ย่างเข้าเดือนสิบ สายลมเหมันต์เริ่มพัดพา ปุยหิมะสีขาวร่วงหล่นจากผืนฟ้าสีคราม เกี้ยวสีแดงหลังใหญ่ตัดกับสีเขียวของทิวทัศน์รอบด้าน มีบุรุษร่างกำยำแปดคนหามพร้อมกับก้าวเดินเป็นจังหวะ ขบวนเจ้าสาวผู้เพียบพร้อมครบถ้วนสมฐานะกำลังมุ่งสู่ปลายทางด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม
ด้านในเกี้ยวมีร่างบอบบางของเจ้าสาวคนงามนั่งอย่างสงบ บรรยากาศรอบด้านอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของงานมงคล เสียงเครื่องเป่าดังสูงต่ำเป็นทำนองสลับกับเสียงตีฆ้องเป็นจังหวะ ทว่าสีหน้าคนข้างในกลับเต็มไปด้วยความกังวล
เกี้ยวแดงหลังใหญ่โคลงเคลงไปมาชวนให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย หญิงสาวพยายามข่มอาการเหล่านั้นพลางตั้งสติ นี่คืองานแต่งของนางจะให้ความหวั่นวิตกมาทำลายไม่ได้ เพราะวันนี้คือวันสำคัญที่สุดในชีวิต มิอาจพลาดได้โดยเด็ดขาด
วันที่นางจะกลายเป็นฮูหยินใหญ่ ก้าวเข้าสู่เส้นทางสายภรรยาหลวงที่ต้องคอยดูแลทั้งสามีและอนุอีกหลายคน
นางคืออวิ๋นซือ บุตรสาวเพียงคนเดียวของใต้เท้าอวิ๋นเสนาบดีกรมคลังแห่งแคว้นกับฮูหยินใหญ่จางซื่อ ที่บอกว่าเป็นบุตรสาวคนเดียวนั้นหาใช่ว่าบิดามีบุตรแค่นางหรอกนะ แต่หมายถึงคนเดียวที่มีกับฮูหยินใหญ่ต่างหาก เพราะบิดาของอวิ๋นซือมีสามภรรยากับสี่อนุอย่างครบครัน และยังไม่รวมสาวใช้อุ่นเตียงที่มีมากมายเสียจนนางผู้เป็นลูกนับญาติไม่ถูก
นางจางซื่อมีอวิ๋นซือเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว อีกทั้งยังมิอาจตั้งครรภ์สายเลือดชายเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลได้ ทำให้ฐานะฮูหยินใหญ่ในจวนไม่มีความหมายนัก ผู้ที่มีอำนาจในจวนแท้จริงกลับเป็นฮูหยินสามที่มีบุตรชายถึงสองคน ทว่าเมื่อไม่นานมานี้เจียงฮูหยินรองก็คลอดทายาทชายมาอีกคน ทำให้การแย่งชิงอำนาจภายในจวนดุเดือดขึ้นไปอีก
อวิ๋นซือไม่แยแสการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของคนเหล่านั้น สิบห้าปีที่เติบโตในจวนเสนาบดี ภาพที่นางเห็นมีเพียงมารดาที่ต้องคอยรองรับอารมณ์ของบิดา รับใช้บรรดาฮูหยินรอง รวมทั้งดูแลอนุและเหล่าสาวใช้ที่บิดาโปรดปราน นั่นคือฐานะฮูหยินใหญ่ ทว่าทำงานไม่ต่างจากคนใช้ที่ต้องคอยดูแลทุกเรื่อง ความสำคัญของมารดาที่มีในใจบิดามิสู้อนุคนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
ฮึ! นี่ละชะตาของคนเป็นฮูหยินใหญ่ ภรรยาหลวงที่บุรุษทั้งหลายตบแต่งพวกนางเข้ามาเป็นเมียเอกเพื่อเชิดหน้าชูตา
ท่ามกลางปุยหิมะและสายลมเหมันต์ ในที่สุดขบวนเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงที่หมาย เกี้ยวเจ้าสาวถูกวางลงบนพื้น พร้อมเสียงแม่สื่อร้องขานบอกพิธีการให้เจ้าบ่าวเตะเกี้ยวข่มภรรยาตามธรรมเนียม
อวิ๋นซือคลี่ยิ้มบางใต้ผ้าคลุมลายนกยวนยางคู่ ธรรมเนียมประเพณีช่างน่าขบขันนัก บุรุษมีค่ากว่าสตรี สามีคือฟ้า ภรรยาคือดิน แต่งถูกต้องตามพิธีการหมายถึงภรรยาเอก แต่งด้อยลงมาคือภรรยารอง ถัดมาอีกนิดก็เป็นอนุ แต่ไม่ว่าคนไหนก็คือภรรยาที่ต้องเห็นสามีเป็นฟ้าอยู่ดีมิใช่หรือ
ขนาดนี้แล้วยังต้องข่มอีกหรืออย่างไร
ระหว่างที่นางกำลังอยู่ในภวังค์ความคิด ด้านนอกก็เสร็จสิ้นธรรมเนียม มือใหญ่ที่ได้รูปสวยงามของบุรุษถูกยื่นเข้ามา อวิ๋นซือสูดลมหายใจเข้าเบาๆ ก่อนจะยกมือขาวนุ่มของตัวเองวางทับลงไป
