.:ICE PART:.
ผมชื่อ “ไอซ์” เป็นผู้ชายเหี้ยๆ คนหนึ่งที่แอบรักเพื่อนสนิทของตัวเอง เธอกับผมมันช่างแตกต่างกัน ผมยอมรับว่าผมมันไม่เอาไหน แต่ถ้าได้เอาเธอผมก็ไม่หวั่น เวลาผมทำอะไรไม่ดีเธอมักจะคอยเตือนและคอยด่าผมเสมอ หนึ่งคำก็เหี้ย สองคำก็เหี้ย แต่เขาว่ากันว่าผู้หญิงด่าแปลว่าผู้หญิงรัก โอเคถ้างั้นผมให้อภัยเธอ ถึงแม้ว่าผมจะเหี้ย แต่ถ้าได้เลียนี่เล่นซะเพลียเลยนะ
“อยู่กับพี่ ให้ ‘ปี้’ ได้ก่อ”
.:END ICE PART:.
.:SODA PART:.
ฉันชื่อ “โซดา” ฉันเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถึงแม้ว่าใครต่อใครจะบอกว่าฉันไม่ธรรมดาก็ตาม และคนที่มักจะพูดแบบนี้อยู่เสมอ เขาก็คือเพื่อนสนิทของฉันเอง เขาคนนั้นเป็นผู้ชาย ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าเรามาสนิทกันได้ยังไง รู้แค่ว่าคบแล้วรู้สึกสบายใจที่สุด มันก็ยังดีกว่าคบเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน แล้ววันๆ เอาแต่จ้องจะงาบของเราไปกิน แต่สำหรับเพื่อนคนนี้ เขาไม่เคยคิดจะแย่งอะไรไปจากฉัน มีแต่คอยหยิบยื่นทุกอย่างให้ โดยไม่สนว่าตัวเองจะไม่เหลืออะไร
“เขาคือ ‘เพื่อน’ ที่ดีที่สุดสำหรับฉัน”
.:END SODA PART:.
...น้ำแข็งโซดา ซาบซ่าสุดขั้ว...
.:ICE PART:.
ทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ซึ่งสิ่งที่ผมเลือกนั้นแม่งก็บัดซบสิ้นดี ผมชื่อ ‘ไอซ์’ ใครๆ ก็รู้จักผมดีว่าเหี้ยแค่ไหน ผมอาศัยอยู่ในห้องแคบๆ ภายในบ้านไม้หลังเก่าแถวสลัม ซึ่งเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดทุกชนิด มีหลายคนที่ย้ายมาอยู่แถวนี้แล้วหลงระะเริงไปกับสิ่งเหล่านั้น ถ้าถามว่าผมเป็นแบบนั้นมั้ย? ตอบได้เลยว่า ไม่!
ไม่เหลือเหี้ยอะไรแล้วตอนนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ของผมมันหมดไปกับอบายมุขทุกอย่าง อย่ามาถามว่าผมเสพอะไรบ้าง ถามมาดีกว่าว่าอะไรที่ผมยังไม่เคยเสพ เพราะถ้าให้ผมบอกว่าผมเสพอะไรวันนี้ก็คงจะบอกไม่หมด แม่งยาวยิ่งกว่าแม่น้ำปิงวังยมน่านรวมกันซะอีก
ผมมองไปที่โต๊ะตรงหน้านิ่งๆ ขณะพ่นควันบุหรี่ออกมาลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง กลิ่นเหล้าหรือกลิ่นอะไรต่างๆ ก็ลอยคลุ้งไปทั่ว บ้านผมไม่มียุงหรอก แม่งเมาควันบุหรี่จนตกลงมาตายหมดแล้ว
เห็นไหมว่าอย่างน้อยสิ่งเหี้ยๆ แม่งก็มีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่
บนโต๊ะของผมนั้น พื้นที่ทุกตารางนิ้วถูกจับจองไปด้วยยาเสพติดชนิดต่างๆ ผมวางมันไว้อย่างโจ่งแจ้งโดยไม่กลัวว่าใครจะมาเห็น เพราะส่วนมากไม่มีใครเข้ามายุ่งกับผมอยู่แล้ว
