ตอนที่ 2 สาเหตุของคนไม่อยากมีเมีย
แสงเหนือกำลังเดินทางขึ้นมาบนดอยเพื่อมาเป็นคุณหมออาสาให้กับชาวบ้านที่นี่เป็นระยะเวลาสามเดือน ซึ่งมีหน่วยงานของรัฐร้องขอไปตอนแรกก็ว่าจะมากันอยู่สี่ห้าคน แต่ไปๆมาๆถอนตัวกันหมด บ้างก็อ้างว่ามีภาระเมียท้องแก่บ้าง ต้องส่งลูกไปโรงเรียนบ้าง สุดท้ายจึงเหลือแค่เขาคนเดียว ก็ใช่ซี๊...ก็เขามันหนุ่มโสดนี่น่า
แสงเหนือเดินทางด้วยเครื่องบิน ต่อด้วยรถประจำทางสองสามต่อ จนสุดท้ายก็มาถึงจุดที่ต้องรอให้คนมารับขึ้นดอย เขามีสัมภาระมาสามกระเป๋าใหญ่ๆ กะว่าตัวเองจะขอลำบากให้น้อยที่สุด ส่วนเรื่องอาหารการกินเขาไม่เรื่องมาก
“คุณหมอแสงเหนือหรือเปล่าครับ” ผู้ที่เดินทางมารับก็คือเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณแห่งนี้
“ครับผมแสงเหนือ”
“ผมจ่ายอด ส่วนนี่จ่าจอม ยินดีที่ได้รู้จักคุณหมอนะครับ”
“ยินดีเช่นกันครับ”
“เชิญทางนี้เลยครับ พวกเราได้รับคำสั่งให้พาคุณหมอขึ้นไปข้างบน” ทั้งสามทำความรู้จักกันเสร็จ ก็พาคุณหมออาสาขึ้นรถ โดยช่วยคุณหมอแบกกระเป๋าไปคนละหนึ่งใบ
รถที่สามารถขับขึ้นไปได้ก็เห็นว่าจะมีแต่รถทรงสูงของทหารนี่แหละ เพราะทางค่อนข้างบุกป่าฝ่าดงและต้องใช้ฝีมือในการขับอยู่มากพอสมควร แต่ถ้าช่วงไหนฝนตกทางเละก็หมดสิทธิ์ ต้องเดินเท้าอย่างเดียว แต่วันนี้คุณหมอค่อนข้างโชคดีเพราะช่วงนี้ฝนไม่ตกมาสองสามวันแล้ว จึงเอารถขับขึ้นไปส่งได้
“ไกลมั้ยครับ กว่าจะขึ้นไปถึง” แสงเหนือชวนคุย
“ไม่ไกลนะครับ ระยะทางประมาณห้ากิโลกว่าๆเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบๆสองชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนฝนตกก็บวกเวลาเพิ่มไปอีก”
“ครับ” เรื่องนี้เขาศึกษามาบ้างแล้ว และทำใจมาแล้วส่วนหนึ่ง ชีวิตของคุณหมอแสงเหนือโตมาบนกองเงินกองทอง ที่บ้านมีบริษัทใหญ่โต จึงไม่แปลกที่เขาจะกลัวความลำบาก แต่ที่ตัดสินใจมาก็เพราะต้องมา...ไม่ได้มีจิตอาสาเหมือนที่คนอื่นๆเขามีกันหรอก
เพราะที่บนนั้นคงไม่มีสาวๆสวยๆเหมือนที่ที่เขาจากมา หลังเลิกงานจากเป็นคุณหมอ แสงเหนือก็มักจะไปทำกิจกรรมอย่างที่ผู้ชายโสดเขาชอบทำกัน แต่ที่นี่คงไม่มีแบบนั้น ชีวิตของเขาคงต้องแห้งเหี่ยวอยู่บนดอยแน่ๆ
