ตอน ๑
ข้อมูลโรงแรมระดับสามดาวครึ่ง บนถนนวิภาวดีที่ส่งมาจากเวทิตนายหน้าเจ้าประจำ สะดุดตา ‘ภีมวัจน์ กฤตชยางกูร’ ตรงที่มีเลข ‘16’ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราคาประกาศขายห้าร้อยสิบหกล้านบาท มีหนึ่งร้อยสิบหกห้อง บนที่ดินสองไร่สองงานสิบหกตารางวา เปิดกิจการมาแล้วสิบหกปี บวกกับความบังเอิญอื่นๆ ที่นายหน้ารู้ใจขีดเส้นใต้มาให้เพิ่มเติมนั่นคือ ลูกสาวเจ้าของโรงแรมมีอายุสิบหก เกิดวันที่สิบหก เวลาสิบหกนาฬิกาสิบหกนาที และอายุห่างกับเขาสิบหกปี
เขาเองก็เกิดวันที่สิบหก เวลาสิบหกนาฬิกาสิบหกนาที พ่อเขาก็เกิดวันที่เดียวกัน จบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุในวัยห้าสิบปี ตอนเขาอายุยี่สิบหกปีพอดิบพอดี เขารู้ว่าเวทิตไม่คิดจะผูกเขากับเด็กวัยสิบหกไปในทางอื่นใด นอกจากใช้เป็นเหตุจูงใจ ให้เขาสนใจโรงแรมนี้เท่านั้น และมันก็ได้ผลไม่น้อย จนเมลบอกให้นัดกับเจ้าของเพื่อเจรจาโดยเร็ว
จากนั้นเขาก็เลื่อนแฟ้มบนโต๊ะมาเปิดอ่านอย่างละเอียดละออ ก่อนจะจรดปลายปากกาอนุมัติลงไป ถ้าไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วย เขาจะขีดฆ่าในส่วนที่รายงานนั้น ‘ทำผิด’ เขาเบื่อหน่ายนิดๆ กับความผิดซ้ำซากจำเจของพนักงาน จนต้องเสียเวลามาตรวจเสียเอง และตอนนี้เขาเดินเฉียดคำที่พ่อมักจะพูดเสมอๆ เมื่อครั้งยังมีชีวิตว่า ‘ผู้จัดการสันดานกรรมกร’ ไปทุกทีๆ แล้ว
จนถึงเวลาเที่ยงครึ่งถึงได้ออกจากออฟฟิศบนชั้นห้า ซึ่งเป็นชั้นบนสุดที่เขายึดเป็นออฟฟิศของครอบครัวไปโดยปริยาย ส่วนพนักงานอื่นๆ จะทำงานอยู่ชั้นใต้ดินของตึก
“คุณหนาวจะกลับเข้ามาก่อนไปโรงงานหรือเปล่าคะ” ขจีเลขาพ่อที่กลายมาเป็นเลขาเขาเอ่ยถามเจ้านายด้วยน้ำเสีไปยังฟู๊ดคอร์ทตรงชั้นสอง ยงนุ่มนวลกับท่าทีนอบน้อม
“ไม่ครับ มะรืนถึงจะเข้า”
เจ้านายหนุ่มหล่อตอบด้วยน้ำเสียงสีหน้าและท่าทางไม่ต่างกันนัก แล้วเดินไปหาบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เพราะอยากออกกำลังกายควบคู่กับการเดินดูอะไรต่อมิอะไรในห้างสรรพสินค้าลานนา สแควส์ ของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อสิบหกปีก่อน เป็นแค่โชว์รูมชั้นเดียว ขายกระเป๋ากับเสื้อผ้าแบรนด์ ‘PK’ มาจาก ‘ภีมากรณ์-ภีมภา กฤตชยางกูร’ เป็นชื่อพ่อแม่กับนามสกุลเท่านั้น
จากห้องชั้นเดียวเปลี่ยนมาเป็นอาคารพาณิชย์สามชั้นสามคูหา ในเวลาหกปีหลัง แล้วมีอาคารห้าชั้นสามคูหามีพื้นที่กว้างขวาง ร้านรวงเป็นร้อยๆ เพิ่มขึ้นมาในเวลาเพียงห้าปีต่อจากนั้น ด้วยฝีมือของเขาล้วนๆ หลังพ่อจากไป เขาจะต้องเป็นหัวเรือใหญ่ให้คนในบ้านและในบริษัท
