“ก้าน”
ไร้เสียงตอบรับ
“ไอ้ก้าน!”
“จ๋าเฮีย หนูอยู่นี่”
กระดานรองนอนล้อเลื่อนกลางเก่ากลางใหม่ถูกไถลออกจากใต้ท้องรถยนต์พร้อมร่างบอบบางของ กุสุมาลย์ ที่อยู่ในยูนิฟอร์มของทางอู่ เสื้อช็อปสีกรมท่าที่ใส่ทับเสื้อยืดสีดำเข้าคู่กับกางเกงยีนสีซีด แต่งแต้มด้วยรอยเลอะสารพัดคราบอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าเมื่ออยู่ในที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกตานัก
ก็ช่างยนต์ หน้ายังเลอะ นับประสาอะไรกับอาภรณ์ที่ห่มกาย
ชายวัยกลางคนก้มมองไปยังสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งโผล่หน้ามาให้เห็น ลอบถอนหายใจอย่างระอา เรียกชื่อเฉยๆ ไม่ยักจะขาน ต้องให้ประดับยศนำหน้าก่อนตลอด
“เฮียมีไรอะ”
“มี” เขาว่าก่อนพักหน้าเพื่อสื่อให้สาวน้อยประจำอู่เลื่อนกระดานออกมาจากนอกรถอีกหน่อย กุสุมาลย์เข้าใจในทันที เธอจึงเลื่อนออกมาสุดตัวก่อนหยัดยืนขึ้นเต็มความสูง ร้อยห้าสิบสามก็ถือว่าสูงที่สุดในชีวิตเธอแล้ว “ไอ้มอสมันพาแฟนไปพักที่รีสอร์ท อืม ชื่ออะไรแล้วก็ลืม เดี๋ยวเอ็งโทร. ไปถามมันเองแล้วกัน”
สาวเจ้ามองเจ้าของอู่ทั้งยังเป็นหัวหน้าช่างตาปริบๆ เธอทราบเรื่องนี้ดี ศาตนันท์พาแฟนสาวไปเที่ยวช่วงสงกรานต์เหมือนอย่างคนทั่วไปที่ได้หยุดงาน ถ่ายรูปลงโซเชียลจนกดไลก์ให้แทบไม่ทัน เธอจึงได้รับรู้ความเป็นไปทุกอย่างของคู่รักเท่าที่ทั้งสองจะเผยมันออกมาสู่สาธารณะ
“รุ่งรัดชา หนูจำได้ พี่หยกเช็คอินจนหนูรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของทริป” เธอว่าขำๆ ตามประสาคนพูดมาก “แต่หนูชอบเป็นชาวบ้านหนึ่งมากกว่า ไม่ได้คิดจะไปด้วยจริงๆ เพราะงั้นเฮียมาบอกหนูทำไม”
ชายเจ้าของผมสีดอกเลาที่แซมขึ้นบนศีรษะจนมีปริมาณมากกว่าผมดำทำหน้าหน่าย “รถมันเสียน่ะสิ เห็นว่าสตาร์ทไม่ติด เลยจะให้ไปดูให้หน่อย อู่ใกล้ๆ มีมันก็ไม่เรียก กลัวทำรถมันพัง”
มันพังอยู่แล้วด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นจะต้องซ่อมรึ...เธอแค่คิดในใจ พูดออกไปกลัวโดนมะเหงกลงกลางหัว
“คนอื่นได้ไหม หนูไม่ว่างอะ” ยังไม่ทันที่เจ้านายจะได้อ้าปากสั่ง ลูกน้องก็ค้านขึ้นเสียก่อน ซ้ำยังทำท่าจะลงไปนอนบนกระดานเพราะยังซ่อมรถคันนี้ได้ไม่ถึงไหน
“มีตาก็ดู วันนี้มีใครโผล่หัวมาบ้าง”
จริงอย่างเขาว่า วันนี้เป็นวันที่สิบสี่ เดือนเมษายน วันที่สองของวันสงกรานต์ ช่างขอลาหยุดกับให้พรึบ เธอได้หยุดเมื่อวานเพราะมารดายื่นคำขาดว่าต้องไปทำบุญกันให้ครบองค์ประชุม วันนี้จึงมาทำงานเพื่อให้คนอื่นได้หยุดบ้าง ใครจะไปคิด อู่ทั้งอู่จะเหลือแค่เธอคนเดียว ทั้งๆ ที่ช่างมีกันทั้งหมดถึงแปดคน รวมเจ้าของอู่อย่างสมหมายที่สถาปนาตัวเองเป็นหัวหน้าช่าง ซึ่งชั่วโมงบินเขาก็สูงจริงๆ ตำแหน่งนี้จึงไม่ถูกใครเลื่อยขาเก้าอี้สักที
“ไอ้วีกับไอ้แชมป์มันไม่ได้ลาวันนี้ด้วยซ้ำ แต่มาไม่ได้ เอ็งก็รู้เหตุผลดี”
กุสุมาลย์ยิ้มแหย นอกจากรู้แล้ว เธอยังเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ วันหยุดไม่มีใครไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ เพียงแค่หยุดอยู่บ้าน กิน ดื่ม เปิดเพลงดังๆ สังสรรค์กันกับเพื่อนฝูงอย่างที่ชอบทำ เมื่อคืนเห็นว่าเป็นเทศกาลเลยดื่มหนักไปหน่อย เมากลิ้งจนกลับบ้านไม่ถูก ช่างตัวน้อยก็ไม่ต่าง เหล้าเข้าปากเป็นอันสวมวิญญาณนักร้องนักเต้น จำได้ว่าภาพตัดไปช่วงที่นอนกองอยู่แถวๆ หน้าบ้านของช่างพี่ใหญ่ในอู่อย่างภาคภูมิ แต่ตอนตื่นดันตื่นมาบนเตียงนุ่มๆ แทนที่จะเป็นพื้นปูนแข็งๆ
หญิงสาวมีนาฬิกาปลุกชั้นดี เจ็ดโมงปุ๊บก็ได้ยินเสียงมาแต่ไกล ไม่ตื่นเห็นทีจะโดนกระทืบ วันนี้ถึงได้เสนอหน้ามาอยู่ในอู่อยู่คนเดียวโดดๆ
“นานๆ ทีน่าเฮีย”
คู่สนทนาคิ้วมุ่น “นานอะไร มีวันไหนไม่กินกันบ้าง จะกินเหล้าต่างน้ำอยู่แล้ว”
“นานๆ ทีจะเป็นเทศกาล”
เขาส่งเสียงขึ้นจมูก “แล้วใครไปเก็บศพเอ็งล่ะ”
“หมวดใบ” เอ่ยถึงน้องชายที่คลานตามๆ กันมาด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานที่เมื่อคืนอุตส่าห์ทำหน้าที่มารับตัวพี่สาวกลับบ้าน ไม่ให้พี่คนนี้ต้องนอนเป็นอาหารให้ยุงอยู่หน้าบ้านคนอื่นเขา “คอพับเฉย งง ถ้าไม่ได้ม้าคอยปลุก วันนี้อู่ไม่มีช่างแน่นอน”
“ก็นั่น แต่ละตัวๆ กินไม่บันยะบันยัง ไอ้สองตัวนั้นมันก็คงนอนยังไม่ตื่น ข้าถึงได้ต้องวานเอ็งนี่ไง”
หัวข้อการสนทนาวกกลับมาที่ประเด็นเดิม กุสุมาลย์ก็ปัดหน้าที่ทิ้งอย่างไม่ไยดีในวินาทีที่สมหมายพูดจบ “เฮียไปเองเถอะ หนูจะทำงานต่อแล้ว”
เจ้าของอู่มองดูลูกน้องที่ใช้สมองประมวลสถานการณ์และคำพูดเมื่อครู่ อย่างไรก็เหมือนเขาจะเป็นลูกน้องมันมากกว่า
คนอื่นที่กุสุมาลย์ว่า คือหัวหน้าช่างนั่นแล เธอเห็นอยู่แล้วว่าไม่มีใครมาทำงาน เหตุนั้นแล้วหากเธอไม่ยอมไป คนอื่นที่ว่าก็เหลือแค่หัวหน้าช่างคนเดียว
“กำแหงซะจริงนะไอ้ก้าน”
“อยากเป็นใหญ่ใจต้องนิ่ง มัวหงออยู่เมื่อไรหนูจะได้เลื่อนขั้น” สาวเจ้าพูดอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำกล่าวหาของคนอายุมากกว่า “เฮียเกษียณตัวเองตอนไหนหนูเสียบตอนนั้นเลย ทุกวันนี้หนูจนกว่าในบรรดาพี่น้องทั้งหมด อายคนเขา”
“จนกว่าจริง แต่เอ็งอายจริงเรอะ หน้าออกจะด้าน”
กุสุมาลย์เหลือบตามองเจ้านายโดยปราศจากวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมา แต่มันด่าเขาทางสายตาจนเสียหมาหมดแล้ว เหตุใดช่างชั่วโมงบินสูงจะดูไม่ออก ทว่าก็เกรงลูกชายจะรอนานเลยไม่ยี่หระต่อสายตาคนตรงหน้า ก่อนวกเข้าประเด็นสำคัญ
