เสิ่นยวี้ตกหลุมรักนักเรียนยากจนที่เขาช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์
สุดท้ายอาถรรพ์เจ็ดปี เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
วันที่เปิดเผยความจริงวันนั้น ฉันใจเย็นอย่างผิดปกติ หลังจากการเผชิญหน้าไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน เสิ่นยวี้ก็เลือกฉัน ส่งเด็กสาวคนนั้นไป
ในวันงานหมั้น คนที่ผ่านไปมาเล่าลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วว่ามีคนตกน้ำที่ทะเลสาบถงซิน
ฉันดึงเขาที่กำลังตื่นตกใจมากไว้ด้วยดวงตาแดงก่ำ “เสิ่นยวี้ จากออกจากประตูนี้ไปเราก็จะไม่มีต่อไปอีก”
ความรังเกียจและตำหนิในดวงตาของเสิ่นยวี้ไม่สามารถเก็บซ่อนไว้ได้ “สูญเสียเวยเวยไป สำหรับฉันก็ไม่ต่างตาย”
“เจียงเหยา อย่าให้ฉันต้องเกลียดเธอ! ”
ฉันตัวแข็งทันที เขาสลัดมือออกและวิ่งออกไปโดยไม่เหลียวหลังมอง
มองชุดแต่งงานที่สวมอยู่ ฉันหัวเราะออกมา
เสิ่นยวี้ไม่ยอมหันกลับมา แล้วฉันจะยืนอยู่ที่เดิมทำไมกัน
...
มองประตูที่ถูกปิดอย่างแรง น้ำตาก็กลั้นไว้ไม่ได้หลั่งไหลออกมา
ก่อนหน้านี้ ฉันก็รู้เรื่องของหลิวเวยแล้ว
เสิ่นยวี้ได้โครงการการกุศลมา เพื่อประชาสัมพันธ์ทางสังคมจึงเรียกร้องให้ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์ให้กับนักเรียนยากจนอย่างน้อยหนึ่งคน
ในที่ทำงานก็คือสภาพความเป็นจริง ทุกคนก็ต่างรับเงินแล้วทำตามหน้าที่เป็นพิธีเท่านั้น รวมถึงฉันด้วย
แต่เสิ่นยวี้กลับไม่เหมือนกัน เมื่อเห็นเด็กสาวไร้เดียงสาคนนั้น เขาก็รู้สึกหวั่นไหว
พนักงานในบริษัทการศึกษาต่ำสุดก็คือจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่เสิ่นยวี้กลับฝ่าฝืนความเห็นของคนอื่นจัดแจงให้หลิวเวยที่จบจากวิทยาลัยเอกชนเข้ามาทำงานในแผนกเลขา
ข่าวลือก็ใช่ว่าก็ไม่หลุดเข้าหูฉัน เพียงแต่ฉันคิดว่าฉันรู้จักนิสัยของเสิ่นยวี้ดี และเชื่อในความรักเจ็ดปีของเรา
แต่เรื่องราวไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ โทรศัพท์ของเสิ่นยวี้ได้เปลี่ยนภาพหน้าจอและรหัสผ่าน โมเมนต์ตั้งค่าให้มองเห็นได้เพียงสามวัน ผู้ชายคนที่เคยพิมพ์น้อยมากในแชทตอนนั้น ในเวลานี้กลับบันทึกสติกเกอร์แมวไว้มากมาย
รายละเอียดเล็กน้อยก็สามารถบีบให้คนตายได้
ดังนั้นฉันก็เริ่มสังเกตการเคลื่อนไหวนอกกรอบของเสิ่นยวี้
