สามปีที่นางย้อนกลับมา สามปีก่อนที่กุ้ยเฟยในชาติที่แล้วจะจบชีวิตลง เป็นช่วงที่แคว้นหลวนหลีกำลังรุ่งโรจน์ แม่ทัพแห่งแคว้นหลวนหลี
ผู้รั้งตำแหน่งชินอ๋องนำทัพบุกตีแคว้นต่าง ๆ เพื่อรวมอำนาจ ส่วนแคว้นที่นางเกิดคือแคว้นหลุนอิง ซึ่งเป็นแคว้นที่อุดมไปด้วยเหมืองแร่และทองคำที่ตั้งอยู่ทางเหนือ
ก่อนนางสิ้นใจ นางเป็นกุ้ยเฟยในกษัตริย์แห่งแคว้นเฉินตี้ หากนับ
ดูแล้ว จากการที่นางย้อนกลับมาสามปี นั่นเท่ากับว่าตอนนี้กษัตริย์เฉินตี้พระองค์นั้นยังไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เลยด้วยซ้ำ
นึก ๆ ดูแล้วแคว้นที่เรืองอำนาจในยุคนี้ มีทั้งสิ้นสี่แคว้นด้วยกัน แคว้นเฉินตี้ที่อยู่ทางใต้ แคว้นหลวนหลีที่อยู่ทางตะวันออก แคว้นหลุนอิง
ที่อยู่ทางเหนือ และแคว้นซ่งหย่าที่อยู่ทางตะวันตก
สามปีก่อนแคว้นหลวนหลียกทัพบุกตีแคว้นซ่งหย่าได้สำเร็จจากนั้นก็ยกทัพมาเพื่อตีแคว้นหลุนอิงต่อ ในกาลนั้นหลุนอิงที่ไร้กำลังต่อสู้ถูก
ปราบราบในเพียงไม่กี่ราตรี
ในกาลนั้นนางเคยได้ยินข่าวว่า สตรีทั่วแคว้นถูกจับมาเป็นของบรรณาการให้ชินอ๋องผู้เป็นแม่ทัพ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไม่เว้นวัน หนึ่ง
ในนั้นคือบุตรีของที่ปรึกษาตู่จาง เหนียงเหนียง
และที่นางได้ยินต่อมาก็คือ สตรีผู้นี้ถูกชินอ๋องทิ้งไว้กลางสนามรบปล่อยให้นางถูกเหล่าทหารย่ำยีจากนั้นศพก็ถูกทิ้งอย่างเวทนากลายเป็นอาหารอีกาและแร้งฝูงใหญ่...
ให้นางกลับมาเกิดในร่างสตรีที่กำลังจะตาย สวรรค์ท่านแกล้งข้าหรือเปล่า!
“อันว่าสตรีร้อยเล่ห์ในวังหลวงหรือจะสู้สตรีเจ้าเล่ห์เช่นเจ้า แผนการเล่ห์กลต่าง ๆ เจ้าล้วนเคยผ่านเคยพบมาหมดแล้ว เรื่องแค่นี้ข้าคิดว่าเจ้าคงฉลาดพอจะผ่านมันไปได้นะ”
เสียงใคร?
เหนียงไป๋ในร่างเหนียงเหนียงมองไปรอบ ๆ เสียงนี้ไม่ใช่ในฝันแต่มีคนกำลังพูดอยู่กับนางจริง ๆ
“ข้าอยู่นี่”
เหนียงไป๋หันมองเบื้องล่างใต้เท้าอีกครั้งก็พบสัตว์ขนปุยสีขาว
ตัวหนึ่ง “แมว”
“ใช่”
“แมวพูดได้”
“ข้าเป็นคนที่ส่งเจ้ามา”
...หือ?...
“อย่าบอกนะว่าท่าน...”
ดวงตาแมวหันมองนาง “ใช่ ข้าถูกลงโทษที่ทำให้เจ้ามาอยู่ในร่างเหนียงเหนียงบุตรีของตู่จาง”
“สมน้ำหน้า”
“หึ ข้าว่าข้าควรพูดคำนั้นมากกว่า แทนที่จะเอาเวลามาโกรธเคืองข้า สู้คิดหาวิธีให้รอดพ้นราตรีนี้ไม่ดีกว่าหรือ?”
พูดเช่นนี้แสดงว่าชีวิตในร่างนี้คงไม่พ้นคืนนี้แน่ ทำอย่างไรดี
เหนียงไป๋หันมองไปรอบ ๆ หลังจากที่เขาพานางออกจากจวน
ชินอ๋องปีศาจก็จับนางมาขังในห้องมืดในคุกใต้ดินของวังหลวง
บัดนี้ แคว้นหลุนอิงล่มสลายแล้ว ฮ่องเต้ ฮองเฮาและเหล่าสนมต่างหนีตายออกนอกเมือง ขุนนางที่ต่อต้านต่างถูกแขวนคอหน้าประตูเมือง บ้านไหนมีบุตรชายก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทาส บ้านไหนมีบุตรีก็ถูกจับตัวมาเป็นของรางวัลแก่ทหาร
เสียงร้องขอให้ช่วยในคุกของสตรีดังมาให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา
มันทำให้นางปวดหัวจนคิดไม่ออกว่าจะหาทางหนีจากปีศาจราตรีพิฆาต
ตนนี้ได้อย่างไร
ชินอ๋องผู้นี้ถูกฝึกให้จับดาบตั้งแต่อายุเพียงสามชันษา เรียนรู้การสังหารผู้คนตั้งแต่อายุได้เพียงห้าชันษา มีครั้งหนึ่งเคยถูกนำไปทิ้งกลางป่าเพื่อฝึกเอาชีวิตรอดจนทำให้ใบหน้าถูกเสือทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเป็นรอยแผลเป็น ทำให้เขาปกปิดใบหน้านับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ได้ยินว่าใบหน้าเขาเหมือนปีศาจร้ายเช่นเดียวกับนิสัยของเขา ทั้งยังชมชอบสตรีที่อ่อนแอไร้ทางสู้
ในคำร่ำลือที่กล่าวขานกันมา นางยังได้ยินมาอีกว่าหากใครได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา คนผู้นั้นจะไม่มีโอกาสได้หายใจอีกต่อไป
บ้าไปแล้ว นางจะสู้กับปีศาจเช่นนั้นได้อย่างไรกัน!?
ไม่มีโอกาสให้นางได้ตริตรองมากไปกว่านั้น เมื่อตอนนี้เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่เดินเข้ามากำลังเรียกความสนใจของนางไป เสียงเกราะกระทบเสียดสีไปมาทำให้สตรีที่ส่งเสียงร้องขอความเมตตาอยู่ก่อนหน้าหยุดปากแล้วหลบชิดกำแพงคุกแทบจะในทันที
คุกที่นางอยู่เป็นคุกด้านในสุด ฟังจากฝีเท้าที่เดินเข้ามาคิดว่าจุดมุ่งหมายของเขาก็คือนาง!
เพียงไม่นานร่างในชุดเกราะสีดำขลับก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้า เสียงแหบทุ้มถูกเปล่งสั่งให้ทหารเปิดประตูจากนั้นก็ให้ลากนางออกมา
นางเบื่อที่ร่างนี้อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง จะอ้าปากเถียงก็ยังไม่ได้ ดูเอาเถอะไอ้แมวบ้านั่นก็ดันหนีหายออกไปแล้ว ปล่อยให้นางรับชะตากรรม
คนเดียว ฝากไว้ก่อนไอ้แมวนรก
คงเพราะเห็นว่าร่างบางน่ารำคาญเขาจึงใช้มือบีบคางนางให้เงยขึ้นมามองใบหน้า ทว่าแทนที่จะเป็นดวงตาแห่งความหวาดกลัว ดวงตาคู่งามนั้นกลับปรากฏแววตาดื้อรั้นที่สบตอบกลับเขามา
...น่าสนใจ...