เขามักจะต้องคอยยกมือรับไหว้บรรดาเจ้าของร้านค้า ที่เขาเดินผ่านเพื่อไปยังฟู๊ดคอร์ทตรงชั้นสอง กินมื้อเที่ยง และมักจะช้ากว่าใคร อันที่จริงเขาไม่มีความจำเป็นจะต้องเดินมาเองก็ได้ เพียงแค่สั่งเลขาก็ได้จานข้าวมาตั้งตรงหน้าแล้ว แต่อยากดูความเรียบร้อยไปเรื่อยๆ ทุกซอกทุกมุมถ้ามีเวลา จะได้พัฒนาห้างสรรพสินค้าให้ทันสมัยและไม่ตกเทรนด์
เขาเลือกข้าวขาหมูแบบไม่เอาหนังไม่เอามัน และจะต้องเป็นมื้อเที่ยงเท่านั้นที่จะเอามันเข้าปากได้ เพราะมีเวลาย่อยได้อีกหลายชั่วโมง กว่าจะถึงเวลาเข้านอน แม้จะนั่งปะปนอยู่กับคนมากมาย แต่ไม่มีใครลบรัศมีความหล่อเหลาของเขาได้ เขามักจะกลายเป็นเป้าสายตาให้ใครต่อใครมองจนชาชินไปแล้ว
‘ถ้าคุณหนาวไปเป็นดารา จีว่าดังระเบิดไปนานแล้ว ไม่ต้องมานั่งตรวจงานหลังขดหลังแข็งอยู่อย่างนี้หรอกค่ะ’
เลขาสาวใหญ่วัยสี่สิบแปดมักจะหยอกเย้าไม่เคยหยุดสักที เขาก็มักจะอดหัวเราะไม่ได้ ถ้าคิดเอาดีทางนี้คงอยู่ยากพิลึก นี่ขนาดไม่เป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ เวลาเดินเข้ามาในห้างก็มักจะถูกมองตลอด แรกๆ เขาอายแต่หลังๆ กลายเป็นความชาชิน
‘คุณหนาวคะ จีเอาของทุกอย่างไปไว้ที่เครื่องให้แล้วนะคะ’
เขาอ่านไลน์เสร็จก็ลุกออกจากโต๊ะ เดินขึ้นบันไดหนีไฟไปดาดฟ้ายูโรคอปเตอร์ จอดรออยู่ มีผู้จัดการโรงงาน ร้านค้า ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายนั่งรออยู่ เพื่อตรงไปยังโรงงานกระเป๋ากับเสื้อผ้าที่แม่สาย ซึ่งเขาจะต้องไปตรวจตราดูสองอาทิตย์ครั้ง แม้จะมีน้องสาวคนรองดูแลอยู่แต่เขาก็ไม่เคยปล่อย
ไม่ถึงชั่วโมงเฮลิคอปเตอร์ประจำครอบครัวและรับเหมาทั่วไปในกลุ่มคนสนิท ก็ร่อนลงจอดตรงลานกว้างข้าง ‘บริษัท พี.เค. เอ็กซ์พอร์ต อินดัสเทรียล จำกัด’ เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านปัจจุบันอยู่เชียงใหม่ แม่และน้องๆ ก็อยู่ที่นั่น แต่เขาก็ยังไม่ยุบโรงงานนี้ เพราะสงสารคนงานเก่าๆ ที่เป็นคนในละแวกนี้ ทำงานมาตั้งแต่พ่อแม่เริ่มต้นกิจการ และเป็นบ้านเกิดของพ่อ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นเพียงร้านรับซ่อมกระเป๋ากับกับเสื้อผ้าเท่านั้น
‘พ่อฝันอยากมีกิจการที่เป็นปัจจัยสี่คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ถ้ามีลูกสี่คนก็จะให้เรียนสี่สายงาน จะได้ไม่ต้องง้อใครเพราะบ้านเรามีครบทุกอย่างแล้ว แต่โชคไม่ดีที่แม่มีได้แค่สาม เพราะฉะนั้นหนาวจะต้องรับเหมาไปคนเดียวสองอย่างในฐานะเป็นพี่คนโตและเป็นผู้ชายด้วย’
นั่นคือความฝันที่พ่อมักจะบอกเขากับน้องๆ เสมอๆ แต่พ่อก็ทำได้แค่สอง นั่นคืออาหารแช่เยือกแข็ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นอาหารเหนือ ภายใต้ชื่อ ‘MealMe’ โรงงานตั้งอยู่สันกำแพง กับเครื่องนุ่งห่ม มีเสื้อผ้าบุรุษ รองเท้ากับกระเป๋าเดินทางเป็นตัวเอก เขากับน้องคนกลางช่วยกันดูแล เพราะน้องเรียนจบด้านแฟชั่นดีไซน์มา ส่วนเขาจบเภสัชกรแต่ถนัดงานบริหารมากกว่า