ร่างสูงประคองเจ้าสาวของตัวเองเข้าสู่ด้านใน ฝ่ามือที่เกาะกุมกันให้สัมผัสที่แตกต่างในความรู้สึกของทั้งคู่ คนหนึ่งสัมผัสถึงความนุ่มนวลของมือน้อยนั้น อีกคนรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของบุรุษเพศจากความสากกระด้าง อวิ๋นซือหลุบตาลงต่ำยามที่ก้าวเท้าตามแรงจูง
เขาเป็นบุรุษคนแรกนอกจากบิดาที่นางจับมือ และจะเป็นคนแรกในอีกหลายๆ เรื่องด้วย หวังเพียงว่าในอนาคตต่อไปข้างหน้า อีกฝ่ายจะให้เกียรติกันบ้าง เท่านี้ก็พอใจแล้วสำหรับนาง
ในที่สุดพิธีการแต่ละขั้นตอนก็ผ่านไปและเสร็จสิ้น ค่ำคืนที่มีค่าดั่งทองพันตำลึงเงียบสงัด สาวใช้และแม่สื่อออกไปกันหมดแล้ว ร่างบอบบางนั่งเกร็งเล็กน้อย สองมือที่กุมประสานกันของนางชื้นไปด้วยเหงื่อ ร่างสูงของคนที่เป็นสามีหมาดๆ ก้าวมายืนด้านข้าง มือเรียวสวยดุจหยกช่วยนางปลดเครื่องประดับบนศีรษะออกอย่างอ่อนโยน หญิงสาวขบริมฝีปากสะกดอาการอึดอัดในใจ รอจนเขานำทุกอย่างออกจากผมจนหมด
“เจ้าหิวหรือไม่”
เขาถามน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล เสียงนั้นกังวานทว่าอ่อนโยนอย่างยิ่ง จนอวิ๋นซืออดเงยหน้าขึ้นลอบมองอีกฝ่ายไม่ได้ ใบหน้าเขาให้ความรู้สึกไม่ต่างจากเสียง งดงาม คมสัน และสดใสราวกับสายน้ำที่เย็นฉ่ำ ดวงตาคมฉายแววอบอุ่น เพียงแค่สบมองก็ทำให้คนเคลิบเคลิ้ม ปากแดงฟันขาวและท่าทางอมยิ้มน้อยๆ นั่นก็ชวนให้รู้สึกหลงใหลได้
เมื่อเห็นเจ้าสาวเหม่อลอยราวกับถูกมนตร์สะกด หลันชิงอมยิ้มอารมณ์ดี เขาหัวเราะเสียงทุ้มละมุนหูพลางก้าวมาคว้าจอกสุราบนโต๊ะ แล้วยื่นส่งให้นางจอกหนึ่ง พออวิ๋นซือรับมาถือ อีกฝ่ายก็คล้องแขนไขว้ดื่มทันที
สุรารสแรงบาดคอ อวิ๋นซือดื่มรวดเดียวหมดจอก จากนั้นใบหน้างดงามก็แดงก่ำลงมาถึงลำคอ นางกะพริบตาถี่ๆ เมื่อความรู้สึกมึนงงเข้าจู่โจม หลันชิงหัวเราะเอ็นดูในความคออ่อนของภรรยา เขาจับจูงนางมานั่งที่โต๊ะอาหารก่อนจะชักชวนให้กิน
กินอาหารคาวแล้วก็ต้องมีของหวานตบท้าย สำหรับหลันชิง ของหวานก็คืออวิ๋นซือนั่นเอง สุราฤทธิ์แรงและบุรุษรูปงามราวกับภาพฝันทำให้รู้สึกมึนเมากว่าปกติ กว่านางจะทันรู้สึกตัว แผ่นหลังเปลือยเปล่าก็สัมผัสกับที่นอนเย็นเยียบแล้ว
ดรุณีน้อยวัยสิบห้าไร้ประสบการณ์ได้แต่ตอบสนองอย่างเงอะงะ บุรุษหนุ่มผู้ช่ำชองใช้ความชำนาญหลอกล่อให้นางเผลอไผล ก่อนที่จะกรีดร้องเมื่อรู้สึกถึงความปวดร้าว
ทว่าไม่นานความเชี่ยวชาญของหลันชิงก็ทำให้นางตอบสนองอีกครั้ง เมื่อความเจ็บปวดคลายลง ความรู้สึกแบบใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสก็เร่งเร้า อวิ๋นซือเผลอปลดปล่อยเสียงหวานที่วาบหวามจนตัวเองยังอดตกใจไม่ได้
ภายนอกสายลมเหมันต์พัดกระโชก หิมะที่โปรยปรายลงบนพื้นกลายเป็นพรมสีขาวสะอาดตา ตัดกับสีแดงสดของกลีบเหมยฮวาที่ร่วงหล่น ราวกับผืนผ้าบนเตียงนอนของคู่บ่าวสาว
ในห้องนอนที่ร้อนผ่าวจนสายลมและไอหิมะยังต้องล่าถอย สองร่างแนบแน่นเกี่ยวกระหวัดรัดรึง เตียงนอนหลังใหญ่โยกไหวส่งเสียงประท้วง ทว่าผู้เป็นนายกลับไม่คิดจะใส่ใจ
อวิ๋นซือเหลือบมองผ่านหน้าต่างที่เปิดรับสายลมเย็นฉ่ำ ภาพสุดท้ายที่นางเห็นนอกหน้าต่างคือ ผืนหิมะสีขาวที่ตัดด้วยกลีบเหมยฮวาสีแดงสด จากนั้นคนบนร่างก็ทาบริมฝีปากลงมา พร้อมกับความรัญจวนที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น ดวงตาสุกใสเกิดละอองน้ำจนพร่ามัว เสียงหนึ่งพลันดังแว่วขึ้นมาในหัว