เหนียงไป๋พยายามสะบัดใบหน้าออกเพราะแรงมือที่ใกล้จะบีบคางนางจนแตกละเอียดนั่น แต่อย่างที่บอกว่านางไม่มีแม้แรงจะดิ้นรนจึงทำได้เพียงทำตัวเป็นซาลาเปาปล่อยให้เขาบีบเล่นจนใกล้จะแหลกคามือ
“บิดาเจ้าส่งหีบทองมาแลกตัวเจ้า”
ดวงตานางปรากฏแววยินดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด มองดูร่างในหน้ากากเงินตรงหน้าเอ่ยต่อ
“แต่เปิ่นหวางปฏิเสธไป สมบัติเพียงเท่านั้นหาใช่สิ่งที่เปิ่นหวางปรารถนา แต่เป็นความสุขที่จะกลืนกินตลอดเวลาต่างหาก”
บ้าไปแล้ว ไอ้อ๋องบ้ากาม!
นางอยากร้องก็ร้องไปเถอะ เพราะตอนนี้กำลังถูกแบกขึ้นบ่า หิ้วนางราวกับหมูตัวหนึ่งที่กำลังรอถูกเชือด ดวงตาของนางมองไปยังเจ้าขนฟูที่โผล่หน้าออกมาแล้ว จากนั้นก็ร้องเหมี้ยว
เจ้าแมวบ้า อย่าให้ข้ารอดไปได้นะ ข้าจะถอนขนเจ้าให้หมด!!!
ร่างบางถูกโยนลงบนเตียงแข็ง แรงเสียจนเอวแทบหัก เหนียงไป๋เงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ในกระโจมท่านแม่ทัพมีเพียงเตาไฟและอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ทุกอย่างล้วนเป็นสีดำสนิทเหมือนอยู่ในนรกที่รอการแผดเผาไม่มีผิด
นางหันมามองคนตรงหน้าที่เริ่มถอดเกราะ ดูเหมือนว่าเขาจะ
ไม่แม้แต่จะปลอบประโลมนางเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้การ นางจะต้องมาพบคนแบบเขา ซึ่งเป็นบุรุษหยาบกระด้างมากตัณหาไม่ได้เด็ดขาด ชาติภพก่อนฮ่องเต้เฉินตี้อ่อนโยนนุ่มนวลเอาใจใส่นางจนนางตกหลุมพรางของเขา
ไม่รู้ตัว มาชาติภพนี้กลับต้องมาพบกับบุรุษหยาบคายไร้เมตตา สวรรค์ช่างยุติธรรมดีแท้
เพล้ง! เสียงเกราะถูกขว้างลงพื้นทำให้นางตกใจรีบพูดด้วยเสียงกระตุกสั่น “ชินอ๋องหากท่านถอดเกราะเช่นนี้ แล้วศัตรูบุกเข้ามาท่านอาจได้รับอันตรายได้นะ”
นางรู้สึกหวังดีขึ้นมาจริง ๆ นะ ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด!
คนที่เพิ่งถอดเกราะออกผินใบหน้าไปยังโต๊ะด้านข้าง ฝ่ามือหยาบกร้านเอื้อมยกสุรารินลงจอกแล้วส่งให้นาง
“หม่อมฉันดื่มไม่เป็น” คนดื่มสุราเป็นน้ำเช่นนางพูดว่าดื่มไม่เป็นช่างน่าอายยิ่งนัก ว่าแล้วก็เปรี้ยวปาก
เขานิ่งถือค้างอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง จากนั้นก็ เพล้ง! จอกชาถูกปาลงพื้น ส่วนร่างสูงใหญ่นั้นก็ยกเหล้าขึ้นดื่ม อย่าเรียกว่าดื่มเลย เรียกว่ากรอกปากมากกว่า เหนียงไป๋มองเขาที่เทสุราใส่ปาก จากนั้นก็อีกครั้ง เพล้ง!
ไหสุราถูกปาลงกับพื้นจนแตกกระจาย
ชายผู้นี้รู้จักคำว่าวางเป็นไหม อะไร ๆ ก็เอาทิ้งลงพื้นอย่างเดียว
“เอาเหล้ามาอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงตอบรับที่ดังมาจากนอกกระโจมทำให้นางเห็นว่าตรงหน้ากระโจมมีทหารสองนายเฝ้าประตูอยู่ เมื่อรับคำสั่งแล้วอีกฝ่ายก็แบกไหสุราเข้ามาอีกสองไห เห็นเช่นนี้แล้วเหนียงไป๋ก็อดที่จะคิดค่อนขอดในใจไม่ได้
คิดจะดื่มจนสำลักตายเลยใช่ไหม
“หากท่านอ๋องอยากดื่มสุราหม่อมฉันก็จะปรนนิบัติพระองค์”
บุรุษหน้ากากเงินนั่งลงเมื่อนางพูดจบ มองสตรีที่ลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความยากลำบาก ดวงตาคมกริบมองไปยังขาเรียวที่ปรากฏออกมานอกเสื้อกระโปรงที่ฉีกขาดเพราะฝีมือเขาก่อนหน้า
สตรีบนหลังม้าแม้ไร้เรี่ยวแรงแต่ก็แสนดื้อรั้นจนเขาเผลอคิดอยากจับนางเล่นสนุกบนหลังม้าตั้งแต่พบหน้า ยามราตรีนี้ล่วงเลยมาหลายชั่วยามแต่เขากลับยังรู้สึกอยากเล่นสนุกกับนางอยู่เช่นนี้
นางจะทำเช่นไร
ร่างอรชรเดินเข้ามายกไหสุราขึ้นริน เขามองมือที่สั่นจากการรับน้ำหนักของไหสุรา “มา เปิ่นหวางจะรินเอง เจ้ามานี่”
สิ้นคำ เหนียงไป๋ก็ตัวลอยถูกเขาเกี่ยวเอวเข้าจับวางลงบนตักโดย
ไม่ทันได้ตั้งตัว
“ท่านอ๋อง ท่าน!” นางอยากด่าแต่ก็กลัวดาบข้างตัวเขา มองชินอ๋องที่รินสุราใส่ปาก
“เจ้าบอกว่าดื่มสุราไม่เป็น”
เหนียงไป๋พยักหน้าขึ้นลงอย่างรวดเร็ว แต่กลับถูกเขาดึงเข้าไปจูบแล้วป้อนสุราเข้าปาก นางหลุดจากเขาได้ก็สำลักสุราออกมารู้สึกแสบร้อนไปจนถึงลำคอ
เห็นจะจริงอย่างที่นางว่า ร่างของเหนียงเหนียงไม่เคยดื่มสุรา ดังนั้นเมื่อเขามองนางก็พบริ้วแดงพาดผ่านปรางแก้มเนียนที่ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เจ้าไม่ได้โกหก”
“หม่อมฉันบอกพระองค์ไปแล้ว” เมื่อได้โอกาสนางก็รีบว่าต่อ “คราวนี้ท่านอ๋องจะปล่อยหม่อมฉันได้หรือยัง”
“เจ้าบอกว่าจะปรนนิบัติเปิ่นหวาง”
ที่นางบอกหมายถึงรินสุราไม่ได้บอกว่าจะปรนนิบัติอย่างอื่น คิดสิเหนียงไป๋ว่าจะทำเช่นไรไม่ให้เขาลากนางไปให้แร้งกิน
สนมนับพันนางยังเอาชนะมาได้ นางไม่เชื่อว่าแค่อ๋องมากตัณหา
ผู้หนึ่งนางจะเอาชนะไม่ได้ เมื่อคิดปลอบตัวเองได้แล้วนางก็หันมาทาง
ชินอ๋อง