ฝันที่สามของพ่อเขากำลังจะลงมือทำในเร็ววัน ส่วนฝันสุดท้ายที่เขารอบรู้ แต่กลับไม่อยากทำสักเท่าไหร่ ที่เรียนก็เพราะตามใจพ่อ เลยเอาไว้ทำเป็นเรื่องท้ายๆ อาจจะเป็นแค่ร้านขายยาหรือโรงพยาบาล ซึ่งน้องคนเล็กที่จบอายุรแพทย์มาต้องรับไปดูแล แต่น้องก็ยังไม่พร้อม เพราะอยากทำงานช่วยรักษาคนยากจนอยู่โรงพยาบาลเล็กๆ ในเชียงดาวก่อน
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลายังคงเป็นเป้าสายตาให้สาวๆ ในโรงงานมองไม่รู้เบื่อ ขณะก้าวเข้าไปยังห้องประชุม ที่มี ‘ภีมภรณ์ กฤตชยางกูร’ ผู้เป็นน้องคนกลาง กับหัวหน้าฝ่ายอื่นๆ รออยู่แล้ว ความเป็นคนจริงจังในการทำงานของเขา เล่นเอาทุกคนต้องนั่งหน้านิ่วเกือบสองชั่วโมงกว่าจะเสร็จ
“พี่หนาวจะไปกรุงเทพฯ เมื่อไหร่นะ”
น้องสาวเอ่ยถาม ระหว่างเดินออกจากออฟฟิศตรงไปขึ้นเครื่องด้วยกัน เพื่อขึ้นเครื่องกลับบ้านพร้อมพี่ ในวันที่พี่มาประชุม ส่วนวันอื่นภีมภรณ์จะนอนบ้านพักที่นี่ เช้าวันจันทร์จะให้คนรถที่บ้านขับมาส่ง
“พรุ่งนี้”
ความเป็นคนพูดน้อยทำให้พี่ตอบสั้นๆ แล้วก็เงียบไปตลอดการเดินทาง กระทั่งเจ้านกยักษ์ร่อนลงจอดลานหลังบ้านเรือนไทยทรงล้านนาส่งสองพี่น้อง ก่อนจะร่อนขึ้นไปรับจ๊อบอื่นแล้วแต่จะมีคนจ้างเหมา เขาหยุดยืนดูความเรียบร้อยตรงสนามหญ้าที่หนานวงศ์กำลังจัดแต่งอยู่อีกฟากครู่หนึ่ง ถึงเดินตามน้องสาวเข้าไปใต้ถุนบ้านที่โล่งโปร่ง ลมพัดผ่านตลอดเวลา พื้นปูกระเบื้องสีขาวสะอาดตา มีส่วนครัว โต๊ะกินข้าว ชุดรับแขกกับมุมนั่งเล่นอยู่ในนั้นพร้อมสรรพ
“เห็นหน่อยบอกว่าพรุ่งนี้จะไม่อยู่เหรอหนาว”
ยังไม่ทันได้นั่ง ‘ภีมภา กฤตชยางกูร’ หรือคนสนิทจะเรียกแค่ ‘แม่หนุน’ ก็ถาม แต่ไม่ได้หันมาหาลูก คนถูกถามได้ยินชัดเจน แต่ไม่ได้ตอบ นอกจากสลัดรองเท้า แล้วนั่งเดย์เบดนุ่มๆ อย่างสบายอารมณ์ มือก็ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแล้วถอดออก โยนไปใส่โต๊ะกลางไม้สักเก่าแก่ เปิดกระเป๋าคว้าแท็บเล็ตออกมาวางตรงหน้าขา มีหมอนรองไว้อีกชั้น
“หนาวๆ แม่ถามไม่ได้ยินหรือไง”
เมื่อลูกไม่ตอบแม่เลยย้ำอีก ตาก็มองหม้อขณะตักชิม พอรสชาติถูกปากแล้วก็พยักหน้าให้สายใยคนรับใช้คู่บ้านวัยสี่สิบห้าปีไม่หนีหนานวงศ์ผู้เป็นสามีจัดขึ้นโต๊ะ “ตกลงยังไงแน่หนาว อยู่หรือไม่อยู่”
ปากถามย้ำอีก ขาก็เดินมาทรุดกายลงนั่งตรงเก้าอี้ใกล้พัดลม หลังอยู่กับหม้อแกงจนได้เหงื่อเต็ม น้องสาวหันไปมองพี่ ยังเห็นนั่งทำงานนิ่งเลยส่งเสียงสะกิดดังๆ “พี่หนาว!”
