ตอน 1

ภาคที่1 HIN ตอนที่1 ความเคยชิน

21สิงหาคม พ.ศ. 2416

ตึก…ตึก…เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของเด็กตัวน้อย ๆ ที่เดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ไปตามท้องถนนลูกรังในช่วงยามวิกาลไร้ซึ่งผู้คนและการสัญจรอีกทั้งฟ้าก็มืดสนิทมีแต่แสงจันทร์ที่ส่องสว่างให้เห็นทางแต่ก็ถูกเมฆบังจนแทบจะไม่สามารถส่องแสงลงมาที่พื้นได้มากนัก ข้างทางก็เห็นแต่เงาของต้นไม้และเสียงจากใบไม้ที่ถูกลมพัดไปมาตลอดเวลา

เมื่อกวาดสายตามองไปมาก็มีแต่ความมืดอยู่รอบตัว ทุกครั้งที่ลมพัดมาถูกตัวประกอบกับอากาศตอนกลางคืนที่หนาวเย็นทำให้ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที พื้นถนนขรุขระเต็มไปด้วยหินก้อนเล็ก ๆ ทุกครั้งที่ก้าวเท้าแล้วเหยียบลงพื้นจะต้องค่อย ๆ วางเท้าอย่างช้า ๆ ฝ่าเท้าทั้งเล็กและหยาบที่เต็มไปด้วยรอยแผลขีดข่วนและรอยช้ำมากมาย

รวมไปถึงร่างกายที่ผอมโซเห็นเป็นหนังหุ้มกระดูกไม่ต่างอะไรกับศพเดินได้ ชุดที่ใส่ก็ขาดลุ่ยจนไม่อาจให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ได้แต่กอดตัวเองด้วยมือและแขนเพื่อให้ตัวเองอบอุ่นขึ้นมาบ้าง แต่ถึงกระนั้นความหนาวก็เริ่มรุนแรงขึ้น

ตัวที่สั่นเป็นเจ้าเข้า แผลสด ๆ มากมายตามตัวกับเท้าเริ่มแห้งและแข็งตัวจนการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งทำให้มันฉีกออกและสร้างความเจ็บปวดทรมาน

อ๊าก เสียงร้องแหบ ๆ เบา ๆ เมื่อยกฝ่าเท้าข้างขวาขึ้นมาเล็กน้อยและพยายามใช้มือลูบคลำเพื่อหาอะไรบางอย่างที่ทิ่มอยู่ และเมื่อมือของเขาคลำเจอก็ได้ดึงมันออกมา ถึงแม้จะทิ่มไม่ลึกมากแต่มันก็เจ็บมากพอสำหรับเด็กตัวแค่นี้ ด้วยแสงจันทร์ที่พอจะให้เห็นราง ๆ มันเหมือนกับเหล็กเส้นเล็กโดยมีเส้นที่แยกออกมาหลายเส้นซึ่งปลายของแต่ละเส้นก็มีความคมให้ความรู้สึกเหมือนกับหนาม ถึงแม้มือจะชาแต่พอได้สัมผัสก็รู้ได้ว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นสนิมไปแล้ว

เขายังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปความเหนื่อยล้าเริ่มทวีคูณ บวกกับความหิวกระหายจนทำให้เขาเริ่มเดินช้าลงกว่าเดิมและยังคงช้าลงเรื่อย ๆ พึบ! เวลาผ่านไปไม่นานนักเสียงฝีเท้าก็หายไปมีแต่เสียงสุดท้ายที่ร่างกายทิ้งตัวลงนอนกับพื้น หน้าที่แนบติดกับพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นมากมาย

“ขอสาปแช่งพวกแก…ไอ้พวกเฮงซวย…ขอให้ครอบครัวของพวกแก…เป็นเหมือนกับฉัน…ไม่ว่าจะกี่ร้อยปี…พวกแกจะต้อง…ทุกข์ทรมานเหมือน…กับ…ฉัน…..” เสียงแหบ ๆ ที่เหมือนจะพึมพำแต่ก็ยังคงได้ยินชัด เสียงหอบหายใจ พูดติด ๆ ขัด ๆ แต่ก็ยังคงฝืนจนคำสุดท้าย และเสียงทั้งหมดก็ได้เงียบหายไปเหลือแต่เสียงลมและเสียงใบไม้ ทิ้งไว้แค่ร่างกายที่นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางป่าที่มืดมิดแห่งนี้

27พฤษภาคม พ.ศ. 2575

ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนในนโยบายระบบการศึกษาแบบใหม่สำหรับระดับมัธยมศึกษา โดยที่การเรียนในช่วงเช้าจะเป็นภาควิชาบังคับหรือ 9 วิชาสามัญ ส่วนในช่วงบ่ายนั้นจะเป็นการเลือกเรียนตามใจชอบของผู้เรียน ด้วยความว่าเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นกำลังของประเทศชาติ จึงมีการทดลองก่อนหนึ่งโรงเรียนซึ่งก็คือโรงเรียนแห่งนี้ กฎเกณฑ์ข้อบังคับไม่เหมือนกับที่อื่นและที่สำคัญคือไม่มีค่าเทอมทำให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้ามาเรียนได้และยังมีพวกลูกคนใหญ่คนโตที่ส่งลูก ๆ มาเรียนเพื่อทดลองนโยบายใหม่ด้วย ตอนนี้ทดลองมาแล้วถึงสามปีซึ่งก็ประสบผลสำเร็จและกำลังจะประกาศใช้ระบบนี้กับทุกโรงเรียนในระดับมัธยม

เสียงสัญญาณออดดังขึ้น เวลา 14.20 น. เหล่าเด็กนักเรียนต่างพากันเดินไปเรียนวิชาต่อไปมีทั้งที่เดินกันเป็นแก๊ง เป็นกลุ่มหรือจะแค่สองสามคนซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีกลุ่มเพื่อนเป็นของตัวเองกันหมดแต่ก็มีพ่อหนุ่มที่มีหน้าตาเฉยชาไม่สนโลกอยู่คนหนึ่ง ที่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวชื่อของเขาคือ ซึฮากิ ฮาฟกลาด เขานั้นไม่มีพ่อแม่หรือญาติเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นพวกที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร

