ช่วงพักกลางวันในย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า บนท้องถนนมีรถราที่แน่นขนัด ส่วนริมทางเดินก็ขวักไขว่ไปด้วยพนักงานของบริษัทต่าง ๆ ที่ออกมาหาอาหารมื้อกลางวันรับประทาน
ใยไหม หญิงสาวร่างเล็กใบหน้าหมดจดเดินมากับเพื่อนร่วมงานอีกสองคน พวกเธอกำลังเดินกลับออฟฟิศหลังจากรับประทานมื้อกลางวันกันเสร็จแล้ว พลันสายตาเธอดันไปเห็นรถเข็นขายผลไม้เข้า
“พวกเธอขึ้นไปก่อนได้เลย เดี๋ยวเราไปซื้อผลไม้ก่อน” เธอบอกกับเพื่อนก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไป
เธอเดินตรงไปเลือกผลไม้สองสามอย่างและให้แม่ค้าคิดเงิน
“ทั้งหมดเท่าไหร่คะป้า”
“สี่สิบบาทจ้ะ”
เธอเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วแล้วจะควักเงินจ่าย ในนั้นมีแบงก์พันหนึ่งใบ แบงก์ห้าร้อยหนึ่งใบ แบงก์ยี่สิบอีกหนึ่งใบ นอกนั้นเป็นเหรียญซึ่งมีมากพอสมควร นิสัยอย่างหนึ่งของหญิงสาวคือไม่ชอบแตกแบงก์ เนื่องจากเงินหายาก เธอเลยตั้งใจเก็บแบงก์ใหญ่ให้นานที่สุด เธอจึงค่อย ๆ นับเหรียญ พอนับครบแล้วเธอก็ยื่นส่งให้แม่ค้า แต่ตอนที่วางเงินให้แม่ค้าเธอดันทำเหรียญบาทหล่นไปเหรียญหนึ่ง แน่นอนคนรู้จักค่าของเงินอย่างเธอต้องตามไปเก็บอย่างแน่นอน
เธอกวาดสายตามองไปที่พื้น มันตกแล้วกลิ้งไปไปไกลพอสมควร
“แป๊บนะป้า เหรียญบาทหล่นไปเหรียญนึง ขอหนูไปเก็บก่อน”
“ไม่เป็นไรหนูแค่บาทเดียวเอง”
“ไม่ได้ค่ะป้า เงินหายาก บาทเดียวก็มีค่า”
เธอบอกแม่ค้าเสร็จก็เดินไปที่ริมถนนเพื่อจะเก็บเหรียญที่ตกอยู่ ตอนที่เธอกำลังก้มเก็บ ทันใดนั้นรถจักรยานยนต์คันหนึ่งก็พุ่งเข้ามา
โครม!!!
ภาพทุกอย่างดับวูบโดยพลัน…
นี่คืออาหารทั้งหมด ที่กูเหนียงน้อยนางหนึ่งจะกินได้จริง ๆ หรือ
บุรุษผู้มีท่าทางโอ่อ่าสมเป็นคุณชายตระกูลสูง หมายมั่นปั้นมือจะเอาอกเอาใจกูเหนียงน้อยผู้เลื่องลือด้านความงดงามไปทั่วไท่หยวน เมืองหลวงแห่งแคว้นจงหยวน เขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อเห็นอาหารทั้งหมดที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ในโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่ง ขึ้นชื่อเรื่องความใหญ่โตหรูหราและราคายังสูงเป็นอันดับหนึ่งของเมืองด้วยเช่นกัน อาหารของที่นี่ว่ากันว่ารสชาติความอร่อยไม่แพ้อาหารในพระราชวังเลยทีเดียว หรืออาจจะล้ำเลิศกว่าก็เป็นได้ เนื่องจากมีเหล่าเชื้อพระวงศ์เสด็จแวะเวียนมาเป็นประจำ
เถ้าแก่เจ้าของร้านละทิ้งงานทุกอย่างและลูกค้าทุกคน ตรงรี่เข้ามาคอยบริการสองหนุ่มสาวที่แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้สูงศักดิ์ ด้วยรู้ว่าวันนี้ตนเองจะได้รับทรัพย์อื้อซ่าแน่นอน