“เหนียงเหนียงเป็นสตรีในห้องหอ ไม่เคยถูกบุรุษแตะต้อง ท่านอ๋องโปรดเมตตาหม่อมฉันด้วย”
“อันว่าสตรีก็ยังเป็นสตรีวันยังค่ำ เปิ่นหวางจะดูว่าเจ้าจะเสแสร้งได้อีกสักกี่น้ำ”
หาว่านางโป้ปด ช่างรู้ความคิดนางนัก แต่ในเมื่อเล่นละครแล้วนางจะหยุดแค่ครึ่งทางได้เช่นไรว่าแล้วก็ก้มหน้าลงเอียงอาย พยายามทำตัวเป็นสตรีแรกแย้มให้มากที่สุด
“เหตุใดพระองค์จึงพูดเช่นนั้น หากบิดามารดาหม่อมฉันมาได้ยินเข้าจะเข้าใจผิดว่าหม่อมฉันไม่เชื่อฟัง อันว่าสี่คุณธรรมสามคล้อยตามของสตรีหม่อมฉันมิได้ขาดตกบกพร่อง”
“เปิ่นหวางเห็นว่าหากเจ้าดีอย่างปากพูด ก็คงไม่มาโต้เถียงเปิ่นหวางเช่นนี้ เวลานี้คงเปลื้องผ้าอยู่บนเตียงรอทำหน้าที่อย่างที่พูด”
คนหยิบยกสี่คุณธรรมสามคล้องตามขึ้นมาไปไม่เป็น ใครว่าเขาหยาบคายมากตัณหาแต่เพียงอย่างเดียว ยังฉลาดตามทันนางเสียด้วย
“อันว่าสตรีที่ดีก็ควรทำทุกอย่างตามคุณธรรม หรือท่านอ๋องไม่สนใจเรื่องนี้”
“อันว่าสตรีทั่วไปนั้นย่อมมีทางเลือกแต่สตรีบรรณาการเช่นเจ้า
หามีสิทธิ์เลือกไม่”
คนเป็นของบรรณาการได้ยินคำนี้แล้วให้รู้สึกเจ็บหัวใจ ชาติก่อนนางไม่ยอมเลือกเป็นของบรรณาการเขา พอได้ย้อนเวลามาใหม่ก็ตกเป็นของบรรณาการอยู่ดี
สรุปแล้วนางกับเขาหนีกันไม่พ้นใช่ไหม
คนที่กำลังจะพูดแย้งมองเห็นเจ้าแมวขนฟูเดินเข้ามา คงเพราะเห็นเป็นเพียงแมวจึงทำให้ไม่มีใครสนใจหรือระวังเจ้าแมวนรกนี่เลยแม้สักนิด
“ท่านอ๋องเลี้ยงแมวด้วยหรือเพคะ” แมวนรกที่ว่าขนฟูขู่ขึ้นมาทันที ทำให้เจ้าของกระโจมหันมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ เขาเกลียดสัตว์เลี้ยงที่สุด โดยเฉพาะแมว
แต่ตอนนี้แม่นางน้อยเหนียงเหนียงกลับลงจากตักเขา ตรงไปอุ้มเจ้าขนฟูขึ้นมาทำท่าจะเดินมาทางเขา
“หยุด”
เหนียงไป๋มองสีหน้าชินอ๋องจากนั้นบุรุษตัวโตก็ลุกขึ้นแล้วเรียกองครักษ์ด้านนอก “จงหลุน เจ้ามาพามันออกไป”
จงหลุนองครักษ์มือขวามองไปยังเจ้าขนฟู “ขอมันให้ข้าด้วย”
หากปล่อยไปเช่นนี้แม้แต่วิญญาณก็คงจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว มีหรือที่นางจะยอมให้ความต้องการของชินอ๋องสำริดผล เหนียงไป๋หันมองคนด้านหลัง ก่อนมองคนด้านหน้า พวกเขากลัว กลัวอะไร?
เหนียงไป๋ก้มลงมองเจ้าแมวนรกก่อนจะมองสีหน้าชินอ๋องอีกครั้ง เขากลัวแมว ส่วนองครักษ์กลัวตายเพราะปล่อยให้แมวเข้ามา เมื่อคิดมาถึงตรงนี้นางก็ยิ่งกอดแมวไว้แน่นกว่าเดิม
“แมวตัวนี้น่ารักมากเพคะ หม่อมฉันขอเลี้ยงไว้ได้ไหม” นางหลุบตาลงมองแมวในอ้อมแขน ยกตัวมันขึ้นแล้วเรียก เสี่ยวม่าน
เสียงแมวร้องเหมียวค้าน ตั้งชื่อให้เสียเสร็จสรรพ แต่กลับตั้งชื่อเสี่ยวม่าน ไม่เห็นเขาเป็นบุรุษแล้วใช่หรือไม่!? พาเขาไปลงนรกอีกรอบเถอะ! ทว่ามีหรือที่นางจะฟัง การตั้งชื่อแมวตัวผู้เป็นด้วยชื่อผู้หญิงเช่นนี้ไม่ใช่น่าสนใจหรอกหรือ ช่างน่าสนุกเสียนี่กระไร
ว่าแล้วก็กอดแมวอีกครั้งจากนั้นเดินไปหาชินอ๋อง แต่แมวปีศาจเหมือนรู้ทันมันรีบกระโจนหนีออกจากอกทันทีเมื่อนางเดินไปถึงตรงหน้าอ๋องปีศาจ ชายหนุ่มเองก็มองนางกลับมาจากนั้นก็...
“ฮัดชิ้ว!”
อืม เขาแพ้แมวจริง ๆ ด้วย แถมยังแพ้ไม่หยุดอีก ตอนนี้นางรู้สึกรักแมวนรกขึ้นมาจริง ๆ ว่าแล้วก็รีบหันไปหยิบคอแมวขึ้นมาอุ้มเหมือนเดิม
ฟงลี่บุรุษคุ้มแดนปีศาจมองนางอย่างขบเขี้ยว อดไม่ได้ที่จะนึกสบถในใจ ใครใช้ให้เขาทำคุณบูชาโทษกับสตรีเช่นนาง
เมี๊ยว เสียงแมวร้องประท้วงอีกครั้งทำให้ทุกคนหันมอง ก่อนจะมีเสียงเหี้ยมของเจ้าของกระโจมตามมา “พามันออกไปหากยังอยากให้มันมีชีวิตอยู่”
นางไม่พาออกแน่ เจ้าตัวนี้จะตายก็หาใช่ธุระของนางไม่ คนได้ยินความคิดเงยหน้ามองสตรีที่อุ้มอยู่จึงพยายามดิ้นให้หลุดจากมือแต่นางก็กอดรัดแน่นไม่ยอมปล่อยเช่นกัน ดวงหน้างดงามแสร้งแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยออกมาทีหนึ่ง
“ชินอ๋องได้โปรดละเว้นชีวิตมันด้วย สัตว์ตัวเพียงเท่านี้หาได้ทำอันตรายกับผู้ใดไม่ เหตุใดพระองค์จึงได้รังเกียจมันเช่นนี้”
สีหน้าเขาบอกว่ารังเกียจที่ไหน บอกว่ากลัวมากกว่า นางไม่คิดเลยว่าบุรุษฆ่าคนนับหมื่นนับแสนกลับกลัวแมวตัวเล็กเพียงเท่านี้
เสี่ยวม่านเจ้าอย่าได้คิดหนีเด็ดขาด เพราะหากเจ้าหนีเจ้าก็ตาย
ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาตายด้วยกันเถอะ
“เหนียงไป๋ หากข้าตายเจ้าก็ตายด้วย เจ้ารู้หรือไม่”
เสียงนี้ไม่เบาเลยในสมองของนาง มันทำให้นางก้มลงมองแมวในอ้อมแขนทันที แล้วฟังแมวที่ว่าพูดต่อ
“ตอนนี้ดวงจิตของเจ้าผูกติดเอาไว้กับข้า เมื่อใดที่ข้าตายนั่นหมายความว่าชีวิตใหม่ของเจ้าในภพนี้ก็ต้องจบลงเช่นกัน”
คราวนี้นรกของจริงสิไม่ว่า เมื่อเสียงชินอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงโมโหมากกว่าเดิม “จงหลุนเอามันออกไป!”