ในคืนวันครบรอบแต่งงาน โทรศัพท์บนหัวเตียงของเสิ่นยวี้สั่นไม่หยุด เขาเหมือนกับทำเรื่องที่เป็นกิจวัตรอย่างนั้น จัดการเรื่องบนเตียงจบลงอย่างรีบร้อน หยิบเสื้อเชิ้ตขึ้นมาและเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่เหลียวหลังมอง
ยังไม่มีเสียงน้ำไหลออกมา มีเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเสิ่นยวี้ดังออกมาผ่านกระจกฝ้า
เหมือนกับผีชักนำอยากนั้น ฉันหยิบ iPad ทำงานของเสิ่นยวี้ที่อยู่บนโต๊ะข้าง ๆ ขึ้นมา
คนที่ระมัดระวังอย่างเสิ่นยวี้ก็มีเวลาที่สะเพร่าด้วย สุดท้ายคือถูกความรู้สึกใหม่ ๆ ครอบงำ หรือคือฉันรักจนหน้ามืดตามัวเลยทำให้เขาไม่กลัวอะไรเลยกันแน่
บันทึกการสนทนาเรียลไทม์ทำให้ฉันรู้สึกตกตะลึง ข้อความเสียงทุกประโยคที่ส่งมาจากผู้หญิงที่ใช้นามแฝงว่า ‘คุณกระต่าย’ ก็หวานหยาดเยิ้มสุด ๆ
เธอถามเสิ่นยวี้อย่างออดอ้อนว่าทำไมไม่ตอบเธอทันที เสิ่นยวี้ก็ส่งสติกเกอร์แมวขอโทษออกไป อธิบายกับเธอว่าเมื่อครู่เขากำลังยุ่งกับงาน
เมื่อเลื่อนขึ้นไป พวกเขายังคุยกันมากมาย
เค้กร้านไหนอร่อย ภาพยนตร์สองมิติเพิ่งเข้าฉายที่กำลังร้อนแรง เล็บทรงวงรีหรือทรงหยดน้ำแบบไหนที่เหมาะกับมือเรียวยาวขาวเนียนหลิวเวย
เสิ่นยวี้ตอบทุกประโยค ความอ่อนโยนที่เก็บซ่อนไว้ไม่ได้ในทุกคำพูดแทบจะทำให้แนวป้องกันในใจของฉันแหลกละเอียด
นอนร่วมเตียงกันมาเจ็ดปี ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าเสิ่นยวี้มีด้านนี้ด้วย
บทสนทนาสุดท้าย เสิ่นยวี้กำชับว่า "เธอกำลังจะมีประจำเดือนแล้ว จากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปห้ามดื่มของเย็น"
หลิวเวยหัวเราะออดอ้อน จะต้องให้เสิ่นยวี้ส่งข้อความเสียงจูบให้เธอถึงจะยอมจบ
หลังจากหยุดไปสองวินาที ในกล่องแชทก็มีข้อความเสียงสองวินาทีเด้งขึ้นมา
เสิ่นยวี้จูบเบามาก ผ่านทางหน้าจอก็เหมือนกับกำลังปกป้องของล้ำค่า
วินาทีก่อนที่เขาจะออกจากห้องอาบน้ำ ฉันลบหน้าจอ iPad และวางกลับไปที่บนหัวเตียง
ฉันร้องไห้ทั้งคืน แต่เสิ่นยวี้กลับนอนหลับสบาย
เช้าตรู่ เขาไม่ได้สังเกตเห็นดวงตาบวมแดงไม่น่ามองของฉัน เพียงขมวดคิ้วรื้อค้นห้าเข้าของในห้องรับแขก
ฉันไม่พลาดสังเกตเห็นเสิ่นยวี้หยิบเครื่องดื่มเอียะบ้อเช่าใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อสูท ในเวลานี้สายตาที่มองเขาเหมือนกับมองคนแปลกหน้าอย่างนั้น
“คุณทำอะไรอยู่? ”
ฉันปลอบตัวเอง แม้ว่าตอนนี้เขาจะสารภาพบอกกับฉันว่าจะเอาไปให้หลิวเวย...