“แน่ใจหรือว่าเจ้าจะกินหมด” ซ่งเฉียนจินบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของคหบดีซ่งเอ่ยถามเสียงเบา พยายามจะไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
แต่ทั้งอาหารเรียกน้ำย่อย เป็ดตัวอ้วนพี ไก่อบ เนื้อสัตว์ที่เลือกแต่ส่วนอร่อยนุ่มลิ้น ปลานึ่ง ขาหมู เนื้อตุ๋นยาจีน รวมทั้งอาหารง่าย ๆ อย่างผัดผัก น้ำแกง หมั่นโถวและซาลาเปา ล้วนดูมากเกินไป สำหรับสตรีที่ตัวเล็กกว่าบุรุษทั่วไปเกือบครึ่ง
“หากข้ากินไม่หมด ก็แบ่งให้บ่าวรับใช้ทั้งจวนก็ได้นี่เจ้าคะ” นางใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่เข้าปาก ด้วยท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด
ชายหนุ่มนึกในใจอยากจะบอกว่าแล้วทำไมไม่สั่งแค่พอกินแต่แรกเล่า แต่หากพูดแบบนั้นออกไป นอกจากจะไร้มารยาทแล้ว ยังจะทำให้ตัวเองดูเป็นคนจิตใจคับแคบอีกต่างหาก
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็กินให้อิ่มเถอะนะ” เขายิ้มปลอบใจตัวเองพลางบอกนาง
“คุณชายก็กินด้วยกันสิเจ้าคะ” นางแย้มยิ้มด้วยอารมณ์ร่าเริงสดใส แล้วคีบอาหารใส่ปากอีกคำ
มู่หรงเยว่ชิงเป็นบุตรีเพียงคนเดียวในบรรดาบุตรธิดาของท่านแม่ทัพใหญ่มู่หรงเซียนหลิว ผู้ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์ฮ่องเต้ นางเป็นที่โปรดปรานถึงขนาดได้รับพระราชทานยศเป็นถึงท่านหญิงจนใครต่อใครต่างอิจฉา แม้จะยังเป็นเพียงกูเหนียงน้อย แต่กลับฉายแววโฉมสะคราญ กอปรกับเป็นถึงบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ จึงเป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษทั่วทั้งแคว้น แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะเรียกได้ว่าคู่ควร แม้กระนั้นด้วยความงามและยศถาบรรดาศักดิ์อันถึงพร้อม ก็ทำให้มีคนอีกมากมายที่ยังไม่ละความพยายามที่จะเกี้ยวพาและหมายมั่นจะคว้าหัวใจนางมาไว้ในครอบครองให้จงได้
เพียงแต่ท่านหญิงผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความรัก…จนอาจจะถึงขั้นหลงใหลในเงินทองของมีค่าเสียเหลือเกิน กระทั่งมีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า
มู่หรงเยว่ชิงใช้สิ่งเหล่านี้ในการหายใจแทนอากาศ นางนอนกอดก้อนตำลึงทองบนเตียงและเดินบนพื้นที่ปูด้วยเหรียญเงิน
ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อนางเกิดอยู่บนกองเงินกองทอง และความรักเงินนี้ก็ทำให้คุณชายหลายคนถอยหนีเพราะเอาใจและมอบของกำนัลให้นางไม่ไหว