“เอ้ย!” คนพี่ขานรับแค่นั้น แต่ตายังคงจ้องหน้าจออยู่
“ไม่ได้ยินที่แม่ถามหรือไง ว่าตกลงอยู่หรือไม่อยู่พรุ่งนี้น่ะ จะได้จัดการถูก” น้องเลยย้ำยืดยาว แต่ไม่ได้โกรธที่พี่ไม่ยอมเปิดปากสักนิด เพราะเจอมาตลอดชีวิตแล้วกับท่าทีแบบนี้
“มีไรน่าสนใจล่ะ” คนถูกถามเอ่ยยาวขึ้นอีกนิด
“ดูถามเข้า วันเกิดตัวเองแท้ๆ มันน่านั่งนิ่งๆ ไม่ทำอะไรให้นักเจ้าลูกคนนี้ กว่าจะพูดได้แต่ละคำ ฉันล่ะเบื่อ! ทำไมถึงได้ปากหนักเหมือนพ่อนักนะ จะทำอะไรก็มาบอกกันให้รู้ชัดๆ บ้าง คนในบ้านจะได้ทำตัวถูก”
นั่นล่ะคนถูกบ่นถึงได้ยอมละสายตาจากเครื่อง แล้วพาร่างสูงใหญ่ที่ท่อนบนมีเสื้อกล้ามหุ้มเอาไว้เดินมาทรุดกายลงนั่งตรงโต๊ะอาหารจ้องมองแต่ละจานที่สายใยลำเลียงมาวาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมนูที่ไม่ได้ใช้น้ำมันปรุงทั้งสิ้น เขาคว้าช้อนมาทำท่าจะตักแกงเลียงร้อนๆ มาชิม แต่พอเห็นแม่กับน้องจ้องมาหาเลยต้องวางก่อน
“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่จะไปคุยเรื่องโรงแรมที่จะซื้อตอนเที่ยงๆ ถ้าแม่เตรียมทำอะไรไว้ ผมก็บินกลับมาได้ ว่าแต่แม่ทำอะไร”
“ไม่บอก! ปล่อยให้งง!”
หลังเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงส่งตรงลานจอดบนดาดฟ้าชั้นที่ห้าสิบของคอนโดมิเนียมย่านพระโขนงแล้ว ภีมวัจน์ก็เรียกแท็กซี่ไป ‘PS Boutique Hotel’ ก่อนเวลานัดชั่วโมงครึ่ง เพราะอยากจะสำรวจตรวจตราดูอะไรรอบๆ แบบไม่ให้ใครรู้ก่อน พอเห็นสถานที่จริงด้วยสายตาจนพอใจแล้วก็เดินกลับเข้าล๊อบบี
“ขอเอสเพรสโซ่ มัคคิอาโตที่หนึ่งครับ”
เขาอยากลองชิมดูว่ากาแฟที่นี่เป็นยังไง เห็นคนรับออเดอร์ทำหน้างงๆ เขายิ้มให้เล็กน้อย แล้วชี้ไปยังลำดับเมนูบนบอร์ดด้านหลัง คนทำหน้างงถึงได้ยิ้มตาม นั่นแปลว่าขาดความเข้าใจในสินค้าที่ขายอยู่ทุกวี่วัน จากนั้นเขาก็ไปนั่งรอตรงชุดรับแขก
“เอากาแฟเย็นๆ มาแก้วหนึ่งนะ เร็วๆ ด้วย! ร้อน!”