แต่เสิ่นยวี้กลับนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นก็หลับตาลงเบา ๆ “ไม่มีอะไร หาของเล็กน้อย”
คำตอบที่ถูกกำหนดให้ผิดหวัง มีเพียงฉันที่ยังหลอกตัวเอง
เรื่องแบบนี้ในสังคมของเราก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นเรื่องปกติมาก
แต่เริ่มต้นจากศูนย์ ฉันมักคิดว่าเสิ่นยวี้ไม่มีทางเป็นหนึ่งในนั้น
หัวใจของคนก็มีเลือดเนื้อ ความรักเจ็ดปี บริษัทเสิ่นซื่อขนาดใหญ่ ก็เป็นแรงกายแรงใจของฉันทั้งหมด ฉันไม่สามารถพูดว่าปล่อยแล้วสามารถปล่อยไปได้เลย
ดังนั้นในคืนนั้นฉันจึงเผชิญหน้าอย่างเปิดเผยกับเสินยวี้
“ฉันกับหลิวเวย คุณจะเลือกใคร? ”
ฉันไม่รู้ว่าฉันมีสีหน้ายังไงตอนพูดคำพูดนี้ จำได้แค่ว่าตอนนั้นท้องฟ้านอกหน้าต่างมืดสนิท คอแหบแห้งจนแทบหายใจไม่ออก
เสิ่นยวี้ไม่ตอบ สูบบุหรี่หมดจนหมดห่ออยู่ที่ระเบียง ทิ้งขี้บุหรี่ไว้เต็มพื้นแล้วเดินจากไป
สามวันต่อมา เขากลับมาแล้ว พร้อมกับรอยแดงเล็ก ๆ บนลำคอ
เมื่อพูดขึ้นอีกครั้งเสียงก็แหบพร่าเป็นอย่างมาก “ฉันได้พูดกับเธอชัดเจนแล้ว จากนี้ต่อไปเธอจะไม่ปรากฏตัวขึ้นระหว่างเราอีก”
ฉันหัวเราะเบา ๆ “เธออยู่ที่ไหน? ”
เสิ่นยวี้เงยหน้าขึ้นทันที สายตาที่มองฉันเต็มไปด้วยความโกรธ “จะต้องบีบให้เด็กสาวกำพร้าไร้พ่อแม่คนหนึ่งเจอกับทางตันจริง ๆ เธอถึงจะยอมจบเหรอ? ”
มองท่าทางเหมือนกับเจอศัตรูของเสิ่นยวี้ ฉันก็กลืนคำพูดกลับลงไปทันที ไม่มีแม้แต่แรงจะโต้เถียง
เหมือนเขาจะรู้ตัวว่าขาดสติแล้ว “เจียงเหยา มันเป็นความผิดของฉัน ฉันล้ำเขตแล้ว ฉันสาบานต่อไปจะไม่ทำอีก”
“ดังนั้นถือว่าฉันขอร้องเธอ อย่าไปทำให้หลิวเวยลำบากใจได้ไหม เธอไม่รู้อะไรทั้งนั้น เธอไร้เดียงสามาก”
วินาทีนั้น ฉันรู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดหัวใจ
เป็นครั้งแรกที่ผู้ชายที่ฉันรักมาเจ็ดปีตาแดงก่ำ แต่กลับเพื่อให้ฉันไม่ไปทำร้ายนกน้อยในกรงทองที่เขาปกป้องไว้ในหัวใจ
คืนนั้น เสิ่นยวี้ขอฉันแต่งงาน ฉันตอบตกลง
แต่เราก็ต่างรู้ว่า เราสองคนไม่สามารถเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
เสิ่นยวี้ไม่ได้โกหกฉัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉันก็ไม่เคยเห็นหลิวเวยอีกเลย เธอเหมือนหายไปจากโลกอย่างไร้ร่องรอยอย่างนั้น หายไปจากสายตาของฉันอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งในงานหมั้นนี้ เสิ่นยวี้เพียงเห็นรูปคล้าย ๆ หลิวเวยแวบหนึ่งในโทรศัพท์ของแขก ก็ทิ้งฉันไว้อย่างใจดำต่อหน้าแขกและสื่อมากมาย
งานเลี้ยงฉลองการหมั้นจัดขึ้นอย่างเร่งรีบ ตระกูลเจียงถูกมองเป็นตัวตลก ต่างพูดกันว่าฉันเป็นภรรยาถูกทิ้งที่คุณเสิ่นทิ้งไว้ในงานฉลองการหมั้น
คุณแม่ตาแดงก่ำยืนปกป้องฉันจากกล้องและไมค์ของนักข่าว คุณพ่อโค้งคำนับขอโทษเหล่าแขกที่มาร่วมงาน
จนกระทั่งพลบค่ำ ผู้คนถึงจะสลายออกไป
ตอนพลบค่ำ ประตูบ้านถูกเปิดออก
เสิ่นยวี้กอดหลิวเวยที่เปียกโชกไปทั้งตัวไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับปลอบโยน
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมองเธออย่างละเอียดในระยะใกล้ ๆ ผิวขาวมาก หางตายังมีรอยแดง ก็เหมือนกับเด็กสาวไร้เดียงสาจริง ๆ
เมื่อเห็นฉันยืนด้วยสีหน้าเย็นชาอยู่ในบ้าน หลิวเวยเหมือนจะตกใจมากอย่างนั้น ซุกตัวสั่นเข้าไปในอ้อมแขนของเสิ่นยวี้
เสิ่นยวี้ขมวดคิ้ว น้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย “เจียงเหยา ควบคุมสีหน้าของเธอให้ดีหน่อย เธอทำให้เธอตกใจกลัวแล้ว”
ฉันไม่สนใจ เก็บเข้าของที่จะเอาออกไปต่อ
คุณแม่ยกนำซุปไก่ออกมาจากครัวชามหนึ่ง สายตาเพียงกวาดมองเสิ่นยวี้แวบหนึ่งเท่านั้น ก็เดินผ่านพวกเขามาตรงหน้าฉัน “เหยาเอ๋อร์ กินสักหน่อยให้ร่างกายอบอุ่น”
คำพูดขอบคุณติดอยู่ที่ปาก หลิวเวยกลับร้องไห้น้ำตาไหลพรากทันที
“คุณเสิ่น...ฉันเองก็คิดถึงคุณแม่ของฉันเหมือนกันค่ะ...ไม่เคยมีใครตุ๋นซุปไก่ให้ฉันเลยค่ะ...”