คราวนี้นางไม่ยอมก็ต้องยอม เพราะหากแมวรอดนางก็มีโอกาสรอด เสี่ยวม่านไปแล้วตอนนี้เหลือเพียงนางกับบุรุษตัวโต เขามองนางด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมสองมือบีบแขนนางจากนั้นก็โยนลงบนเตียง
“เปิ่นหวางเสียเวลากับเจ้ามามากแล้ว ถึงเวลาเจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้าแล้ว”
ข้าให้เวลาท่านหลายเดือนก็ได้มันไม่ใช่เรื่องหนักอะไร งานหนักงานเบานางก็พร้อมสู้ แต่ต้องไม่ใช่กับการช่วยอุ่นเตียงเช่นนี้ ท่านช่วยเลือกคนอื่นแทนก่อนได้หรือไม่!
แต่เขาหรือจะฟัง บุรุษตรงหน้าถอดชุดเกราะเบื้องล่างออกหมดแล้ว บัดนี้เหลือเพียงเสื้อชั้นในกับหน้ากากเงินที่ยังคงมีติดกาย
“หม่อมฉันเนื้อตัวสกปรก ดูสิเพคะขนแมวเต็มไปหมด” ว่าแล้วก็
ลุกขึ้นสะบัดใส่คนตรงหน้า
ชินอ๋องที่ไม่ทันตั้งตัวรีบถอยหลังแล้วไปจามอีกหลายรอบ นางช่างน่านักเขาชักจะหมดความอดทนแล้ว “เด็ก ๆ เตรียมน้ำ เปิ่นหวางจะอาบน้ำแช่ตัว ปลดเสื้อผ้าให้นางด้วย”
มีหรือที่เขาจะหลงกลและมีหรือที่นางจะรอด จากบนเตียงก็เคลื่อนตัวไปยังอ่างน้ำที่นางเห็นตอนแรก
ไม่รู้แบบไหนถึงจะเรียกว่าดีกว่ากัน ท่านมีสตรีมากมายเหตุใด
ไม่เลือกคนอื่น นางมีสิ่งใดให้ต้องตากัน
อันว่าศึกย่อมทำสงครามยาวนาน เช่นเดียวกับราตรีนี้ที่นางยังต้องสู้กับเขาไปอีกทั้งคืน
ชุดของนางที่ถูกขนแมวถูกนำไปเผาแล้ว บัดนี้เหลือเพียงชั้นในผืนบางสีขาวหยาบกระด้าง ไม่รู้ว่ามีสตรีกี่คนแล้วที่ได้สวมใส่มัน อยู่ ๆ ก็นึกรังเกียจบุรุษมักมากตรงหน้าขึ้นมา
“เจ้าจะลงมาหาเปิ่นหวางดี ๆ หรือให้เปิ่นหวางลากเจ้าลงมา”
ไม่ต้องขู่ นางก็กลัวจนจะตายได้อีกรอบแล้ว ท่านก็เลิกทำเสียงเหมือนพร้อมจะยกมีดดาบขึ้นมาฟันนางตลอดเวลาเสียที
“เหนียงเหนียง” เสียงลากต่ำทำให้นางแทบจะถอยหลังกลับ
ไม่อยากสู้แล้ว แต่มีหรือที่เขาจะปล่อยจังหวะที่นางจะถอยหลัง เขาลุกขึ้นทั้งสภาพร่างเปลือยเปล่าทำให้นางมองเห็นอาวุธของเขาเต็มตา มือเขาดึงแขนนางลงมายังอ่างน้ำ ดึงรั้นนางเอาไว้แล้วก้มลงซุกตรงซอกคอ
คิดว่าคืนนี้นางคงเสร็จเขาแน่ นางจะขัดขืนอาวุธที่ว่าได้สำเร็จหรือจะยอมพลีกายกับอาวุธที่ว่าดี เพราะหากคำนวณขนาดของมันแล้ว ฮ่องเต้เฉินตี้ช่างห่างชั้นนัก
คนหลงอาวุธสะบัดความคิดยังไงนางก็ต้องหวงร่างกายนี้เอาไว้
เพื่อจะได้ไปยังแคว้นหลุนอิงเพื่อคัดเลือกนางสนม พอคิดถึงความแค้นที่ยังคงติดแน่นนางก็รีบสะบัดตัวหนี คนที่ถูกขัดอารมณ์เงยหน้าขึ้นมา บีบคางเอาไว้แน่นจนนางเผลอนิ่วหน้า
นางเชื่อว่าหากเขาทำแบบนี้บ่อย ๆ กระดูกนางคงแหลกคามือเขาใจสักวันเป็นแน่ เมื่อคิดได้ว่าไม่ดีแน่แล้วนางจึงได้เอ่ยออกไป “หม่อมฉันคิดว่าพระองค์ทำศึกมานานก็ควรให้คนรู้งานปรนนิบัติ”
“เจ้ากำลังบอกว่าตัวเองไม่ดีพอ”
“หม่อมฉันเป็นสตรีในจวน เรื่องอย่างว่าไม่เคยเรียนรู้ หากเป็นเช่นนี้แล้วอาจทำให้ชินอ๋องไม่พอใจ ไม่สู้ให้สตรีที่เก่งกาจเรื่องเช่นนั้นมาปรนนิบัติพระองค์ไม่ดีกว่าหรือ”
มุมปากคนในหน้ากากยกยิ้มอย่างนึกสนุก “เปิ่นหวางเห็นว่าดี
จงหลุนนำพวกนางเข้ามา”
หา! เหนียงไป๋มองไปยังสตรีที่ทยอยเดินเข้ามา ทุกนางล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น สตรีเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยจริต เมื่อมาถึงก็ถอดเสื้อผ้าแล้วลงน้ำทันที
“ถ้าชินอ๋องมีคนปรนนิบัติแล้ว หม่อมฉันขอกลับไปอยู่ในคุกต่อ
นะเพคะ” ตอนนี้นางเริ่มคิดว่าคุกปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่มีหรือปีศาจเช่นเขาจะยอมปล่อยนางไป
“เจ้าจะรีบไปไหน ในเมื่อยังไม่เคยเห็น ไม่เคยเรียนรู้ เช่นนั้นก็ดูให้เต็มสองตาเสีย”
เหนียงไป๋มองชินอ๋องที่หน้าหนาไม่นึกอาย ปล่อยให้หญิงสาวเหล่านั้นแสดงวิชาความรู้ให้นางเห็นอย่างใจกว้าง ท่าทางบางกระบวนท่าแม้นางจะเคยทำแต่บางท่านั้นนางไม่เคยเห็น
บุรุษปีศาจหันมามองนาง ก่อนดึงรั้นแล้วลากนางไปผูกไว้กับเตียงโดยไม่มีโอกาสแม้ให้ได้ตั้งตัว
“ต่อจากนี้เจ้าอย่าได้กระพริบตาสักนาทีเชียว”
ท่านวิปริตไปแล้ว นางที่คิดจะเล่นกับเขาทีแรกต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ บุรุษคนนี้ไร้ใจ โหดเหี้ยมอัมหิต นั่นคือเรื่องจริง หาใช่คำร่ำลือ ยิ่งนางหน้าซีดปากสั่นเขาก็ยิ่งหัวเราะ ตอนนี้นางรู้สึกโชคดีที่ภพชาติก่อน
ไม่เลือกเป็นของเล่นของเขา
แต่ในเมื่อเกิดมาใหม่อีกครั้ง ท่านก็อย่าหวังว่าข้าจะยอมขึ้นเตียงด้วย!
