ฟ้ายังไม่ทันจะสาง อากาศในตอนเช้าตรู่ของปลายฤดูใบไม้ร่วงค่อนข้างที่จะเย็นมาก รอบด้านยังคงมืดมิดไปหมด
ตะเกียงน้ำมันอันหนึ่งในห้องใต้ดินของตระกูลหลัวถูกจุดขึ้นจนสว่างไสว หลัวเจิงหนุ่มน้อยวัยเยาว์นั่งบดบังแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเอาไว้เกือบจะทั้งหมด เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะ แล้วก็หยิบหนังสือที่เย็บด้วยด้ายที่ทั้งเก่าและชำรุดออกมาอย่างเบามือ
หลัวเจิงปีนี้เพิ่งจะอายุสิบเจ็ดปีเต็ม เขามีรูปร่างที่ซูบผอม หน้าตาก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไร แต่เขาเป็นคนที่มีนิสัยใจคอที่อ่อนโยน โดยเฉพาะดวงตาของเขาที่ดูแพรวพราวมากเป็นพิเศษ แม้อยู่ภายใต้ตะเกียงน้ำมันที่มีแสงไฟสลัวเหมือนแสงจากหิ่งห้อย ดวงตาของเขาก็ยังคงเป็นประกายระยิบระยับ
“ข้าใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนกว่าจะอ่าน ‘กฎแห่งธรรมชาติเทียนหลุน’ เรื่องนี้จบ ซึ่งอันที่จริงแล้วหลักการที่บอกไว้นั้นล้วนแต่ดีหมดทุกอย่าง แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ว่า ‘เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร’ ข้าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง!” หลัวเจิงกระซิบขึ้นมาเบา ๆ จากนั้นก็มองไปที่เปลวตะเกียงขนาดใหญ่เท่าเม็ดถั่วนั้น พลางพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง “ถ้าไม่ใช่เพราะจิตใจที่มีเมตตาของพ่อข้าที่ไปหลงเชื่อในประโยคนี้ ข้าที่เป็นลูกคนโตของบ้านนั้น ก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้หรอก แล้วพ่อข้าก็คงจะไม่ต้องตาย......”
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน จู่ ๆ เสียงไขกลอนประตูห้องใต้ดินก็ดังขึ้นมา หลัวเจิงจึงรีบกำจัดความเศร้าหมองในแววตาของเขาให้หมดไปในทันที และแทนที่ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ในขณะเดียวกันเขาก็รีบเป่าตะเกียงให้ดับอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เอาผ้าห่มเก่า ๆ มาคลุมตัวไว้
เมื่อประตูห้องใต้ดินถูกไขและเปิดออก เสียงฝีเท้าหลายก้าวจากไกล ๆ ก็ค่อย ๆ ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ คนที่เป็นผู้นำเดินเข้ามา แล้วเหยียบลงบนเตียงของหลัวเจิงพร้อมกับตะโกนขึ้นมาเสียงแหลมว่า “ยังนอนอยู่อีกหรือ? ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ แกคิดว่าตัวเองนั้นยังเป็นนายน้อยของตระกูลหลัวอยู่อีกหรืออย่างไรกัน?”