และในวันนี้คุณชายซ่งเฉียนจินซึ่งหาทางเข้าหานางผ่านทางบิดามาหลายครั้งหลายครา ก็สบโอกาสชวนนางมาเดินเล่นที่ตลาดตามประสา อีกทั้งยังอาสาจะเลี้ยงอาหารนางให้อิ่มหนำ เพียงแต่เขาไม่ได้เตรียมอกเตรียมใจว่ามันจะเป็นมื้อใหญ่ ที่ผลาญเงินทองปานนี้ ยิ่งไปกว่านั้น อาหารกว่าครึ่งนางก็ไม่ได้แตะเสียด้วยซ้ำ
ทว่าคุณชายผู้ยังไม่ละความพยายามยังคงจ่ายเงินให้กับเถ้าแก่ที่ยิ้มหน้าบาน ก่อนจะพากันเดินออกมาด้านนอก
ใบหน้างดงามยิ้มกว้างเบิกบาน แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวอารมณ์ดีกว่าปกติ เพราะแน่ใจว่าวันนี้ นางจะได้ซื้อของสวย ๆ งาม ๆ มากมายแน่นอน
“คุณหนูเจ้าคะ เดินช้า ๆ หน่อยเจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทร้องเรียก หันมองคุณชายซ่งที่แทบจะตามร่างเล็กที่ซอกแซกผ่านผู้คนไปมาไม่ทัน เขามัวแต่เบียดตัวหลบพ่อค้าแม่ขาย จนกระทั่งหันมาอีกที มู่หรงเยว่ชิงก็หายไปจากครรลองสายตาเสียแล้ว
“คุณหนูเจ้าคะ”
“รีบตามมาสิเพ่ยเพ่ย เดี๋ยวตลาดก็วายหมดพอดี”
มู่หรงเยว่ชิงลืมชายหนุ่มที่ท่านพ่อเอ่ยปากให้นางออกมาเดินเล่นด้วยไปเสียสนิท ด้วยความที่มีทั้งพี่ชายและน้องชายที่หวงนางยิ่งกว่าไข่ในหิน คอยดูแลและตามติดแจ นางจึงไม่ค่อยได้มีโอกาสออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกบ่อยนัก หรือถ้าจะมา พี่ชายน้องชายก็ต้องมาด้วย และพวกเขาชอบกันคนอื่นไม่ให้เข้าใกล้นาง แม้แต่พ่อค้าขายของ หรือคนที่เดินผ่านไปมาบนถนน นี่จึงเป็นโอกาสอันดีงามที่นางจะได้ทำอะไรตามใจตนเอง
“สนใจร้านนี้หรือ” ซ่งเฉียนจินที่เพิ่งจะแหวกผ่านผู้คนพลุกพล่านตามมาได้ทันเงยหน้ามองร้านใหญ่โตก่อนจะเอ่ยปากถาม
“เจ้าค่ะ เราเข้าไปดูได้ไหมเจ้าคะ” นางถามด้วยเสียงออดอ้อน ดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นชุดที่จัดแสดงอยู่หน้าร้าน กับม้วนผ้าหลากสีด้านในที่ดึงดูดนางราวกับมีแม่เหล็กดูดเข้าหา
คุณชายผู้ตั้งใจจะสร้างความประทับใจพยักหน้ารับอย่างยินดี ก่อนจะหันไปพูดกับช่างฝึกหัดที่รับหน้าที่ดูแลลูกค้าไปในตัวด้วยความใจกว้าง
“ไม่ว่านางจะอยากได้สิ่งใดให้จัดหาให้นาง แล้วมาคิดเงินที่ข้า”
มู่หรงเย่วชิงหันมายิ้ม ซึ่งรอยยิ้มของนางสามารถทำให้ใครก็ตามถึงกับลมหายใจสะดุด เพราะความงามตามธรรมชาติไร้เดียงสาที่
เปล่งประกายออกมาผ่านความอ่อนหวานของรอยยิ้มนั้นสะกดจิตสะกดใจคนนักแล
“เพ่ยเพ่ยมาช่วยข้าเลือกหน่อยสิ”
“คุณหนูของบ่าว ใส่ชุดไหนก็งามเจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทพูดอย่างเอาใจ
“หรือเจ้าจะตัดชุดใหม่เลยก็ได้นะเยว่ชิง” ชายหนุ่มถือโอกาสเรียกนางอย่างสนิทสนม และนางก็ไม่ได้ว่าอะไร อาจเพราะต้องการทำให้เขาพอใจ เขาจะได้ยินยอมซื้อของให้โดยไม่อิดออด