เสียงกระเซ้าทั้งราตรีทำให้นางไม่อาจข่มตานอนได้ลง บุรุษผู้นี้
ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จวบจนตะวันขึ้นพ้นยอดเขา เขาจึงได้หยุดพักแล้วนอนลง
“ปลดเชือกให้นาง ให้นางปรนนิบัติเช็ดตัวให้เปิ่นหวาง”
นางอยากจะบ้าตาย ต้องให้ได้สักทางสินะ จะปล่อยนางเป็นสุขสักวันไม่ได้เชียวหรือ กลิ่นกามลอยฟุ้งไปทั่วสตรีที่ปรนนิบัติเขาแม้จะเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่อาจอยู่ต่อได้
ดังนั้นไม่ถึงหนึ่งเค่อสิ่งกีดขวางที่กระจัดกระจายอยู่เต็มห้องก็ถูกเก็บจนหมดราวไม่เคยเกิดศึกหนักหนาในราตรีที่ผ่านมา นางหันมองอ่าง
สีทอง เหนียงไป๋มองเขา ในใจได้แต่นึกบ่น ท่านทำศึกหนักถึงเพียงนี้ ข้าว่าท่านอ๋องเชิญลงน้ำอีกรอบจะดีกว่า จะให้นางเช็ดตัวไปเพื่ออะไรกัน เกิดเจ้าอาวุธที่ว่าขึ้นพร้อมสู้อีกครั้ง ใครจะช่วยนางได้ สตรีที่ว่าก็หมดกระบวนท่า
ไม่เหลือสิ่งใดให้เขาตักตวงแล้ว
มือนางวางผ้าลงในอ่างทองเหลือง บิดชุบน้ำขึ้นมาพอหมาด มองร่างสูงนอนนิ่งรอให้นางเข้าไปปรนนิบัติ ส่วนนางก็เริ่มจากใบหน้าเขาก่อน
สิ่งใด
“ชินอ๋องท่านจะถอดหน้ากากได้หรือไม่”
รังสีเยือกเย็นบาดลึกในความรู้สึกทันทีที่ดวงตาคู่นั้นเลื่อนมองมา
ดูเอาเถอะตลอดทั้งราตรีเขาหาได้ถอดออกมาช่างแปลกประหลาดนัก หรือหน้าตาเขาจะอัปลักษณ์ถึงขนาดดูไม่ได้ ไม่ได้การนางเปลี่ยนคำใหม่แล้วกัน
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะเริ่มเช็ดที่ลำคอเพคะ”
นางรู้จักเอาตัวรอด สตรีเบื้องหน้าเขาตอนนี้หาได้ไร้ปัญญาแต่กลับฉลาดหลักแหลมทั้งยังเจ้าเล่ห์ไม่เบา ต่างจากสิ่งที่เขาได้ยินมาว่าเหนียงเหนียงบุตรีของที่ปรึกษาตู่จางอ่อนแอไร้สมองโดยสิ้นเชิง
ตอนนี้สตรีบอบบางที่ว่าวางผ้าที่ชุบน้ำเย็นขึ้นมาเช็ดลำคอเขา
มือบางทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังคล้ายกับเคยปรนนิบัติบุรุษมาก่อน
นางกำลังโกหก
เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังถูกเล่นงาน ฝ่ามือหนาก็คว้ามือบางไว้แน่นแล้วดึงร่างนางเข้ามาประชิดตัวทันที
“ท่านอ๋อง พระองค์...” ดวงตานางตื่นตระหนกแต่ในใจกำลังก่นด่าไปห้ารอบแปดรอบ อย่าบอกว่าท่านจะใช้อาวุธอีกเหตุใดท่านไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเสียบ้าง
ดวงตาคมมองลงไปยังสตรีตรงหน้า ดวงตานางช่างเสแสร้งแกล้งทำได้แนบเนียนยิ่งนัก แนบเนียนเสียจนเขาตามไม่ทัน ส่วนคนถูกมองตาก็ก้มหน้าลงแล้วเอ่ย
“หม่อมฉันทำให้ท่านอ๋องไม่พอพระทัยหรือเพคะ”
ไม่เลยนางไม่ได้ทำอะไรให้ไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เขารู้สึกหงุดหงิดกับนางทุกเวลา ยิ่งนางพูดเขาก็ยิ่งหงุดหงิดโดยไร้สาเหตุ
“เสียดายที่เปิ่นหวางเหนื่อยแล้ว”
ท่านพูดว่าเหนื่อยก็สมควรแล้ว ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหากเขา
ไม่เหนื่อยก็เป็นปีศาจมาเกิดแล้ว อาจเพราะนางดีใจมากไปจึงเผลอแสดงแววตาดีใจออกมาวูบหนึ่ง ส่งให้คนที่จับตามองดูอยู่รู้สึกแปลกใจ “เจ้า
ไม่อยากขึ้นเตียงกับเปิ่นหวางรึ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ทำให้นางถูกกดลงพื้นเตียงส่วนตัวเขากลับลุกคร่อมขึ้นมาบนตัวนางในสภาพพร้อมรบ ฝ่ามือที่ทั้งกร้านทั้งหนักบีบคางของนางแน่น ก่อนเอ่ยเน้นย้ำ “เจ้ารังเกียจเปิ่นหวาง”
รังเกียจเป็นคำที่เก็บซ่อนความเจ็บปวดส่วนลึกในใจเขา ยิ่งเห็นว่านางไม่อยากร่วมเตียงกับเขา เขาก็ยิ่งอยากเอาชนะ มือที่ว่างอีกข้างก็หันมาฉีกเสื้อผ้านางจนขาดวิ่น
“ชินอ๋อง! ท่านกล่าววาจาผิดแล้ว! หม่อมฉันไม่ได้รังเกียจ!!”
เสียงหัวเราะขำจากอีกฝ่ายดังขึ้น ก่อนจะหยุดมือที่ฉีกเสื้อผ้าของนางจนไม่เหลือสภาพนั้นลง “ไม่ได้รังเกียจ? ถ้าเช่นนั้นก็จงมองเสียให้
เต็มตา”
หา! ได้ยินมาว่าหากผู้ใดมองเห็นใบหน้าเขา คนผู้นั้นก็จะไม่ได้เห็นตะวันของวันรุ่งขึ้นอีกต่อไป หากนางได้เห็นไม่เท่ากับว่านางจะต้องตายหรอกหรือ! เมื่อเห็นมือเขาจับที่หน้ากากนางจึงได้รีบปิดตาแล้วพูดปลอบปีศาจต่อ
“ชินอ๋องโปรดพระทัยเย็นก่อน อันว่าใบหน้าแท้จริงของท่านสูงส่งนัก หม่อมฉันไม่บังอาจมองได้” ขืนมองนางก็ตายเรื่องอะไรนางจะหาเรื่องใส่ตัว
มือนางปิดแน่น แต่ไม่ทันไรก็ถูกบังคับดึงออกทั้งสองข้าง “ลืมตา”
เสียงทุ้มแหบสั่ง สั่งแล้วนางจะทำอย่างที่เขาต้องการหรือ? ไม่มีทาง!