คนผู้นี้ก็คือผู้ดูแลตระกูลหลัวคนหนึ่ง เขามีปากที่แหลมและแก้มตอบเหมือนลิง แถมยังมีเนื้องอกที่หน้าผากอีกด้วย เพียงมองแค่แวบเดียวก็ทำให้คนรู้สึกขยะแขยงขึ้นมา
หลัวเจิงยกผ้านวมขึ้น ขยี้ตาอย่างตั้งใจ แล้วก็ลุกขึ้นมาจากเตียง เขาสวมรองเท้า ถุงเท้าโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ ของเหล่านี้แม้ว่ามันจะเก่าและพังแล้ว แต่หลัวเจิงก็ยังสวมมันอย่างพิถีพิถันและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก
ผู้ดูแลกลอกตามองบนพลางสบถออกมาว่า ‘น่ารำคาญ’จากนั้นก็กวักมือ ให้คนรับใช้ที่อยู่ข้างหลังมาล้อมรอบหลัวเจิงเอาไว้ แล้วก็สวมชุดเกราะหนังอย่างหนา และใส่กุญแจมือกับโซ่ตรวนให้หลัวเจิง
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลัวเจิงก็เดินออกจากห้องใต้ดินภายใต้การนำของคนรับใช้ แล้วก็เดินไปที่ห้องโถงแสดงศิลปะการต่อสู้ของตระกูลหลัว
ตระกูลหลัวเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองฉงหมิงจวิ้น ซึ่งตระกูลนี้เป็นเจ้าของที่ดินที่อุดมสมบูรณ์หลายหมื่นไร่ แถมยังมีเหมืองหลายร้อยแห่ง แล้วก็เป็นที่รู้จักในเมืองฉงหมิงจวิ้นเป็นอย่างมาก
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในภาคตะวันออกทั้งหมดมีหลายพันมณฑลมาก ซึ่งในหมู่คนมากมายก็มีตระกูลที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงมากจนนับไม่ถ้วน แต่ตระกูลหลัวกลับยังไม่ติดอันดับในภูมิภาคตะวันออกเลยด้วยซ้ำ
หลัวเจิงที่ถูกคนรับใช้ควบคุมตัวอยู่ปีนออกมาจากห้องใต้ดินที่มืดมิด เดินผ่านศาลา สะพาน ทางเดิน และเรือจำนวนนับไม่ถ้วน ก่อนจะมาถึงประตูทางเข้าห้องโถงแสดงศิลปะการต่อสู้
ห้องโถงแสดงศิลปะการต่อสู้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกฝนสำหรับลูกหลานของตระกูลหลัว ที่ประตูทางเข้ามีมังกร นกฟีนิกซ์และสิงโตที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ส่วนพื้นปูด้วยหินบะซอลต์ป่าสีดำขนาดหนึ่งตารางเมตร เมื่อมายืนอยู่ที่ทางเข้าห้องโถงจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการ
ตรงกลางของห้องโถงแสดงศิลปะการต่อสู้แห่งนี้ ลูกหลานของตระกูลหลัวหลายสิบคนที่สวมเสื้อคลุมสีเทากำลังฝึกมวยอย่างหนักอยู่ โดยอยู่ภายใต้การนำของครูฝึกตระกูลหลัว
มีเสียงชกต่อยและเสียงตะโกนดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ลูกหลานของตระกูลหลัวเหล่านี้ล้วนอยู่ในช่วงวัยรุ่นอายุประมาณสิบกว่าปีกันทั้งนั้น เพื่อต้องการจะช่วงชิงเอาตำแหน่งที่มั่นคงในตระกูลหลัวมาให้ได้ ในทุก ๆ วันพวกเขาจึงต้องขยันเล่าเรียนอย่างหนัก แล้วก็ต้องฝึกฝนร่างกายอย่างสมบุกสมบัน
ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงลมหนาวพัดโชย หนาวจนเย็นเข้ากระดูกไปหมด แต่พวกเขากลับมีเหงื่อออกทั่วทั้งตัว ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บนหัวของพวกเขายังเต็มไปด้วยไอและหมอกสีขาวที่ลอยวนเวียนไปมา.....