ขณะที่กำลังเดินอยู่ ผู้หญิงผมสั้นหน้าดูซื่อ ๆ ไม่น่าทันคนที่เดินสวนทางกันมาชนเข้ากับซึฮากิ ทำให้น้ำผลไม้ที่เธอถืออยู่นั้นหกใส่เสื้อของเขาบริเวณช่วงหน้าท้องเอนไปทางขวามือ รวมทั้งหัวไหล่และบริเวณใกล้เคียงด้วย

“อ-อา ขอโทษจริง ๆ ค่ะ พอดีว่าฉันเหม่อนิดหน่อยน่ะ เดี๋ยวฉันจะรีบเช็ดให้-” เธอตกใจเอามาก ๆ ทำตัวไม่ถูกแต่ก็ยกมือไหว้ซ้ำ ๆ กันหลายครั้งขอโทษซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่เธอจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเพื่อที่จะเช็ดน้ำผลไม้ที่เปื้อนอยู่

“ไม่จำเป็นหรอก” ซึฮากิพูดแทรกทันทีเมื่อเห็นเธอที่กำลังจะเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำผลไม้ที่เปื้อน

ถึงจะเอาผ้ามาเช็ดก็ไม่ออกหรอกเพราะมันเลอะไปถึงข้างใน ยังไงซะก็ต้องไปล้างตัวอยู่ดี จะมาเช็ดให้เสียเวลาทำไม

“ต-แต่ว่า” เธอรู้สึกไม่สบายใจและยังคงดึงดันที่จะเช็ดให้ แต่ซึฮากิก็เดินผ่านไปโดยไม่สนใจเธอ เธอได้แต่มองตามหลังซึฮากิที่ไม่แม้แต่จะหันหลังมาดูเธอ

เมื่อเดินไปถึงที่ห้องน้ำเขาก็ตรงดิ่งไปที่ห้องที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที ถอดเสื้อออกและล้างคราบน้ำผลไม้ ทั้งกางเกงไปจนถึงรองเท้าก็เปียกน้ำไปหมด เมื่อล้างจนคิดว่าน่าจะหมดแล้วเขาก็ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยและรีบออกจากห้องน้ำเพื่อไปเข้าเรียนวิชาต่อไปก่อนที่จะสาย

แต่ในขณะที่กำลังก้าวเท้าออกจากห้องน้ำก็ได้มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งอยู่ทั่วบริเวณห้องน้ำและหนึ่งในนั้นก็เอาเท้ายันกำแพงทางออกของห้องน้ำไว้และจ้องมองมาที่ซึฮากิ เขานั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นลูกชายคนเล็กของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มีชื่อว่า นัตโตะ

นัตโตะกับซึฮากิไม่ถูกกันตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดเรียน พวกเขาทั้งสองได้อยู่ห้องเดียวกัน เรื่องมันเริ่มจากที่นัตโตะมีนิสัยที่เย่อหยิ่ง อะไรไม่พอใจก็ใช้กำลัง และก็ได้มีคนดวงซวยที่ดันไปทำให้คุณนัตโตะเนี่ยไม่พอใจก็เลยโดนรุมกระทืบอยู่หลังห้องน้ำ

แต่ซึฮากิก็ดันไปเห็นเข้า แต่ก็แกล้งเดินผ่านไปใกล้ ๆ และพูดขึ้นมาลอย ๆ “ขยะ” แล้วก็เดินผ่านไปหน้าตาเฉย และเพียงคำพูดสั้น ๆ นั้นก็ทำให้พวกนัตโตะไม่พอใจเอามาก ๆ จึงได้เดินตามหลังซึฮากิมาและทีบไปที่กลางหลังของซึฮากิ จนถึงกับทรงตัวไม่อยู่จากมือทั้งสองข้างที่ล้วงกระเป๋าอยู่นั้นก็ต้องชักออกมาเพื่อยันตัวไว้เพื่อไม่ให้หน้าจูบกับพื้น เขาก็รีบลุกขึ้นทันทีและจ้องมองไปที่นัตโตะ ทั้งสองคนจ้องหน้ากันอยู่พักหนึ่ง

นัตโตะทนไม่ไหวพุ่งเข้าต่อยซึฮากิด้วยความโมโห ซึฮากิไม่แม้แต่จะขยับขาหนีแต่เขากลับยืนรับหมัดขวานั้นแต่โดยดี ในขณะที่หมัดกำลังจะเข้าถึงหน้าของเขา เขาก็หันหน้าหลบตามทิศของแรงหมัดลดความรุนแรงและก็ทำหน้าให้เหมือนกับโดนต่อย จากนั้นก็ล้มฟุบลงไปกองกับพื้นทันทีและก็นอนนิ่งไปเหมือนกับสลบ หลังจากนั้นพวกนัตโตะก็กูกันเข้ามารุมกระทืบต่อก่อนที่ออดจะดัง ทำให้พวกมันแยกย้ายกันไปเรียน ซึฮากิลุกขึ้นหลังจากที่ไม่มีใครแล้ว

“สัปดาห์แรกก็โดนซะแล้วสิ” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยช้ำ ทั้งตัวที่เต็มไปด้วยรอยเท้ามากมาย แต่น้ำเสียงและสีหน้าของเขากลับดูเฉื่อยชาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาเดินตรงไปที่ผู้โชคร้ายคนนั้นและอุ้มเขาขึ้นมาแล้วพาไปที่ห้องพยาบาลพร้อมทั้งทำแผลให้ทั้งเขาและตัวเองด้วย พ่อหนุ่มโชคร้ายคนนั้นยังคงนอนสลบอยู่ แต่ซึฮากิกลับเดินไปเรียนหน้าตาเฉยทั้งที่เนื้อตัวมอมแมมถึงจะพยายามเช็ดรอยเท้าออกไปแล้วก็เถอะ พอเข้าห้องไป

ถึงทุกคนจะเห็นกันหมดแต่ก็ไม่มีใครเข้ามาถามหรือพูดคุยด้วยเลยแม้แต่คนเดียวและนั้นแหละคือสาเหตุที่ไม่ถูกกันหลังจากนั้น ซึฮากิก็โดนกระทืบอยู่หลายครั้ง ล่าสุดซึฮากิก็ได้เรียกนัตโตะด้วยฉายาที่ตั้งให้เอง “ถั่วเน่า” กลับมาปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่เขาทั้งสองต่างมองหน้ากันตาไม่กะพริบ

