ายนัก... บีบบังคับให้ฉันไม่มีทางเลือก” เธอด่าว่าเขาด้วยความแค้นใจ
“ผมจะไม่ร้าย ถ้าคุณยอมทำตามที่ผมต้องการ” โอลิเวอร์กดยิ้มพอใจ เมื่อเห็นท่าทางของเธอ “พรุ่งนี้เราจะจัดงานแต่งงานและจดทะเบียนกันที่นี่ หลังจากนั้นเราจะบินกลับไปอังกฤษด้วยกัน”
“อะไรนะคะ ทำไมไม่ให้เวลาฉันคิดบ้าง” วาสินีรีบท้วง ตกใจที่เขาจะแต่งงานกับเธอเร็วแบบนั้น
“ให้เวลาคุณหอบลูกหนีผมไปน่ะเหรอสิตา ผมไม่โง่แบบนั้นหรอกน่า”
โอลิเวอร์ยิ้มอย่างรู้ทันเธอ เขามองใบหน้าซีดของอีกฝ่ายแล้วอดเวทนาไม่ได้ แต่ก็แข็งใจไม่ยอมใจอ่อนกับเธออีก สิตาภาเจ้าเล่ห์มารยามากมายนัก ในอดีตเธอเคยปั่นหัวเขาจนกลายเป็นคนโง่มาแล้ว จากนี้ไปเขาไม่ยอมให้เธอทำแบบนั้นอีก คนเราโง่หนสองหนก็เกินพอแล้ว อย่าให้ใครมาทำให้โง่ซ้ำซากจนเขางอกเต็มหัวอีกเลย