แสงเหนือเลือกเรียนหมอเพราะมีสาเหตุมาจากกรุ๊ปเลือดพิเศษของเขา เขาไม่ได้อยากเป็นหมอที่ต้องทุ่มเทหรือมีอุดมการณ์อย่างที่คนอื่นๆมี เขาแค่ต้องการใช้เส้นทางเดินนี้วิจัยเกี่ยวกับเลือดที่ถูกถ่ายทอดมาจากคุณพ่อของเขาเท่านั้น
ซึ่งกรุ๊ปเลือดที่ว่านี้ มีคนจำนวนน้อยมากที่จะมีกรุ๊ปเลือดเหมือนอย่างที่เขามี ซึ่งเขาไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะมีความฝังใจบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นความตายของเขาในวัยเด็ก ซึ่งแสงเหนือก็ได้บอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่ยอมมีเมียและมีลูกเด็ดขาด เขาไม่อยากให้ลูกของเขาต้องเจอะเจอกับเหตุการณ์ที่เขาเคยเจอในอดีต
ระหว่างที่แสงเหนือได้ทำงานในสายอาชีพนี้ เขาได้เก็บข้อมูลวิจัยเรื่องเลือดของเขาย้อนหลังอยู่หลายปี ซึ่งผลที่ออกมามันก็น่าประหลาดใจมาก นั่นก็คือ เพศชายเท่านั้นที่จะสามารถส่งต่อกรุ๊ปเลือดนี้ให้กับลูกทุกคนได้ แต่ถ้าเป็นเพศหญิงจะไม่สามารถถ่ายทอดกรุ๊ปเลือดนี้ให้กับลูกของตัวเองได้เลย นั่นก็แปลว่าลูกที่เกิดมาจากคนเป็นแม่ที่มีกรุ๊ปเลือดนี้จะได้กรุ๊ปเลือดของคนเป็นพ่อไป ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของเด็กที่ได้มีกรุ๊ปเลือดปกติเหมือนกับที่คนอื่นๆเขามีกัน
และมากไปกว่านั้น จากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง คนที่มีกรุ๊ปเลือดนี้ห้ามได้กันเองเด็ดขาด เพราะเด็กหรือลูกที่เกิดมาจะไม่ปกติทุกคน นี่จึงเป็นข้อห้ามของกลุ่มคนที่มีกรุ๊ปเลือดที่แสงเหนือมี สรุปชาตินี้ทั้งชาติเขาจะไม่ยอมมีเมียและมีลูกเด็ดขาด
“เอ่อ...คุณหมอครับผมขอเสียมารยาทสักหน่อยได้ไหมครับ”
“อยากรู้อะไรเหรอครับ”
“แหมคุณหมอนี่ก็พูดตรงจังเลยนะครับ ไม่ทราบว่ามาแบบนี้มีคนที่บ้านรออยู่ไหมครับ”
“ไม่มีหรอกครับ ผมโสด”
“หล่อๆแบบคุณหมอนี่ไม่น่าโสดนะครับ ดูอย่างพวกผมสองคนสิขี้เหร่ก็ปานนี้มีเมียตั้งแต่อายุยังน้อย”
“ครับ” แสงเหนือแค่ยิ้มๆให้เท่านั้น ถึงเขาจะโสดแต่เรื่องอย่างว่าเขาไม่เคยขาดแคลน ระหว่างอยู่ที่นี่ก็ตามเวรตามกรรมไปก่อนแล้วกัน
“เดือนหน้าผมต้องเดินทางกลับกรุงเทพไปงานแต่งน้องสาว ไม่ทราบว่าตอนลงข้างล่าง...”