“ไงถั่วเน่า” แค่คำพูดสั้นออกมาจากปากซึฮากิทำให้นัตโตะสีหน้าเปลี่ยนทันทีดูได้จากคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน

“พูดว่าไงนะ! ไอ้กิ” ฟันทั้งบนและล่างขบกันทั้งก่อนและหลังจากที่พูดแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ที่มี

สงสัยวันนี้จะโดนอีกแล้วซินะ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าพูดอะไรไม่เข้าหูก็จะโดน แต่…มันหยุดปากไม่ได้น่ะซิ ไอ้ปากที่ชอบพาความซวยมาหาเนี่ย

นัตโตะต่อยไปที่หน้าของซึฮากิทันที แต่ซึฮากิก็หันหน้าหลบเหมือนกับที่เคยทำมาก่อน หลังจากที่นัตโตะปล่อยหมัดมาแล้วซึฮากิใช้จังหวะนี้วิ่งผ่านตัวของนัตโตะและผลักเขาออกเพื่อออกจากห้องน้ำแต่พอออกมาได้ก็โดนพวกของนัตโตะล้อมไว้แล้ว

“เจาจัดการมันเลย!” เสียงจากนัตโตะที่ตะโกนมาจากด้านหลังของเขาและตรงหน้าเขาก็มีพวกของนัตโตะคนหนึ่งที่สัดส่วนพอ ๆ กับพวกนักกล้ามก้าวเท้าออกมาหาซึฮากิพร้อมการกำหมัดและดัดนิ้วของมือทั้งสองข้าง เสร็จแล้วก็เริ่มง้างหมัดขวาแบบเต็มที่

ในระหว่างนั้นก็มีพรรคพวกคนอื่นที่กรูกันเข้ามาจับตัวไว้แน่น ซึฮากิโดนต่อยเข้าที่แก้มซ้ายเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงกับทำให้เลือดกำเดาไหลทันทีและทรุดตัวลงโดยที่เข่ายันกับพื้นอยู่ เจาไม่รอช้าคว้าคอเสื้อของซึฮากิและดึงตัวเขาขึ้นมาและต่อยซ้ำอีกหลายที

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตะโกนมาอย่างสุดเสียง

เธอมีชื่อว่า ฟราน เป็นคนที่คิดว่าน่าจะสนิทที่สุดในโรงเรียนของซึฮากิ ทุกคนต่างหันหลังมองไปที่ฟราน เธอก็เดินตรงเข้ามาท่ามกลางพวกนักเลงโดยที่ไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด ไม่นานนักก็มีพวกเพื่อน ๆ ของฟรานที่ตามมาทีหลัง

“พวกนายทำอะไรกันน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ” หญิงสาวเสียงใสแต่กลับมีความหนักแน่นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเพื่อน

เดินเข้ามาและพูดกับทุกคนตรงหน้า เธอคือ สูรเนตร (สู-ระ-เนด) หรือที่รู้จักกันว่า ซันนี่ เป็นประธานนักเรียนคนปัจจุบันและยังเป็นลูกสาวคนที่สองของผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้อีกด้วยซึ่งแน่นอนถ้ามีเรื่องทะเลาะวิวาทเธอจะต้องเข้าไปห้ามปรามทันที

“ไปเว้ย!!” นัตโตะสั่งพรรคพวกของเขาทุกคนและเดินผ่านซึฮากิ กับคนอื่น ๆ ไป

มีคนมาเห็นเยอะคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าทั้งดาวและเดือนโรงเรียนจะอยู่ด้วยกันรวมทั้งนักกีฬาตัวท็อป สมองของโรงเรียน ไหนจะประธานนักเรียนอีก เฮ้อ เป็นกลุ่มคุณภาพจริง ๆ เลย นัตโตะก็ได้เดินผ่านพวกฟรานออกไป พวกฟรานต่างก็หันไปมองตามหลังเหมือนกันเพื่อดูท่าที

“กิจัง ๆ” เธอพยายามเรียกในขณะที่ใช้มือของเธอเขย่าตัวผมที่นอนไม่ได้สติอยู่ จริง ๆ ก็แกล้งสลบรอพวกมันไป แล้วมีผู้ชายหนึ่งในเพื่อนของฟราน เดินตรงเข้ามาหาผม

เขามีชื่อว่า ชาญวัฒน์ (ชา-ยะ-วัด) หรือที่เรียกกันว่า ชาญ (ชาน) ชาญเป็นทั้งนักกีฬาและนักกรีฑาของโรงเรียนมีความสามารถที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล วอลเลย์บอล วิ่ง กระโดดไกล ขว้างจักร และยังมีอย่างอื่นอีก แต่คงสงสัยใช่ไหมว่าเอาเวลาที่ไหนซ้อมในเมื่อมีความสามารถมากมายขนาดนี้

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาแบ่งเวลาซ้อมอย่างละครึ่งชั่วโมงแต่มันก็คงไม่พอสำหรับการแข่งที่รอเขาอยู่ และสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จก็คือโรงเรียนแห่งนี้สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งเขาแทบจะไม่ได้เรียนในห้องเรียนเลย ซึ่งถ้าร่างกายคนทั่วไปคงจะรับภาระหนักมากแน่ ๆ แต่เขาชินกับมันทำให้ได้ร่างกายที่โคตรจะอึดถึกทนมาก สามารถซ้อมได้โดยไม่ต้องพักเลย

“ฟรานช่วยพยุงอีกฝั่งที” ชาญย่อตัวลงมาและจับแขนซ้ายของผมไปวางไว้บนท้ายคอของเขาและใช้มือซ้ายจับแขนของผมไว้โดยที่มือขวาค่อย ๆ พยุงตัวผมขึ้นมาและฟรานก็เข้ามาพยุงทางด้านขวา ทั้งสองคนพาผมไปที่ห้องพยาบาล