“ข้าไปไม่ได้ ติดซ่อมรถให้ลูกค้า นัดไว้วันนี้ด้วย”
“นี่” ปากพูด นิ้วจิ้มไปที่รถเก๋งสีดำคันที่ตนเพิ่งออกมาจากใต้ท้องรถ “นัดพรุ่งนี้”
“พรุ่งนี้กับวันนี้อะไรมันถึงก่อนกัน”
จ้างมันแท้ๆ แต่เถียงคำไม่ตกฟาก หากไม่ติดว่าเป็นคนมีความสามารถจะไล่ตะเพิดออกไปให้พ้นหน้า ติดที่ว่านอกจากมันจะเก่งแล้ว ทั้งอู่ก็มีแต่ลูกน้องเช่นนี้ ไล่ออกก็ต้องไล่ยกชุด เขาจะลำบากเอาหนา
คนอายุน้อยผ่อนลมหายใจอย่างไม่ปิดบัง “ไกลอะเฮีย ขี้เกียจ”
“ไม่ได้ให้ไปฟรีๆ มีค่าเสียเวลานอกสถานที่ให้”
คนตัวเล็กแค่นหัวเราะ ทว่าก็น้อมรับข้อเสนอ ฟังถึงอาการของรถพอสังเขปเพื่อที่จะได้คาดเดาถึงสาเหตุ แล้วเตรียมตัวขนเครื่องไม้เครื่องมือขึ้นท้ายรถกระบะสี่ประตูที่เพิ่งได้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อเดือนที่แล้วไปยังที่หมายเช่นรุ่งรัดชา ที่ลูกชายคนโตของอีกฝ่ายพารถไปจอดเสียอยู่
เธอทราบว่าชื่ออะไร แต่ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน ถึงกระนั้นก็เลือกที่จะเปิดกูเกิ้ลแมพไปก่อน ไว้ถึงรีสอร์ทแล้วค่อยโทร. ไปหาศาตนันท์เพื่อสอบถามว่าเธอจะไปเจอเขาได้ที่จุดไหนของรีสอร์ท
ชยางกูรไม่อาจทิ้งขว้างความรับผิดชอบไปได้ แม้ลูกค้าจะไม่รับความช่วยเหลือจากเขาก็ตาม
วันนี้เป็นวันสงกรานต์ ผู้คนต่างหลั่งไหลมาเที่ยวพักผ่อนที่รุ่งรัดชา หวังมาเล่นน้ำคลายร้อนโดยที่ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนเช่นบนถนนดังๆ แต่เป็นการท่องเที่ยวกับครอบครัว เขาซึ่งเป็นผู้จัดการจึงไม่ได้นั่งอยู่ในห้องทำงานอย่างทุกวัน แต่ออกมาตรวจตราเพื่อดูแลความเรียบร้อยภายในสถานที่ที่ตนดูแล
แม้ผู้คนจะหนาตากว่าวันปกติ ทว่าก็ไม่มีเหตุร้ายหรือปัญหาอะไร พนักงานยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็ง บริการลูกค้าได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง จนกระทั่งมีพนักงานคนหนึ่งแจ้งเขาว่ารถลูกค้าสตาร์ทไม่ติด จึงได้พาตัวเองไปหาเพื่อสอบถามและหวังจะให้การช่วยเหลือ
หลังสอบถามจึงได้รู้ว่าลูกค้าโทร. เรียกช่างมาแล้ว ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ละไปไหน ยังคงยืนอยู่เป็นเพื่อนคู่รักและรอการมาของช่าง ที่ผ่านมายี่สิบนาทีเห็นจะได้ ก็ยังไม่มีวี่แววของคนที่รอเลย
เขามีมารยาทพอที่จะไม่เอ่ยถามว่าคุณลูกค้าเรียกช่างจากจังหวัดไหนมาหรือ แต่แค่รออยู่เงียบๆ เท่านั้น
“ที่เขื่อนคนจะเยอะไหมนะ กลัวรถติดเหมือนกันแฮะ”
เสียงของฝ่ายหญิงดังเข้าโสตประสาทผู้จัดการหนุ่ม เขาจึงตอบตัวเองได้เสร็จสรรพว่าสองคนนี้ต้องการที่จะไปยังเขื่อนขุนด่านปราการชลที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรีสอร์ท จึงถือโอกาสโพล่งขึ้น “ขออนุญาตนะครับ ถ้าคุณลูกค้าจะไปที่เขื่อน ไปกับรถของทางรีสอร์ทก็ได้ครับ ผมจะให้คนพาไป”
สาวเจ้าตาโต “ได้เหรอคะ”
ยังไม่ทันที่ชยางกูรจะได้เอ่ยตอบคำถาม ฝ่ายชายก็ทะลุขึ้นกลางปล้องเสียก่อน “เห็นทีคงจะไม่ต้องรบกวนทางรีสอร์ทแล้วล่ะครับ ช่างของผมมาถึงแล้ว”
ศาตนันท์กดรับสายทันทีที่ชื่อของ ก้าน โชว์หราอยู่บนหน้าจอ
พ่อก็ช่างส่งมาถูกคนเสียจริง กุสุมาลย์แม้อายุจะน้อยที่สุดในบรรดาช่างทั้งหมดของที่อู่ ประสบการณ์ทำงานน้อยที่สุด ทว่าผลงานกลับเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา งานยากงานหินอย่างไรไม่เคยหวั่น ไอ้ก้านของอู่เฮียหมายซ่อมได้หมด ช่างเป็นอัจฉริยะด้านเครื่องยนต์เสียนี่กระไร ราวกับเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็ไม่ปาน
(ฮัลโหล พี่มอสอยู่ตรงไหนอะ ตอนนี้หนูอยู่หน้ารีสอร์ทแล้ว)
“ก้านขับเข้ามาเลย พี่อยู่ตรงส่วนห้องพัก เลยโซนซุ้มนั่งแถวที่เล่นน้ำมาหน่อยก็ถึงแล้ว” เขากรอกเสียงลงไป ตาก็สอดส่องรอบๆ บริเวณ “ถ้าเลยซุ้มมาแล้วมันจะมีทางแยก ให้เลี้ยวซ้าย พี่พักอยู่ฝั่งนี้”
หลังรับคำเสร็จสรรพช่างยนต์ตัวน้อยก็กดวางสาย ช่างสักจึงเก็บมือถือใส่ในกระเป๋ากางเกง หันไปหาแฟนสาวแล้วพูดให้คลายกังวล “พ่อให้ก้านมา”
เหมนาราพยักหน้ารับ เธอรู้จักกับช่างผู้หญิงหนึ่งเดียวในอู่เป็นอย่างดี กุสุมาลย์เป็นพวกอัธยาศัยดีจึงพูดคุยกันได้ถูกคอ และสามารถเรียกได้ว่าสนิทกันเลยด้วยซ้ำ
“เราได้ยินเธอเรียกชื่อน้องแล้วแหละ แต่ยังมาไหวเนอะ เด็กนั่นอะ เมื่อวานเห็นพี่ขุนไลฟ์ตอนร้องเพลงกินเหล้ากันกับพวกเดอะแก๊งเขา ก้านมันยกเอายกเอา ก็ยังสร่างได้เนอะ”
“ต้องสร่างให้ได้สิ เล่นกินกันทุกวัน มันต้องชิน”
จบคำพูดนั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สีเทา ก็ขับมาจอดอยู่ใกล้ๆ รถของเขา ประตูฝั่งคนขับของรถกระบะคันเบ้อเริ่มถูกเปิดออกพร้อมร่างแน่งน้อยของหญิงสาวที่สูงไม่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบได้ตวัดขาลงมา เธอเดินไปหยิบอุปกรณ์ซ่อมรถมาถือไว้แล้วตรงไปยังพี่ๆ ทั้งสองที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ กับตัวรถ
“อาการมันเป็นยังไงอะพี่” กุสุมาลย์ถามเข้าประเด็นอย่างไม่อิดออด ทว่าคำตอบของคู่สนทนากลับไม่เข้าหูเลยแม้แต่ประโยคเดียวเมื่อจุดกระทบของสายตาดันไปตกที่ใครบางคน คนที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และเป็นคนเดียวกันกับที่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดไปจากเดิม
ผิดชนิดที่ว่ามันสามารถกระเด็นออกมาเต้นอยู่นอกอกได้เลย!
เธอไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้แม้แต่น้อย ยิ่งเห็นว่าเขาเองก็จ้องกันไม่วางตา เธอยิ่งเตลิด
เสียงของศาตนันท์ไม่เข้าหูแม้แต่ประโยคเดียว มีแต่เสียง ตึกตัก ตึกตัก ดังให้ได้ยินเท่านั้น
หล่อมาก ก้านชอบ
ชายเจ้าของส่วนสูงที่กะจากระยะสายตาแล้วมีสิทธิ์แตะหนึ่งร้อยแปดสิบ ไม่ก็เจ็ดสิบปลายๆ ไม่ต่ำกว่านั้น หากยืนใกล้กันเธอคงสูงไม่พ้นหัวไหล่ คุยกันแต่ละครั้งคงต้องเงยหน้ามอง แต่เธอย่อมอยากมอง ทรงผมอันเดอร์คัตรับกับใบหน้าคมเข้ม นัยน์ตาสีดำสนิท จมูกโด่งเข้ากับริมฝีปากหยัก ผิวสีแทนแสนน่ามอง กุสุมาลย์ราวถูกสะกดให้จดจ้องบุคคลผู้ไร้ที่ติตรงหน้าจนไม่คิดสนใจสิ่งใด
พระเจ้าไม่คงจะไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกแล้วกระมัง
“พี่จะพาหยกไปที่เขื่อนด้วย มันจะซ่อมนานไหมล่ะ”
“ก้าน” เห็นว่าเด็กสาวไม่ตอบ เธอจึงช่วยแฟนเอ่ยเรียกพร้อมยื่นมือไปสะกิดอย่างไม่ค่อยออมแรงนัก “ไอ้ก้าน”
“หือ”
กุสุมาลย์รับคำพลางหันมาเลิกคิ้วใส่พี่สาวคนสนิท ทั้งๆ ที่หน้าที่นั้นควรเป็นของเหมนารามากกว่าที่แฟนของเธอพูดออกไปเป็นล้านอย่าง แต่ดูเหมือนจะไม่เข้าหูอีกฝ่ายเลย ซ้ำยังทำราวคนเมาที่ไร้สติสตัง
เหมนารายกมือมาเท้าเอว “ยังไม่สร่างหรือยังไง”
“ไม่ สร่างนานแล้ว ถ้าไม่มีอะไรหนูกลับละ”
คนฟังงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนเจ้าของรถจะโพล่งขึ้น “กลับอะไร ยังไม่ได้ซ่อมรถให้พี่เลย”
อ้อ เธอมาที่นี่เพื่อซ่อมรถให้ศาตนันท์นี่เอง ลืมไปเลย นึกว่าพาตัวเองมาดูเทวดาให้เห็นกับตาเนื้อเฉยๆ
“อ่า แล้ว” เธอพยายามดึงสติตัวเองกลับมาที่งานของตน “รถเป็นอะไรนะ”
ลูกชายเจ้าของอู่พ่นลมหายใจหนักๆ ออกมา “มันยังไม่สร่างจริงด้วยว่ะ” ถึงกระนั้นก็เอ่ยปากพูดซ้ำอีกหน
กุสุมาลย์ที่ฟังแล้วก็ยื่นมือไปรับกุญแจจากเจ้าของรถ ก่อนเดินไปลองสตาร์ทดู ปรากฏว่าหลังบิดกุญแจไปแล้วกลับไม่มีเสียงเครื่องยนต์อย่างที่ควร มีเพียงแสงสว่างจากหน้าปัดขึ้นมาให้เห็นเท่านั้น ทั้งสามคนก็นึกสงสัยไม่ต่างว่ารถเป็นอะไร ถึงได้ไปยืนออกันอยู่ใกล้ๆ แถวประตูฝั่งคนขับ
เรื่องนี้แก้ไม่ยาก กุสุมาลย์มั่นใจว่าไม่คณามือตนเอง ทว่าสิ่งที่ทำได้คือการบิดกุญแจไปมาให้ได้ยินเสียงตื๊ดที่ขึ้นแจ้งเตือนว่าเครื่องยนต์อยู่ในช่วงพร้อมทำงาน แต่มันดันทำอะไรไม่ได้เนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ ซึ่งตัวช่างจะต้องเป็นคนหาคำตอบและแก้ไขมันให้ได้ ทว่าเธอกลับหามันไม่เจอทั้งๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายจมูก
หากไม่ใช่เพราะนัยน์ตาคมเข้มที่จ้องมองมาผ่านกระจกด้านหน้า ป่านนี้เธอซ่อมเสร็จไปนานแล้ว
“แบตฯ หมดหรือเปล่า พี่ลองสตาร์ทอยู่นานมันก็มีแค่เสียงแบบนี้อะ ไฟก็ขึ้นดีอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรตรงไหนถึงไม่ติด”
“เมื่อกี้มอสเปิดกระโปรงหน้าเช็คดูแล้ว ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ” เหมนาราเสริม “หรือมันผิดปกติแต่เราไม่รู้ เราก็ไม่ได้เป็นช่างด้วยไง แล้วก้านรู้ยังว่าน่าจะเป็นเพราะอะไร คือถ้าต้องซ่อมนานหรือลากไปอู่พี่จะได้ไปกับรถของทางรีสอร์ทก่อน”
กุสุมาลย์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนอากาศเต็มไปทั่วทั้งปอดแล้วค่อยผ่อนออกมาช้าๆ สติเริ่มกลับเข้าร่องเข้ารอย มือซ้ายยื่นไปจับหัวเกียร์แล้วขยับไปมา เพียงเท่านั้นเธอก็รู้ถึงสาเหตุ “สายเกียร์หลุด แบตฯ ไม่ได้หมด”
เหตุผลนี้ทั้งกุสุมาลย์และสมหมายคาดเดากันไว้บ้างแล้วว่าอาจจะมีส่วนเป็นไปได้ หลังมั่นใจว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้จริงๆ จึงไม่รอช้าที่จะลงมือซ่อม ด้วยเป็นช่าง ของเช่นนี้ถือว่าชินมือ หยิบจับอะไรไม่กี่นาทีก็เสร็จเรียบร้อย เมื่อลองสตาร์ทดูอีกครั้ง เสียงเครื่องยนต์จึงดังขึ้น
“ไว้กลับไปที่บ้านค่อยไปดูอีกรอบ แต่นี่ก็ขับได้สักระยะแหละ”
“เก่งสมคำร่ำลือ” ศาตนันท์เอ่ยชม เขางมมาสักพักใหญ่ๆ ว่ามันจะเป็นเพราะเหตุใดรถถึงไม่ติด แต่กุสุมาลย์จับๆ แตะๆ เพียงนิดก็รู้แล้วว่าเป็นเพราะอะไร ใช้เวลาซ่อมเพียงไม่กี่นาทีก็กลับมาใช้ได้เป็นปกติ “เอานี่ ค่าเสียเวลา”
กุสุมาลย์ส่ายหน้า “เดี๋ยวเฮียหมายบวกไปในเงินเดือน”
“นั่นส่วนของพ่อ นี่ส่วนของพี่ รับไปเหอะ ยังไงก็ขับรถมาตั้งไกล”
เล่นตัวไปอย่างนั้น ขึ้นชื่อว่าเงินไอ้ก้านอยากได้หมด