ส่วนด้านข้างของห้องโถงแสดงศิลปะการต่อสู้ มีชายที่ใส่ชุดเกราะหนังประมาณสิบกว่าคนที่ถูกใส่กุญแจมือและโซ่ตรวนเอาไว้เหมือนกับหลัวเจิง ผู้ชายแต่ละคนดูโทรมมาก จมูกมีรอยฟกช้ำ ใบหน้าบวมเป่ง มีบาดแผลทั่วร่างกายไปหมด
หลัวเจิงถูกคุมตัวเข้าไปในห้องโถงแสดงศิลปะการต่อสู้แล้วเขาก็ยืนรวมอยู่กับบรรดาชายเหล่านั้น
ผู้ชายที่ดูสะบักสะบอมเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นนักโทษประหารที่ตระกูลหลัวซื้อมาจากเรือนจำท้องถิ่น โดยซื้อพวกเขามาเป็นทาสในบ้านของตระกูลหลัว ส่วนบทบาทของทาสในบ้านของบรรดาชายเหล่านี้ก็คือ เป็นเป้านิ่งให้ลูกหลานตระกูลหลัวได้ทุบตี ฝึกซ้อม และทดสอบความแข็งแกร่งของตนเองได้ตามต้องการ ซึ่งเป้านิ่งเหล่านี้ที่ถูกทำร้ายจนตายหรือที่โดนทำร้ายจนพิการนั้นในแต่ละปีก็มีไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
หลัวเจิงไม่ใช่นักโทษประหารที่ถูกซื้อตัวกลับมา เขาเคยเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลหลัว เป็นนายน้อยที่มีชื่อเสียง มีตำแหน่งสูงส่งในตระกูลหลัว คนในตระกูลที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา เมื่อเจอเขายังต้องทักทายเขาด้วยความเคารพ หรือแม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูล ก็ยังสุภาพกับเขา
แต่เมื่อสองปีที่แล้ว มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในมณฑลฉงหยาง พ่อของหลัวเจิงซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลหลัวถูกลูกพี่ลูกน้อยของเขาวางยาพิษ จึงทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน
ทันใดนั้นบุตรชายคนโตของตระกูลหลัวจึงถูกบุตรชายอนุสามลอบใส่ร้าย ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เกิดความขัดแย้งกันภายใน ทำให้บุตรชายคนโตต้องถึงคราวล้มสลาย
ส่วนหลัวเจิงในฐานะอดีตนายน้อย เขาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏด้วยเช่นกัน แล้วก็ถูกลดตำแหน่งให้มาเป็นทาสของตระกูลหลัว และกลายมาเป็นเป้านิ่งของตระกูลหลัว เขาถูกลูกหลานของตระกูลลัวทุบตีและฝึกซ้อมทักษะการต่อสู้กับเขา ทำให้เขาไม่สามารถพลิกผันตัวกลับมาได้อีกตลอดไป
เขาใช้ชีวิตโดยถูกคนอื่นทุบตีตามอำเภอใจอยู่แบบนี้มาสองปีแล้ว ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลัวเจิงไม่รู้เลยว่าเขาโดนต่อยและโดนดูถูกมากี่ครั้งแล้ว
“วันนี้การฝึกมวยสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ลูกหลานของตระกูลหลัวทุกท่าน เลือกเป้านิ่งของตัวเองได้เลย! การได้ต่อสู้กับร่างกายของมนุษย์จริง ๆ จะทำให้พวกท่านเข้าใจทักษะในการต่อสู้จริง ๆ อย่างถ่องแท้ ทำความคุ้นเคยกับจุดอ่อนของร่างกายมนุษย์ และส่วนต่าง ๆ ของกระดูก!”