“ไอซ์!” นอกจากเธอคนนี้คนเดียว โซดาคือเพื่อนสนิทคนเดียวของผม เธอตะโกนเรียกชื่อผมเสียงดังพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ ผมคีบบุหรี่ออกจากปากแล้วดับมัน โซดายกมือขึ้นปิดจมูก พลางปัดควันบุหรี่ออกห่างตัว
เธอไม่ชอบมัน แต่ผมนี่สิชอบมันยิ่งกว่าอะไร
“มาทำไม” ผมถามขึ้นเสียงนิ่ง พลางมองหน้าเธอไปด้วย วันนี้เธอใส่ชุดนักศึกษามาหาผม คงจะเพิ่งเลิกเรียนแน่ๆ ส่วนตัวผมนั้นไม่เรียนหรอก ผมได้แต่ใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ
สายตาของโซดาไม่ได้มองมาที่ผม เธอมองจ้องไปที่สิ่งเหล่านั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะหันกลับมามองผมด้วยสายตานิ่งๆ
“เมื่อไหร่จะเลิกเสพสักที” เธอถามผมด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“...” แต่ผมก็นั่งเงียบไม่ตอบคำถามของเธอ
“ถามจริงมันดีตรงไหนของพวกนี้เนี่ย” เธอเอ่ยถามออกมาต่อ
“มันฟิน” ผมตอบออกไปสั้นๆ ไม่ได้จะกวนตีน แต่นี่คือความจริงที่อยากจะพูดต่างหาก
“...”
“แล้วมันก็จะเวิ้งๆ หน่อย” ผมพูดออกมาต่อ โซดาเดินขยับเข้ามาใกล้ผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับง้างฝ่ามือขึ้น
ผลัวะ!
“เจอแบบนี้ยังเวิ้งอยู่มั้ย” เธอเอ่ยถามออกมา หลังจากที่ฟาดฝ่ามือลงบนศีรษะของผม อยากถามว่านี่มือหรือส้นตีน มันไม่เวิ้งหรอกแต่มันวิ้งมากกว่า
“ทำเหี้ยไรวะ กลับบ้านไปดิ่ ปวดหัวจะกินยา” ผมพูดไล่ออกมาด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้ตะคอกหรืออะไร แค่พูดเล่นๆ แต่ถ้าเธอไปจริงๆ มันก็ดี ผมไม่อยากให้เธอมาเห็นเวลาผมทำเรื่องเลวๆ หรอก แล้วยาที่ผมบอกว่าจะกินนี่ก็ไม่ใช่ยาปกติทั่วไปด้วย แต่เธอก็ยังคงยืนนิ่งพร้อมกับสายตาที่มองมาทางผมอย่างไม่ลดละ
แววตาของเธอมันสื่อให้เห็นว่าอีกสักพักจะมีเรื่องดราม่าตามมา
“ถ้านายยังทำนิสัยแบบนี้ สักวันนายจะไม่เหลือใคร” ร่างเล็กพูดบอกผมออกมาด้วยแววตานิ่งๆ
เห็นหรือเปล่าผมบอกแล้ว
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือมองสบตาเธอนิ่งๆ โดยไม่กล้าขยับปากพูดอะไรออกมา ขณะที่สมองของผมมันกำลังคิดทบทวนกับสิ่งที่เธอพูด โซดาเป็นผู้หญิงที่สวยและเพียบพร้อมไปซะทุกอย่าง ถ้าเปรียบเธอเป็นที่สูง ผมก็คงเป็นที่ต่ำ ผมอยากจะไขว่คว้าเธอ แต่มันก็เกินเอื้อม
เพราะคนเลวๆ อย่างผมมันไม่มีค่าที่จะคู่ควรกับเธอ
“ถ้าฉันเป็นคนดีแล้วเธอจะรักฉันได้มั้ย” ผมลองย้อนถามกลับไป แต่เธอก็ยังคงยืนนิ่ง ก่อนที่จะเดินออกไปโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรผมทั้งนั้น
ก็เข้าใจ...ไม่ว่าผมจะเป็นยังไงสุดท้ายเธอก็ไปอยู่ดี
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ประโยคนี้มันไม่มีผลอะไรกับชีวิตของผม ไม่ว่าจะทำตัวดีแค่ไหน สุดท้ายก็เหี้ยในสายตาของเธออยู่ดี…