“ท่านว่าสองสีนี้ สีไหนเหมาะกับข้ามากกว่าเจ้าคะ” นางทาบชุดสีฟ้าอ่อนปักลายนกตัวเล็กสีขาว กับสีเขียวเหมือนสีของใบไม้ในฤดูร้อนปักแซมด้วยดอกไม้เป็นช่อ
“ข้าว่าสีฟ้า”
“แต่ข้าก็ชอบสีเขียวด้วยนี่นา” นางบ่นพึมพำ ก้มหน้ามองชุดที่อยู่ในมือ ก่อนจะหันไปหาเพ่ยเพ่ย “เจ้าล่ะ คิดว่าอย่างไร”
“บ่าวเลือกไม่ได้หรอกเจ้าค่ะคุณหนู ในสายตาของบ่าว มันก็สวยด้วยกันทั้งคู่ ไม่แปลกใจที่คุณหนูจะตัดสินใจไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น เราซื้อไปทั้งสองชุดเลยไม่ได้หรือเจ้าคะ”
มู่หรงเยว่ชิงทำท่าทอดถอนใจคิดหนักหันไปหาชายหนุ่มข้างกายด้วยสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ “เรื่องนั้น...คงต้องถามคุณชายซ่ง”
“เช่นนั้นก็ซื้อทั้งสองชุดตามที่สาวใช้ของเจ้าบอกนั่นล่ะ” ในเมื่อพูดมาขนาดนี้ เขาจะไม่ตามน้ำไปก็กะไรอยู่
ซ่งเฉียนจินไม่มีทางตามทันเล่ห์เหลี่ยมที่มู่หรงเยว่ชิงใช้โดยกระทำผ่านสาวใช้ที่รู้ใจนางเป็นอย่างดี การทำเป็นเลือกระหว่างสิ่งของที่มากกว่าหนึ่งอย่างไม่ได้ และหันไปถามเพ่ยเพ่ย ก็คือการปูทางให้หญิงสาวแสร้งทำเป็นหาคำตอบไม่ได้ และแนะแนวทางให้เลือกทุกอย่างที่มี ด้วยวิธีการนี้
เฉินหลี่อวี้หรือที่รู้จักในนามหลี่อวี้อ๋องนั่งอยู่กับผู้ติดตามคนสนิทในโรงเตี๊ยมของคนพเนจร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะกับเขาเลยแม้แต่น้อย เขามีศักดิ์เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เปี่ยมทั้งอำนาจบริวารและเป็นที่กลัวเกรงของทุกคนในราชสำนัก ด้วยเพราะแม้แต่ตัวฮ่องเต้เองก็ยังรับฟังคำแนะนำหรือคำคัดค้านในกิจการบ้านเมืองของหลี่อวี้อ๋อง
แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตหรือจดจำได้ เขาจึงต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าธรรมดาสีซีดจางเนื้อหยาบ ราวกับคนใช้แรงงานหนัก เสียแต่ว่าพวกเสื้อผ้าซอมซ่อเหล่านี้ยังมิสามารถปิดปังความมีสง่าราศี ผิวพรรณผุดผ่องและท่วงท่าแบบคนชั้นสูงของชายหนุ่มได้
ช่วงนี้หลี่อวี้อ๋องมักจะออกมาสืบราชการลับข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง แต่วันนี้นอกจากงานอันหนักหนาที่ทำอยู่ เขายังต้องการที่จะตามหา
กูเหนียงน้อยนางหนึ่งที่สะดุดตาเขาในตลาดเมื่อวานนี้ การจะรู้ชื่อแซ่ของนางคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก เพราะคงมีสตรีเพียงไม่กี่คนที่จะงดงาม
ตราตรึงได้เช่นนาง และจะมีที่ไหนเหมาะไปกว่าโรงเตี๊ยมที่ผู้คนมากมายพร้อมจะตอบคำถาม หรือเล่าทุกความลับ เพียงเพื่อแลกกับเหล้าหนึ่งไหหรือไก่หนึ่งตัว