“อ่อเรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ บอกล่วงหน้าผมสักหน่อยเดี๋ยวพวกผมพาไปส่งที่ท่ารถให้”
“ขอบคุณครับ”
“แลกเบอร์กันไว้ก็ดีนะครับ เผื่อว่ามีธุระอะไรจะได้ติดต่อกันได้สะดวกขึ้น”
“ก็ดีนะครับ...ว่าแต่ข้างบนมีสัญญาณโทรศัพท์กับสัญญาณอินเตอร์เน็ตมั้ยครับ”
“ก็พอมีนะครับ แต่ต้องวัดดวงเอาหน่อย บางวันก็ดี๊ดี บางวันก็ขาดๆหายๆ แต่ก็พอติดต่อกันได้ สมัยนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย”
“อากาศที่นี่ดีจังเลยนะครับ” แสงเหนือเอ่ยขึ้นเมื่อมองสองข้างทางมีแต่ต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวชอุ่ม
ถึงถนนจะดูลำบากทางก็ไม่ได้เรียบเหมือนถนนในกรุงเทพ แถมตลอดทางยังขึ้นๆลงๆสูงๆต่ำๆ ดูแล้วน่าเวียนหัว แต่ธรรมชาติของที่นี่มันทำให้ความตึงเครียดของถนนข้างหน้าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการต้องนั่งเกาะแน่นๆแต่อย่างใด
วิวที่แสนจะร่มรื่นบวกกับอากาศที่เย็นสบาย แถมอากาศที่นี่ยังสะอาดสดชื่นปราศจากมลพิษไม่เหมือนในกรุงเทพ แสงเหนือหลับตาลงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ เขาเริ่มรู้สึกดีกับอากาศของที่นี่แล้ว
“คุณหมอเริ่มชอบที่นี่แล้วใช่มั้ยครับ ข้างบนอากาศที่นั่นดีว่าตอนนี้อีกนะครับ ยิ่งเช้าๆนะหมอกหนาๆลมเย็นๆนั่งจิบกาแฟร้อนๆดีสุดๆไปเลยครับ” จ่ายอดเห็นอาการของคุณหมอก็ได้พูดขึ้น จ่าทั้งสองคนไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะทุกคนที่ได้มาสัมผัสอากาศของที่นี่เป็นต้องหลงรักกันทุกคน
“ผมอยากสัมผัสอากาศแบบที่จ่าพูดจังเลยครับ”
“พรุ่งนี้เช้าคุณหมอได้แน่ เดี๋ยวพอไปถึงที่นั่นผมจะพาไปที่บ้านพัก ส่วนเรื่องอาหารในแต่ละมื้อ คุณหมอจะทำกินเองหรือจะเลือกที่จะผูกปิ่นโตกับร้านค้าข้างบนก็ได้เลยนะครับ” ผูกปิ่นโตก็คือการสั่งอาหารประจำ
“ข้างบนมีร้านค้าด้วยเหรอครับ”
“มีสิครับเดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้ว แม่ค้าทั้งสวยทั้งน่ารักแถมยังโสดด้วยนะครับ”
“ผมไม่สนใจหรอกครับ ว่าแต่เขาจะทำมาส่งให้หรือว่าเราต้องไปนั่งกินที่ร้านครับ”
“แล้วแต่คุณหมอเลย ระยะทางไม่ได้ไกลมาก คุณหมออาสาท่านก่อนๆเขาก็เลือกให้ไปส่งนะครับ”
“ก็ดีนะครับ สะดวกดี” บนดอยก็มีไลน์แมนด้วยเว้ย...แสงเหนือยิ้ม เมื่อรู้สึกว่าการมาบนดอยแห่งนี้มันก็ไม่ได้แย่จนเกินไป
เมื่อเวลาผ่านไปได้อีกสักพักใหญ่ๆ รถที่สองทหารหนุ่มได้ขับขึ้นมาจอดก็ถึงบ้านพัก
“ถึงแล้วครับ” แสงเหนือมองบ้านตรงหน้าที่คิดว่าน่าจะเป็นบ้านพักของตัวเอง เขาแอบถอนหายใจเบาๆแล้วค่อยๆลงจากรถแต่ไม่ลืมที่จะยกกระเป๋าของตัวเองลงจากรถด้วย
“คุณหมอเอากระเป๋าเข้าไปเก็บไว้ในบ้านก่อนนะครับ...ตอนนี้ก็เย็นแล้ว เดี๋ยวพวกผมจะพาไปร้านค้าใกล้ๆ จะได้แนะนำเจ้าของร้านให้รู้จักกันด้วย เผื่อจะได้ผูกปิ่นโตกันไว้เลย”