ครั้นพอคิดมาถึงตรงนี้ผมก็รู้สึกเครียด จนต้องเอื้อมมือไปหยิบบุหรี่อีกมวนขึ้นมาจุดสูบ ก่อนจะพ่นควันออกมาช้าๆ อย่างเหม่อลอย อยากจะตบปากตัวสักทีสองทีที่พูดอะไรแบบนั้นออกไป
แต่สักพักหนึ่งโซดาก็กลับเข้ามาพร้อมกับถุงก๋วยเตี๋ยวในมือ เธอเดินตรงเข้าไปในครัวก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมชามก๋วยเตี๋ยว โซดาใช้มือกวาดสิ่งเสพติดที่อยู่บนโต๊ะไปทางอื่น แล้ววางชามก๋วยเตี๋ยวนั้นลงตรงหน้าผมแทน
“ที่พูดออกมาเมื่อกี้คือนายกำลังเบลอใช่มั้ย งั้นกินอะไรร้อนๆ หน่อยสติจะได้กลับมา” เธอพูดบอก ดวงตาคมของผมหลุบมองชามก๋วยเตี๋ยวสลับกับใบหน้าของเธอ
“ถ้าอยากให้กินก็ปรุงให้ด้วยดิ” หลังจากที่ผมโพล่งออกไปแบบนั้น โซดาจึงเดินเข้าไปในครัวอีกครั้งแล้วกลับออกมาพร้อมเครื่องปรุง เธอใส่ทุกอย่างลงไปจนกระทั่งเหลือขั้นตอนปรุงลำดับสุดท้าย
“ใส่พริกเยอะมั้ย” เธอเงยหน้าขึ้นถามผม ขณะที่มือเล็กก็กำลังจับช้อนและกระปุกพริกป่นอยู่
“เยอะๆ” ผมตอบสั้นๆ อย่างไม่ใส่ใจ จริงๆ ก็กินได้หมดขอแค่เธอทำให้ก็พอ
“งั้นเทหมดเลย” แล้วเธอก็ทำแบบนั้นจริงๆ โซดาตะแคงพริกป่นในกระปุกที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วเทพรวดเดียวลงในชามก๋วยเตี๋ยวของผมจนหมดกระปุก
“ไหนๆ ปรุงแล้วก็กินเองเลยเถอะ” ผมบอกเธอก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินหนีไป ตอนกินไม่เท่าไหร่ แต่ตอนขี้นี่ดิใครจะมาช่วยผม
.:END ICE PART:.
.:SODA PART:.
หลังจากที่ฉันบังคับให้ไอซ์กินก๋วยเตี๋ยวที่ฉันปรุงได้ ฉันก็เดินออกมาจากบ้านของเขา แล้วตรงไปที่ป้ายรถเมล์เพื่อขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้านของตัวเอง
ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดเท่าไหร่ เขามักจะชอบถามตลอดว่ารักฉันมั้ยๆ รักเหี้ยอะไรของมันฉันก็ไม่รู้ สงสัยไอซ์เบลออย่างที่ฉันว่าจริงๆ นั่นแหละ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะทำตัวเหลวแหลกแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยทำให้ฉันต้องหลั่งน้ำตา
“ลุงคะจอดตรงบ้านหลังนี้เลยค่ะ” ฉันพูดบอกลุงคนขับแท็กซี่ เมื่อรถขับมาถึงหน้าบ้านของตัวเอง ลุงจอดรถตามที่ฉันบอก ก่อนที่ฉันจะยื่นค่าโดยสารให้กับลุง แล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถเพื่อเดินเข้าบ้าน
บ้านของฉันค่อนข้างใหญ่โต เพราะฐานะทางบ้านค่อนข้างดี แต่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะดีไปอีกนานแค่ไหน ทุกอย่างที่ครอบครัวฉันมี ก็เป็นเพราะพ่อของฉันนั่นแหละคือคนที่สร้างมันขึ้นมา แต่ตอนนี้พ่อของฉันไม่อยู่แล้ว ท่านเสียไปตั้งแต่ที่ฉันยังเรียนอยู่มัธยม อีกไม่นานคงจะมีใครสักคนมาทำลายสิ่งที่พ่อฉันสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่าน