‘วอนขอรักแท้ที่มั่นคง เพียงหนึ่งยวนยางยืนยงจนแก่เฒ่า’
หยาดน้ำใสพลันไหลรินจากหางตา รักแท้มั่นคงหนึ่งคู่นกยวนยาง ในอดีตเป็นนางที่เฝ้าท่องบทกลอนนี้เสมอมา
แต่เด็กสาววัยฝันผู้ใดบ้างเล่าจะไม่จะใฝ่หา…
เดือนสามในเมืองหลวง ลมวสันต์พัดผ่าน อากาศอบอุ่นจนเรียกได้ว่าร้อนยิ่ง กาลเวลาไม่เคยรั้งรอผู้ใด เพียงช่วงเวลาราวกะพริบตา อวิ๋นซือก็แต่งเข้าตระกูลหลันมาจะครบรอบเป็นปีที่สองแล้ว
นางมีความสุขตามอัตภาพ เป็นฮูหยินใหญ่ที่ดูแลทุกข์สุขของบรรดาภรรยาน้อยให้สามีตนเอง หลันชิงแสดงความรักใคร่ ห่วงใย และให้เกียรตินางเสมอต้นเสมอปลาย อีกทั้งฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งเป็นแม่สามีก็มอบความเอ็นดูให้ เรียกได้ว่าอวิ๋นซือนั้นมีครบทุกสิ่งที่ภรรยาเอกคนหนึ่งควรจะได้รับ
ทั้งความรักและอำนาจในการดูแลคฤหาสน์จากสามี ทั้งความเอ็นดูและความพึงพอใจของแม่สามี เนื่องจากอวิ๋นซือมักออกงานเลี้ยงต้อนรับกับหลันชิงบ่อยครั้ง ยิ่งทำให้บรรดาฮูหยินตระกูลอื่นล้วนชื่นชมและริษยาในวาสนาของนาง แต่นางมักบอกคนเหล่านั้นในใจอย่างสงสารเสมอ
‘เชื่อเถอะว่าพวกเจ้าทุกคนคงไม่อยากเป็นเยี่ยงข้าหรอก เพราะมีครบทุกอย่างนั้นหมายถึงฮูหยินรองและเหล่าอนุในเรือนหลังด้วยน่ะสิ’
หลันชิงสืบทอดตำแหน่งเจ้าบ้านจากบิดา ที่บุกเบิกเส้นทางการค้าจนตระกูลหลันก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในด้านนี้ อำนาจเงินตราบวกกับเส้นสายทางการค้าในมือ แม้แต่ขุนนางใหญ่ในราชสำนักยังต้องดูสีหน้า และนั่นทำให้เขามิเคยขาดสตรีอุ่นเตียง
ในคฤหาสน์นอกจากอวิ๋นซือที่เป็นฮูหยินใหญ่ ยังมีฮูหยินรอง และฮูหยินสามสี่ห้า อีกทั้งอนุที่มีมากกว่าบิดาของนางเป็นเท่าตัว ไม่รวมบรรดาสาวงามที่หลายคนส่งมาเอาใจ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่เคยปฏิเสธอันใด ผู้คนจึงเล่าลือกันปากต่อปากว่า เรือนหลังของนายท่านหลันเป็นแหล่งรวมสาวงามชั้นยอด ที่แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ยังทาบไม่ติด
อวิ๋นซือยิ้มขณะที่เอนหลังพิงเก้าอี้เพื่อพักสายตาจากสมุดบัญชีที่กำลังตรวจด้วยอิริยาบถผ่อนคลาย ริมฝีปากบางหยักยิ้มในมุมที่พอดิบพอดีอย่างที่เคยฝึกมานับครั้งไม่ถ้วน ก็เพื่อเอาใจบุรุษคนสำคัญ แน่นอนว่านางต้องเอาอกเอาใจสวมบทบาทฮูหยินใหญ่ผู้รักใคร่เทิดทูนสามีซึ่งเป็นดั่งท้องฟ้าให้แนบเนียนที่สุด และหลันชิงเองก็พอใจมากจริงๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนหวานปานสายน้ำเย็น เขาเองก็อารมณ์ดีขึ้นมา
“เหนื่อยอย่างนั้นหรือ”
นิ้วเรียวที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนลูบไล้หน้าผากมนแผ่วเบา ปัดผมปอยหนึ่งขึ้นให้ น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลที่แฝงแววอ่อนโยนระคนห่วงใยเอ่ยถาม
“หากเหนื่อยนักก็ให้อาเต๋อไปจัดการเถิด เจ้าจะได้ไม่ลำบาก”
อาเต๋อที่เขาพูดถึงก็คือพ่อบ้านที่คอยดูแลทุกอย่าง อวิ๋นซือยิ้มรับแต่ไม่ได้เอ่ยปากอันใด ให้คนอื่นทำแล้วนางก็ต้องมานั่งตรวจอีกรอบอยู่ดีน่ะหรือ นอกจากงานไม่ลดแล้วยังเพิ่มเติมคือต้องเสียเวลาสั่งกันไปมา