เสิ่นยวี้เช็ดน้ำตาที่หางตาของหลิวเวยอย่างเจ็บปวดหัวใจ และสายตาที่มองฉันก็เหมือนอาบด้วยยาพิษอย่างนั้น
“เจียงเหยา ครอบครัวของเวยเวยเป็นยังไงเธอเองก็รู้ดี เธอเรียกแม่ของเธอมาแสดงแม่ลูกรักกันลึกซึ้งตรงหน้าเธอ ทำแบบนี้เธอคิดว่ามันสนุกมากเหรอ? ”
“เวยเวยเธอไร้เดียงสามาก เธอจะคิดมากเกินไป เธอจะจงใจหาเรื่องกับเธอทุกอย่างไปทำไมกัน? ”
ฉันมองตาเขาด้วยท่าทีสงบ “เธอไม่มีพ่อแม่เกี่ยวอะไรกับฉัน? ” “คิดว่าฉันตั้งใจหาเรื่องเธอ คุณก็เห็นค่าของเธอมากเกินไปแล้ว”
น้อยมากที่ฉันถกเถียงกับเสิ่นยวี้ และไม่มีทางแสดงท่าทีก้าวร้าวแบบนี้ เสิ่นยวี้ตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็เริ่มหมดความอดทน “แม้จะไม่เกี่ยวกับเธอ แต่วันนี้เวยเวยตกอยู่ในสภาพแบบนี้เธอเองก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง”
“ถ้าไม่เพราะตอนนั้นเธอยืนกรานให้ฉันส่งเธอไป เธอคงไม่...”
คำพูดบ่นตำหนิหยุดลงทันที
ฉันมองนิ้วนางที่ว่างเปล่าของเสิ่นยวี้ในตอนนี้ ก็รู้สึกว่ามันน่าขำมาก
เขากำลังโทษฉัน
คำโกหกคำหนึ่งต้องใช้คำโกหกมากมายเพื่อปกปิด แม้ว่าเราจะทำเหมือนว่าจริงใจและรักกันอย่างลึกซึ้ง เมื่อความฝันมีรอยร้าวเล็ก ๆ เกิดขึ้น ความจริงก็จะปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างโหดร้าย
เขารู้ว่าฉันไม่เคยให้อภัยเขา และรู้ว่าเขาเองก็ไม่เคยลืมเธอ
ชั่วพริบตาในใจก็เกิดความรู้สึกขมขื่นขึ้นอีกครั้ง ฉันกลืนเสียงสะอื้นในลำคอกลับลงไป “แล้วยังไงล่ะ คุณคิดจะทำยังไง? ”
เสิ่นยวี้หลบสายตา ไม่มองตาฉันอีก “ฉันจะจองโรงแรมที่ดีที่สุดให้คุณลุงกับคุณน้า ให้พวกเขาออกไปก่อนเถอะ เวยเวยเห็นแล้วไม่มีความสุข”
“เจียงเหยา สองสามวันนี้เธอก็รับผิดชอบดูแลเรื่องอาหารความเป็นอยู่ของเวยเวยที่บ้าน...”