“หาไม่แล้วเปิ่นหวางจะควักตาเจ้า จากนั้นก็ผูกเจ้ากับเตียง เล่นกับเจ้าทุกคืน เปิ่นหวางต้องการสตรีตาบอดพอดี”
จะมาต้องการสตรีตาบอดตอนนี้ทำไม เหนียงไป๋จำใจต้องยอมลืมตาอย่างที่เขาต้องการ นางลืมตาขึ้นมาเพียงนิด แล้วเอ่ยต่อรองต่อ
“หากหม่อมฉันเห็นใบหน้าพระองค์แล้ว พระองค์จะละเว้นชีวิตหม่อมฉันได้หรือไม่”
นางถามไปแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังเงียบ นางที่เห็นทีว่าคงไม่ได้คำตอบแล้วจึงปิดตาลงให้สนิทอีกรอบคล้ายต่อรองว่าหากท่านไม่รับปากก็เชิญมีสตรีตาบอดคอยปรนนิบัติเสียเถอะ
ชินอ๋องมองสตรีดื้อรั้นตรงหน้า แม้ใกล้ตายอยู่แล้วก็ยังอยากมี
ชีวิตอยู่ “ได้”
ได้ นางได้ยินคำว่าได้ใช่ไหม “ลืมตา เปิ่นหวางรับปากว่าจะละเว้นชีวิตเจ้า”
ดีจริง ๆ อย่างน้อยเขาก็รับปากนาง ว่าแล้วเหนียงไป๋ก็หรี่ตาลืมมองเขาทีละนิด ภาพเงาสีขาวค่อย ๆ ปรากฏตรงหน้า เมื่อนางมองเห็นเขาเต็มตาก็พบว่าใบหน้าของเขาปรากฏรอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่ขอบตาซ้ายจนถึงคางสามเส้น แผลที่ว่าเป็นรอยนูนสีแดงเด่นชัดแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือนางมองเห็นดวงตาเขาที่เป็นสีฟ้าราวหมาป่า
“สวย” นางเผลอพูดความในใจทำให้คิ้วของคนถอดหน้ากากขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าพูดอะไร”
“ดวงตาท่านอ๋องสวยมากเพคะ” นางพูดความจริง ไม่ได้พูดเพราะกลัวตาย แม้ตอนแรกจะตกใจกับรอยแผลแต่เมื่อใดที่มองไปยังดวงตาของเขาก็พบว่ามันช่างงดงามจนแม้แต่รอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวนั้นก็ยังสามารถมองข้ามไปได้
“เจ้าก็แค่กลัวเปิ่นหวางควักลูกตา”
นางหันมองปีศาจดื้อรั้นตรงหน้าอีกครั้ง “หม่อมฉันพูดความจริง พระองค์ก็หาว่าพูดปด เช่นนั้นก็ตัดลิ้นหม่อมฉันเถอะ” เพราะนอกจากท่านจะได้สตรีตาบอดแล้วท่านจะได้สตรีใบ้ด้วย
ไม่รู้ว่าอ๋องปีศาจคิดสิ่งใด ร่างสูงนั้นล้มตัวลงนอนอีกด้านหนึ่ง หลับตาลงแล้วพูดเหมือนเบื่อหน่ายชีวิต “เปิ่นหวางเหนื่อยแล้วเจ้า ออกไปได้”
พอได้ยินว่าออกไปได้ นางก็ดีใจจนถึงขีดสุด กำลังจะก้าวเท้าออกไปดวงตาของเขาก็กลับลืมเปิดขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่ดีกว่า เจ้านอนเป็นเพื่อนเปิ่นหวางแล้วกัน”
หา! เหนียงไป๋ถูกเขาดึงไปนอนกอดทำเหมือนนางเป็นหมอนข้าง จากนั้นอ๋องปีศาจก็หลับตาลงอีกครั้ง นางมองบุรุษหน้าตายตรงหน้าช่าง
ไม่เกรงฟ้าเกรงสวรรค์ กล้ากอดนางทั้งที่ตัวเองเปลือยเปล่า ส่วนนางก็ถูกกอดรั้นจนแทบหายใจไม่ออก
ดวงตานางมองไปยังรอยแผลเป็นบนใบหน้าของคนที่ขึ้นชื่อว่าอ๋องปีศาจ อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่าเขาก็หาได้น่ารังเกียจอย่างที่เขาพูดกันไม่ เพียงแต่เขาเป็นถึงชินอ๋อง เป็นองค์ชายที่ควรจะมีสิทธิ์ในบัลลังก์ แต่กลับไม่อาจได้ครองเพราะไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงได้
สามปีต่อจากนี้เขาจะกลายเป็นแม่ทัพปีศาจ เหยียบก้าวไปที่ใด
ที่นั่นก็ล้วนตกเป็นของเขา เวลาที่นางจากมานั้นเขากำลังล้อมแคว้นเฉินตี้อยู่ เมื่อบิดานางพ่ายแพ้ นางก็ถูกลงโทษอย่างเลือดเย็นก่อนจะถูกส่งมอบเป็นของบรรณาการแก่เขา
วันเวลาหมุนเวียนย้อนกลับมาอีกครั้งไม่นึกไม่ฝันว่าเขากับนางจะทำกรรมร่วมกันมาจึงได้มาพบกันเช่นนี้ แต่ถึงคิดอย่างนั้นนางก็ไม่อยากร่วมลงนรกไปกับเขาอยู่ดี
หากมีโอกาสก็หนีไปเสียจะดีกว่า เหนียงไป๋มองคนที่หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ คิดว่าตอนนี้เขาอาจจะหลับลึกไปแล้ว แล้วจะมีเวลาไหนเหมาะจะหนีไปกว่าเวลานี้อีก นางจึงได้ตัดสินใจค่อย ๆ ยก แขนของเขาออกอย่างเบามือ
แต่ขอโทษ ยกหนึ่งครั้งมือเขาก็ตกลงมารั้นนางไว้แน่นกว่าเดิม
ยกสองครั้งเขาก็ดึงร่างนางเข้าไปแนบแน่นเสียยิ่งกว่าเดิม จนเมื่อนางพยายามยกอีกครั้งก็ถูกขาเขาพาดขึ้นมาบนตัว อาวุธที่ว่าแนบลงกับน่องจนรู้สึกได้
คงเพราะไม่อาจหลุดจากเงื้อมมือเขาได้ นางที่สู้มาหลายเค่อจึงได้เหนื่อยจนหลับผล็อยไป ก็ใครใช้ให้เมื่อคืนนางไม่ได้นอน เอาไว้คิดอีกครั้งว่าจะหนีอย่างไร ตอนนี้ขอหลับเอาแรงเสียก่อน
เมื่อนางหลับสนิทดวงตาที่เพิ่งถูกเอ่ยชมว่างามไปก็เปิดขึ้นมองสตรีเบื้องหน้า ยังจดจำคำที่นางพูดได้ “ดวงตาท่านอ๋องสวยมากเพคะ”
ไม่เคยมีใครพูดเช่นนี้กับเขามาก่อน ของบรรณาการชิ้นนี้น่าสนใจ
ไม่น้อย จากที่เคยคิดจะลากขึ้นเตียงระบายอารมณ์จากสงคราม ตอนนี้เขาก็เกิดอยากเก็บนางไว้เลี้ยงดูเล่นเสียแล้ว
เหนียงไป๋รู้สึกรำคาญสิ่งรบกวนการนอนตอนนี้นัก...