บางทีก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เหตุไฉนบางคราสามีผู้ชาญฉลาดของนางจึงใช้การกระทำที่โง่งมเช่นนี้แสดงออกถึงความห่วงหา หรือว่าบรรดาเมียคนอื่นของเขาจะชื่นชอบความห่วงใยจอมปลอมเหล่านี้ จนมองข้ามเหตุผลและความเป็นจริงไปได้
“ท่านพี่น่าจะสะสางงานอยู่ที่ลั่วหยางมิใช่หรือ” นางเงยหน้าขึ้นสบตากับฝ่ายตรงข้าม เสียงใสเอ่ยคำพูดเย้าหยอก
“ข้าเร่งทำทุกอย่างเพื่อกลับมาหาฮูหยินอย่างไรเล่า”
คนถูกเย้าหยอดคำหวานตอบกลับ ทว่าผู้เริ่มกลับนึกถึงคำพูดของบ่าวในคฤหาสน์ที่ซุบซิบกันเมื่อหลายวันก่อน อนุคนใหม่ที่ขุนนางผู้หนึ่งส่งมานั้นงดงามมาก
เร่งทำทุกอย่างเพื่อกลับมาหาฮูหยิน... คนไหนเล่า
เงาบุรุษในเรือนอนุคนใหม่ที่บังเอิญผ่านไปเห็นเมื่อสองสามวันก่อนนี้ เป็นนางเองที่ตาฝาดใช่หรือไม่
หรือเขามีพี่ชายฝาแฝด
แม้ในใจรู้เท่าทัน ทว่าอวิ๋นซือเพียงยกยิ้มอย่างยินดี ไม่คิดทำตัวฉลาด แสดงว่ารู้เรื่องที่อีกฝ่ายปกปิด เขาให้เกียรตินางสมฐานะ เช่นนั้นนางก็จะทำตัวให้สมตำแหน่งตามที่เขาว่าจ้าง
หลันชิงก้าวเข้ามารั้งร่างบางไว้หลวมๆ ประคองภรรยาให้ขยับตาม ก่อนจะก้มหน้าลงบอกนางให้กินอาหารพร้อมกัน พลางสั่งให้บ่าวจัดสำรับขึ้นโต๊ะได้เลย ยามที่มาถึงโต๊ะกินข้าว ทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ของบนนั้นล้วนเป็นของชอบของนางเสียสิ้น
“ข้าสั่งแม่ครัวให้ทำของโปรดเจ้าทั้งนั้น ซือเอ๋อร์ เจ้าผอมลงไปมากนัก ข้าเห็นแล้วให้ปวดใจ”
อา... สามีของนางช่างอ่อนโยนเหลือเกิน ทั้งที่เขาต้องเป็นฝ่ายบริการเมียมากมายขนาดนี้ ยังสามารถเอาใจใส่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เรียกว่าหาที่ติมิได้เลย
อีกทั้งยังดีกับเมียทุกคนอย่างเท่าเทียม!
หลังอาหารมื้อเย็นจบลง อวิ๋นซือที่ตาปรือก็เอนกายพิงอกกว้าง ช่วงนี้ใกล้ถึงงานเลี้ยงวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า นางที่เป็นฮูหยินใหญ่ต้องดูแลเรือน จึงงานยุ่งจนสายตัวแทบขาดเพราะความเหน็ดเหนื่อย
หลันชิงนั่งเป็นเพื่อนภรรยาเงียบๆ อดทนต่อความชาที่แขนเพราะถูกนางทับ เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาอยู่ใกล้สายตา หญิงสาวก็เอื้อมมือขึ้นไปไล้ข้างแก้มสากอย่างแผ่วเบา
“หากเหนื่อยนักก็ให้อาเต๋อไปจัดการ เห็นเจ้าอ้อนล้าเช่นนี้ข้ารู้สึกเป็นห่วงยิ่ง”
อวิ๋นซือไม่สนใจคำถาม “เกือบเดือนแล้วนะท่านพี่”
ไม่ว่าจะเป็นเพราะงานรุมเร้า เพิ่งเดินทางกลับจริงหรือเท็จ แต่การที่นางไม่ได้ใกล้ชิดกับเขาเกือบเดือนนั่นคือเรื่องจริง และเมื่ออีกฝ่ายมาเพื่อมอบความสุขให้ นางก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอันใด เพราะอย่างน้อยก็ยังดีกว่าใช้บริการนายโลมมิใช่หรือ
ดวงตาคมฉายแววอ่อนโยนทอประกายแสงเข้มวูบหนึ่ง เขากับนางต่างรู้ดีถึงความหมายของประโยคเมื่อครู่ ใบหน้าหล่อเหลาลดต่ำลงมาจนริมฝีปากหยักจดไหล่บาง อาภรณ์ที่ปกคลุมลื่นหลุด แทบจะพร้อมกับฟันขาวที่กดลงบนเนื้อนวล จากนั้นจึงค่อยผ่อนแรงลง หันมาใช้ปลายลิ้นร้อนตวัดตามร่องรอยที่สร้างไว้อย่างชำนาญ
...ชักจูงและเล้าโลม
อวิ๋นซือรู้สึกวูบวาบไปทั่วกาย ความเจ็บแปลบที่ไหล่กลายเป็นความรัญจวน นางเงยหน้ารับจุมพิตดุดันและโต้ตอบกลับอย่างเร่าร้อน สองร่างกอดก่ายกันตามสัญชาตญาณ ร่างบางถูกกดลงบนเตียงหนานุ่ม บทรักดุเดือดเสียจนนางเก็บเสียงครางไม่อยู่ ลมหายใจติดขัดขาดหายเป็นห้วง ภาพคนที่อยู่ข้างบนพร่าเลือน ท่ามกลางสติที่รางเลือน นางก็ปล่อยให้ตนเองจมดิ่งลงสู่ความปรารถนาอย่างเต็มใจ