ความสงบสุขคงจะไม่มีอีกแล้วมั้งเนี่ย คนที่ไม่ควรมาเห็นที่สุดก็ดันมาเห็นอีก ถ้าพวกเธอไปบอกครูมีหวังได้เกิดเรื่องวุ่นวายแน่ ๆ เลยตาย ๆ จบสิ้นแล้วชีวิตในโรงเรียน อุตส่าห์ทนมาหลายปีจะจบอยู่แล้วแท้ ๆ ความพยายามทั้งหมดคงจะสลายหายไป ไม่ ๆ ถ้าเราบอกว่าเป็นแค่การเข้าใจผิดล่ะ จะบ้าตายอยู่แล้วทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย! ซึฮากิกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจตลอดทางไปห้องพยาบาล

“ฟู่~ตัวหนักใช่เล่นเลยนะเนี่ย” ชาญวางผมลงบนเตียงและจัดท่าให้นอน

“ฟรานเอาผ้ากับน้ำสะอาดมา เดี๋ยวฉันจะทำแผลให้ซึฮากิเอง” ฟรานเดินไปตรงหัวมุมห้องซึ่งมีอ่างล้างมือและใช้กะละมังที่วางอยู่ใกล้ ๆ นั้นมาใส่น้ำ จากนั้นเธอก็เดินไปที่ตู้ที่อยู่ถัดไปและหยิบผ้าสีขาวออกมา ในขณะเดียวกันชาญก็ได้เดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลและเดินกลับมา

“เอาละ เรามาเริ่มจากล้างแผลที่ถลอกกันก่อน ฟรานเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตรงแผลให้สะอาดนะ” ฟรานหยิบผ้าที่เตรียมมาชุบน้ำและเช็ดตรงหัวเข่าซึ่งน่าจะได้แผลนี้มาตอนล้มลงไป ใบหน้าของซึฮากิที่มีรอยช้ำหลายจุดฝุ่นเกาะเต็มไปหมด และชาญก็นำเจลประคบเย็นจากในกล่องปฐมพยาบาลออกมาและใช้ประคบไปที่ตาซ้ายของซึฮากิ ส่วนแผลที่หัวเข่าชาญก็ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ เมื่อฆ่าเชื้อเสร็จ ก็ใช้ผ้าก๊อซหุ้มสำลีแล้วก็ปิดพลาสเตอร์ไว้ทั้งสองข้าง

“เท่านี้ก็เรียบร้อย ที่เหลือก็ปล่อยเขานอนไปนั่นแหละ” ชาญกับฟรานกำลังจะออกไป แต่ในขณะที่ฟรานกำลังลุกขึ้นนั้นผมก็ได้ดึงมือเธอไว้

“ฟ-ฟรานเรื่องที่เกิดขึ้นมันก็แค่การเข้าใจผิดกันเล็กน้อยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่หรอก” เธอหันมามองและนั่งลงอีกครั้งพร้อมกับจับมือของซึฮากิและกุมมือนั้นไว้ ความอบอุ่นจากมือของฟรานที่ทำให้ซึฮากิรู้สึกผ่อนคลายลงได้ถึงจะเล็กน้อยก็ตาม

“กิจังไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะเดี๋ยวพวกเราจะจัดการให้เอง” เธอวางมือของซึฮากิไว้ที่เดิม

เธอพูดเหมือนกับรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่แต่สิ่งที่เธอพูดมันไม่มีทางหรอก พวกเธอทำอะไรมันไม่ได้หรอกอย่างมากก็แค่ตักเตือน แทนที่จะปล่อยผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ พวกเธอจะทำให้มันแย่ลงอีก แต่ช่างเถอะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และ ฟรานก็เดินออกจากห้องไปปล่อย ซึฮากิไว้คนเดียว

เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนเสียงออดสุดท้ายดังขึ้นพวกนักเรียนต่างก็เริ่มทยอยกลับบ้านกัน พอได้ยินเสียงซึฮากิก็เลยลุกขึ้นจากเตียงวางเจล ประคบเย็นไว้ที่โต๊ะข้าง ๆ แล้วเดินกลับบ้าน ที่ที่เขาอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเลยไม่จำเป็นต้องนั่งรถรับส่งจะได้ประหยัดเงินไปในตัว

“สวัสดีครับคุณอายะ” เมื่อมาถึงบ้านหลังใหญ่ของพวกซึฮากิ เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับคุณอายะซึ่งเป็นคนดูแลที่นี่จึงรีบยกมือไหว้ทันที

“กิ! หน้าเธอไปโดนอะไรมา ไหนจะหัวเข่านั่นอีก” เธอตกใจทันทีเมื่อเห็นสภาพของซึฮากิและมือของเธอจับไหล่ทั้งสองข้างพยายามถามผมในขณะที่เธอก็มองไปรอบ ๆ ตัวผมเพื่อหาจุดอื่น

“แค่เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อยน่ะครั–” เขาพยายามที่ไม่ให้เกิดเรื่องใหญ่

“นี้เรียกว่านิดหน่อยเหรอ” เธอรีบพูดแทรกขึ้นมาทันทีในขณะที่ผมยังพูดไม่จบ เธอจ้องตาเขม่งเหมือนจะโมโหหนัก

“อะ! นั่นพี่กินี่” เอหนึ่งในเด็กกำพร้าที่พ่อกับแม่ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ คุณอายะจึงได้รับมาดูแลเพราะเขาไม่มีญาติคนอื่นเลย ผมค่อนข้างที่จะสนิทกับพวกเด็ก ๆ แล้วก็เป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่งที่คอยดูแลพวกเขา

เอวิ่งตรงเข้ามาพยายามดึงมือผมให้ไปเล่นด้วยกัน

ขอบใจมากเลยเอ น้องรัก ซึฮากิคิดในใจและมองไปที่เอ

ได้เสมอพี่ชาย เอคิดในใจขณะที่ทั้งคู่จ้องตากันเหมือนโทรจิตกันได้ [ทั้งสองคนยิ้มชั่วร้ายอยู่ในใจ]

“พวกเรากำลังเล่นซ่อนแอบกันอยู่ พี่กิก็มาเล่นด้วยกันสิ” เอลากผมไปหาเด็กคนอื่นๆ ซึ่งผมก็ตามไปโดยไม่ขัดขืนแต่อย่างใด อย่างน้อยก็หลบมาจากคุณอายะได้ พวกเราเล่นซ่อนแอบกันอยู่สักพักก็ได้เวลาข้าวเย็น อาหารส่วนหนึ่งก็ได้มาจากการบริจาคแล้วยังมีข้าวก้นบาตรจากวัดใกล้ ๆ อีกด้วย

สถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้ไม่ใช้ของรัฐจึงไม่มีงบมากพอและมีเด็กกำพร้าอยู่ถึงสิบเจ็ดคน ส่วนใหญ่อายุจะอยู่ประมาณห้าถึงสิบขวบ หลังจากทานอาหารกันจนอิ่มพวกเด็ก ๆ ก็แยกย้ายกันไปนอน เหลือผมที่จะคอยทำความสะอาดล้างจานก่อนที่จะไปทำการบ้านถึงจะได้นอน

28พฤษภาคม พ.ศ. 2575

เช้าวันต่อมาผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อมาช่วยคุณอายะทำอาหารสำหรับมื้อเช้า และยังมีลูกสาวของคุณอายะ เธอทำงานรับข้าราชการเป็นคุณครูสอนภาษา ซึ่งเธอก็มาช่วยดูแลเหมือนกัน บางครั้งเธอก็สอนหนังสือพวกเด็ก ๆ

“ถ้าเธอไม่อยากบอก ฉันก็จะไม่ถามแต่เธอก็ควรรู้ขีดจำกัดของตัวเองบ้างนะ” คุณอายะหันมาพูดกับซึฮากิโดยที่เธอก็กำลังคนข้าวที่อยู่ในหม้อสำหรับข้าวต้มในมื้อเช้านี้ น้ำเสียงของเธอพยายามจะสื่อว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ตั้งแต่สัปดาห์แรกเธอก็สังเกตเห็นรอยช้ำหลายแห่งแต่เธอก็รู้ดีว่าซึฮากิเป็นคนอย่างไรจึงพยายามที่จะไม่ไปยุ่ง

“ครับ” ผมตอบกลับด้วยคำสั้น ๆ และไปเตรียมชามสำหรับใส่ข้าวต้ม หลังจากพวกเราทานมื้อเช้าเสร็จแล้วผมก็เดินมาโรงเรียนเหมือนเดิม

“ไง ซึฮากิ” ซันนี่ที่กำลังจะเดินเข้าโรงเรียนหันมาเห็นเลยโบกมือทักทายผม ผมก็โบกมือทักทายกลับเช่นกัน

ผมที่กำลังจะเข้าโรงเรียนโดยที่ซันนี่ก็ยืนรอผมอยู่หน้าโรงเรียนแต่ก็รู้สึกเหมือนมีใครตามหลังผมมา ถึงมันจะเป็นแค่ความรู้สึกแต่ก็ต้องหันไปดู

“อ๊ะ! ส-สวัสดี” พีชหญิงสาวผมสั้นพร้อมด้วยแว่นตาคู่ใจผู้เป็นสมองของโรงเรียน เธอตกใจสะดุ้งเล็กน้อยตอนที่ผมหันไปมอง ตาของเธอก็ล่อกแล่กไปมาแต่พอทักทายเสร็จ เธอก็รีบวิ่งนำผมไปหาซันนี่ทันที

พวกผมสามคนก็เดินเข้าโรงเรียนพร้อมกัน ระหว่างทางที่เดินอยู่บนฟุตบาทผมก็เหลือบสายตาไปรอบข้างซึ่งเป็นสนามกีฬา ที่นั่นก็มีพวกที่เล่นฟุตบอลกันอยู่ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชาญอยู่ด้วย เขามักจะชอบเล่นฟุตบอลกันตอนเช้า เมื่อเดินเข้ามาถึงตัวอาคารแล้วผมมักจะไปนอนที่โต๊ะใต้ถุนตึก ผมจึงแยกกับพวกซันนี่ตรงนั้น ส่วนเธอสองคนก็คงจะไปทานข้าวเช้าที่โรงอาหาร

“กิ…จัง ๆ” ผมได้ยินเสียงใครบางคนเรียกจากที่ก้มหน้าหลับอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองหาที่มาของเสียง ตาก็ยังพร่ามัวอยู่เล็กน้อย คนที่เรียกก็คือ ฟราน

“แผลดีขึ้นหรือยังจ๊ะ” เสียงของเธอที่ถามผมด้วยความเป็นห่วงและยิ้มให้ด้วย รอยยิ้มนั้นทำให้ผมตาสว่างขึ้นมาทันที โดยที่ข้าง ๆ เธอนั้นก็มีผู้ชายอีกคนอยู่

เขามีชื่อว่า ซากิ หนุ่มหล่อสุดฮอตประจำโรงเรียนนี้ โคตรพ่อโคตรแม่หล่อกันเลยทีเดียว ฐานะทางบ้านก็ดี เรียนก็เก่ง ช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ เลย

“อืม ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวมันก็หาย” ท่าทางของเธอที่ดูเป็นห่วงก็ลดลง

“รีบไปกันเถอะฟราน เดี๋ยวสาย” ซากิจับมือฟรานและพาเธอออกไป

“อ๊ะ ไว้เจอกันนะกิจัง” เธอพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินออกไป

เห้อ…ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันซะจริง ๆ เลย เขาได้แต่มองตามหลังของทั้งคู่ที่เดินจับมือกันไป

เสียงออดแรกของวันดังขึ้น พวกนักเรียนต่างก็เดินกันวุ่นวาย ดังนั้นซึฮากิจึงนั่งรอต่อไป รอคนน้อยลงก่อนค่อยไปเรียน ถึงแม้มันจะต้องเข้าสายนิดหนึ่งก็ตาม

“นักเรียนเคารพ สวัสดีครับ / ค่ะ คุณครู” ยังดีที่ผมเข้าห้องทันก่อนที่ครูจะมาถึง หัวหน้าห้องนี้คือซันนี่เอง พวกฟรานก็อยู่ห้องเดียวกันกับเราหมดรวมทั้งถั่วเน่าก็เช่นกัน

“ก่อนที่เราจะเรียนครูจะทบทวนเรื่องพื้นฐานให้ก่อนนะ การกำเนิดเอกภพนั้นมีทฤษฎีที่มีการยอมรับมากที่สุดคือ บิกแบง...บรา บา บรา บา” วิชาแรกของวันนี้คือดาราศาสตร์ เมื่ออธิบายครูก็เริ่มเขียนบนกระดานเป็นเหมือนสรุปมายด์แม็ปให้

“เอาละที่นี้เราก็จะมาเรียนต่อกัน”