นั่งยังไม่ถึงครึ่งนาทีก็มีเสียงอันทรงอำนาจดังขึ้น เขาหันไปมองครู่เดียว เพราะไม่อยากเสียมารยาท กระนั้นก็รู้ว่าชายใจร้อนน่าอยู่ในวัยกลางแล้ว แต่ยังใส่กางเกงยีนส์เสื้อยืดรองเท้าหนังมันวาว บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าสำอางค์และว่างงานน่าดู
“เร็วๆ สิ! บอกว่าร้อนไง ชักช้าอยู่นั่นล่ะ เป็นแบบนี้ไงลูกค้าถึงได้ไม่เข้าร้าน เดี๋ยวไล่ออกซะเลยนี่!”
พนักงานเลยต้องแซงคิวให้ก่อน และน่าจะเพราะความรำคาญแทนการกลัว พอหนุ่มเสียงดังได้แล้วก็เดินไปดูดไปอย่างคนไม่คิดอะไรมาก เขาเห็นพนักงานทำหน้าบอกบุญไม่รับกับเพื่อนร่วมงานข้างกัน
“มาแต่ละทีทำเอาคนวุ่นไปหมด! ไม่รู้จะมาทำไม พี่น้องกันอะไรต่างราวฟ้ากับเหว!” แล้วบ่นโดยไม่เกรงว่าใครได้ยิน แม้อยากรู้ว่าชายคนนั้นเป็นใคร มีความสำคัญยังไงกับโรงแรมนี้ แต่เขาไม่คิดจะถามพนักงานที่ยกแก้วมาเสิร์ฟให้ เพราะมีเวทิตให้ถามทั้งคนแล้ว
“คุณหนาว! สวัสดีครับ มานานหรือยังครับ” ยกแก้วขึ้นจิบได้ไม่กี่ครั้งก็ต้องวางลง แล้วรับไหว้เวทิตหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบแต่งกายภูมิฐานสมเป็นคนขายเข้าสายเลือดก่อน
“คุณปา คุณปัญครับ นี่คุณภีมวัจน์ครับ หรือจะเรียกว่าคุณหนาวตามผมก็ได้ครับ” ตามด้วยต้องรีบยกมือไหว้สองสามีภรรยาเจ้าของโรงแรม
“เราขึ้นไปคุยบนออฟฟิศดีกว่ามั้ยครับ” เวทิตรีบเอ่ยชวนทันที
“เชิญค่ะ”
ปาริดาในวัยห้าสิบสองตามรายงานที่ได้จากเวทิตนั้น ดูหุ่นบางร่างน้อย ใบหน้าอ่อนวัยกว่าอายุเป็นสิบปี ผิดกับปัญญาที่หน้านำอายุเยอะแล้ว แต่ความเป็นกันเอง กับการให้เกียรติผู้อื่น ทั้งสองดูเหมือนจะไม่ต่างกันนัก ขึ้นมาไม่นานก็ถึงชั้นสอง ซึ่งใช้เป็นออฟฟิศมีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก ห้องทำงานของทั้งสองก็ไม่ใหญ่สักเท่าไหร่
“เข้าเรื่องเลยนะครับ คุณหนาวต้องรีบบินกลับบ้านก่อนค่ำ” นั่งได้ไม่เท่าไหร่ เวทิตก็เอ่ยขึ้นแบบเป็นการเป็นงานในฐานะตัวกลาง แล้วส่งเอกสารที่เคยเมลให้เขาเมื่อวานนี้ให้ดูอีกรอบ ภีมวัจน์เองก็ชอบแบบตรงๆ เช่นกันเลยยิงคำถามออกไป
“แล้วทำไมถึงจะขายครับ” ปัญญาชั่งใจครู่หนึ่งแล้วถึงตอบ
“ตรงๆ นะครับ ก็อย่างที่บอกไปว่าเรามีหนี้เยอะ ผมใกล้หมดไฟแล้ว ส่วนแฟนก็ไม่ถนัดงานพวกนี้ ลูกก็ยังเด็ก จะมาสานต่อได้ก็อีกหลายปี เลยคิดว่าขายดีกว่า จะได้เก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนแล้วทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ตามที่แกถนัดน่ะครับ”