ฉันเงยหน้ามองเขา “ฉันก็ไปด้วย”
เสิ่นยวี้ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าฉันจะพูดแบบนี้ ตกใจไปชั่วขณะ ดวงตาปรากฏความรู้สึกยินดีขึ้นแวบหนึ่ง “เหยาเหยา ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนมีน้ำใจ ก็ใช่จริง ๆ คนเยอะเกินไปก็ไม่ดีต่อการรักษาตัวของเวยเวย แต่เธอไม่ต้องเป็นห่วง รอเวยเวยหายป่วยแล้วฉันจะไปรับเธอกลับมา”
พูดพลางเขาก็ก้าวออกมาข้างหน้าก้าวหนึ่งคิดจะจับมือฉันไว้
เสิ่นยวี้ไม่ใช่ที่จะเริ่มต้นก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ไม่ใช่เขาเริ่มต้นก่อนไม่เป็น เพียงแต่ไม่มีทางเริ่มต้นก่อนเพื่อฉันเท่านั้น
วินาทีก่อนที่นิ้วมือเรียวยาวจะแตะโดนฉันก็ถูกหลิวเวยดึงกลับไป เสิ่นยวี้หันกลับไปทันที เห็นเพียงในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา “คุณเสิ่น ฉันหนาวมาก...”
ไม่มีเวลาพูดอะไรอีก เสิ่นยวี้อุ้มหลิวเวยเดินไปทางห้องอาบน้ำด้วยความร้อนใจ
ผ่านประตูที่เปิดแง้ม ฉันเห็นเสิ่นยวี้คุกเข่าลงต่อหน้าหลิวเวยอย่างชัดเจน ถอดเสื้อที่เปียกโชกของเธอออกเบา ๆ
“คุณเสิ่น ฉันถอดเองได้...”
“เด็กดี ไม่ต้องขยับ หมอบอกแล้วว่าข้อมือและแขนของเธอไม่สามารถเคลื่อนไหวหนัก ๆ ได้”
แผ่นหลังหนากว้างของผู้ชายเหมือนกับภาพด้านหลังในความทรงจำนั่น ลำคอรู้สึกขมขื่นอย่างถึงขีดสุด ฉันหลับตาแน่นกลืนน้ำตานั้นลงไป
ก่อนจะจบมหาวิทยาลัย ในห้องเช่าไม่ถึงสามสิบตารางเมตร เสิ่นยวี้ก็คิดจะดูแลฉันทุกรายละเอียดแบบนี้ ในตอนนั้น แหวนจากจุกดึงกระป๋องน้ำอัดลมก็สามารถเป็นของแทนความรักได้
แต่สิ่งต่าง ๆ ยังคงอยู่ แต่คนกลับเปลี่ยนไป บางทีฉันควรจะรู้เร็วกว่านี้ว่าเสิ่นยวี้ในตอนนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ทำให้ฉันหวั่นไหวคนนั้นอีกต่อไปแล้ว
“แต่เสิ่นยวี้ ฉันจะไม่กลับมาอีกแล้ว”
ตอนนี้ฉันถึงรู้การที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเสิ่นยวี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากขนาดไหน อย่างน้อยเราก็ไม่ขัดแย้งเรื่องสินสมรส แต่แม้จะเป็นแบบนี้...
“คุณเจียง ทรัพย์สินปะปนกันที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าจำนวนมาก การคำนวณน่าจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์”
ฉันพยักหน้า
ในเมื่อฉันตัดสินใจจะไป ถ้าอย่างนั้นส่วนที่ควรเป็นของฉันก็ไม่มีวันทิ้งไว้ให้กับเสิ่นยวี้ เจ็ดปีฉันก็สามารถรอได้ เวลาสั้น ๆ หนึ่งสัปดาห์จะนับประสาอะไรกัน
เมื่อกลับมาถึงบริษัทอีกครั้ง สายตาที่ทุกคนมองฉันก็แฝงไปด้วยคำถาม ฉันรู้ว่าพวกเขากำลังเดาเรื่องของเสิ่นยวี้กับหลิวเวย
จนกระทั่งเข้าลิฟต์ สายตาสอดเสาะเหล่านั้นถูกตัดขาด ฉันถึงสามารถหายใจได้สะดวก
แต่วินาทีต่อมา ฉันกลับพบว่าบนปุ่มกดลิฟต์ถูกติดสติกเกอร์รูปกระต่ายไว้เต็มไปหมด
เมื่อสังเกตเห็นความสงสัยของฉัน ผู้ช่วยก็ปริปากพูดขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “นี่คือ...คุณหลิวเธอติดไว้ คุณเสิ่นบอกเธอสบายใจก็เลยไม่ได้เรียกให้แม่บ้านมาทำความสะอาดค่ะ...”