เรียนไปเรียนมาชักเริ่มง่วงคงเป็นเพราะต้องตื่นแต่เช้าแน่เลย ในขณะที่ผมสัปหงกอยู่นั้นเสียงของครูก็เริ่มไม่ค่อยได้ยิน ตาที่เริ่มเบลอลงเรื่อย ๆ แต่แล้วก็มีแสงสีขาวสว่างขึ้นที่กลางห้องเรียนและมันก็เริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนแสบตาไม่สามารถมองได้ ผมได้แต่หลับตาไว้ แต่สุดท้ายผมก็เผลอหลับไปจริง ๆ

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าที่ที่ผมอยู่ไม่ใช่ในห้องเรียนแต่กลับนอนอยู่กับพื้นดินโดยที่ถูกมัดมือ มัดขา มีเทปกาวปิดปาก รวมแม้กระทั่งตาที่ถูกผ้าปิดไว้ ถึงจะรู้สึกแปลก ๆ จนคิดว่าอาจจะฝันแต่ก็ไม่ใช่เพราะความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งคัน ทั้งหยาบ กลิ่นของดินทุกอย่างมันคือของจริง เห็นได้ชัดว่ามันคือการลักพาตัวอย่างแน่นอน

[เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : บิกแบง หรือ BigBang คือ ทฤษฎีการกำเนิดเอกภพที่ว่าด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของเอกภพโดยเริ่มจากอนุภาคพื้นฐานจนเป็นกาแล็กซีในปัจจุบัน]

ตอน 2

ภาคที่1 HIN ตอนที่ 2 กลิ่นที่ไม่เหมือนเดิม

ฉันถูกลักพาตัวมางั้นเหรอ? ซึฮากิพยายามขยับข้อมือที่ถูกอะไรบางอย่างมัดไว้

มีเสียงใบไม้ที่ถูกลมพัดอยู่ตลอดเวลา อากาศไม่ร้อนและไม่มีแดดแรง แต่ก็ใช่ว่าอากาศจะเย็น จากล่าสุดคือช่วงเวลาประมาณ 9:00 น. ที่หลับไป ดูจากสภาพอากาศแล้ว เวลาที่หลับไป น่าจะไม่เกินสองชั่วโมง ความเป็นไปได้ของระยะทางที่ถูกเคลื่อนย้าย ประมาณ 200 กิโลเมตร เสียงใบไม้มีจำนวนมากแสดงว่าต้องเป็นในป่าเพราะฉะนั้นไม่น่าใช่ในตัวเมือง หรืออาจจะเป็นพวกสวนหรืออุทยาน เดี๋ยวไม่สิ ไม่น่าจะใช่ ด้วยเวลาที่มีก็น่าจะสามารถเคลื่อนย้ายออกนอกตัวเมืองได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยู่ในป่าจริง ๆ ก็คงจะขอความช่วยเหลือยากแล้วสิ ซึฮากิวิเคราะห์ทั้งหมดด้วยเวลาสั้น ๆ

ไม่นานก็เริ่มมีเสียงฝีเท้าที่เดินผ่านตัวซึฮากิไปมา พร้อมกับเสียงการพูดคุยของคนหลายคนไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวซึฮากิ ถึงแม้ซึฮากิจะเพ่งสมาธิเพื่อฟังสิ่งที่พวกเขาคุยกันแต่ก็ยังคงได้ยินไม่ชัด

แม้ซึฮากิจะพยายามขยับมือแต่ก็ไม่ได้ผล ผ้าที่ปิดตาซึฮากิไว้ถูกดึงออก เมื่อซึฮากิเงยหน้าขึ้นมองไปที่ชายคนหนึ่งในชุดทหารลายพราง จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ

จึงได้เห็นพวกทหารอีกจำนวนหนึ่ง และที่น่าตกใจก็คือพวกนักเรียนจำนวนมากถูกจับมัดเช่นเดียวกับซึฮากิ แต่ก็มีเฉพาะคนที่ตื่นแล้วที่จะไม่มีผ้าปิดตา พวกเราที่พูดไม่ได้ก็ได้แต่รอเวลาไปก่อน จนเมื่อคนอื่น ๆ เริ่มตื่นขึ้นมาทีละคน ทุกคนต่างก็ได้แต่กวาดสายตามองไปมาด้วยความสงสัย

อืม การคำนวณของเราผิดพลาด เวลานี้น่าจะประมาณ 16:00 น. นั้นหมายความว่าพวกเขามีเวลามากกว่าหกชั่วโมงในการพาพวกเราไปที่ไกล ๆ พอ ที่จะไม่มีคนตามหาได้ทันที ที่สำคัญคือจุดประสงค์ของพวกมัน กวาดสายตามองดูทุกอย่างรอบตัวอยู่ตลอด

ไม่นานหลังจากที่ทุกคนตื่นพวกทหารกว่าสิบนายก็ได้กระจายไปแกะเทป ที่ปิดปากไว้จนครบทุกคน นักเรียนส่วนใหญ่ก็เริ่มที่จะโวยวายด้วยความขาดสติ ตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียง แต่มีบางคนเท่านั้นที่สงบสติอารมณ์ได้

“เงียบเดี๋ยวนี้!!!” เสียงที่ตะโกนขึ้นมาจากทหารที่อยู่ตรงหน้าทำเอาพวกนักเรียนทุกคนเงียบกริบในทันที

“ฉันจะเป็นคนอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟังเอง” ทหารคนเมื่อกี้พูดขึ้นมา มือทั้งสองของเขาไขว้ไว้ข้างหลังตลอดเวลา

“อา พวกเราเป็นทหารของอาณาจักรเซีย หน้าที่ของหน่วยเราคือการฝึกทหารหน้าใหม่จากต่างโลกให้พร้อมสำหรับสงครามที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 ปี ข้างหน้านี้” เขายังคงเอามือไขว้หลังไว้และยังเดินไปซ้ายทีขวาทีอย่างช้า ๆ พร้อมทั้งกวาดสายตามองไปยังนักเรียนทุก ๆ คน

เมื่อคำว่าต่างโลกเอ่ยออกมาพวกเราหลายคนก็เริ่มมึนงงและสงสัยมากขึ้น เริ่มมีเสียงกระซิบคุยกันเป็นระยะ ๆ