เช้าวันใหม่ อวิ๋นซือตื่นขึ้นด้วยความเมื่อยล้า นางนอนลืมตาฟังเสียงลมหายใจคนข้างกายเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไม่ให้มีเสียง เมื่อเห็นว่าหลันชิงไม่มีทีท่าว่าจะตื่น นางจึงเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่วางตรงข้างเตียงขึ้นมาสวม แล้วไล่เก็บบรรดาเสื้อผ้าที่กองเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
ถุงหอมสีเดียวกับท้องฟ้าร่วงหล่นจากอาภรณ์ในมือ นางหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด เห็นด้ายถักเป็นรูปนกยวนยางคลอเคลีย อวิ๋นซืออ่านกลอนที่ถูกลงเข็มไว้อย่างพิถีพิถัน แล้วก็นิ่งงันไปชั่วครู่ใหญ่
‘วอนขอรักแท้ที่มั่นคง เพียงหนึ่งยวนยางยืนยงจนแก่เฒ่า’
กลอนตัดพ้อเช่นนี้หลันชิงยังพกติดตัว เกรงว่าอนุคนใหม่คงมีระดับชั้นที่ไม่ธรรมดาในใจนายท่านเสียแล้ว หญิงสาวครุ่นคิดเงียบๆ แล้วจึงยัดถุงหอมใบนั้นกลับเข้าไปดังเดิม จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ฮูหยินใหญ่”
พอเห็นนางปรากฏกาย เสี่ยวอิงกับเสี่ยวหยวน สาวใช้คนสนิทก็ก้าวเข้ามาทำความเคารพ ใบหน้ามีแววหนักอกหนักใจ
“เกิดอะไรขึ้น”
“อนุซิ่วกับอนุหมิ่นทะเลาะกันเจ้าค่ะ พวกนางลงไม้ลงมือกันแล้วพลาด ทำให้โดนของขวัญที่ฮูหยินใหญ่เตรียมไว้ให้ฮูหยินผู้เฒ่าแตกเจ้าค่ะ”
ของขวัญชิ้นนั้นคือรูปสลักเทพธิดาหมากูรำอวยพร ทำจากแก้วเจียระไนล้ำค่าที่ต้องสั่งทำโดยเฉพาะ ซึ่งอวิ๋นซือทุ่มเทในการสั่งช่างฝีมือดีสลักขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้แก่แม่สามีในวันเกิดอันใกล้นี้
ของสำคัญขนาดนั้นย่อมถูกจัดเก็บไว้อย่างดี ทว่าพวกนางก็ยังอุตส่าห์เข้าไปตบตีกันจนเกิดเรื่องได้ ต้องบอกมีความสามารถหรือดันทุรังดีเล่า แต่เกรงว่าคงจะไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่เอ่ยมาเป็นแน่
คาดว่าเรื่องที่นายท่านหลันกลับถึงคฤหาสน์แล้วตรงมาค้างอ้างแรมกับฮูหยินใหญ่ทันที คงจะเข้าหูพวกนางกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถึงได้ถ่อไปตบตีกันให้ของขวัญของตนเสียหายเล่นเช่นนี้
“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ แล้วเรื่องของขวัญ...”
เสี่ยวอิงถามอย่างหนักใจ อีกไม่กี่วันจะถึงวันงานแล้ว เวลาน้อยนิดแค่นี้จะไปหาอะไรดีๆ มาทดแทนได้กัน
“ไม่ต้องวุ่นวายไป ในหีบสินเดิมของข้ามีรูปสลักพระโพธิสัตว์ที่แกะด้วยไม้จันทน์หอม เจ้าเอาไปทำความสะอาดให้ดี คราวนี้อย่าให้เกิดเหตุได้อีก”
ไม้จันทน์หอมเก่าแก่สลักรูปพระโพธิสัตว์สวยงาม นับเป็นของล้ำค่าหายากที่ไม่ธรรมดา นางแต่งเข้าสกุลหลันมาเกือบสองปี แม่สามีนับว่าปฏิบัติกับนางด้วยดี ดังนั้นอวิ๋นซือจึงมิอาจละเลยได้
ทว่าส่วนนั้นก็เป็นเรื่องของส่วนนั้น ดวงตาสีนิลฉายแววเย็นชายามที่ออกคำสั่ง “เสี่ยวหยวน เจ้าไปตามอาเต๋อมาพบข้า”
หลันชิงใช้นางเป็นโล่ดึงความสนใจจากอนุซิ่วกับอนุหมิ่น เพียงเพื่อจะปกป้องสตรีคนใหม่สินะ แน่นอนว่าเขาเป็นท้องฟ้า ย่อมไม่อาจทำสิ่งใดกับอีกฝ่ายได้ แต่ไม่ใช่ว่านางจะยอมเจ็บตัวเปล่าๆ นี่นา
เมื่อมีอำนาจก็ต้องใช้ อวิ๋นซือเรียนรู้หลักการนี้จนขึ้นใจ...