ภีมวัจน์ชื่นชมในความเป็นคนตรงไม่น้อยเลยยิ้มให้ แต่ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเงียบ เป็นการโยนให้ใครก็ได้เอ่ยอะไรออกมา ทำเอาสองเจ้าของหันไปมองเวทิต เพราะไม่รู้จะพูดอะไรขึ้นอีก ถ้าคนซื้อไม่ได้ตั้งคำถามมา เวทิตเจ้าเดิมเลยเป็นตัวกลางถามทางนั้นทีทางนี้ที จนแต่ละฝ่ายได้ข้อมูลครบครัน
“เอ่อ! แล้วเรื่องราคาขายล่ะครับคุณปัญพอจะดั้มพ์ลงอีกได้หรือเปล่าครับ” เพราะรู้ดีว่าเพดานของคนซื้ออยู่ตรงไหน เลยรีบตรงประเด็นจะได้ก้าวต่อ ปัญญาหันไปหาภรรยาอีกคำรบก่อนตัดสินใจเอ่ย
“ก็คงยืนไว้ที่ห้าร้อยสิบหกล้านครับ บอกตามตรงว่าราคานี้ หลังใช้หนี้แล้ว ผมเหลือติดมือไม่เท่าไหร่ อย่าต่อผมเลย ถือเป็นการให้ผมเอาไว้เป็นทุนให้ลูกเถอะนะครับ แกยังเด็กต้องกินต้องใช้อีกเยอะ”
เจอไม้นี้เข้าเวทิตก็ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะรู้จักครอบครัวนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่รับเอาโรงแรมไปร่อนขายให้ แต่ก็นานนับปีแล้วยังไม่มีใครเอาจริงๆ สักคน เลยหันไปหาฝ่ายซื้อเพื่อขอความคิดเห็น แต่ก็รอนานเป็นนาทีกว่าจะยินเสียงเล็ดรอดออกมา
“คือผมก็ขอตรงๆ นะครับว่า เพดานตั้งไว้แค่ห้าร้อยล้านเท่านั้น ไหนจะต้องเผื่อปรับปรุงอีก ถ้าเรามาเจอกันตรงจุดนี้ได้ ผมยินดีตัดสินใจโดยไม่ขอไปดูที่อื่นเลยครับ”
สองฝ่ายขายนิ่ง เวทิตไม่รู้จะทำยังไงเมื่อไม่มีใครถอยให้ใคร เลยคิดขึ้นได้ว่าควรจะทำให้สถานการณ์หายตึงเครียด “พอดีคุณหนาวชอบเลขสิบหกน่ะครับ เห็นว่าโรงแรมคุณปัญมีเลขสิบหกมาเกี่ยวข้องหลายอย่าง แกเลยมาดูที่นี่ก่อนน่ะครับ”
“เหรอคะ อย่าบอกนะคะว่าเกิดวันที่สิบหกเหมือนน้องเหนือด้วย” ปาริดาเห็นดีเห็นงามเลยเปลี่ยนเรื่อง ภีมวัจน์ไม่ได้ตอบแค่ยิ้มเท่านั้น เวทิตเจ้าเดิมเลยเดินหมากอีก
“นอกจากจะวันที่เดียวกันแล้ว ยังเวลาเดียวกันเป๊ะครับคุณปา แถมอายุห่างน้องเหนือสิบหกปีด้วยนะครับ”
“เหรอคะ บังเอิญจังเลย แล้วที่บอกมีธุระต่อก็คงไปฉลองกับคนที่บ้านใช่มั้ยคะ”
“ครับ” ฝ่ายขายพูดยืดยาวแต่ฝ่ายจะซื้อตอบแค่นั้น
“เราก็เหมือนกันค่ะ ตั้งใจว่าเสร็จแล้วจะรีบไปหาซื้อของขวัญให้ แล้วก็ไปรับที่โรงเรียนกลับไปฉลองที่บ้านค่ะ”
เรื่องวันเกิดถูกพูดถึงสักพัก เวทิตเห็นว่าถึงเวลาต้องวกมาที่ปัญหาเดิมแล้ว เลยหยิบยกขึ้นมาอีก แต่ฝ่ายขายก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม นั่นทำให้ฝ่ายซื้อฟันธงแล้วว่าคงจะไม่ได้เป็นเจ้าของโรงแรมนี้แล้ว “ลองเอาไปคิดดูอีกรอบก็แล้วกันนะครับ”