เธอรู้ว่าระหว่างฉันกับเสิ่นยวี้มีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา ดังนั้นจึงพูดโน้มน้าวขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณเสิ่นให้ความสำคัญกับความรู้สึก แค่เห็นว่าเธอเป็นนักเรียนที่ได้รับการช่วยด้านทุนทรัพย์คนหนึ่งและยังไม่มีพ่อแม่ เลยดูแลมากเป็นพิเศษเท่านั้น กับคุณก็ไม่เหมือนกันแน่นอนค่ะ...”
ใช่ ครั้งหนึ่งบางทีฉันก็เคยคิดแบบนี้
แต่จู่ ๆ เขาก็ไม่รักฉันแล้ว
“ระหว่างเราไม่มีความสัมพันธ์อะไรกัน”
ผู้ช่วยไม่ทันตั้งตัว “คุณว่าพูดอะไรนะคะ? ”
ฉันมองรูปหัวใจสีชมพูบนปุ่มกดลิฟต์ชั้นบนสุด แล้วพูดซ้ำขึ้นอีกครั้ง “ฉันกับเสิ่นยวี้ไม่มีความสัมพันธ์กันแล้ว ! ”
วินาทีที่พูดออกมา ประตูลิฟต์ก็เปิดออก
เสิ่นยวี้มองต่ำลงมาที่ฉัน ข้างหลังก็มีหลิวเวยในชุดเจ้าหญิงตามมาด้วย
บางทีอาจจะได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของฉัน สีหน้าของเสิ่นยวี้ไม่สู้ดีนัก แต่กลับเป็นหลิวเวยที่ยิ้มใสซื่อเดินเข้ามาหาฉัน “คุณเจียงคุณรู้ไหมคะ? เมื่อคืนคุณเสิ่นพาฉันไปงานเลี้ยงสังสรรค์ เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นของกินอร่อย ๆ มากมาย”
“แต่ที่อร่อยที่สุดก็ยังเป็นหมั่นโถวนมข้นหอมหวานที่คุณเสิ่นสั่งให้ฉันโดยเฉพาะ เขาบอกว่าเด็ก ๆ ก็ควรกินสิ่งนี้ค่ะ”
กลิ่นหอมหวานของดอกไม้และผลไม้เต็มไปทั่วพื้นที่เล็ก ๆ ฉันปิดจมูกไอเบา ๆ ไม่สนใจ แต่ผู้ช่วยที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดขึ้นว่า “ในบริษัทต้องเรียกว่าคุณเจียง แม้แต่เรื่องแค่นี้เธอก็ไม่รู้เหรอ? ”
ทั้งที่เป็นเพียงคำพูดเตือนธรรมดา แต่กลับทำให้หลิวเวยมีน้ำตาคลอเบ้าทันที เธอตัวสั่นหลบเข้าไปหลังเสิ่นยวี้ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็แทบจะล้นทะลักออกมาแล้ว
เสิ่นยวี้เจ็บปวดหัวใจลูบศีรษะของเธอเพื่อปลอบใจ จากนั้นก็หันมากวาดมองฉันด้วยสายตาเย็นชาแวบหนึ่ง “จัดการคนของเธอให้ดี ที่นี่คือบริษัท ไม่ใช่สถานที่ระบายอารมณ์ของเธอ”
หลิวเวยเก็บรอยยิ้มสะใจที่ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งในดวงตาไว้ จากนั้นก็ยื่นมือไปคล้องแขนของเสิ่นยวี้ “คุณเสิ่น ฉันผิดเองค่ะ คุณอย่าทำให้คุณเจียงลำบากใจเลยค่ะ...”