หลังจากที่ครูฝึกตระกูลหลัวออกคำสั่ง เหล่าลูกหลานของตระกูลหลัวก็มองหาเป้านิ่งของตัวเอง แล้วในไม่ช้า เสียงโอดครวญและเสียงร้องขอความเมตตาในห้องโถงศิลปะการต่อสู้ก็ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เหล่าลูกศิษย์ของตระกูลหลัวต่างก็มองว่าทาสเหล่านี้เป็นคู่ต่อสู้จริง ๆ เมื่อพวกเขาต่อยไปที่ร่างกายของทาสเหล่านี้ พวกเขาจึงไม่มีการออมมือใด ๆ ทั้งสิ้น
มีหลายคนในนี้ที่ตามหาหลัวเจิง แล้วพวกเขาก็ออกแรงต่อสู้อย่างแข็งขันมากยิ่งขึ้น มีความกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น เพราะพวกเขาจะรู้สึกอิ่มเอมใจมากขึ้นเมื่อได้เหยียบย้ำอดีตนายน้อย!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกำปั้นของเหล่าลูกหลานของตระกูลหลัว หลัวเจิงก็ปกป้องส่วนสำคัญของร่างกายของเขา โดยสีหน้าของเขายังคงไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา การตอบสนองของเขาดูสงบนิ่งมาก เพราะสิ่งเหล่านี้...... เขาคุ้นเคยกับมันแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ทันใดนั้นก็มีคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาจากทางเข้าของห้องโถงศิลปะการต่อสู้ ซึ่งผู้เดินนำเข้ามานั้นเป็นชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามวิจิตรตระการตา ใบหน้าดูมีความสุขเบิกบานใจเป็นอย่างมาก
“นายน้อยมาแล้ว!”
“นายน้อย ในที่สุดท่านก็ออกจากการฝึกแล้ว ดูท่าทางท่านสดชื่นแจ่มใสเช่นนี้ แสดงว่าท่านต้องมีความก้าวหน้าในการฝึกฝนอย่างมากเป็นแน่!”
“นายน้อยเป็นผู้มีพรสวรรค์และเฉลียวฉลาด เขาเป็นอัจฉริยะของตระกูลหลัวของพวกเรา เขาจะต้องเข้าสู่อาณาจักรการกลั่นกระดูกได้อยู่แล้ว!”
เหล่าลูกหลานของตระกูลหลัวที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่างก็หยุดชกต่อย แล้วก็ทยอยเข้ามาพูดคุยกับชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามมากขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าของพวกเขาดูประจบสอพลอเป็นอย่างมาก
สายตาของหลัวเจิงมองไปที่ชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามนั่น แล้วความโกรธที่ไม่อาจมองเห็นได้ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ชายหนุ่มที่สวมชุดหรูหรางดงามท่านนั้น ที่เหล่าลูกหลานของตระกูลหลัวต่างก็เรียกเขาว่า ‘นายน้อย’ นี้ มีนามว่าหลัวเผยหลาน เขาเคยเป็นบุตรชายคนโตของอนุรอง ซึ่งมีอายุเท่า ๆ กับหลัวเจิง
หลังจากที่หลัวเจิงถูกลดระดับไปเป็นทาสในบ้านแล้ว หลัวเผยหลานก็เข้ามาแทนที่หลัวเจิงทันที เขาได้กลายเป็นนายน้อยของตระกูลหลัวแทน
เมื่อไม่นานมานี้ได้ยินมาว่า หลัวเผยหลานได้ทำการเก็บตัวฝึก เขาไม่ได้มาปรากฏตัวอยู่พักหนึ่งแล้ว ตอนนี้พอออกจากการฝึกมาแล้ว ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของหลัวเผยหลานจะดีขึ้นมากไปอีก!
หลัวเผยหลานเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสด้านการรับรู้ที่ว่องไวมาก เขาสังเกตได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างไม่เป็นมิตรของหลัวเจิง เขาจึงหันหน้าไปมองหลัวเจิง แล้วรอยยิ้มขี้เล่นก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของหลัวเจิงพลางพูดว่า “หลัวเจิง ตอนที่ข้าทำการเก็บตัวฝึกอยู่นั้น ไม่นึกเลยนะว่าเจ้าจะยังไม่ถูกซ้อมจนตาย”
“สมพรปาก ข้ายังไม่ตายหรอก” หลัวเจิงตอบกลับมาด้วยเสียงที่อู้อี้
“บังอาจ นี่เจ้าพูดอะไรของเจ้า กล้าพูดกับนายน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“เป็นเพียงทาสในบ้าน ทำไมถึงยังไม่หมอบลงไปอีก รีบลงไปกราบนายน้อยเร็วเข้า และคำนับขอขมาท่านบัดเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้”
ลูกหลานหลายคนของตระกูลหลัวต่างก็ตะโกนกันขึ้นมา ท่าทางของพวกเขาทำราวกับว่าหลัวเจิงไปขุดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษพวกเขาอย่างไรอย่างนั้นแหละ
หลัวเจิงมองไปรอบ ๆ อย่างเย็นชา ลูกหลานในตระกูลหลัวเหล่านี้ ในอดีตก็เคยเป็นเหมือนสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งเวลาอยู่ต่อหน้าเขาเช่นกัน พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดังเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้พอเขาตกต่ำ แต่ละคนก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เร็วซะยิ่งกว่าพลิกหนังสือเสียอีก และเปลี่ยนไปเป็นสุนัขรับใช้ของหลัวเผยหลานในทันที
แต่หลัวเผยหลานกลับโบกมือเพื่อห้ามลูกหลานตระกูลหลัวเหล่านั้นที่กำลังตื่นตัวกันอย่างมาก แล้วก็พูดกับหลัวเจิงด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นัก “หลัวเจิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงต้องทำการเก็บตัวฝึกอย่าง?”
หลัวเจิงไม่ได้พูดอะไร แต่กลับมองไปที่หลัวเผยหลานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าน่าจะรู้ใช่หรือไม่ว่า ตระกูลหลัวของเรามียาวิเศษสองเม็ด? ก่อนหน้านี้ ข้าเคยกินมันเข้าไปหนึ่งเม็ดแล้ว” หลัวเผยหลานพูดด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ “ยาวิเศษนี้มันไม่ธรรมดาจริง ๆ นะ พลังยาที่บริสุทธิ์ช่วยชำระร่างกายของข้า ทำให้ข้าเหมือนได้เกิดใหม่เลย ตั้งแต่อาณาจักรการกลั่นเนื้อไปจนถึงอาณาจักรการกลั่นกระดูก ส่วนประสิทธิภาพของยามีเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่ออกฤทธิ์และยังคงอยู่ในร่างกายของข้า การที่ข้าบำรุงร่างกายอย่างต่อเนื่อง มีเพียงเส้นบาง ๆ เท่านั้นที่กั้นการเข้าสู่อาณาจักรการกลั่นอวัยวะเอาไว้ ซึ่งการที่จะได้เข้าถึงอาณาจักรการกลั่นไขกระดูกนั่นเกรงว่าจะเป็นจริงได้ในไม่ช้า!”
ยาวิเศษ!
ยาอายุวัฒนะทั้งสองเม็ดนี้เป็นสมบัติของตระกูลหลัว ซึ่งเป็นยาศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ ว่ากันว่า พวกมันถูกเก็บไว้ในที่ที่ลึกลับที่สุดของตระกูล แล้วก็จะไม่อนุญาตให้คนธรรมดาใช้มันเป็นอันขาด
จากคำสอนของบรรพบุรุษ จะมีเพียงแค่ลูกหลานของตระกูลหลัวที่บรรลุอาณาจักรการกลั่นกระดูกได้ก่อนอายุสิบหกปี แล้วคน ๆ นั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้ใช้ยาวิเศษนี้
ซึ่งส่วนต่าง ๆ ในร่างกายแบ่งออกเป็นอาณาจักรห้าระดับ โดยระดับที่หนึ่งคืออาณาจักรการกลั่นหนัง ระดับที่สองคืออาณาจักรการกลั่นเนื้อ ระดับที่สามคืออาณาจักรการกลั่นกระดูก ระดับที่สี่คืออาณาจักรการกลั่นอวัยวะ ระดับที่ห้าคือการกลั่นไขกระดูก แต่ละอาณาจักรจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก หากคนธรรมดาอยากจะบรรลุได้นั้นคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากถึงยากมาก ๆ หากไม่มีความชำนาญเชี่ยวชาญมากกว่าสิบปี ยากที่ฟันฝ่าบรรลุไปได้
หากคนธรรมดาสามารถไปถึงระดับสามซึ่งเป็นอาณาจักรการกลั่นกระดูกได้ก่อนอายุสามสิบ แค่นี้ก็นับว่าพวกเขาคือคนที่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว
ตามกฎในคำสอนของบรรพบุรุษ คนที่จะใช้ยาวิเศษได้ จะต้องบรรลุถึงระดับสามซึ่งเป็นอาณาจักรการกลั่นกระดูกก่อนอายุสิบหกปี จึงจะมีสิทธิ์!