หลังรถกลับมาใช้งานได้ คู่รักช่างสักจึงไม่รอช้าที่จะพากันไปเที่ยวที่เขื่อนขุนด่านปราการชล บริเวณนี้จึงเหลือเพียงเธอและเขา ที่บัดนี้หัวใจเจ้ากรรมยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่เลยด้วยซ้ำ สาวเจ้ามองไปยังชายหนุ่มตาละห้อยอย่างเก็บอาการไว้ไม่มิด รอยยิ้มแต่งแต้มไปบนกรอบหน้าหวานขัดกับชุดที่สวมใส่ ผิวที่โผล่พ้นอาภรณ์นั้นขาวราวหยวกกล้วยจนนึกไม่ถึงว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นนี้จะมีอาชีพเป็นช่างยนต์
“ที่นี่ถึงจะเป็นฤดูร้อนแต่ลมยังเย็นอยู่เลยนะคะ ได้ต้นไม้คอยบังแดดด้วย” เธอชวนคุย
เขายิ้มรับตามมารยาท ได้ทีโฆษณาไปในตัว “ครับ ฤดูร้อนที่นี่ก็ร่มเย็นเพราะต้นไม้เยอะ ฤดูฝนเหมาะกับการเล่นน้ำ พอถึงฤดูหนาวอากาศก็เย็นสบาย”
“แล้วฤดูไหนที่คุณชอบคะ”
แม้จะเข้ามาเป็นผู้จัดการที่นี่ได้ไม่นานแต่ระหว่างที่ติดตามปราชญาธิปก็ได้มาเยือนอยู่หลายหน สามารถตอบได้เลยว่าฤดูไหนที่ถูกใจเขาที่สุด “ฝนครับ”
“ก้านก็ชอบค่ะ”
“ที่นี่เวลาฝนตก-”
“หมายถึงชอบคุณน่ะค่ะ”
ชยางกูรชะงัก ประมวลคำพูดและท่าทีของอีกฝ่ายแค่เสี้ยววินาทีก็รู้ว่าตัวเองโดนเล่นงานเข้าให้แล้ว
“ขออนุญาตจีบนะคะ”
✯¸.•´*¨`*•✿ ✿•*`¨*`•.¸✯
นิยายชุด ‘เธอ...’ ที่เกี่ยวข้องกัน
➊ เธอ...ที่ไม่น่าไปหลงรัก (จัด X ผักกาด)
↬Status :: จบแล้ว
➋ เธอ...ที่ไม่โปรดปราน (โปรด X อัสมา)
↬Status :: จบแล้ว
➌ เธอ...ที่ไม่เข้าตา (เฉื่อย X ก้าน)
↬Status :: จบแล้ว
➍ เธอ...ที่ไม่คิดจะรัก (อาร์ม X ตี้)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➎ เธอ...ที่ใจมิใฝ่หา (ดิน X มิ้ม)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➏ เธอ...ที่ต้องสงสัยว่าจะไม่ถูกรัก (ใบ X เอื้อ)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
°*• ❀ •*°
ผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปได้ ช่างทุกคนก็กลับมาทำงานอย่างขยันขันแข็ง บัดนี้สมหมายการช่างจึงคับคั่งไปด้วยผู้คน ไหนยังอรอุมาคาร์แคร์ที่อยู่ข้างกันซึ่งเป็นธุรกิจที่ดูแลโดยภรรยาของสมหมาย เสียงน้ำกระทบรถจนกระทั่งตกลงสู่พื้นมีให้ได้ยินเป็นระยะ ถึงกระนั้นก็ไม่อาจดังเทียบเท่าเสียงที่อยู่ในอู่ ทั้งเสียงเครื่องยนต์ที่เหล่าช่างต้องลองเครื่อง เสียงพูดคุยเพื่อประสานงาน หรือเสียงเครื่องมือต่างๆ นานาที่บ่งบอกว่าต่างก็ง่วนอยู่กับงานของตนเอง
“คันนั้นเปลี่ยนยางจะเสร็จยัง” สัทธาภัคเอ่ยขึ้นขณะที่มือซ่อมกระจกรถที่มีปัญหาเรื่องการค้าง กดลงไม่มีปัญหา ทว่าพอกดขึ้นดันไม่ค่อยจะขึ้น เขาจึงต้องแงะเครื่องด้านในออกมาดู สายตาจึงตกอยู่ที่ของตรงหน้าและเหลือบมองรถที่อยู่ข้างกัน ทว่าผ่านมาเป็นนาทียังไม่มีคำตอบออกจากช่างหญิงคนเดียวประจำอู่ “ไอ้ก้าน เดี๋ยวนี้หยิ่งเหรอวะ”
คนถูกกล่าวหารีบละความสนใจจากการคลายน็อตบริเวรล้อรถแล้วหันขวับไปทางต้นเสียง เพราะเปลี่ยนล้อหลังอยู่ เธอจึงมองเห็นคนที่นั่งอยู่เบาะหลังคนขับของรถที่จอดอยู่ข้างกันได้เป็นอย่างดีเนื่องจากประตูถูกเปิดไว้
คิ้วถูกขมวดเข้าหากัน “หยิ่งอะไร”
“เหอะ” ชายหนุ่มแค่นเสียงขึ้นจมูก “พี่ถามมึงนานแล้ว ไม่ตอบ”
“ไม่ได้ยิน” จริงๆ ได้ยิน แต่ขี้เกียจตอบ
กุสุมาลย์เป็นคนเช่นนั้น เวลาใครเรียกมักจะคร้านที่ต้องเอ่ยปากขานรับจนอีกฝ่ายต้องเติมยศให้เพราะเริ่มมีน้ำโห เวลาเห็นคนฉุน เธอชอบใจนักแล
“อีกอย่างใครจะคิดว่าพี่ถามหนู หนูไม่รู้นี่ว่าในอู่มีใครกำลังเปลี่ยนยางบ้าง”
ชายหนุ่มชะงักมือกลางอากาศ “ไหนไม่ได้ยิน”
สาวเจ้ายิ้มแหยกับการโกหกหน้าด้านๆ ของตนที่หาความแนบเนียนไม่ได้ ซ้ำยังมักเฉลยให้คนอื่นรู้จนหมดไส้หมดพุง ทุกคนถึงได้ลงความเห็นว่ากุสุมาลย์เป็นพวกซื่อ ทั้งซื่อสัตย์และซื่อบื้อในเวลาเดียวกัน เจ้าหล่อนโกหกไม่เก่ง พูดอะไรที่ไม่ใช่ความจริงก็มักจะถูกจับได้ บางครั้งก็โพล่งสิ่งที่คิดออกตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม
เป็นคนประเภทที่อ่านง่ายยิ่งกว่าหนังสือเด็กอนุบาล
“นิสัยไม่ดีว่ะ” ค่อนขอดเสร็จก็วกมาเข้าประเด็นเดิม “แล้วเปลี่ยนจะเสร็จหรือยัง”
“สุดท้ายแล้ว”
สัทธาภัคพยักหน้ารับ หันไปจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน ทว่าปากก็ยังพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานผู้น้อง “เดี๋ยวมาเปลี่ยนสายพานคันนี้ให้หน่อย พี่จะออกไปทำธุระให้แฟนสักเดี๋ยว เย็นกว่านี้กลัวร้านปิด”