อาจจะเป็นการง่ายกว่า หากเขาจะเพียงแค่เดินดุ่มเข้าไปถามหรือรีดเอาความจริงจากใครสักคน แต่คนที่เป็นถึงท่านอ๋อง จะทำกิริยาเช่นนั้นได้อย่างไร และเขาก็ต้องการที่จะรู้เรื่องของนางอย่างละเอียด จึงลงทุนมาสืบหาข้อมูลด้วยตัวเอง
“พี่ชาย มานั่งหย่อนใจที่นี่บ่อยหรือ” ฉีฟ่างเอ่ยถามชายหนุ่มท่าทางดุดัน มือหยาบกร้านและข้อนิ้วปูดโปน ที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ก่อนจะทำท่ายกกาที่มีสุราบรรจุอยู่ เมื่อชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ฉีฟ่างก็รินสุราใส่จอกให้
“บ่อย เจ้าต้องการอะไร” บุรุษร่างยักษ์ตอบเสียงห้วน
“ข้าต้องการจะถามพี่ชายเรื่องหนึ่ง คือข้ากับเพื่อนนำสารมาส่งให้กับบสตรีนางหนึ่ง แต่เราไม่รู้แน่ชัดว่านางคือใครกันแน่”
บุรุษร่างยักษ์ยกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมด เมื่อฉีฟ่างรินเติมให้
อีกครั้ง เขาถึงได้เอ่ยปากพูด “ฮึ แล้วเจ้าไม่รู้ชื่อแซ่ของนางหรอกรึ” สายตาเคลือบแคลงของอีกฝ่ายทำให้หลี่อวี้อ๋องต้องออกโรงพูดด้วยตัวเอง
“คุณชายของเราบอกแต่เพียงว่านางคือคุณหนูที่อยู่ในตระกูลสูงของเมืองนี้ นางมีใบหน้าสะสวย ท่าทางสดใสร่าเริง และแม้ว่าจะยังไม่พ้นวัยปักปิ่นก็ดูเหมือนว่าจะมีชายหนุ่มให้ความสนใจมากมายถึงขนาดยอมเสียเงินมหาศาลเพื่อเอาใจนาง”
เถ้าแก่ที่ยืนฟังอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเข้าก็หัวเราะร่วน “ถ้าเช่นนั้นก็เห็นจะมีอยู่เพียงคนเดียว”
“ใครหรือ”
ก่อนที่เถ้าแก่เจ้าของร้านจะมีโอกาสได้ตอบ ชายร่างยักษ์ก็สวนขึ้นมาทันที “เจ้าบอกว่าคุณชายของเจ้าฝากจดหมายมา แต่ไม่รู้จักชื่อของนางนี่น่ะรึ”
“คุณชายเพียงบอกว่าความงามจะเป็นตัวบอกชื่อของนางเองน่ะสิ พวกข้าเลยต้องมานั่งกุมขมับกันอยู่นี่ไง” หลี่อวี้อ๋องเคาะนิ้วกับโต๊ะ “ถ้านางจะงามจริงอย่างที่คนเขาพูดกัน”
เถ้าแก่ที่อดรนทนไม่ได้โพล่งขึ้น “แล้วเจ้าจะได้เห็นเอง ฮ่า ๆ ๆ”
“ข้าก็อยากจะเห็นเช่นกัน หากจะได้รู้ว่านางชื่ออะไร”
“จะเป็นใครไปได้เล่านอกจากท่านหญิงมู่หรงเยว่ชิง บุตรีหนึ่งเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่มู่หรงเซียนหลิวยังไงล่ะ”
หลี่อวี้อ๋องรู้สึกสะดุดใจกับชื่อที่ได้ยิน แน่นอนว่าเขาต้องรู้จักท่านแม่ทัพใหญ่มู่หรง แต่มีเพียงคุณชายทั้งสามของตระกูลเท่านั้น ที่เขาพอจะเคยเห็นหน้าค่าตามาบ้าง และหากจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่ได้พบบุตรีของ
แม่ทัพมู่หรงก็น่าจะสักสิบปีมาแล้วกระมัง ในตอนนางยังเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยเท่านั้น ใครจะไปคาดคิดละว่า นางจะเติบโตมาราวกับดอกไม้ที่ได้รับการทะนุถนอมเป็นอย่างดีถึงเพียงนี้ แต่นั่นก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะในขณะที่ขุนนางตระกูลต่าง ๆ พากันอวดโฉมบุตรหลานบ้านตัวเอง แต่จวนแม่ทัพกลับระแวดระวังไม่ค่อยพานางออกงานเพราะถนอมนางราวกับไข่ในหิน