“ครับ...ผมขอเอากระเป๋าเข้าไปเก็บสักครู่นะครับ”
ตอนที่ 3 พบเจอ
“ที่นี่แหละครับ ร้านค้า” จ่ายอดหันไปพูดกับคุณหมอ
“ปู่พรครับ นี่คุณหมออาสาคนใหม่ของหมู่บ้านเราครับ ปิ่นอยู่ไหมครับ คุณหมอว่าจะผูกปิ่นโตกับเจ้าปิ่นสักหน่อย” จ่าจอมถามหาแม่ค้าคนสวยของหมู่บ้านด้วยภาษาถิ่น ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะไม่อยู่
“คุณหมอเหรอ” เสียงของคนชราเอ่ยขึ้น ปู่พรค่อยๆลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ แล้วยกมือป้องตามองหน้าคุณหมอชัดๆเนื่องจากสายตาของแกไม่ค่อยจะดีแล้ว ก็ตามวัยของแกนั่นแหละ
“สวัสดีครับ ผมไม่ใช่คนพื้นที่จะหากินเองก็คงลำบากก็เลยว่าจะมาอาศัยฝากท้องกับร้านค้าที่นี่แหละครับ” ปู่พรแกฟังสิ่งที่คุณหมอพูดออกทุกคำ แต่คุณหมอนี่สิอาจจะฟังปู่ออกบ้างไม่ออกบ้าง
“สวัสดีหมอ ตอนนี้เจ้าปิ่นมันไม่อยู่หรอก ไปส่งอาหารบ้านแถวๆนี้นั่นแหละอีกเดี๋ยวก็คงจะกลับมา” คุณหมอหันไปมองพี่จ่าทั้งสองประมาณว่าเขาฟังไม่ออกเลย จ่าจอมเลยช่วยแปลให้ฟัง
“เอาอย่างนี้แล้วกัน” จ่ายอดจึงจัดการเขียนตัวหนังสือใส่กระดาษโน๊ตบอกปิ่นงามให้จัดอาหารใส่ปิ่นโตส่งให้คุณหมออาสาสามมื้อในทุกๆวัน รวมถึงมื้อเย็นนี้ด้วย จากนั้นจึงพาคุณหมอกลับไปส่งที่บ้านพักเพื่อพักผ่อน
“ถ้ายังไงผมขอตัวกลับก่อนนะครับ มีอะไรให้พวกผมรับใช้ก็โทรไปได้เลยครับ”
“ขอบคุณมากเลยนะครับ ว่าแต่อาหารมื้อเย็นของผม...” ซึ่งตอนนี้เขาหิวมากๆ ข้าวกลางวันยังไม่ได้กินเลย หิวจนแสบไส้แสบพุงไปหมดแล้วเนี่ย
“เดี๋ยวมันก็มา เชื่อผม” ว่าแล้วทั้งสองจ่าก็พากันขึ้นรถแล้วขับออกไป ทิ้งให้คุณหมอหนุ่มอยู่เพียงลำพัง
แสงเหนือหันกลับเข้าไปมองบ้านพักของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ฝุ่นก็เริ่มเกาะแล้ว อยากจะได้แม่บ้านสักคนมาช่วยทำความสะอาด
บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีใต้ถุนเลย อาจจะเป็นเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นลมแรงจึงไม่เหมาะกับบ้านที่มีใต้ถุนเหมือนบ้านทางภาคกลาง
ภายในบ้านพัก มีโซนครัวเล็กๆไว้ให้หุงต้มชงกาแฟ ห้องนอนหนึ่งห้อง มีระเบียงและชานหลังบ้านทำจากไม้ เป็นที่นั่งรับลมได้เป็นอย่างดี อากาศที่นี่สดชื่นมากๆ และที่ตรงนี้มีเก้าอี้ไม้เล็กๆไว้ให้เอนหลังเป็นแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน คุณหมอเห็นดังนั้นจึงทิ้งตัวนั่งลงพักผ่อนสักหน่อย เดินทางมาทั้งวันรู้สึกเมื่อยล้าพอสมควร สักครู่ลมพัดเย็นๆก็ทำให้คุณหมอเผลองีบหลับไป…
“คุณหมอ...คุณหมอ...อยู่หรือเปล่าเนี่ย” ปิ่นงามได้เอาอาหารเย็นมาส่งตามที่ได้โน้ตบอกเอาไว้ เธอตะโกนเรียกอยู่นานสองนานแต่ก็ไม่เห็นมีใครออกมา เธอจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้าน