ช่างตัวน้อยพยักหน้ารับคำส่งๆ แล้วหันมาคลายน็อตต่อ หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามห้าสิบนาที เธอเลิกงานประมาณห้าโมงเย็น เสร็จจากคันนี้แล้วก็ต้องเวียนไปช่วยช่างคนอื่นซ่อมคันที่ยังไม่เสร็จอยู่แล้ว บางครั้งหากเก็บงานไม่เสร็จก็เลือกจะปักหลักอยู่ที่อู่ต่อ อย่างไรเสียหลังเลิกงานก็ไม่ค่อยจะกลับบ้านกลับช่องกันอยู่แล้ว หากไม่ได้รวมหัวกันตั้งวงก๊งเหล้าเห็นทีจะนอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้แล กุสุมาลย์ผู้ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เจ็ดโมงเป็นอันต้องตื่น กว่าจะได้กลับบ้านทีไม่สามก็สี่ทุ่ม แต่ไม่ยักจะรวยเหมือนอย่างพี่สาวน้องชายที่รับราชการ เพราะเอาเงินเดือนมาประเคนให้น้ำเมาเสียหมด
กุสุมาลย์เปลี่ยนยางเสร็จหมาดๆ เสียงของพี่ใหญ่เช่นภาคภูมิก็โพล่งขึ้น “เดี๋ยวไปรับลูกให้เมียก่อน ใครว่างมาเปลี่ยนยางหลังคันนี้ให้หน่อย”
ปากถามว่าใครว่าง แต่มองกุสุมาลย์ไม่วางตา
ฝ่ามือบางที่เอื้อมไปคว้ากระติกน้ำเป็นอันชะงัก มองตอบพี่ใหญ่อย่างไม่คิดหลบ เธอรู้ ‘ใครว่าง’ ไม่ใช่ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบ แต่เขาล็อคเป้าก่อนจะพูดเสียด้วยซ้ำ
“ไม่ว่าง หนูต้องเปลี่ยนสายพานแทนพี่สิง”
“ไอ้สิงกับพี่มึงจะอยู่ข้างใคร”
ไหล่บางลู่ลง คนพวกนี้ตัวโตบึกบึน ภาพลักษณ์น่าเกรงขาม ทว่าเนื้อแท้ไม่ต่างอะไรจากเด็ก “รับปากไปแล้ว เดี๋ยวเปลี่ยนเสร็จหนูไปเปลี่ยนให้”
พี่ใหญ่อยากเอาชนะ เขาแพ้ไม่เป็น “หนึ่งแบน”
กุสุมาลย์กดยิ้มมุมปาก “ทักษะการประมูลช่างอ่อนหัดนัก พี่สิงให้หนูหนึ่งกลม”
“สองกลม”
“หนูจะไปเปลี่ยนยางให้พี่เดี๋ยวนี้เลย”
บทสนทนานั้นย่อมเป็นที่สนใจของคนอื่นๆ หลังภาคภูมิขับรถออกจากอู่เพื่อไปรับลูกๆ ที่โรงเรียน หนึ่งในสามหนุ่มโสดประจำอู่อย่างวีรากรก็เอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“พี่สิงให้หนึ่งกลมจริงดิ”
หญิงสาวหัวเราะร่าก่อนเดินไปยังรถคันที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้เปลี่ยนยาง “ไม่มีใครให้อะไรหนูทั้งนั้นแหละ แต่พี่ภูมิอะ สองกลม ราตรีนี้อีกยาวไกลว่ะพี่” เธอยักคิ้วให้พี่ๆ ที่วันนี้จะได้ดื่มของฟรีจากความฉลาดของตน เรียกเสียงโห่ร้องจากชายฉกรรจ์ทั้งสี่ได้เป็นอย่างดี เห็นจะมีแค่สมหมายที่มองเด็กสาวแล้วถอนลมหายใจทิ้งอย่างนึกระอา หากไม่รู้จักมาก่อนเขาไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กคนนี้เป็นลูกสาวผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำจังหวัด สภาพเหมือนเก็บมาเลี้ยงจากข้างถนนก็ไม่ปาน
“ไอ้ก้าน มึงนี่มันใช้ได้จริงๆ น้องรักเบอร์หนึ่งของพี่บิ๊ก” หนุ่มโสดนามว่าบวรรัชที่เพิ่งซ่อมรถเสร็จจึงเดินมาหาน้องสาวคนเก่งพร้อมแกล้งยื่นมือไปหยิกแก้มด้วยความมันเขี้ยว ทั้งยังทำเสียงอ่อนเสียงหวานประหนึ่งรักและเอ็นดูเธอราวน้องในไส้ “เอายำเล็บมือนางไหมจ๊ะ เดี๋ยวพี่สั่งให้ ตอบแทนที่น้องรักหาเหล้าฟรีให้กิน”
บวรรัชช่างรู้จักหลอกล่อ ยำเล็บมือนางนั่นถือว่าของโปรดเธอเลย
“ยำวุ้นเส้นด้วยพี่” ได้คืบ จะไม่เอาศอกก็น่าเสียดาย “มีใครจะสั่งไก่ทอดปะ หนูอยากกิน”
เธอหาเหล้าฟรี พี่ๆ ก็ต้องหากับแกล้มถึงจะเสมอภาค
คีรวันได้ทีพูดบ้างหลังเป็นผู้ฟังอยู่นาน “เดี๋ยวพี่สั่งเอง อยากกินเหมือนกัน”
“พี่ขุน แต่ไม่เอาร้านวันนั้นนะ เค็มเกิน กินแล้วเหมือนไตจะวาย หนูยิ่งโดนป๊าบ่นเรื่องการกินอยู่”
“พ่อมึงบ่นเรื่องกินเค็มแต่ไม่บ่นเรื่องเหล้าเรอะ หมอแบบใด”
“บ่น แต่ไม่ฟัง” คนฟังได้แต่ส่ายหน้าระอา ทว่ากุสุมาลย์ไม่ยักจะใส่ใจ หันไปถามเพื่อนซี้หนุ่มโสดอีกสองคนที่ยังไม่ได้ออกความเห็น “พี่วีกับพี่แชมป์อะ”
วีรากรเอ่ยก่อน “ก้านอยากกินอะไร เดี๋ยวพี่ซื้อให้”
ดูเหมือนว่าวีรากรจะเป็นคนเดียวในอู่ที่เอ็นดูเธอเหมือนน้องและไม่เคยใช้มึงกูกับสาวเจ้าเลยสักครั้งตั้งแต่รู้จักกันมา ต่างกับคนอื่นที่น้อมรับคำสอนพ่อขุนราม ไม่มึงกูสักวันคงขาดใจตาย ทว่ากุสุมาลย์ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร เพราะรู้ดีว่าพี่ๆ ให้ความรักกับเธอเหมือนน้องคนหนึ่ง แค่เตะก้นบ้าง ตบหัวในบางครั้ง ด่าโคตรพ่อโคตรแม่พอเป็นพิธี ก็ถือว่าทำเพราะรักทั้งนั้น
“คิดหนักเลยอะพี่ อยากเยอะเกิน”
“ให้แม่มึงซื้อให้ดีไหม”
ยังไม่ทันไรเตชิตก็อวยพรกันเสียแล้ว “แต่ถ้าม้ามาจริงวงแตกนะ” นั่นไม่เกินจริง มารดาของเธอเมื่อถึงคราวทนพฤติกรรมที่แสนน่ารักของลูกสาวคนรองไม่ได้ก็ปรี่มาถึงอู่ เทศนาจนไม่มีใครกล้าแตะอะไรสักอย่าง ปล่อยให้กับแกล้มเป็นหมันไปต่อหน้าต่อตาแล้วพากันแยกย้ายกลับบ้าน ถึงกระนั้นก็ไม่เคยเข็ดหลาบ ทุกวันนี้จึงไม่ตามแล้ว มีแต่ส่งตัวแทนมาเก็บศพยามเธอเมาหนักจนกลับบ้านไม่ได้
เจอหน้ากันทีๆ ก็อดแสดงความรักไม่ได้ ล่าสุดเตรียมตัว ‘เขี่ย’ ใครบางคนออกจากกองมรดกเพื่อลดตัวหาร ใครกันนะ ไม่ใช่เธอแน่ๆ แม่ออกจะรักมากปานนั้น
“จะกินจะดื่มกันข้าไม่ว่า แต่อย่าเมาแล้วเรื้อนอยู่หน้าอู่แล้วกัน”