ไม่นานอาเต๋อก็ก้าวเข้ามาในห้อง เขายืนค้อมกายพร้อมกับเอ่ยถามจุดประสงค์ของคนตรงหน้าอย่างนอบน้อม แม้ต่อหน้านายท่านและฮูหยินผู้เฒ่า อีกฝ่ายจะสวมบทบาทเป็นสตรีอ่อนหวานก็ตาม แต่พ่อบ้านรู้ดีว่าตัวตนของนางนั้นซับซ้อนไม่แพ้เจ้านายของเขาสักนิด
“อย่างที่ข้าบอก พ่อบ้านเต๋อคิดว่าควรลงโทษพวกนางอย่างไร”
เมื่อฟังความจบอาเต๋อก็พลันเหงื่อซึม เขาเป็นเพียงพ่อบ้าน ไหนเลยจะกล้าล่วงเกินสตรีของเจ้านาย แต่ถ้าบ่ายเบี่ยง คนตรงหน้าย่อมมีโทสะเป็นแน่ แม้ว่าเกือบสองปีที่ผ่านมาอวิ๋นซือจะไม่เคยแสดงอาการมีโทสะให้เห็น แต่พ่อบ้านก็ไม่ปรารถนาจะเห็นมันอยู่ดี
“ตามกฎตระกูล อนุตบตีกันสร้างความวุ่นวาย ต้องถูกโบยหลังยี่สิบทีขอรับ”
ใบหน้างดงามนิ่วลงอย่างไม่เห็นชอบ “นางเป็นอนุของท่านพี่ จะให้ลงโทษเยี่ยงนั้นก็น่าสงสารแย่ ผู้หญิงเปรียบเสมือนดอกไม้ ชอกช้ำง่าย” เสียงใสกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
อาเต๋อก้มหน้าพลางลอบกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าประโยคเมื่อครู่ของฮูหยินใหญ่คล้ายไม่จริงใจเอาเสียเลยล่ะ
“เอาแบบนี้แล้วกัน ลงโทษโบยตีคงจะหนักเกินไป ใกล้งานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วแท้ๆ พวกนางยังกล้าก่อความวุ่นวาย อีกทั้งการทำลายของขวัญย่อมเป็นลางไม่ดี ประกาศออกไปว่าอนุซิ่วกับอนุหมิ่นกระทำตนไม่เหมาะสม ทำของขวัญวันเกิดเสียหายถือเป็นเรื่องใหญ่ ให้พวกนางไปถือศีลกินเจที่วัดสองเดือนเพื่อสร้างกุศลให้ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นการชดเชย”
อาเต๋อฟังแล้วรู้สึกหนาวเยือก เขารับคำพลางถอยออกมา ฮูหยินใหญ่ช่างร้ายกาจ แม้การลงโทษโบยยี่สิบทีอาจจะหนัก แต่ถ้าให้เลือก สองคนนั้นต้องยอมถูกโบยมากกว่าเป็นแน่ เพราะสองเดือนผ่านไป นายท่านจะยังจำพวกนางได้หรือไม่ก็มิอาจรู้ได้ แต่สองอนุนั่นจะไม่รับคำก็คงไม่ได้ ด้วยอีกฝ่ายยกมาทั้งเรื่องโชคลางและสร้างบุญให้แก่ฮูหยินผู้เฒ่าขนาดนี้ ต่อให้เป็นนายท่านก็ยังไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้านด้วยซ้ำไป
แต่จะไปโทษใครได้เล่า ก็ต้องโทษพวกนางเองนั่นละที่หาญกล้าท้าทายคนที่ไม่ควร ก็จงสำนึกผิดกับตนเองไปเถอะ
เพียงแต่เกรงว่าคงจะไม่ทันเสียแล้ว...