เห็นเธอยอมอ่อนข้อเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น เสิ่นยวี้ก็คิดจะพูดอะไรกับผู้ช่วย แต่ฉันกลับลากเธอออกมาจากลิฟต์ก่อน
“เจียงเหยา ฉันยังพูดไม่จบ! ”
ฉันสูดหายใจลึก ๆ เฮือกหนึ่ง หันกลับไปมองเขา พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ทั้งนั้น “เจียงเหยา? คุณลืมสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดไปหรือเปล่า? คุณมีสิทธิ์เรียกชื่อเต็มของฉันด้วยเหรอ? คุณรองเสิ่น! ”
เสิ่นยวี้ชะงักลมหายใจทันที วินาทีนั้นตรงหน้าเขาเหมือนกับเป็นคนแปลกหน้าอย่างนั้น
เขายกมือขึ้นมาทางฉันโดยไม่ตั้งใจ “เหยาเหยา ฉันไม่ได้...”
“เพี๊ยะ” มือของเสิ่นยวี้ค้างอยู่ในอากาศ หลังมือเริ่มแดงเล็กน้อย
พนักงานที่มามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ฉันเองก็ไม่อยากสนใจอะไรมากอีกแล้ว “คุณเสิ่น ฉันจ้างคุณมาทำงานที่บริษัทด้วยเงินเดือนสูงไม่ใช่เพื่อให้สามารถทำเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ได้สะดวกนะคะ”
“ถ้าไม่สามารถแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับงานได้จริง ๆ บางทีฉันอาจต้องพิจารณาความสามารถของคุณว่าเหมาะสมกับตำแหน่งตอนนี้หรือเปล่า”
บรรยากาศในห้องโถงเข้าสู่ความเงียบงัน หลิวเวยกรีดร้องเสียงแหลมขึ้นทันที ปกป้องมือของเสิ่นยวี้เข้ามาในอ้อมแขนแล้วลูบเบา ๆ แม้แต่น้ำเสียงก็สะอื้นเล็กน้อย “คุณเสิ่น คุณโอเคไหมคะ? เจ็บไหมคะ? ขอโทษค่ะ เป็นเพราะฉัน ฉันเองที่ทำให้คุณกับคุณเจียงไม่สบายใจ...”
เธอหันกลับมา คุกเข่าลงตรงหน้าฉันทันที พร้อมกับร้องไห้ขอความเมตตา
“คุณเจียงคะ ฉันยังอ่อนประสบการณ์ ไม่เข้าใจการพูดอ้อมค้อมมีเลศนัย ถ้าพูดอะไรทำให้คุณไม่พอใจ คุณจะตบตีด่าฉันก็ได้ค่ะ ฉันยอมรับได้ทั้งหมดค่ะ! แต่ขอร้องคุณอย่าทำแบบนี้กับคุณเสิ่น เขาเป็นคนดีมาก และฉันก็ชอบ...”
คำพูดหลังจากนั้นไม่ถูกพูดออกมา แต่กลับเข้าหูของทุกคนที่อยู่ในนั้นอย่างชัดเจน
เสิ่นยวี้เหมือนตื่นจากความฝันอย่างนั้น มองมาที่ฉัน จากนั้นก็มองหลิวเวยที่คุกเข่าร้องไห้ไม่หยุด
เขาอุ้มเธอขึ้นมาในอ้อมแขน พูดขึ้นต่อหน้าทุกคนทีละคำทีละประโยค “ขอโทษครับคุณเจียง คนของผมสร้างปัญหาให้คุณแล้วครับ ครั้งหน้าผมจะระวัง”
ฉันมองท่าทางเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลังมอง เพียงรู้สึกขมขื่นหัวใจ
วินาทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง น้ำตาที่กำลังคลอเบ้าก็ไหลออกมาอย่างไม่ทั้งตั้งตัว
ก็ดีเหมือนกัน ก็ถือว่าร้องไห้ให้กับเจียงเหยาเมื่อเจ็ดปีก่อนแล้วกัน
ในงานสัมมนาธุรกิจ ฉันมาคนเดียว หลังจากดื่มไปสามรอบ ก็เห็นเสิ่นยวี้โอบหลิวเวยปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูห้องประชุม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานหมั้นเมื่อไม่กี่วันก่อนวุ่นวายอลหม่านมาก คู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเราชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าควรจะเรียกยังไงดี
ฉันเดินไปตรงหน้าเขา ยื่นดราฟคำกล่าวออกไปตรงหน้าเขา ด้วยสีหน้าสงบ
การแนะนำผลิตภัณฑ์ในคืนนี้เดิมทีควรจะเป็นเขาเป็นพิธีกร เสิ่นยวี้ยังไม่ทันยื่นมือออกมา หลิวเวยกลับคว้าแย่งไปก่อน “เอ๊ะ นี่ก็คือเอกสารแนะนำ ฉันดูแล้วก็ไม่เห็นจะยากเลยค่ะ”
“พี่ยวี้...เอ๊ะไม่ใช่ คุณเสิ่น อีกเดี๋ยวสามารถให้ฉันลองได้ไหมคะ? ”
แน่นอนว่าฉันรู้ดีว่าคำว่าลองของเธอหมายถึงอะไร รีบส่งเสียงห้ามขึ้นทันที “การเปิดตัวสำคัญมาก เธอแม้แต่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์...”