“เคยเรื้อนตอนไหนเฮีย”
“กล้าพูดนะไอ้แชมป์ สภาพเอ็งไม่เคยต่างจากหมาเลยสักวัน”
คุยกันไป ด่ากันไป ดีจริงๆ ที่มือไม่ว่าง ไม่อย่างนั้นคงลงหมัดกันบ้างแล้ว พวกพี่ๆ ชอบพูดว่า ‘พวกเราอยู่กันแบบพี่น้อง’ พี่น้องที่อีกนิดจะต่อยกัน
หลังซ่อมรถเสร็จก็ตั้งวงอย่างไม่รอช้า เหล้ามาพร้อมคุณพ่อลูกสองที่เสียรู้กุสุมาลย์เข้าเต็มเปา เขามองไปยังรุ่นน้องแล้วมุ่นคิ้วใส่ “ไม่ไปล้างหน้าก่อนล่ะ”
“ล้างทำไม ค่อยอาบทีเดียวพรุ่งนี้” กว่าจะดื่มเสร็จก็เมาได้ที่ เมาแล้วไม่มีอารมณ์อาบน้ำ สติก็ไม่มีเหลือ สุดท้ายจึงต้องไปอาบตอนเช้าแทน นี่ถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่คุณนายขวัญเรือนรับไม่ได้อย่างแรง ด่าเปิงมาแล้ว แต่มันช่วยไม่ได้
ภาคภูมิแค่นหัวเราะ “เหมือนไปตกถังน้ำมันเครื่องมา”
ได้ยินเช่นนั้นเธอก็เริ่มสงสัย ลุกขึ้นเดินไปส่องกระจกจนได้รู้ว่าหน้าขาวๆ ของตัวเองมีรอยเปื้อนไปทั้งสองแก้ม สภาพค่อนข้างมอมแมมกว่าทุกวัน นัยน์ตาหวานมีความกรุ่นปะทุขึ้นก่อนตวัดไปมองบวรรัช ต้องเป็นเขาแน่ๆ ที่แกล้งมาจับแก้มเธอในตอนที่มือเลอะคราบน้ำมัน
“พี่บิ๊ก” เพียงแค่เธอเรียกชื่อ อีกฝ่ายก็พ่นหัวเราะออกมาจนท้องคัดท้องแข็ง ตอบคำถามได้อย่างดีว่าที่เธอคิดนั้นเป็นเรื่องจริง ร่างบางเดินกลับไปกระแทกตัวนั่งลงที่ประจำแทนที่จะไปล้าง “อย่าให้ถึงตาหนู”
“มันห้าวได้ใจจริงๆ”
“ไอ้สิง” ภาคภูมิเอ่ยเรียกหลังไม่เห็นสิ่งที่ควรเห็น หนุ่มรุ่นน้องก็ขานรับในทันที “ไหนกลมหนึ่งของมึงอะ”
ประโยคนั้นก่อเกิดหลายอารมณ์ในวงเหล้า สัทธาภัคที่งุนงงเมื่อถูกทวงในสิ่งที่ตนไม่เคยเอ่ยปากบอก เตชิต บวรรัช คีรวันและวีรากร ลุ้นตัวโก่งว่าคนเก่งจะโดนเล่นงานอย่างไรบ้าง ด้านคนเก่งพยายามนั่งตัวลีบให้ได้มากที่สุด
“กลมอะไรวะพี่”
พี่ใหญ่เริ่มได้กลิ่นตุๆ “มึงไม่ได้จะซื้อเหล้ามาให้ไอ้ก้านหรอกเหรอ”
“หา ผมจะซื้อให้มันทำไม บ้านมันรวยกว่าผมอีก จริงๆ รวยกว่าพวกเราทุกคนด้วยซ้ำ กินก็เยอะ มันนั่นแหละควรซื้อมากกว่าใคร”
“กูต้องซื้อสองเพราะมันบอกว่ามึงจะซื้อให้หนึ่ง”
ภาคภูมินึกโมโหตัวเองที่เป็นคนชอบเอาชนะ ถึงได้เสียรู้คนเช่นกุสุมาลย์ที่ได้ชื่อว่าอ่านง่ายกว่าสิ่งใด แต่ง่ายถึงเพียงนั้นเขาก็ยังโดนมันต้มจนเปื่อยได้อยู่ดี น่าเจ็บใจนัก
“แหะๆ” มือบางยกขึ้นมาเกาท้ายทอย ยกยิ้มแหยส่งไปให้พี่ใหญ่ที่มองมาอย่างคาดโทษ “ถือว่าเลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่ง”
“น้องแบบนี้กูไม่เอา”
✯¸.•´*¨'*•✿ ✿•*'¨*'•.¸✯
°*• ❀ •*°
“ถือว่าเลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่ง”
“น้องแบบนี้กูไม่เอา”
แล้วพี่ๆ ที่เหลือก็ล้วนพูดประโยคเดียวกันนี้
“อะบูริจี้ว่ะ” กุสุมาลย์ค่อนขอดเสร็จก็หันไปสนใจกับการเลือกเพลงที่จะเปิดเคล้าแอลกอฮอล์ เธอและเดอะแก๊งไม่ใช่สายชิลนั่งร้านเหล้าเข้าผับเข้าบาร์หรือเป็นคนมีเทสฟังเพลงสากล แต่จะชอบการสังสรรค์แบบบ้านๆ มากกว่า ได้นั่งดื่มที่อู่ไม่ก็บ้านใครสักคน เพียงแต่ที่อู่จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะไม่รบกวนใคร ไม่อย่างนั้นยังมีเมียพี่ มีพ่อมีแม่ วงเหล้าเสียงดังเข้าหน่อยก็พากันรำคาญอยากไล่ตะเพิดแล้ว อู่เฮียหมายจึงถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยของพวกขี้เมา
ขี้เมากะเพราแตะดังขึ้น บทสนทนาก่อนหน้าหยุดลง คอเพื่อชีวิตอยู่ไม่สุขก่อนจะกลายเป็นการประสานเสียงร้องเพลงที่หาได้ตรงคีย์ไม่ เสียงแต่ละคนรวมๆ แล้วฟังหมาเห่าผีตอนตีสามยังสุนทรีกว่าเป็นไหนๆ แต่แล้วใครสนกันเล่า ร้องเพลงเอามันส์ ถ้าร้องเอารางวัลป่านนี้พากันไปประกวดแล้ว กลัวก็แต่จะดังจนวงอื่นดับกันหมด
เหล้าเข้าปากกันคนละแก้วสองแก้ว แต่เริ่มลุกขึ้นเต้นกันแล้ว กุสุมาลย์นั้นยังไม่ได้ที่ เธอแค่เคาะช้อนไปกับโต๊ะตามจังหวะเพลง อีกทั้งยังแหกปากร้องเพลงอย่างนึกสนุก
ขี้เมาไม่เข้าใครออกใคร พูดวนอยู่ได้กะอีเรื่องเก่าๆ
เขาถึงบอกใครได้ผัวขี้เหล้า ต้องทนทั้งขี้เมา ขี้โม้ ขี้คุย
กุสุมาลย์ดูจะชอบพาร์ทนี้พอสมควร ทุกครั้งที่เปิด สาวเจ้าจะร้องดังกว่าใครเพื่อน
พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ร้องเพลงมั๊นมันขี้เมาช๊อบชอบ
กินเหล้าไม่ต้องการคำตอบ เอาจอกไปนำยกแก้วไปนำ คนละกรึ๊บสองกรึ๊บ
หลังร้องจบประโยคสิ่งที่ทุกคนทำคือกระดกเหล้าเข้าปากอย่างมิได้นัดหมาย เพราะมันอยู่ในดีเอ็นเอ สิ่งนี้ช่างเป็นความสุขของเหล่าช่างยนต์ในอู่เฮียหมายเสียนี่กระไร กว่าจะจบเพลงก็โดนกันไปหลายกรึ๊บ กุสุมาลย์อยู่ระหว่างคำว่ากรึ่มได้ที่กับไร้สติ เธอเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินเสียงดนตรีจากเพลงที่คุ้นเคยดังขึ้น ‘ราชันย์ฝันสลาย’ จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเธอตอนนี้เลย