“ไปไหนมาโซดา!” และคนที่จะทำลายมันก็อาจจะเป็นแม่ของฉันเองก็ได้
“ไปหาเพื่อนมาค่ะ” ฉันตอบออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ขณะกำลังเดินตรงไปที่บันไดซึ่งแม่ของฉันเองก็กำลังเดินลงมาจากบนนั้น
“เพื่อนคนไหน ใช่ผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า” แม่เอ่ยถามออกมาต่อ ท่านไม่ชอบให้ฉันไปยุ่งกับไอซ์มากเท่าไหร่ เหตุผลมันก็เพราะว่าเขาเป็นคนไม่ดี แต่ความจริงแล้วที่แม่ของฉันไม่ชอบไอซ์ก็เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้ร่ำรวยต่างหากล่ะ ที่บอกว่าไม่ดีน่ะมันก็แค่การหาข้ออ้างให้ดูสวยหรู
สำหรับแม่ของฉันต่อให้เลวมากแค่ไหนแม่ก็ไม่สนใจหรอก แม่ฉันสนอย่างเดียวคือขอแค่มีเงินเท่านั้น
“ใช่ค่ะ”
“ฉันบอกแกแล้วใช่มั้ยว่าห้ามไปยุ่งกับมัน! ผู้ชายทำตัวเหลวแหลกอย่างนั้นแกยุ่งเข้าไปได้ยังไงห๊ะ!!” แม่ฉันเป็นพวกชอบดูถูกคนแบบนี้แหละ ถ้าเห็นบ่อยๆ ก็คงจะชินไปเอง คนรอบข้างแม่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำตัวเหลวแหลก บางทีอาจจะหนักกว่าไอซ์เลยด้วยซ้ำ
เพื่อนแม่เกือบทุกคนที่รวยกันได้นี่ก็เพราะขายยาเสพติดกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ เปิดบ่อนการพนันก็มี แต่แม่ก็ไม่เห็นจะรังเกียจพวกเขาเลย
อ๋อ...ลืมไปว่ารวย ขอแค่รวยอะไรๆ มันก็ดีไปหมด
“แต่ไอซ์คือเพื่อนโซ” เพื่อน ยังไงก็ต้องปกป้องเพื่อนกันเป็นธรรมดา ฉันไม่ผิดนะที่เถียงแม่ออกไปแบบนั้น และดูจากสีหน้าของท่านแล้ว แม่เองก็เริ่มไม่พอใจฉันแล้วล่ะ ท่านเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน ดวงตาของแม่มองจ้องฉันเขม็งจนฉันรู้สึกเกร็งและหวาดกลัวไปหมด
“หึ! เพื่อนเหรอ ฉันนึกว่าแกเป็นเมียของมันแล้วซะอีก เห็นตัวติดกันตลอด เสนอหน้าไปหามันที่บ้านเลยไม่ใช่หรือไง” ใครจะคิด ว่าแม่แท้ๆ จะดูถูกลูกตัวเองได้ถึงเพียงนี้ แม่คนอื่นอาจจะไม่ทำ แต่สำหรับแม่ฉันแล้ว...แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ เรื่องพูดจาตอกย้ำและซ้ำเติม ต้องยกให้แม่ฉันเป็นที่หนึ่งเลยล่ะ
“แม่จะดูถูกโซมากเกินไปแล้วนะคะ! ไม่มีใครคิดอะไรได้แบบแม่หรอก!!” ฉันพูดขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด อารมณ์โทสะเริ่มปะทุออกมาทีละนิด จะบาปหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันก็ไม่ชอบหรอกนะถ้าแม่จะดูถูกฉันได้ถึงขนาดนี้ แม้แต่ความเชื่อใจแม่ยังไม่มีให้ฉันเลย
นี่ฉันยังเป็นลูกแม่อยู่หรือเปล่า
เพียะ!!