นางกำลังหลับสบายเหตุใดต้องมากวนนาง “ชิวอิ้ง เจ้าเอาผ้าห่มไปซักด้วย แมลงอะไรไม่รู้กำลังกัดข้า”
นางละเมอพูดออกมาทั้งที่ไม่ได้สติดี ส่วนแมลงที่ว่าตอนนี้กำลังกัดตรงซอกคอก็เงยหน้ามามองคนขี้เซา ว่าแล้วมือแมลงก็ค่อย ๆ ปลดเสื้อชั้นนอกออกจากนั้นก็ก้มลงกัดต่อ
“ชิวอิ้ง เจ้าอยากโดนข้าทำโทษไปอยู่ท้ายวังหรือไง เหตุใดถึงได้ทำงานบกพร่องจนทำให้แมลงกัดข้า”
ท้ายวัง! หูเขาฝาดไปหรือเปล่า ชินอ๋องเงยหน้ามองคนขี้เซา ใช้มือเกาตรงรอยที่เขากัด “เจ้าบอกท้ายวัง เจ้าเคยอยู่ในวัง”
เสียงนั้นทำคนขี้เซาลืมตาอย่างตกใจ ก่อนจะใช้มือผลักเขาออก
จากตัว ตะโกนออกไปสุดเสียง “ท่านทำอะไร!!!”
ท่านอ๋องที่ว่าตอนนี้ไม่ได้ขยับตามแรง อีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งราวกับแรงที่นางใช้เมื่อครู่เป็นเพียงลมวูบหนึ่ง “เจ้าบอกว่าท้ายวัง เมื่อก่อนเจ้าเคยอยู่ในวังใช่ไหม”
ถ้าเคยอยู่ในวังก็ไม่เท่ากับว่านางเคยเป็นสนม แต่กฎของแคว้น
หลุนอิงมีสตรีที่ไร้วิญญาณเท่านั้นที่ได้ออกมา เพราะฮ่องเต้หลุนอิงอำมหิตเลือดเย็น ชอบเล่นทรมานกับสตรีนับพับ กลางคืนไม่หลับไม่นอนวิ่งแอบซ่อนก่อนจะเชือดทิ้งเมื่อพบเจอ
คิดว่านางตัวเล็กถึงเพียงนี้คงไม่รอดตั้งแต่ราตรีแรกที่เหยียบเข้าวัง หรือเพราะนางเป็นบุตรีของที่ปรึกษาตู่จาง จึงได้สิทธิพิเศษ?
“เปิ่นหวางถาม เหตุใดไม่ตอบ หรือไม่อยากมีลิ้นแล้ว”
เขาพูดเสียงเรียบแต่ทุกคำกลับล้วนเป็นคำขู่ นางที่เดี๋ยวถูกขู่ตัดลิ้นบ้างควักลูกตาบ้างตอนนี้เริ่มจะชินเสียแล้ว
“ชินอ๋องอย่าได้เอาความฝันของหม่อมฉันมาใส่ใจให้มากเลยเพคะ” เมื่อหาทางออกไม่ได้นางก็โยนให้ความฝันเสีย
“เจ้าอยากเป็นสนม”
นางไม่ได้อยากเป็นสนม แต่อยากเป็นสตรีเหนือคนเหนือบุรุษเพื่อลากพวกมันทุกคนที่ทำร้ายนางลงนรกไปด้วยกัน
“ก็แค่ความฝัน พระองค์อย่าได้ใส่ใจ”
ในเมื่อไม่อยากพูดคนถามก็ไม่คิดเซ้าซี้ แต่ยังไงก็ต้องสืบเรื่องนี้ให้ชัดเจน แม้เขาจะนิยมสตรีแต่ก็ไม่ได้อยากใช้ของร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะตาเฒ่าหลุนอิงนั่น
“แล้วพระองค์กำลังทำอะไร”
“เปิ่นหวางหิว”
เหนียงไป๋ไม่เข้าใจก่อนจะสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ทิ่มแทงอยู่ตรงเอว ใบหน้าของนางถึงกับคล้ำไปเสียหลายส่วน เอ่ยเสียงกระตุกตอบ “หากท่านอ๋องหิวก็เชิญเสด็จลงจากเตียงแล้วอาบน้ำเถอะเพคะ หม่อมฉันจะช่วยขัดหลังแต่งตัวให้”
เชิญท่านลงจากตัวข้าก่อนที่ข้าจะกลายเป็นอาหารท่าน คงเพราะคำละเมอของนางทำให้เขาไม่มีอารมณ์เช่นตอนแรก จากที่คิดอยากกินอาหารก็ลุกขึ้นแล้วตรงไปยังอ่างน้ำ “เจ้าไม่ต้อง เรียกคนอื่นเข้ามา”
ไม่ให้นางทำนางก็ไม่ทำ ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้อยากจะทำเสียหน่อย เมื่อคนอื่นเข้ามานางก็เดินออกจากกระโจม นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นแสงตะวันตั้งแต่เข้ามาในค่ายทหารแห่งนี้
ที่จริงแล้วเขาสามารถยึดแคว้นได้แล้วก็สมควรจะเสพสุขในวัง ไม่ใช่ออกมาสร้างกระโจมลำบากอยู่นอกเมืองเช่นนี้ ช่างแปลกคนนัก
เหนียงไป๋หันมองไปรอบ ๆ มองเห็นขุนนางและทหารที่ถูกลากจูงมาเป็นแถว ดวงตาของนางมองไปยังคนด้านหน้าสุด นั่นบิดาของเหนียงเหนียง
“เหนียงเหนียง” เสียงบิดาเอ่ยเรียกบุตรสาวทำให้นางที่คิดจะหลบไปที่อื่นจำต้องเดินไปหา แววตาของผู้เป็นบิดามองสำรวจนางแล้วถาม “เจ้าถูกชินอ๋อง...”
นางเข้าไปในกระโจมทั้งคืน หากบอกว่าไม่มีอะไรคงจะไม่มีคนเชื่ออีกทั้งหากนางตอบไปตามตรง มีหวังคืนนี้เขาคงจะได้ทำมันจริง ๆ
“ทุกสิ่งเป็นเรื่องที่ลูกเลือกไม่ได้ แต่ชินอ๋องก็ดีกับลูกมาก” คำว่าดีกับลูกมากทำให้ทหารกล้าทั้งหมดหันมอง จากนั้นก็มองนางที่อยู่ในสภาพ
ไร้รอยขีดข่วน ดูเหมือนชินอ๋องจะโปรดปรานนางมากจริง ๆ
“แม่นางเหนียงเหนียง พวกเราต้องไปแล้ว”
“พวกท่านจะพาบิดาข้าไปที่ใด”
“คุก รอวันประหาร”
แม้นางไม่ใช่บุตรสาวเขาแต่เมื่อได้ยินก็รู้สึกใจหาย อีกทั้งบิดาผู้นี้
ดูจะรักและเอ็นดูเหนียงเหนียงมากกว่าบิดามารดานางในชาติที่แล้วเสียอีก
“ท่านพ่อ ท่านแม่อยู่ที่ใด”
ที่ปรึกษาตู่จางมองไปยังอีกฝั่ง เมื่อมองตามไปแล้วจึงได้เห็นว่ามารดากำลังถือตะกร้ากองโตอยู่อีกด้านหนึ่ง เหมือนจะถูกให้เป็นทาสรับใช้ในสงคราม เห็นแล้วก็ให้รู้สึกเป็นกังวลไม่ได้ แต่เมื่อคิดจะเดินไปหา นางก็กลับถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้
“ใครใช้ให้เจ้าเดินไปเดินมาด้วยชุดแบบนี้”
เหนียงไป๋หันมองคนถามก่อนก้มลงมองสภาพของตนเอง เมื่อเห็นเสื้อชั้นในตัวบางที่แขวนอยู่บนร่าง นางถึงได้รู้ตัวว่าเหตุใดทหารพวกนั้นจึงได้มองนางตาค้างเช่นนั้น คนยังไม่สำนึกว่าตัวเองผิดถูกลากกลับเข้าไปยังกระโจมอีกครั้ง