พวกนางไม่ควรลืมไปเลยจริงๆ ว่าคนที่ตัวเองคิดเล่นงานนั้นเป็นฮูหยินใหญ่
อากาศในเดือนสี่ยังคงอบอุ่น
ในที่สุดงานเลี้ยงวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าก็เวียนมาถึง อวิ๋นซือเลือกชุดเครื่องประดับตามฐานะ ชุดกระโปรงตัวยาวสีม่วงอ่อนกับเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตา ให้ความรู้สึกเป็นกันเองและไม่เป็นทางการจนเกินไป งดงามสง่า ไม่ขาดและก็ไม่เกินแม้แต่น้อย
แขกส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินทางมาถึงแล้ว ในฐานะฮูหยินใหญ่ หญิงสาวจึงต้องคอยยืนต้อนรับ ระหว่างรอฮูหยินผู้เฒ่ากับสามีมาถึง แน่นอนว่าไม่ใช่งานง่ายเลย ไหนจะต้องคอยดูแลเรื่องอาหารการกิน อีกทั้งยังต้องหมั่นดูความเรียบร้อยของบ่าวไพร่ สลับกับต้อนรับแขกเป็นระยะ อวิ๋นซือวิ่งวุ่นจนร่างกายแทบแยกเป็นส่วนเพราะความเหนื่อย
ทว่า… ไร้เงาคนเป็นสามี
อวิ๋นซือรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังมาไม่ถึง เพราะยามเดินมาที่เรือนจัดเลี้ยงต้องผ่านเรือนอนุคนใหม่ นางยังเห็นเงาร่างสองสายที่แทบแยกกันไม่ออกอยู่เลย แต่อย่างที่ทุกคนพูดกัน อนุเจียวผู้มาใหม่คนนี้งดงามอ่อนหวานจับใจนัก คงไม่แปลกหากนายท่านหลันจะใช้เวลากับคนงามอย่างอ้อยอิ่งสักเล็กน้อย
และก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า ในระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังสำเริงสำราญกับอนุที่โปรดปราน คนที่เหนื่อยสายตัวแทบขาดย่อมต้องเป็นนาง อวิ๋นซือถอนหายใจเบาๆ ใบหน้าแย้มยิ้มตามมารยาทอย่างเป็นธรรมชาติ
อย่างที่เคยคิดไว้เลย ตำแหน่งฮูหยินใหญ่นั้นเป็นงานที่หนักอย่างยิ่ง ต้องคอยดูแลทุกเรื่องราวภายในบ้าน ปรนนิบัติรับใช้สามีและมารดาอีกฝ่าย ไหนจะยังมีหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้เหล่าสตรีเรือนหลัง ยิ่งพอมีงานเสริมก็ต้องเหนื่อยเป็นเท่าตัวอย่างยามนี้
จนบางทีนางก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าตัวเองกำลังทำงานที่ได้ค่าตอบแทนไม่สมน้ำสมเนื้ออยู่…
ไม่นานเกินรอฮูหยินผู้เฒ่าก็เดินเข้ามาในงานด้วยการประคองของบุตรชาย เมื่อมาถึงงานใบหน้าชราก็แต้มไปด้วยรอยยิ้ม นางมองแขกส่วนใหญ่ที่เป็นสหายหรือบรรดาญาติห่างๆ แล้วชวนกันเข้าไปนั่งคุย
แม้สกุลหลันจะเป็นสกุลใหญ่ในเมืองหลวง ทว่านายผู้เฒ่าคนก่อนกลับมีหลันชิงเป็นทายาทเพียงคนเดียว อีกทั้งหลันชิงเองก็ยังไม่มีบุตรอีกด้วย จึงไม่แปลกที่บรรดาเมียใหญ่เมียเล็กจะพยายามแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย อวิ๋นซือคิดพลางถอนใจ เมื่อนึกได้ว่าตนก็เป็นฮูหยินใหญ่ของเขาเช่นกัน
อวิ๋นซือมองฮูหยินผู้เฒ่าทักทายผู้คนที่มาอวยพรพร้อมของขวัญอย่างสงบ เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้วจึงเอ่ยถามเพื่อขอความเห็น
“ท่านแม่ อีกเดี๋ยวงานจะเริ่มแล้ว ให้เรียกพวกอนุมาอวยพรก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ เสร็จแล้วจะได้เริ่มงานเลี้ยงต่อ”
เพราะอนุเป็นเพียงเมียที่ไร้ศักดิ์จึงมิเหมาะที่จะอยู่ร่วมงาน อีกทั้งอนุของสามีนางก็เยอะแยะมากมายเกินจะให้พวกนางอยู่ได้ทุกคน จึงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงจัดให้พวกนางมาโขกศีรษะก่อนจะแยกย้ายกลับเรือนของตนเอง
เหล่าขบวนอนุเข้าอวยพรและมอบของขวัญตามลำดับก่อนหลังที่มา ก่อนจะตามด้วยฮูหยินรองทั้งสี่ จนมาถึงนางผู้เป็นฮูหยินใหญ่ อนุเจียวที่มาใหม่มีกิริยาท่าทางสมเป็นสาวน้อยผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง นางเป็นเพียงไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ร่วมงานได้
ครั้นเห็นว่าถึงคราวอวิ๋นซือต้องมอบของขวัญให้บ้างแล้ว นางก็พลันเอี้ยวหน้ามาทางอวิ๋นซือพร้อมส่งเสียงร้องอ๊ะขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าหลุบตาลงอย่างขวยเขินที่ตนเองเสียมารยาท บุรุษในงานไม่เว้นแม้แต่หลันชิงต่างก็มองอาการหน้าแดงนั้นด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึงพากันหันมาจับจ้องอวิ๋นซืออย่างสนใจใคร่รู้
หญิงสาวอมยิ้มน้อยๆ มือรับกล่องไม้สลักลายประณีตจากสาวใช้ ก้าวออกมาด้านหน้าฮูหยินชราแล้วยื่นส่งให้ ท่ามกลางสายตาสงสัยใคร่รู้ของผู้คนที่อยู่ในงาน
ของขวัญที่ขนาดสาวน้อยผู้หนึ่งยังตกใจคงจะเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา
อวิ๋นซือยังคงมีรอยยิ้มยามฮูหยินผู้เฒ่ารับของขวัญไปเปิด เจียวที่มีความหมายว่าน่ารักอ่อนหวานงอย่างนั้นหรือ ช่างสมตัวเสียจริงเมื่อได้ยลโฉมความงามนั้น หญิงสาวไม่นึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย หากสามีของตนจะพึงพอใจอีกฝ่าย
แต่ถ้าบอกว่าอ่อนหวานคงเป็นความอ่อนหวานที่เคลือบแฝงด้วยยาพิษเสียมากกว่า เพราะกิริยาที่จงใจแสดงให้ผู้คนสนใจของขวัญนางเมื่อครู่ บ่งบอกได้ว่าอีกฝ่ายคงรู้ดีอยู่แล้ว เรื่องที่สองอนุตบตีกันจนรูปสลักเทพธิดาเสียหาย
อวิ๋นซือคิดว่าอีกฝ่ายคงคาดการณ์ไว้แล้วว่า เวลาน้อยเช่นนี้นางย่อมไม่มีเวลาหาของขวัญดีๆ ได้ จึงพยายามแสดงท่าทางให้คนอื่นสนใจเมื่อครู่ ในฐานะฮูหยินใหญ่ของคฤหาสน์ หากนางมอบของขวัญที่ไม่สมฐานะ สายตาผู้คนก็จะเปลี่ยนไปและดูถูก แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ต้องมีโทสะที่เสียหน้าต่อแขกเหรื่อในงาน
เห็นอายุยังน้อย ด้วยวัยเพียงสิบห้าหนาวเท่านี้ก็คิดเป็นแล้วหรือ ที่แท้ก็ไม่ได้ใสซื่ออย่างที่แสดงออก อวิ๋นซือคิดพลางส่งรอยยิ้มหวานที่ถูกฝึกมาอย่างดีกลับไป เมื่ออีกฝ่ายส่งยิ้มหยีตามาให้
อวิ๋นซือนับถือคนเก่งเสมอ โดยเฉพาะคนเก่งที่ฉลาดคิด!