“แกกล้าขึ้นเสียงใส่ฉันเหรอ นังลูกสารเลว!!” ฝ่ามือของแม่ฟาดลงมากระทบที่ข้างแก้มของฉันอย่างแรง ความเจ็บแปล๊บแล่นไปทั่วใบหน้าจนน้ำตาคลอ ฉันยกมือขึ้นลูบแก้มของตัวเองเบาๆ แล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับแม่อีกครั้ง
“นิสัยโซก็เหมือนแม่นั่นแหละค่ะ แต่แม่น่าจะหนักกว่า เห็นเงินดีกว่าทุกอย่างแบบนี้ระวังจะถูกคนพวกนั้นแทงข้างหลังเข้านะคะ ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะค่ะไม่ต้องมาเป็นห่วงโซ เรื่องของโซ โซจัดการเองได้ แม่อย่ามายุ่งเลยดีกว่า”
“นี่แก!!” แม่ตะคอกออกมาเสียงดังลั่น ท่านทำท่าจะพุ่งตัวเข้าหาฉันอีกครั้ง มือของแม่ที่ง้างขึ้นกลางอากาศมันทำให้ฉันรู้สึกเจ็บโดยที่ฝ่ามือนั้นยังไม่ทันได้ทำอะไร
เจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจนี่สิหนักกว่า
“แค่โซพูดแค่นี้แม่ยังรับไม่ได้เลย ถ้างั้นแม่ก็ช่วยเอากลับไปคิดด้วยนะคะ ว่าคำพูดของแม่มันก็ทำให้โซรับไม่ได้เหมือนกัน” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง และขยับถอยห่างออกมาจากแม่ ร่างบางของท่านกำลังสั่นได้ที่เลยล่ะ ฉันรู้ตัวว่ากำลังทำให้แม่โกรธ แต่ถ้าหากฉันไม่พูดอะไรออกมาแล้วแม่จะเข้าใจฉันได้ยังไง
“ถ้าด่าจนพอใจแล้ว งั้นโซขึ้นไปบนห้องก่อนนะคะ”
ฉันชิ่งหนีออกมาจากตรงนั้น ขืนอยู่ต่อมีหวังพรุ่งนี้ฉันได้หน้าบวมไปเรียนแน่
“ระวังจะท้องไม่มีพ่อละกัน!!” ฉันทำเป็นไม่สนใจเสียงแม่ที่ตะโกนไล่หลังมา
แกร๊ก!
เมื่อเดินมาถึงชั้นบนฉันก็เปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วล็อกมันเอาไว้ สองขาก้าวเดินไปนั่งลงที่ปลายเตียง แล้วก้มฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ ฉันรู้สึกถึงหยดน้ำตาร้อนๆ ที่มันเริ่มไหลออกมาจากดวงตาของฉัน
“ฮึก...” เสียงสะอื้นที่ดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่กำลังขบเม้ม ทำให้ฉันรู้ว่าในเวลานี้ตัวเองกำลังอ่อนแอถึงขีดสุด
ฉันไม่ใช่คนที่จะร้องไห้กับอะไรง่ายๆ เรียกได้ว่าเป็นคนที่เข้มแข็งในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นเพราะแม่ของฉันเองนี่แหละที่ทำให้กำแพงความเข้มแข็งของฉันมันพังทลายลง
ฉันเงยหน้าขึ้นจากฝ่ามือ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำและยืนมองกระจกที่สะท้อนเงาของผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง
ซึ่งก็คือฉันเอง...
ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกสมเพชตัวเอง ทำไมชีวิตของฉันมันถึงได้บัดซบได้ขนาดนี้ อยากจะออกจากบ้านไปให้พ้นๆ ไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้ว แต่...ฉันก็ไปไม่ได้
ต่อให้หนีไปไกลแค่ไหนยังไงแม่ก็ตามฉันเจออยู่ดี เพราะฉันเคยทำมันมาแล้ว แม่รู้จักผู้คนมากมาย ท่านก็คงจะวานให้พวกนั้นช่วยตามหาฉันอีกแรง
ที่ตามหาฉัน นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นห่วง ท่านตามเพราะอยากจะนำตัวฉันมาตบตีสั่งสอนมากกว่า และวันนั้นฉันก็โดนไปชุดใหญ่เลยล่ะ
“เธอต้องเข้มแข็งนะโซดา ไม่มีใครที่จะปกป้องเธอได้นอกจากตัวเธอเอง” ฉันยืนพูดอยู่หน้ากระจก พลางมองจ้องสบตากับตัวเอง ถึงแม้ว่าจะพูดปลุกใจตัวเองขนาดนี้ แต่ในแววตาคู่นั้นของฉันมันก็ยังคงสั่นไหว
ประโยคนี้ฉันมักจะพูดบอกตัวเองทุกครั้ง พูดออกมาซ้ำๆ ในวันที่ตัวเองรู้สึกแย่แทบทนไม่ไหว
ซ่า...