เขาเลยเอ่ยคำนี้ออกมา แล้วนิ่งเงียบคนอื่นมองตากันไปมานานเป็นนาทีก็ไม่มีอะไรหลุดออกมาอีก “งั้นเราค่อยคุยกันเรื่องราคาอีกทีดีมั้ยครับ สรุปวันนี้คงยังไม่ได้แน่ๆ ต่างคนก็ต่างจะรีบไปวันเกิดด้วย เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรคืบหน้าผมติดต่อมาหาอีกรอบนะครับ”
“ได้ครับ” ภีมวัจน์เอ่ยลาทั้งสองแล้วก็ลงมาชั้นล่างพร้อมเวทิตและอาสาไปส่งเขาขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับเชียงใหม่
“คุณหนาวคิดว่ายังไงครับ พอเอาได้หรือเปล่า ผมว่าถ้าปรับนั่นนี่ทำการตลาดดีๆ ก็คงจะคืนทุนในอีกไม่นานนะครับ ทำเลก็ดีด้วย”
“รอทางนั้นลดราคาก็แล้วกันครับ”
“ลดไม่ได้หรอกแม่ หักลบกลบหนี้แล้วเราเหลือไม่เท่าไหร่เลย ใจแข็งๆ ไว้ก่อนเถอะ เผื่อมีเจ้าอื่นมาแบบไม่ต่อ เพราะราคานี้เราไม่ได้บอกผ่านนะ” ปัญญาหันไปหาภรรยาที่เดินเคียงข้างลงมาชั้นล่าง
“ก็แม่อยากขาย รีบๆ ใช้หนี้ให้หมดนี่นาพ่อ บอกตรงๆ นะว่าเหนื่อยเต็มทีแล้ว วันๆ มีแต่คนโทรมาทวง”
“ทนอีกนิดนะแม่ คงไม่นานหรอก ว่าแต่ตกลงจะเอายังไงล่ะตอนนี้” ปัญญาหมายถึงโปรแกรมสำหรับลูกสาวสุด
“เราไปห้างซื้อของให้ลูก แล้วไปรับที่โรงเรียน ก็คงพอดีกับพี่จ๋าเตรียมอาหารเสร็จ”
“เหรอ! แล้วมีใครมาบ้างล่ะ”
“ก็ไม่มากหรอกพ่อ แค่เพื่อนๆ ของลูกกับบ้านเราเท่านั้น พ่อก็รู้ว่าเราใช้จ่ายอะไรได้ไม่มากตอนนี้”
“ดีแล้วล่ะแม่ ไว้ขายโรงแรมได้ค่อยว่ากันใหม่ งั้นเราไปนะ! เดี๋ยวลูกจะรอ”
และลูกสาวคนเดียวที่สองพ่อแม่รักยิ่งกว่าชีวิต ผู้เป็นเจ้าของส่วนสูงร้อยหกสิบกับน้ำหนักสี่สิบ ในชุดกระโปรยลายสก๊อตสีเทากับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวสะอาดตา มีโลโก้สถานศึกษาปักไว้ตรงกระเป๋าหน้า ก็กำลังนั่งรออยู่ม้าหินใกล้ๆ ประตู ซึ่งสามารถมองเห็นรถพ่อแล่นเข้ามารับได้ไม่ยาก ‘ปรารถนา สุริยวงศ์’ หรือชื่อที่เจ้าตัวรวมทั้งคนทั้งบ้านเรียกจนติดปากว่า ‘น้องเหนือ’ กำลังอ่านหนังสือเล่มโปรดอยู่
“ไปก่อนนะแพ็ต แล้วเจอกันเย็นนี้”
เพื่อนสาวในชั้นเรียนลดกระจกรถลงมาโบกมือลาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้จะเจอกันในปาร์ตี้วันเกิดก็ตาม ส่วนปรารถนาก็โบกมือลาด้วยท่าทีไม่ต่างจากเพื่อนนัก ก่อนจะก้มลงไปหาหนังสือสลับกับคอยมองไปยังประตูครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะพ่อกับแม่บอกว่าจะมารับในอีกไม่นาน
‘โคร้ม!!!!!!!!!’