“คุณหมอ...” ระหว่างการเดินเข้ามาเธอก็ส่งเสียงเบาๆเรียกตลอด เพราะกลัวเจ้าของบ้านคนใหม่จะไม่ชอบ ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเล็กๆเท่านั้น กวาดตามองก็รู้แล้วว่าไม่มีใครอยู่ เธอจึงเดินทะลุไปที่หลังบ้าน ก็เห็นผู้ชายรูปงามนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเก้าอี้ไม้และน่าจะหลับสนิทซะด้วย เพราะเธอได้ยินเสียงกรนเบาๆออกมาจากลมหายใจของเขา
“คงจะเหนื่อยจากการเดินทางสินะ” ปิ่นงามนั่งลงมองคนกำลังหลับ รูปร่างสมส่วน ขายาว ผิวขาว ใบหน้าเนียนใส ไว้หนวดบางๆ ทรงผมทันสมัย เขาหล่อโคตรอย่างที่ครูตองนวลบอกจริงๆด้วย
นานๆที่ปิ่นงามจะได้เจอผู้ชายรูปงามหน้าตาดีแบบนี้สักคน เธอนั่งมองหน้าเขาอยู่สักครู่ รอเขาตื่นขึ้นมาเธอจะได้ขอเก็บค่าอาหาร แต่เขาก็ยังไม่ยอมตื่น เธอจึงถือวิสาสะยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ผิวหน้าของเขาทั้งขาวทั้งเนียนรูขุมขนแทบมองไม่เห็นเลย
และจังหวะนั้นเอง คุณหมอได้ลืมตาตื่นขึ้นมาและด้วยความตกใจ เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งทำให้ริมฝีปากของเขากับเธอชนกันพอดิบพอดี
“ว๊าย!!...ขอโทษค่ะ” ปิ่นงามผละออกอย่างไว หัวใจของเธอเต้นแรง เธอหวังว่าเขาจะไม่โกรธเธอนะ
“เธอเป็นใครน่ะ!” น้ำเสียงเข้มๆเอ่ยถาม พลางคิดไปว่าน่าจะเป็นแม่ค้าที่เขาสั่งข้าว
“ปิ่น!...ปิ่นเอาข้าวมาส่งให้ค่ะ” สำเนียงของเธอชัดแจ๋ว ฟังแล้วไม่รู้สึกขัดหูเลยสักนิด
“เท่าไหร่...” เขาหมายถึงค่าข้าว
“สี่สิบบาทค่ะ”
“คิดไปสามเดือนเลย” ด้วยสมองอันชาญฉลาดของปิ่นงาม แทบจะไม่ต้องคิดเยอะเธอตอบออกมาเดี๋ยวนั้นทันที
“หนึ่งหมื่นแปดร้อยบาทค่ะ” แสงเหนือเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบเงินจำนวนที่มากกว่าที่เธอบอกยืนให้เธอไป
“ไม่ต้องทอน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ปิ่นงามหยิบเงินปึกนั้นมานับ เธอนับได้หนึ่งหมื่นห้าพันบาท ส่วนที่เกินมาเธอจะพิเศษมาให้ในแต่ละมื้อก็แล้วกัน เธอพับเงินจำนวนนั้นใส่กระเป๋าเสื้อแล้วมองหน้าเขานิ่งๆเหมือนกำลังอยากจะพูดอะไรสักอย่าง
“มีอะไร...” แสงเหนือเห็นแววตาของเธอ เขาก็เลยเอ่ยถามขึ้น
“คือ...เรื่องเมื่อกี้คุณหมอห้ามไปพูดที่ไหนเด็ดขาดเลยนะคะ” เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้เขาไม่เอามาใส่ใจหรอก แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นคนเสียเปรียบซะด้วยซิ อีกอย่างถ้าเขาโกรธแล้วใครจะหาข้าวหาน้ำให้เขากิน แต่ริมฝีปากของเธอนุ่มโคตร...แสงเหนือมองไปที่ริมฝีปากนั้นอีกครั้ง พอเธอเม้มปากเขาจึงเสมองไปทางอื่นแทน
“ไปได้แล้ว...” เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกับปิ่นโตของเธอที่ในนั้นมีอาหาร ตอนนี้เขาหิวจะแย่อยู่แล้ว เขามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสี่สิบบาทคือถูกมาก กับข้าวธรรมดาก็จริงเรื่องนี้เขาไม่เรื่องมาก แต่อาหารตรงหน้ามันก็มากโขพอที่จะให้ท้องหิวๆของเขาตอนนี้อิ่มได้ มีน้ำมาให้สองขวดด้วย