ฉันเอื้อมมือไปเปิดก๊อกน้ำ แล้วโน้มหน้าลงไปชำระล้างคราบน้ำตาของตัวเองที่เปรอะเปื้อนบนใบหน้า พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีภาพเงาสะท้อนในตอนนี้มันก็ยังดูดีขึ้นมาหน่อย
เมื่อจัดการกับสภาพตัวเองให้กลับมาดูเป็นคนอีกครั้งฉันก็เดินออกจากห้องน้ำ แล้วมาล้มตัวนอนบนเตียง แค่หลับตาทุกอย่างมันก็รู้สึกดีขึ้น แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งอะไรแย่ๆ มันก็หวนกลับเข้ามา
ถ้าเป็นแบบนี้ฉันควรจะระบายให้ใครฟังหรือเปล่า บางทีถ้าได้เล่าให้ใครสักคนฟังฉันอาจจะรู้สึกโล่งมากกว่านี้
คนที่ฉันต้องการมากที่สุดในเวลานี้ก็ไม่พ้นไอซ์เหมือนเดิม
ฉันลุกขึ้นจากเตียงแล้วเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือพร้อมกระเป๋าตังค์ ก่อนจะเดินออกมาจากห้อง
ขณะที่เดินลงบันไดมาภายในบ้านก็ยังคงเงียบกริบ ซึ่งมันก็ดีแล้วล่ะที่ไม่บังเอิญเจอกับแม่เข้า ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงได้ทะเลาะกันอีกรอบแน่ และฉันอาจจะกลายเป็นบ้าไปเลยก็ได้
แค่นี้ฉันก็ปวดประสาทจะแย่อยู่แล้ว
“มาทำไม” นี่คือคำถามที่ร่างสูงทักทายฉันเมื่อเจอหน้ากันอีกครั้งในวันนี้
“ฉันขอนอนกับนายหน่อยสิ”
“ห๊ะ!” ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้น พลางอุทานออกมาด้วยสีหน้าที่แตกตื่น ทำไมต้องตกใจ นี่โซดาไง เพื่อนไอซ์เองจำไม่ได้เหรอ
“บอกว่าขอนอนด้วยหน่อย” ฉันพูดย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่าย แต่ไอซ์ก็ยังคงทำสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เป็นไรของมันวะ
“เธอเป็นผู้หญิงนะ จะมาขอผู้ชายแบบนี้ได้ยังไง” หืมมม...แค่ฉันจะมาขอค้างที่นี่ด้วยนี่มันผิดมากเลยเหรอ น้ำเสียงของเขามันเหมือนกำลังตำหนิฉัน ไหนจะแววตาที่มองมานั่นอีก
“นี่กำลังคิดลึกอะไรอยู่หรือเปล่าเนี่ย” ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัย คนอย่างมันนี่น่าไว้ใจที่ไหน สมงสมองปล่อยให้เผลอไม่ได้หรอก เป็นคนชอบคิดอะไรลึกๆ ไม่เคยคิดอะไรตื้นๆ กับใครเขา
“ก็...เออนั่นแหละ” แสงไฟหน้าบ้านที่กระทบลงมานั้นสลัวๆ เล็กน้อย แต่ก็สามารถทำให้ฉันสังเกตเห็นได้ว่าหูของเขามันกำลังเริ่มแดงขึ้นมา ฉันอมยิ้มอย่างนึกขำ ถ้าใครได้มาเห็นก็คงจะรู้สึกตลกกันทั้งนั้น
ผู้ชายร่างถึกคนหนึ่งที่กำลังยืนหน้าแดงหูแดง มันเป็นภาพที่หาดูได้ยาก ยิ่งผู้ชายตรงหน้าคือไอซ์ด้วยแล้วมันก็ยิ่งดูแปลก นิสัยเขามันไม่เหมาะกับท่าทางเขาในตอนนี้เลยจริงๆ
“นายเขินฉันเหรอ” ฉันถามขึ้นมายิ้มๆ พลางขยับเข้าไปใกล้เขา แต่ไอซ์ก็ผงะถอยหลังอย่างตกใจในการจู่โจมที่รวดเร็วของฉัน
“เขินไร มโนเหรอ” ไม่เขินแล้วทำไมต้องเกรี้ยวกราดกลบเกลื่อนด้วยล่ะ แบบนี้มันน่าสงสัยจังเลยนะว่าไหม?