คนที่อายุสิบหกและบรรลุไปถึงอาณาจักรการกลั่นกระดูกได้ นับว่าเป็นคนอัจฉริยะในหมู่คนอัจฉริยะโดยไม่ต้องสงสัยเลย อย่าว่าแต่คนในตระกูลหลัวเลย ต่อให้เป็นคนในเมืองฉงหมิงจวิ้นทั้งหมดก็ยังไม่เคยมีใครที่ทำได้มาก่อน ดังนั้นในช่วงสามร้อยปีที่ผ่านมา ยาวิเศษจึงไม่เคยถูกใช้เลย
เดิมที หลัวเจิงคือคนที่มีความหวังมากที่สุดที่จะได้กินยาวิเศษนี้
เพราะตั้งแต่เขาอายุได้สิบสี่ปี เขาก็สามารถเข้าไปถึงจุดสูงสุดของอาณาจักรการกลั่นเนื้อระดับที่สองได้แล้ว เขาถึงขนาดที่กษัตริย์แห่งมณฑลฉงหยางตั้งความหวังว่าจะเป็นผู้ฟื้นฟูตระกูลหลัวได้ เป็นบุตรที่พระเจ้าโปรดปราน เป็นคนอัจฉริยะในหมู่คนอัจฉริยะ!
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ในปีนี้เกิดความขัดแย้งภายในตระกูลขึ้น เป็นเพราะพ่อของเขามีจิตใจดีบริสุทธิ์เกินไป จึงถูกลูกพี่ลูกน้องของครอบครัวตัวเองฆ่าตาย ทำให้หลัวเจิงถูกลดระดับไปเป็นทาสในบ้าน ต้องกลายมาเป็นเป้านิ่ง แล้วก็กลายเป็นนักโทษ การฝึกฝนของเขาจึงต้องหยุดไว้ก่อน ไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด เขาจึงพลาดโอกาสที่จะได้รับยาวิเศษนั้นไป
ส่วนพรสวรรค์ของหลัวเผยหลานนั้นอยู่ในระดับปานกลาง เขาเพิ่งจะเข้าสู่ระดับที่สองของอาณาจักรการกลั่นเนื้อตอนที่อายุสิบหกปี ดังนั้นเขาจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้ยาวิเศษนี้ได้ แต่เขาก็ยังใช้มันอยู่ดี
ความจริงแล้วยาวิเศษนี้มันควรจะต้องเป็นของเขา แต่กลับถูกคนไร้ความสามารถที่ไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยกินไปเสียแล้ว แม้ว่าจิตใจของหลัวเจิงในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะถูกย่ำยีจนมันไม่เหลือชิ้นดีแล้ว แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตัวขึ้นมา แล้วก็พูดออกไปด้วยความโมโหว่า “ หลัวเผยหลาน เจ้าไม่คำนึงถึงหลักคำสอนของบรรพบุรุษตระกูลหลัวเลยหรืออย่างไร เจ้าขโมยกินยาศักดิ์สิทธิ์ เจ้านี่มันน่าดูถูก สู้สัตว์เดรัจฉานไม่ได้ด้วยซ้ำ!”