“เธอชื่อปิ่นใช่มั้ย” เมื่อสักครู่เหมือนเขาจะได้ยินเธอเรียกชื่อตัวเอง
“ใช่ค่ะ”
“รับจ้างทำความสะอาดบ้านมั้ย” เขาพยักพเยิดหน้าไปในบ้านบอกให้เธอรู้ว่าฝุ่นมันเยอะมาก ตอนแรกเขาว่าจะจัดของที่อยู่ในกระเป๋าเอาเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย แต่มองดูจากฝุ่นหนาๆนั่นแล้ว เอาไว้ในกระเป๋าก่อนดีกว่า จะทำเองอุปกรณ์ก็มีแค่ไม้กวาดอันเดียวคงจะไม่สะอาดแน่ๆ
“ห้าร้อยค่ะ” เธอแบมือขอ แสงเหนือกรอกตามองบนเอือมในความขี้งกของเธอ เมื่อกี้ก็ให้เกินไปตั้งเยอะ
“ทำก่อนเดี๋ยวค่อยจ่ายได้มั้ย” เขากำลังนั่งกินข้าวอยู่ หิวมากด้วย คนอย่างเขาไม่เบี้ยวเธอหรอก
“โอเค...” พูดจบเธอก็กลับบ้านไปเอาอุปกรณ์มาทำความสะอาดบ้านให้เขา บ้านพักคุณหมอกับบ้านของเธออยู่ห่างกันประมาณห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ ได้อุปกรณ์เสร็จเธอก็ปั่นจักรยานกลับมา เห็นคุณหมอกินข้าวอิ่มพอดี
“อิ่มมั้ยคะ เพิ่มได้นะ”
“พอแล้ว ว่าแต่เมื่อกี้แกงอะไรเหรออร่อยดี” หิวจนลืมถามเลยว่าแกงอะไรมาให้กิน เห็นหน้าตาดีรสชาติก็พอไปวัดไปวาได้เขาก็โอเคแล้ว
“ไม่ต้องไปรู้หรอกกินไปเถอะ” เธอกลัวว่าเขาจะกินไม่ได้ แต่เนื้อที่เธอเอามาทำกับข้าวให้เขากินคนที่นี่เขากินกันปกตินะ
“นี่ยัยเตี้ย! อย่าบอกนะ เอาเนื้อประหลาดๆมาให้ฉันกินหรือเปล่าเนี่ย” แสงเหนือเริ่มระแวง
“ฮ่าๆๆๆ” ท่าทางตกใจของคุณหมอหน้าหล่อคนนี้ทำให้ปิ่นงามอดที่จะขำไม่ได้ เธอไม่ทำแบบนั้นกับลูกค้าวีไอพีหรอกน่า...
“ยัยเตี้ยบอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“เรียกดีๆ ถึงปิ่นจะเตี้ยแต่ถ้าหน้าสวยแบบนี้เขาเรียกว่าตัวเล็กย่ะ” บังอาจมาเรียกเธอว่ายัยเตี้ย รู้มั้ยว่าในหมูบ้านนี้เธอสวยที่สุดแล้ว
“ปิ่น...” เขายอมเรียกชื่อเธอดีๆก็ได้ ก่อนที่ของอร่อยที่กินเข้าไปจะพุ่งออกมาด้วยความคิดมากของตัวเอง
“เนื้อแพะกินได้หรือเปล่า” เขาโล่งอกทันทีที่ได้ยิน นึกว่าเป็นอย่างอื่นอย่างเช่นสัตว์น่ากลัว
“ได้...ที่นี่มีเนื้อแพะกินด้วยเหรอ”
“แพะชาวบ้านน่ะ ก็เลี้ยงไว้กินเหมือนเนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อหมู เนื้อไก่ นั่นแหละ ว่าแต่คุณหมอแพ้อาหารหรือไม่ชอบกินอะไรมั้ย ปิ่นจะได้ไม่ทำมาให้”
“กินได้หมด ถ้าหิวมากๆเนื้อเธอฉันก็กินได้”
“พูดจริง...” เธอถามยิ้มๆ
“แต่คงกินไม่ลงหรอก ปัดกวาดเช็ดถูไป เอ้าค่าแรงเธอ” ว่าแล้วเขาก็ยื่นแบงค์พันให้เธอเพราะไม่มีแบงค์อื่นเลย
“ต้องทอนมั้ยคะ” ที่จริงคำถามแบบนี้ไม่น่าถาม แต่ไหนๆเขาก็ต้องการคนช่วยทำความสะอาดอยู่แล้ว
“อีกห้าร้อย อาทิตย์หน้าค่อยมาทำอีกรอบก็แล้วกัน”
“โอเคค่ะ”
“อือ...” เขาพยักหน้าให้ ปิ่นงามจึงหนุนตัวไปหยิบไม้กวาดก่อนอันดับแรก เธอเริ่มทำไปเรื่อยๆจนมันสะอาด ซึ่งเวลานี้ก็เริ่มมืดแล้วด้วย