“จะเชื่อดีหรือเปล่าน้าาาา~” ฉันลากเสียงอย่างทะเล้นและยียวน ไม่รู้สิ...เวลาแกล้งไอซ์ฉันรู้สึกมีความสุขยังไงก็ไม่รู้
“จะเข้าก็เข้ามา ไม่งั้นก็นอนอยู่ข้างนอกนั่นแหละ” เนี่ย เกรี้ยวกราดอีกแล้ว รู้หรอกว่าเขิน แต่ไม่จำเป็นต้องใจร้ายกับเพื่อนขนาดนี้ก็ได้
ร่างสูงเบี่ยงตัวหลบให้ฉันเดินเข้าไปด้านในบ้านของเขา ภาพเมื่อตอนกลางวันกับตอนนี้มันก็ยังเหมือนกันเป๊ะ
รกยังไงก็รกอย่างนั้น
“งูจะโผล่มาฉกฉันหรือเปล่าเนี่ย” ฉันหันกลับไปถามร่างสูงที่กำลังล็อกกลอนประตูบ้าน
“ก็ปล่อยให้มันฉกไปสิเดี๋ยวดูดดดด...พิษให้” ไอซ์พูดโดยที่ไม่หันมามองฉัน ร่างสูงเดินเฉียดผ่านตัวฉันไป แล้วล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวใหญ่ พร้อมกับคลุมโปง
บางทีคำพูดคำจาของเขามันก็ทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ
“ไม่ไปนอนในห้องด้วยกันเหรอ” ฉันเดินเข้าไปสะกิดร่างสูงที่นอนอยู่ แต่ไอซ์ก็พลิกตัวหนีจากนิ้วของฉัน
ทีแบบนี้ล่ะมาเล่นตัว
“ไม่” เสียงทุ้มเข้มปฏิเสธอย่างหนักแน่น ที่ฉันชวนนี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอก แค่กลัวว่าเขาจะเมื่อยตัว เพราะโซฟาตัวนี้มันก็ไม่ได้มีพื้นที่ให้ขยับตัวมากมายอะไรขนาดนั้น ถ้าเขานอนนิ่งๆ มันก็ไม่มีปัญหา แต่ใครกันล่ะที่จะนอนท่าเดียวยันเช้า
เมื่อยตายพอดี
“อืม งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ จะคิดว่านี่คือบ้านของฉันเองละกัน” พูดจบฉันก็เดินเข้าไปในห้องนอน ยังดีหน่อยที่สภาพห้องนอนของเขามันยังปกติแบบคนทั่วไป สะอาดกว่าข้างนอกเย๊อะ สะอาดเหมือนเขาไม่เคยเข้ามานอนในนี้เลย
.:END SODA PART:.
.:ICE PART:.