“ใครยังไม่เมาไปเอาเพิ่มมาหน่อยไป คืนนี้มันต้องกองกับพื้นเท่านั้นถึงจะหลับได้” เธอออกคำสั่ง เพราะหลังดื่มแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถขับรถได้ มารดาขอไว้เท่านี้จริงๆ หลังพยายามสั่งสอนแล้วเธอไม่น้อมรับ จึงขอเพียงดื่มไม่ขับ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง
อย่างไรครอบครัวก็ถือว่ามีหน้ามีตาในสังคม น้องชายก็เป็นตำรวจ เท่าที่ยอมให้เธอได้ทำตัวเช่นนี้ถือว่าเมตตามากแล้ว ด้วยเหตุนั้นในทุกๆ คืนคนที่บ้านจะวนเวียนมารับกุสุมาลย์กลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำจังหวัดอย่างบิดา พยาบาลสาวสวยแห่งแผนกอายุรกรรมที่เธอคลานตามเจ้าหล่อนมาในอีกหกปีให้หลัง พี่เขยใจถึงพึ่งได้ผู้ที่ถูกคุณนายขวัญเรือนยกธุรกิจซีเมนต์ผสมเสร็จของตนให้ดูแล หรือผู้หมวดดาวรุ่งที่ออกมาลืมตาดูโลกหลังเธอแค่หนึ่งปี มีแค่คนเดียวที่จะไม่มาเด็ดขาดคือมารดา หล่อนว่าตนรับไม่ได้ที่เห็นลูกสาวมีสภาพเหมือนหมาขี้เรื้อนข้างถนน
เหมือนตรงไหนกัน หมาดีกว่านี้เยอะ
คืนนี้พี่เป็นราชา ราชันย์อกหัก แห่งอาณาจักรชื่อรักสลาย
ไม่มีมเหสี ไม่มีชายใด มีแต่เพื่อนใจชื่อว่าสุรา
กุสุมาลย์คว้าขวดอะไรสักอย่างมาถือทำทีเป็นจับไมโครโฟน ทั้งยังร้องเพลงราวอินกับมันเสียเหลือเกิน สาวเจ้าแอบเปลี่ยนจาก ‘หญิง’ เป็น ‘ชาย’ เพื่อระลึกถึงใครบางคน
ใครบางคนที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใครบางคนที่แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบทว่าใบหน้าเขากลับประทับแน่นอยู่ในใจจนยากจะลบเลือน
หล่อขนาดนั้นไม่เป็นของก้านแล้วจะเป็นของใคร!
“รักครั้งแรก หัวใจหนูก็แตกสลายแล้วว่ะพี่”
แน่นอนว่าทุกคนเริ่มกรึ่ม แต่มันไม่ได้อยู่ในจุดที่ไร้สติถึงเพียงนั้น พวกเขาดื่มกันก็จริง แต่ที่โหวกเหวกโวยวายเล่นใหญ่เหมือนพวกขี้เมานั้นส่วนหนึ่งมาจากเอเนอร์จี้ คีพคาแรคเตอร์ขี้เหล้าไปอย่างนั้น ฉะนั้นแล้วทันทีที่กุสุมาลย์พูดจบ ทุกคนหูผึ่งทันที ที่ยืนเต้นกันอยู่ยังรีบถลามานั่งที่เดิมด้วยความกระตือรือร้น ฝ่ามือหนาของบวรรัชเอื้อมไปคว้าแขนเรียวเล็กก่อนออกแรงดึงให้หญิงสาวมานั่งสุมหัวกันที่โต๊ะหินอ่อน
ตั้งแต่รู้จักกันมา กุสุมาลย์ไม่เคยแง้มเรื่องหัวใจให้ใครได้ฟัง เห็นทีนี่จะเป็นครั้งแรกที่พี่ๆ จะได้รู้เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของน้องสาวบ้าง อันที่จริงพวกเขาแทบจะลืมไปแล้วว่ามันจะมีความรักกับใครเขา ไม่ยักจะเคยเห็นสนใจในตัวมนุษย์เพศผู้เลยสักครั้ง
ประโยคบอกเล่าดังกล่าวจึงถูกจัดอยู่ใน ‘รหัสแดง’ ที่จำเป็นต้องปรึกษาหารือกันโดยด่วน
คนตัวเล็กนั่งลงที่เดิม วางขวดในมือลง ความสนุกสนานเมื่อครู่จางหายไปจากร่างแน่งน้อย เธอพ่นลมหายใจอย่างไม่ปิดบังว่ามีเรื่องหนักใจ เอื้อมมือไปจิ้มยำเล็บมือนางส่งเข้าแล้วเคี้ยวตุ่ยๆ ด้วยท่าทีหมดอาลัยตายอยาก เป็นภาพหายากเลยก็ว่าได้ ปกติแล้วกุสุมาลย์ซนยิ่งกว่าลิงกว่าค่าง พอซึมเช่นนี้แล้วพี่ๆ คนเถื่อนทั้งหลายถึงกับรับมือไม่ถูก
เตชิตที่นั่งอยู่ข้างๆ ตบไปที่ไหล่บางด้วยแรงครึ่งหนึ่งที่เคยใช้อยู่ประจำ “เฮ้ย เป็นไร”
“อกหัก”
“ล้อเล่นไหม”
ใบหน้าหวานส่ายไปมา “หักจริงๆ หักดังเป๊าะเลยด้วย”
ทุกคนหยุดการกระทำ จดจ้องไปที่ช่างตัวน้อยเป็นจุดเดียว
“ใจหนูเต้นแรงมาก แล้วตอนที่มันหัก ก็แรงไม่แพ้กันเลย เหมือนจะตายเลยอะ”
“อยากเล่าไหม” สัทธาภัคเอ่ยถาม ยังไม่ทันที่กุสุมาลย์จะตอบเขาก็ชิงพูดต่อ “คือถ้าเปิดขนาดนี้แล้วไม่เล่า พี่นวดมึงละเอียดแน่ก้าน”
สาวเจ้าฟุบหน้าไปกับโต๊ะแต่ครู่เดียวก็เงยขึ้นเหมือนเดิม ซ้ำยังทำหน้าราวจะร้องไห้ ท่าทางก็เหมือนคนไร้เรี่ยวแรงจะใช้ชีวิตก็ไม่ปาน ประหนึ่งวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ตรงนี้มีเพียงกายหยาบเท่านั้น
“ใครทำน้องรักพี่อกหัก”
ภาคภูมิแย้งคำพูดของคีรวัน “ใครทำนั่นยังไม่น่ารู้เท่าก้านไปมีความรักตอนไหน ทำไมพวกพี่ไม่รู้เลย”
พี่ใหญ่ของกลุ่มค่อนข้างมั่นใจว่าหากน้องรักคนนี้มีอะไรผิดแปลกไปจากเดิมย่อมต้องแสดงออกให้คนอื่นรู้ได้โดยง่าย เธอจะต้องพูดและเผลอทำอะไรสักอย่างที่เรียกว่าพิรุธจนโดนจับไต๋ได้ แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่ากุสุมาลย์มีความรัก ไม่เคยมีสักครั้งที่สาวน้อยจะทำให้รู้ว่าชอบพอใครบางคนเข้าแล้ว
“สิบสี่เมษา”
พ่อลูกสองมุ่นคิ้ว “เมื่อวานซืน?”