รู้อย่างนี้เขาควรผูกมิตรกับท่านพ่อตาแต่เนิ่น ๆ เห็นจะดี
“ขอบคุณท่านมาก เถ้าแก่ เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะสั่งเหล้าเลี้ยงคนทั้งร้านเอง”
หลี่อวี้อ๋องพยักหน้าให้ฉีฟ่างวางเงินเป็นถุงลงกับโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เมื่อมองจากมุมนี้ ก็ดูออกเลยว่าชายผู้นี้ไม่น่าใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน แต่ทุกคน ณ ที่นี้ต่างรู้ความเป็นอย่างดี สิ่งใดที่ไม่ควรพูดก็ควรกลืนลงท้องเสีย
“โอ ขอบคุณเจ้ามาก ขอบคุณจริง ๆ ขอให้คุณชายของพวกเจ้าสมหวังนะ”
“คงยากอยู่” ชายร่างยักษ์พูดทั้งที่ไก่ยังเต็มปาก “เพราะท่านหญิงมาพร้อมกับข่าวลือหนาหูว่าโปรดปรานเงินทองของมีค่านัก หากนางจะแต่งงาน ข้าคิดว่าคงจะแต่งกับกองเงินกองทองของตัวเองมากกว่า”
ท่านอ๋องเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสนใจ พลันนึกไปถึงตอนที่เห็นมู่หรงเยว่ชิงใช้ลูกไม้ให้ชายหนุ่มผู้นั้นเสียเงินซื้อของให้นางจนแทบจะหมดตัว
“อย่างไรหรือ” ฉีฟ่างถามแทน
“ก็อย่างที่ข้าพูดไปนั่นแหละ ว่ากันว่ามีชายหนุ่มมากมายที่
หมายปองนาง แต่ก็ต้องถอยทัพกลับไป เพราะรู้แน่ว่าไม่สามารถหาแก้วแหวนเงินทองมาให้นางตามที่นางปรารถนาได้”
“งั้นหรือ” หลี่อวี้อ๋องกลั้นเสียงหัวเราะในลำคอ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย คุณชายของข้าเป็นคนมีอันจะกิน เรื่องเท่านี้ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขาหรอก”
ทั้งเถ้าแก่และชายร่างยักษ์มองเขาก่อนจะส่ายหัว “ความงามของนางมีราคาแพงจริง ๆ”
“ข้าจะเอาจดหมายไปให้นางตามที่ได้รับมอบหมาย ขอตัวก่อนนะท่านทั้งสอง”
ทั้งนายทั้งบ่าวออกจากโรงเตี๊ยมมาที่รถม้าซึ่งจอดอยู่ในตรอก ห่างออกมาหลายซอย
“ข้าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
“ขอรับ”
ฉีฟ่างกระโดดขึ้นนั่งประจำที่คนขับ เมื่อท่านอ๋องเข้าไปนั่งข้างในเรียบร้อย เขาก็รีบขับตรงไปยังบ้านพักหลังเล็กที่สร้างไว้เพื่อเป็นที่หลีกหนีความวุ่นวาย และอยู่รอจนกระทั่งท่านอ๋องเดินออกมาด้วยชุดที่เหมาะสม
หลี่อวี้อ๋องเป็นชายหนุ่มทรงเสน่ห์ หน้าตาเข้มขรึมจริงจัง และออกจะถือตัวเล็กน้อย ความเด็ดขาดส่งผ่านทางสายตาคมกริบ มีท่าทางน่า
เกรงขามอย่างคนมีอำนาจ แม้แต่การเดินเหินหรือขยับตัว เขาขึ้นชื่อว่าไร้ปราณี และเมื่ออยากได้อะไร ก็ต้องเอาสิ่งนั้นมาครอบครองให้ได้เสียด้วย
“ไปได้”