ทุกสายตามองรูปสลักพระโพธิสัตว์ในมือฮูหยินผู้เฒ่าด้วยแววตาประหลาดใจ นั่นหรือคือของขวัญจากฮูหยินใหญ่สกุลหลัน จะบอกว่าธรรมดาก็ไม่ใช่ หากดูจากขนาด ไม้จันทน์หอมที่ใช้สลักต้องมีอายุหลายร้อยปีเป็นแน่
ทว่าจะบอกว่าล้ำค่าก็เป็นคำพูดที่ออกจะเกินไป เพราะแม้จะเป็นของหายาก แต่ใช่ว่าจะหาไม่ได้นี่นา หลายคนมองมาแล้วซุบซิบกัน ฮูหยินผู้เฒ่าให้อึดอัดใจเล็กน้อย นางรู้เรื่องที่สองอนุทำให้ของขวัญสะใภ้เอกเสียหายแล้ว แต่การจะนำมาพูดตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายจนเกินไป จึงต้องแสร้งนิ่งเงียบเพื่อรักษาหน้าตาสกุลไว้ ด้วยการปล่อยให้ผู้คนหันไปตำหนิอวิ๋นซือแทน
หญิงสาวยังคงแย้มยิ้มเช่นเคย นางมิใช่ไม่รู้ เรื่องที่แม่สามีคิดใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือรักษาหน้าตาของสกุล อย่างไรเสียหากเทียบระหว่างการให้ผู้คนตำหนิสะใภ้คนหนึ่งที่ไร้หัวคิด ก็ยังขายหน้าน้อยกว่าให้ผู้อื่นรู้ว่าในตระกูลมีเรื่องน่าขัน ที่แค่อนุสองคนยังกำราบไม่ได้ ถึงขนาดปล่อยให้ทำลายของขวัญวันเกิดมารดาประมุข
อวิ๋นซือหาได้โกรธเคืองอีกฝ่ายไม่ แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะเอ็นดูตนเพียงใด แต่ถ้าให้เลือกระหว่างนางกับบุตรชายและหน้าตาของตระกูล เกรงว่าคงไม่ผิดถ้าแม่สามีจะเลือกอย่างหลัง
ดวงตาสีนิลเหลือบมองไปทางร่างสูงของผู้เป็นสามีเล็กน้อย นางไม่ได้วาดหวังว่าเขาต้องออกหน้าช่วยเหลือ เพียงแค่เกิดความสงสัยในใจขึ้นมาว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทางหรือแสดงออกอย่างไร
เพราะถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ต้นเหตุมาจากเขาที่จงใจใช้นางเป็นโล่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของบรรดาเมียอื่น ไม่ให้มารุมทึ้งเนื้อแม่กวางสาววัยขบเผาะผู้นั้นแท้ๆ
ทว่าสิ่งที่เห็นมีเพียงรอยยิ้มอบอุ่นที่ฉายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาเสมอ แม้จะเพียงเสี้ยวเวลา อวิ๋นซือก็มองทันว่าสายตาของเขาอยู่ที่ใด ยิ่งมองใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของอนุเจียวที่แดงก่ำทั้งยังก้มลงอย่างขวยเขิน ก็พลันแน่ใจว่าอีกฝ่ายหาได้สนใจจะช่วยนางไม่
อวิ๋นซือนั้นร่ำเรียนอ่านเขียนมาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้จักบทกวีกาพย์กลอนจนทะลุปรุโปร่ง รู้จักคำนิยามของบุรุษที่ดีเป็นอย่างดี ผู้คนมักขนานนามชายหนุ่มผู้กล้าหาญและซื่อตรงด้วยคำว่า ‘วีรบุรุษ’ ทว่านางสามารถนิยามสามีตนเองได้เพียงสองคำเท่านั้น นั่นคือ... ‘สวะ!’