-ตกดึก-
ผมเลิกคลุมโปงเมื่อภายในบ้านกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง เมื่อหลายชั่วโมงก่อนผมได้ยินเสียงฝีเท้าของโซดาเดินไปมาภายในบ้านก่อนทุกอย่างจะเงียบไป พอลุกขึ้นนั่งและมองสังเกตไปรอบๆ ก็เห็นว่าทุกอย่างดูสะอาดมากขึ้น จากที่เคยเป็นป่าอเมซอนตอนนี้มันก็ได้กลับมาเป็นบ้านอีกครั้ง
ผมคงจะเรียกมันว่าบ้านได้แบบเต็มปากเต็มคำแล้วล่ะ เพราะก่อนหน้านี้รู้สึกลังเลเหลือเกิน กลัวพูดแล้วเขาไม่เชื่อว่านี่คือบ้าน
ผมเดินไปเปิดประตูห้องนอน แล้วย่างก้าวเข้าไปด้านในด้วยเสียงที่เงียบกริบ ภายในห้องมืดสนิท มือหนาจึงเปิดแง้มประตูเอาไว้เพียงเล็กน้อย เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ชัดว่าร่างบางนอนอยู่ตรงไหน
ผมเดินไปหยุดยืนที่ข้างเตียง แล้วยืนมองร่างเล็กที่หลับตาพริ้มหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ไม่รู้ว่าตอนนี้คิดอะไรอยู่ รู้ตัวอีกทีผมก็โน้มหน้าเคลื่อนลงไปหาเธอแล้ว
ใบหน้านวลเนียนตรงหน้า ทำให้ผมอดใจไม่ไหวที่จะจูบลงที่ข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา หัวใจของผมมันเต้นแรงอย่างตื่นเต้นและสั่นไหวเพราะความรู้สึกของตัวเอง จมูกของผมสูดดมความหอมเข้าเต็มปอดอย่างชื่นใจ
กลิ่นสบู่ กลิ่นแชมพูที่ผมใช้มันคือกลิ่นกายของเธอในตอนนี้ ผมไม่เคยรู้สึกพิเศษกับกลิ่นพวกนี้มาก่อนแม้ว่าจะใช้มันเป็นประจำ แต่ทำไมพอกลิ่นพวกนี้มาอยู่บนตัวเธอผมถึงหลงใหล
ยิ่งพอสังเกตดีๆ แล้วเห็นว่าเธอใส่เสื้อผมนอน ผมก็ยิ่งไม่อยากจะซักมันเลย รอเธอถอดโยนใส่ตะกร้าก่อน เดี๋ยวผมค่อยเก็บมันขึ้นมาแล้วเอาไปซ่อน จะเอาไปทำอะไรน่ะเหรอ? ไม่บอกหรอกปล่อยให้งง
“อื๊ออออ” ผมผงะถอยหลังออกห่างจากเธอทันที เมื่อเห็นว่าร่างบางที่นอนอยู่เริ่มขยับตัว วงแขนเล็กกอดหมอนข้างของผมเอาไว้แน่น บางทีก็อยากจะกระซิบบอก
ว่าเปลี่ยนจากหมอนข้างมากอดเราแทนได้ไหม
แต่มันก็คงเป็นได้แค่จินตนาการในหัวของผมเท่านั้น เป็นแค่เพื่อนคงไม่มีสิทธิ์อะไรมากมาย ทำได้แค่ตอนเธอเผลอและไม่รู้ตัวเท่านั้นแหละ
คนแพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง
ผมยืนมองร่างบางด้วยแววตาและรอยยิ้มที่อ่อนโยน ก่อนจะละสายตาและเดินออกจากห้องมา โดยที่ไม่ลืมปิดประตูไว้ให้เธอตามเดิม
ถ้าถามว่าทำไมผมถึงไม่เข้าไปนอนกับเธอตั้งแต่ที่เธอชวน เหตุผลก็เพราะผมกลัวใจตัวเองไง ขืนไปนอนอยู่ข้างๆ โซดามีหวังได้ซี๊ดซ่าถึงใจกันทั้งคืนแน่ เธอคงจะไม่คิดทำอะไรแบบนั้นหรอก มีแต่ผมนี่แหละที่คิด และจ้องจะทำจริงด้วย
นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนป่านนี้ฉุดไปปล้ำแล้ว
ผมเดินกลับมาล้มตัวลงนอนในที่ของตัวเองอีกครั้ง จะนอนทั้งๆ ที่บ้านยังสว่างแบบนี้แหละ จะได้ฝันเห็นใบหน้าของโซดาชัดๆ หน่อย
เป็นได้แค่คนที่แอบรักเพื่อน มันก็ได้แต่นั่งและนอนมโนไปวันๆ
ชีวิตของผมนี่มีสีสันดีจริงๆ
.:END ICE PART:.