กุสุมาลย์พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “อาฮะ วันที่ทุกคนได้หยุดพัก แน่นอนว่ามีสองคนไม่ควรหยุด” สายตาเธอเหลือบมองไปยังวีรากรและเตชิต ก่อนกลับมาที่ภาคภูมิ “หนูเลยต้องมาทำงานคนเดียว โดนเฮียหมายจิกหัวใช้ให้ไปแถวๆ เขื่อนเพื่อไปซ่อมรถให้พี่มอส ถามจริงเถอะ อู่แถวนั้นมันไม่มีไง๊ ใช่ มันมี แต่พี่มันไม่ซ่อม แล้วเป็นลูกเฮียแท้ๆ แต่เฮียแกไม่ยอมไป หนูก็เลยต้องไป ใครจะรู้ว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดกาล”
วีรากรกะพริบตาถี่ๆ มองผู้เล่าอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขาไม่คิดเลยว่ากุสุมาลย์จะชอบใครได้ “เปลี่ยนยังไงเหรอก้าน”
“หนูเจอผู้ชายคนหนึ่ง” ชายฉกรรจ์ทั้งหลายถูกความอยากรู้อยากเห็นเล่นงานจนเริ่มโน้มตัวเข้าไปในวงสนทนาอย่างไม่รู้ตัว จนดูเหมือนกำลังสุมหัวทำอะไรกันสักอย่าง “บาดใจคัก ชนิดที่ว่าเลือดซิบ หนูนี่เข้าใจคำว่ารักแรกพบก็ตอนนั้น”
“อาการมันเป็นยังไง”
“แปลกมากเลยล่ะพี่แชมป์ ใจหนูนี่มันเต้นเหมือนจะระเบิดให้ได้ เสียงพี่มอสไม่เข้าหูเลยสักประโยค ไม่น่าเชื่อ นึกว่ามีแต่ในละคร”
วีรากรเอ่ยอีกครั้ง “ก้านชอบมันเหรอ”
“มัน?” สาวเจ้าชะงักอย่างใช้ความคิด “ไม่มัน อย่าเรียกเขามัน คือเขาหล่อมากจริงๆ พี่ แบบดูสง่า ดูดี ถ้าไม่ติดอะไรหนูเรียกท่านได้เลย”
“อย่าประดิษฐ์เยอะได้ปะ” บวรรัชรีบปราม “รู้แล้วว่าชอบ แต่ขอเนื้อๆ เถอะ มันจะหล่ออะไรขนาดนั้นเชียว”
“หล่อนะ”
“ก็มึงชอบมัน มันก็ต้องหล่อในสายตามึงดิ ไอ้สิงยังหล่อในสายตาแฟนมันได้เลย”
“อ้าวพี่”
“กูแค่เปรียบเทียบว่าถ้าชอบใคร เขาก็หล่อ แค่นั้น”
“แล้วผมไม่หล่อเหรอ”
บวรรัชเหลือบตามองหนุ่มรุ่นน้อง “อ่า หล่อ” ว่าจบก็โบกไม้โบกมือเมื่อเริ่มหลงประเด็น “สรุปเพิ่งเจอแล้วไปอกหักได้ไง ไม่ดิ คือเจอแล้วก็ชอบเลยอะนะ”
“ประมาณนั้น พี่เชื่อไหม ทุกวันนี้หนูยังคิดถึงหน้าเขาอยู่เลย”
“เออๆ เชื่อ สรุปทำไมถึงอกหัก เขามีเมียแล้วเรอะ”
เตชิตได้ยินเช่นนั้นจึงแกล้งแหย่ “เป็นเมียน้อยได้ กลัวอะไร เมียหลวงตามมาตบก็ต้องผ่านศพพี่ไปก่อนอะ”
วีรากรรีบส่ายหน้าให้เพื่อนทันที “ผู้ชายมีตั้งเยอะ คนดีๆ ใช่ว่าจะไม่มี แค่มองให้ดีก็เจอแล้วเปล่า”
“ใครคือคนดีๆ มึงเหรอ” คีรวันเอ่ยอย่างหยอกล้อ ทว่าหนุ่มรุ่นน้องกลับนิ่งไป ทำใจเขากระตุกวูบก่อนจะเผลอสบถคำหยาบเพื่อไม่ให้ใครได้ยิน
เป็นเรื่องแล้วไหมล่ะไอ้เด็กเวรพวกนี้!
“เขาไม่ได้มีเมีย เขาแค่ไม่ได้ชอบหนู”
“ทำไมรู้ว่าเขาไม่ชอบ”
เธอหันมองพี่ใหญ่ ระบายลมหายใจออก “หนูน่ะ ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต หลายๆ ครั้งการตัดสินใจของหนูมันไม่เคยถูกใจคนอื่นเลย แต่หนูก็เลือกที่จะทำ เพราะมันเป็นชีวิตของหนู”
เธอชื่นชอบเครื่องยนต์ จบมัธยมต้นก็รั้นจนไปเรียนสายอาชีพจนได้ ไม่อยากรับราชการเหมือนคนอื่นเขา ไม่ชอบธุรกิจของที่บ้าน ชอบเพียงการซ่อมรถ เธอเลือกทุกอย่างด้วยความต้องการของตนโดยไม่สนเสียงคัดค้านใด
“ถ้าชอบอะไร คนเราควรได้ทำสิ่งนั้น หนูเชื่อแบบนั้นน่ะ ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง สุดท้ายแล้วเราจะเป็นคนที่เสียใจที่สุดหรือเปล่า”
อยู่ดีๆ วงเหล้าของพวกขี้เมาก็กลายเป็นเวทีแสดงปรัชญาชีวิตของสาวน้อยในกลุ่ม
“ถ้าหนูอยากเป็นเพื่อน หนูก็จะเข้าเพื่อไปเป็นเพื่อน ถ้าอยากเป็นพี่หรือน้อง ก็จะไปอยู่ในฐานะนั้นๆ ถ้าไปกลับลำทีหลังมันจะเป็นปัญหาอะดิ ไปเป็นน้องแล้ว วันหลังอยากเป็นเมีย พี่คนไหนเขาจะให้เป็นเหรอ”
สาวเจ้าระบายยิ้มน้อยๆ
“คนนี้หนูอยากเป็นเมีย ก็เลยเข้าหาตรงๆ เลย”
ผู้ฟังเริ่มสนใจในเรื่องเล่าของกุสุมาลย์ที่ร้อยวันพันปีไม่ยักจะเคยเห็นว่ามีความรักกับเขา ใครจะคิดว่าพอมีก็อาการหนักถึงเพียงนี้
เตชิตออกปากเร่ง “แล้วเข้ายังไงวะก้าน”
กุสุมาลย์เผยยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนได้ทำลงไปจริงๆ แม้ลึกๆ จะรู้สึกสะเหล่อมากก็ตาม ถึงกระนั้นก็ยังอดขัดเขินกับความใจกล้าและบ้าบิ่นของตัวเองไม่ได้
“บอกเขาไปเลยว่าหนูชอบ แล้วก็...” คนตัวเล็กยิ้มจนถึงดวงตา “ขออนุญาตจีบนะคะ”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นเพื่อแซวการกระทำของน้องสาวที่ค่อนข้างได้ใจพวกเขาเหลือเกิน สมแล้วที่เลี้ยงมากับมือ ความใจกล้าหน้าด้านต้องเป็นหนึ่งในใต้หล้าเท่านั้น และจะรับไม่ได้เป็นอย่างมากหากเป็นสองรองคนอื่น
“แล้วเขาว่าไงอะ” สัทธาภัคเอ่ยอย่างอดตื่นเต้นไม่ได้
ต่างกับเจ้าของเรื่องที่รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไปจากดวงหน้าหวาน
“เขาบอกว่า” เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกแรงๆ “ไม่อนุญาตครับ”
✯¸.•´*¨'*•✿ ✿•*'¨*'•.¸✯