“ได้สิครับ”
เสิ่นยวี้ยื่นมือขวางระหว่างฉันกับหลิวเวย และมองฉันด้วยสายตาไร้ความรู้สึก “นี่เป็นส่วนที่ฉันรับผิดชอบ หลิวเวยเป็นเลขาของฉัน มากล่าวแทนฉันมันก็สมเหตุสมผล”
ฉันกัดริมฝีปากมองเขา ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ฉันกับทีมร่วมกันวิจัยมาเกือบสามปีจนในที่สุดก็ออกสู่ตลาด เสิ่นยวี้ไม่มีทางไม่รู้ว่ามันสำคัญกับฉันมากแค่ไหน
“เจียงเหยา เธอต้องการโอกาสฝึกฝน ไม่ใช่ทุกคนจะมีข้อได้เปรียบเหมือนกับเธอ”
ฉันมองการตัดสินใจแน่วแน่ในสายตาของเสิ่นยวี้ ก็ตกใจจนพูดไม่ออก
ทุกก้าวที่ก้าวออกมาฉันลำบากมากขนาดไหนเสิ่นยวี้ก็เห็นทั้งหมด แต่ตอนนี้...
ไม่ให้โอกาสฉันโต้แย้งอีก พิธีกรแจ้งรายการแสดง หลิวเวยเดินขึ้นเวทีท่ามกลางสายตาของนักข่าวและคนในวงการมากมาย
สิ่งที่เธอกล่าวก็เป็นดั่งที่ฉันคิดไว้ แย่จนถึงขีดสุด จนกระทั่งกลางทางหลิวเวยเองก็กล่าวต่อไปไม่ได้ ยืนบนเวทีมองเสิ่นยวี้ตาแดงน้ำตาคลอเบ้า “พี่ยวี้...”
ในเวลานี้ผู้ชายข้าง ๆ กัดริมฝีปากแน่น ในที่สุดก็เหมือนตัดสินใจแน่วแน่ลุกขึ้นทันที สายตากวาดมองมาที่ฉันด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับเสียงฮือฮาในงาน
นิ้วมือเรียวยาวยื่นผ่านหลิวเวยจับไมโครโฟนไว้ เขาโอบเธอไว้ในอ้อมแขน “ขอโทษครับ เลขาของผมยังไม่ค่อยเชี่ยวชาญธุรกิจของตลาดมากนัก การแนะนำต่อไปจะเป็นผมทำหน้าที่แทนนะครับ”
ฉันก็นั่งอยู่ด้านล่างเวทีแบบนั้น มองดูนิ้วที่ประสานกันไม่เคยปล่อยออกจากกันเลยอย่างเหม่อลอย
เสิ่นยวี้พูดได้ดีมาก จนกระทั่งกล่าวจบเสียงปรบมือก็ยังดังไม่หยุด
นักข่าวมากมายรุมกันออกมาข้างหน้า กล้องจับภาพตรงมาที่เขากับหลิวเวยในอ้อมแขน
“คุณเสิ่น ได้ยินมาว่าในงานหมั้นคุณกับคุณเจียงแยกกันด้วยความไม่พอใจ ขอถามหน่อยนะคะตอนนี้คือหาคนใหม่แล้วใช่ไหมคะ? ”
“ระหว่างคุณกับคุณเจียงระเบิดความขัดแย้งขึ้นอย่างที่แก้ไขไม่ได้หรือเปล่าคะ? ”
“สามารถเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณผู้หญิงคนนี้...”
ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ สายตาของเสิ่นยวี้มองมาที่ฉันอีกครั้ง
ทุกคนกำลังตั้งตารอคำตอบของเขา มีเพียงฉันที่มองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างขึ้นเมื่อครู่อย่างสงบ