“หากอยากมีชีวิตก็อยู่แต่ในกระโจมอย่าได้ย่างก้าวออกไปเด็ดขาด”
เขาหงุดหงิดอะไร นางก็แค่ออกไปสูดอากาศ หาได้คิดหนีเสียหน่อย แผนโง่ ๆ เช่นนั้นนางไม่มีทางทำเด็ดขาด
“บิดาข้ากำลังจะถูกประหาร” แม้ไม่อยากพูดแต่ก็เหมือนต้องพูด คนที่เกี่ยวข้องกับร่างนี้แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวนางเลย แต่นางก็ยังอยากช่วยพวกเขาอยู่ดี
ชินอ๋องรินสุราแล้วยกขึ้นดื่ม “เจ้าอยากให้เปิ่นหวางช่วย”
“เพคะ”
“ก็ต้องดูว่าเจ้ามีอะไรมาแลก”
ทั้งเนื้อทั้งตัวนางมีแค่นี้ จะเอาอะไรไปแลกกับเขา ไม่รอให้นางถามเขาก็ตีที่ตักสองครั้ง “เปิ่นหวางอยากได้คนรินสุรา”
นางพึ่งสังเกตว่าบนใบหน้าของเขาไม่ได้สวมหน้ากากอย่างเคย
พอเป็นแบบนี้ยามเมื่อเขาดื่มสุรา น้ำสุราก็หาได้หกเลอะเทอะจะเรียกอีกอย่างก็ได้ว่าเริ่มกินเหมือนคน
เหนียงไป๋เดินไปหาคนสั่งแล้วนั่งลงบนหน้าขาของเขา ชินอ๋องยกมือขึ้นเกาะเอวนางเอาไว้แล้วหันมองไปยังจอกสุราที่มีน้ำอยู่เต็มจอก
นางรู้งานรีบหยิบขึ้นมายกป้อนส่งถึงปากคนสั่ง ค่อยรินสุราพยายามไม่ให้หกเลอะเทอะแต่ก็ยังหกอยู่ดี “ป้อนด้วยปาก”
คนถูกสั่งทำตาโตใส่ ปากก็บ่นว่าท่านเอาแต่ใจมากไปแล้ว นางเริ่มไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่นแล้ว “ท่านอ๋องก็ทราบว่าหม่อมฉันไม่เคยดื่มสุรา”
“ไม่เคยก็ต้องเคย ในเมื่อเจ้าเป็นของเล่นของเปิ่นหวาง เจ้าต้องทำตามที่เปิ่นหวางสั่ง”
ว่าแล้วจอกสุราก็ถูกเขาชิงไปจากมือ ก่อนที่จอกสุรานั้นจะส่งถึงปากของนาง แค่ดื่มสุราจะอะไรนักหนา เหนียงไป๋มองจอกสุรา ยอมรับสุราเข้าปากก่อนหันมองคนสั่งแล้วก้มลงป้อนสุราตามที่อีกฝ่ายสั่ง
รสสุราไหลรินเข้าลำคอนางและชินอ๋อง คราวนี้สุราไม่แม้แต่จะหกออกมาอีกแล้ว นางถูกกลืนกินด้วยรสจูบแสนร้อนแรงไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์สุราหรือเพราะความมากประสบการณ์ของเขาที่ทำให้นางในตอนนี้ถูกชักจูงให้ตอบรับสัมผัสของเขา
เมื่อนางกำลังเผลอตัวลิ้นนางก็ล่วงล้ำเข้าไปหา ชินอ๋องชะงัก ลืมตาขึ้นมองดวงตานางจากนั้นก็ผลักนางออกจนนางร่วงลงพื้น
คนกำลังหลงรสจูบได้สติ เงยหน้ามองเขาที่มีสีหน้าระแวง ก็ใครใช้ให้นางเผลอตัวไปเล่า จะบอกว่านางไม่เคยจูบใครก็คงจะไม่ได้ หรือจะบอกว่านางฝึกวิชาเมื่อคืนจนจำได้ก็เห็นจะไม่ใช่เรื่องกระมัง
“หม่อมฉันเจ็บเพคะ” เมื่อตกพื้นก็แสร้งทำเป็นสตรีอ่อนแอแทน ปล่อยให้เขาระบายอารมณ์ปัดไหสุราตกลงพื้นต่อหน้านาง
เจ็บ! เหนียงไป๋ถูกเศษไหบาดเข้าที่ข้อเท้า แต่เขาก็ยังไม่หยุดลากนางขึ้นมาจากพื้นแล้วโยนใส่ในอ่างน้ำ ร่างบางถูกกดลงน้ำจากนั้นมือเขาก็ฉีกเสื้อผ้านางที่ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วแขวนบนร่างอยู่แล้วจนแทบดูสภาพ
ไม่ออก
ชินอ๋องบ้าไปแล้ว นางไปทำอะไรให้กัน
ไม่ใช่ว่าเขาต้องการคนปรนนิบัติช่ำชองหรอกหรือ “ท่านอ๋อง...”
พูดได้คำเดียวตัวนางก็ถูกกดลงน้ำอีกครั้ง จากนั้นก็ถูกยกตัวขึ้นมาอีกครั้งมือเขาบีบคอนางจากด้านหลัง
“เจ้าเป็นคนของตาเฒ่าหลุนอิง”
หาว่านางเป็นสายลับท่านเอาอะไรมาพูด ตอนนางลืมตาขึ้นมาไม่ทันได้อ้าปากถามท่านก็ลากข้าขึ้นม้ามาไว้ที่คุกจากนั้นก็พามาที่กระโจม แผนบ้าบออะไรประสาทสิ้นดี นางมีเวลาไปส่งข่าวให้ใครที่ไหนกัน!?
“หม่อมฉันไม่ใช่...” พอนางเอ่ยประโยคออกมาไม่ทันได้อธิบายก็ถูกกดลงน้ำอีกครั้ง
นางรู้สึกเหมือนตัวเองจะตายรอบสอง ในตอนที่นางใกล้จะหมดลมหายใจ เขาก็ยกนางขึ้นมาเหมือนเดิมคล้ายกับสนุกที่เห็นนางใกล้ตายอย่างไรอย่างนั้น!
วิปลาส! ท่านวิปลาสไปแล้วหรือ!?
แม้ในสมองจะก่นด่า แต่สภาพของนางเมื่อถูกดึงขึ้นมากลับไม่มีโอกาสให้ได้หายใจสักนิดเมื่อมือปีศาจยังคงบีบคอนางแน่นกว่าเดิม
เมี๊ยว!! เสียงแมวดังขึ้นพร้อมกับร่างปราดเปรียวของแมวที่กระโดดขึ้นเกาะขาชินอ๋อง นั่นทำให้เขาปล่อยมืออย่างตกใจก่อนจะเตะแมวนรกกระเด็นไปไกล
“บัดซบสิ้นดี” คงเพราะระบายอารมณ์จนพอใจหรือเพราะกลัวแมวก็ไม่ทราบ เพราะตอนนี้แมวนรกที่ว่ารีบลุกขึ้นมาจากนั้นก็กระโดดเข้ามาในอ้อมแขนของเหนียงไป๋ เขาจึงได้ยืนนิ่งห่างจากนาง ไม่ได้ก้าวเท้าเข้ามาหา ดวงตาของเขามองภาพตรงหน้าก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากกระโจมไป
เสียงปีศาจเอ่ยวาจาสั่ง
“อย่าได้ก้าวเท้าออกจากกระโจม เพราะไม่อย่างนั้นเปิ่นหวางจะตัดขาเจ้า”
คำก็ขู่สองคำก็ขู่ นางรู้ว่าเขาไม่ได้ขู่แต่จะทำจริง ๆ จากที่จะค่อย ๆ คิดแผนหนี ตอนนี้คงต้องคิดเร็ว ๆ เสียแล้ว หาไม่แล้วนางได้ตายอีกรอบ
เป็นแน่