“ฉันไม่สนว่าพวกนายจะมาจากไหนหรือเป็นอะไรมาก่อน แต่ตอนนี้พวกนายคือทหารของอาณาจักรเซีย และที่นี่คือบ้านใหม่ของพวกนายแล้ว เตรียมตัวเตรียมใจรับการฝึกไว้ให้ดี ๆ ล่ะ ที่สำคัญทางเราจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้นถึงพวกนายจะถูกฝึกตายก็ตาม” เมื่อเสียงของทหารคนนั้นหยุดลง ก็เริ่มมีเสียงของพวกเราดังขึ้นมาแทน

“นี่ก็คงจะเป็นแค่รายการแกล้งคนน่ะใช่ไหมพวก” หนึ่งในนักเรียนได้พูดขึ้นมา นักเรียนส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนกันและท่าทีที่โล่งใจก็เริ่มแสดงออกมา บางคนก็ยิ้มและคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อผมมองไปที่พวกทหารทุกคน สีหน้าพวกเขาทุกคนดูจริงจังและเริ่มไม่พอใจ อีกทั้งยังมีอาวุธที่อยู่ตรงสะโพกซ้ายมีลักษณะที่ค่อนข้างยาวอาจจะเป็นกระบองก็ได้ อีกด้านที่อยู่ฝั่งขวาน่าจะเป็นปืนแน่ ๆ เท่าที่ดู

“ฉันบอกให้เงียบไง!!” เสียงที่ตะคอกใส่ ทำให้ทุกคนกลับมาเงียบกันอีกครั้ง

“ดูเหมือนว่าพวกนายจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้นะ จากนี้เราจะแก้มัดให้ทุกคนแต่ใครก็ตามที่คิดหนีหรือขัดคำสั่งพวกเราล่ะก็ จะต้องถูกทำโทษโดยขึ้นอยู่กับความผิด”

เมื่อพูดจบเหล่าทหารที่กระจายอยู่รอบ ๆ ก็เดินเข้ามาแก้เชือกที่มัดมือและขาออกทั้งหมดทุกคน รอยเชือกที่รัดจนแน่นทำให้มีรอยเหลืออยู่และมันก็ทำให้รู้สึกขัด ๆ และเจ็บแสบอีกด้วย

“ก่อนที่การฝึกแรกจะเริ่ม ใครมีคำถามอะไรไหม” เขายืนกอดอกไว้ในขณะที่พูดออกมาด้วยเสียงที่หนักแน่นสมกับเป็นทหารอยู่ตรงหน้าพวกเรา

ถึงหูจะฟังเขาอยู่แต่สายของผมกวาดไปเห็นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีพื้นที่เป็นวงกลมขนาดใหญ่ พื้นสีขาวน่าจะเป็นปูนหยาบ ๆ มีเสาหินสีขาวรูปทรงสามเหลี่ยมจำนวนสี่เสาวางเว้นกันทำมุมเป็นสี่เหลี่ยมล้อมพื้นที่เป็นวงกลมไว้

“คุณครับ ที่ตรงนั้นมันคืออะไร? แล้วที่นี่คือที่ไหนกันแน่?” เสียงของซากิถามทหารคนนั้นและชี้ไปด้านซ้ายซึ่งนั้นก็คือสั่งนี้ผมกำลังมองอยู่

“ตรงนั้นเป็นแท่นอัญเชิญ แล้วฉันก็ว่าฉันบอกไปแล้วนะว่าที่นี่คืออาณาจักรเซีย ถ้าจะให้ละเอียดก็ในป่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักร” เขาจ้องมาที่ซากิแต่ซากิก็จ้องกลับโดยไม่มีความเกรงกลัวแต่อย่างใด

“แล้วแท่นอัญเชิญเอาไว้ทำอะไรครับ?” ซากิถามต่อทันทีและจ้องตาสู้กับทหารต่อไป

“แท่นอัญเชิญก็ตามชื่อ มันเอาไว้ใช้เรียกพวกนายมายังไงล่ะ” ยังคงจ้องตากันอยู่

แท่นอัญเชิญงั้นเหรอ? หรือจะเป็นที่ให้ เฮลิคอปเตอร์ลง อะไรประมาณนั้นหรือเปล่านะ? สีหน้าของทุกคนที่แสดงออกมาด้วยความสงสัยอย่างมาก

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ฉันไม่อยากจะมาเล่นหรือทำตามคำสั่งของพวกแกหรอก” นัตโตะตะโกนและชี้นิ้วใส่หน้าพวกทหารที่ล้อมรอบตัวอยู่

“พวกแกรู้ไหมว่าฉันเป็นใค-” ไม่ทันพูดจบนัตโตะก็ถูกต่อยเข้ามาที่ท้องโดยทหารคนหนึ่ง ทำให้นัตโตะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นทันที

“ฉันบอกไปแล้วใช่ไหม ว่าไม่สนเรื่องของพวกนายก่อนจะมาที่นี่ ตอนนี้พวกนายเป็นแค่ทหารฝึกหัด ต้องทำตามคำสั่งพวกเราอย่างเคร่งครัด” ทหารคนเดิมพูดในขณะที่เดินเข้ามาหานัตโตะ

คุกเข่าข้างเดียวลงไปในระดับสายตาเดียวกัน เขาจ้องตาของนัตโตะ แต่นัตโตะก็หลบตา สุดท้ายทหารคนนั้นก็ลุกขึ้นและเดินกลับมาที่เดิม สายตาพวกนักเรียนเริ่มที่จะหวาดกลัวเพราะนัตโตะที่เป็นคนที่มีอำนาจมากกลับถูกกระทำอย่างนี้

“การฝึกแรกของวันนี้ก็คือ…วิ่งเพื่อข้าว” เสียงพวกนักเรียนเริ่มดังขึ้นต่างก็ซุบซิบกันใหญ่

“นี่เป็นแค่การเตรียมตัวเท่านั้น พวกนายจะต้องวิ่งไปตามทางที่เรากำหนดไปให้ถึงถนน ซึ่งที่นั่นจะมีรถม้ารออยู่ สำหรับสิบคนสุดท้ายที่ไปถึงจะถูกอดข้าวหนึ่งวัน เริ่มได้!!”

นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงสับสนมึนงงกับสถานการณ์นี้ทำให้พวกที่มีสติดีกว่านำหน้าไปแล้ว โดยทางที่ต้องวิ่งไปนั้นเป็นป่า ทางเดินจึงมีความยากลำบากอยู่พอสมควรแต่ก็ไม่ยากเกินไปเพราะพวกทหารก็น่าจะใช้ทางนั้นมาที่นี่ด้วยพวกหญ้าหรือต้นไม้บางส่วนถูกตัดออกไปแล้ว

ยังไงซะพวกเรากว่าครึ่งสมรรถภาพทางด้านร่างกายไม่สูง มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องรีบแค่รักษาความเร็วไว้ก็พอ ซึฮากิได้วิ่งไปอย่างช้า ๆ ระมัดระวังและมองพวกต้นไม้กิ่งไม้หรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอยู่ตลอด

มันไม่เหมือนกับวิ่งเข้าเส้นชัยแต่มันกลับเหมือนการเดินป่าที่แข่งกับเวลาซะมากกว่า ตั้งแต่เริ่มวิ่งมาก็น่าจะได้สักหนึ่งชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นทางออกสักที ถึงแม้ตอนแรกจะมีคนวิ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่ตอนนี้กลับไม่มี ความเร็วของคนส่วนใหญ่ตกลงเพราะความเหนื่อยล้า เราควรที่จะลดความเร็วลงด้วยดีไหม? เพราะยังไม่รู้ระยะทางที่ต้องไป การออมแรงไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี ซึฮากิยังคงวิ่งไปอย่างช้า ๆ อยู่

เสียงฝีเท้ากำลังวิ่งตามหลังมาใกล้ ๆ และเมื่อหันกลับไปมอง…พีชกำลังวิ่งตามมาด้วยสีหน้าที่แย่สุด ๆ เหงื่อที่ชุ่มไปทั่วทั้งตัวและเมื่อมาใกล้พอจนได้ยินเสียงลมหายใจของเธอทั้งแรงและไม่คงที่ เหมือนคนหอบ จังหวะหายใจมันผิด แสดงถึงการฝืนอย่างเห็นได้ชัด ตัวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเริ่มเห็นสีบรานิด ๆ

เธอสะดุดรากไม้ใหญ่จนล้มลงหน้าเกือบกระแทกกับพื้น ซึฮากิหยุดวิ่งและย้อนกลับมาดูอาการของพีชทันที

“เธอควรที่จะพักนะ” ซึฮากิพูดกับเธอที่ล้มอยู่ เธอมองมาที่ซึฮากิการหายใจเหมือนกับคนเป็นโรคหอบอะไรอย่างนั้นเลย

“ถ้าฉันพักแล้ว…” เธอเงยหน้าขึ้นมองมาที่ผม

“ฉันอาจจะไปไม่ทันก็ได้นะ” เธอหลบสายตาไปทันทีเมื่อเราสบตากัน

ไม่ได้ ๆ บอกไม่ได้เด็ดขาดว่าที่เรารีบฝืนวิ่งมาเพื่อตามหาซึฮากิเขา ถ้าบอกไปฉันคงไม่มีหน้าไปมองซึฮากิอีกแน่ สะบัดหน้าหลบสายตาจากซึฮากิ ใช้มือกำอกไว้ด้วยความเหนื่อยหอบ

“งั้น…” ซึฮากิดึงตัวเธอขึ้นมายืนอีกครั้ง

“…ขึ้นมา” สิ่งที่เธอไม่คาดหวัง ซึฮากิต้องการให้เธอขี่หลังของเขาเพื่อไปต่อ เธอดูค่อนข้างเขินอายจนหน้าแดงเล็กน้อย

“อะ-อืม” ถึงจะดูลังเลแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

อ๊าก!!! อยากจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ ไปเลยแต่ไม่ได้ ๆ ๆ ๆ เราต้องสงบสติอารมณ์ไว้ก่อน เธอจ้องไปที่หน้าของซึฮากิ แผ่นหลังที่อบอุ่นและชุ่มไปด้วยเหงื่อของซึฮากิ จนเสื้อด้านหน้าของพีชที่เปียกเหงื่ออยู่แล้วกับเปียกหนักกว่าเดิมทำให้เห็นบราสีฟ้าภายใต้เสื้อที่ใส่อยู่ถึงจะไซซ์ไม่ใหญ่มาก แต่อย่างน้อยมันก็คงทำให้ซึฮากิสัมผัสถึงมันได้บ้าง

อืม เธอตัวไม่หนักอย่างที่คิดแฮะ ถ้าแบบนี้ก็แบกไปได้สบาย ๆ เลยล่ะ วิ่งต่อไปและมองทางพร้อมสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา [ไม่ได้สนใจไอ้ที่กล่าวมาข้างบนเลยสักนิด]

และเมื่อเดินกันมาได้สักพักด้วยความเร็วที่ตกลงก็เริ่มมีคนอื่นที่นำหน้าไปแล้วหลายคน จนกระทั่ง พวกเขาทั้งสองคนเริ่มเห็นแสงสว่างข้างหน้า นั่นก็คือทางออกจากป่าซึ่งมีพวกทหารมาคอยรับพวกเราอยู่จำนวนหนึ่ง

“ดูนั่นสิซึฮากิ เราถึงแล้วล่ะ” ถึงแม้เธอจะพูดกับผมแต่ผมก็ไม่ได้ฟังเธอเพราะดันไปเห็นบางอย่างข้างทางเข้า

นั้นมันดูเหมือนกับ…กระต่ายไม่สิหรือนก ซึฮากิยังคงเดินไปไม่หยุดเพื่อไปให้ทัน จึงไม่มีเวลามาชักช้าได้

ในขณะที่กำลังจะออกจากป่าผมก็มองเห็นพวกทหารและพวกเราที่มาถึงแล้ว แต่…

“ทำไมถึงหยุดล่ะซึฮากิ?” ซึฮากิหยุดเดินต่อ และเอาพีชลงจากหลัง พร้อมทั้งถอดเสื้อของเขาให้กับพีช

“ใส่นี่ซะแล้วเธอก็เดินไปก่อน เดี๋ยวฉันจะไปดูอะไรสักหน่อย” เขาหันหลังและวิ่งกลับไปทางเดิม

ด้านหน้าเสื้อเรายังแห้งอยู่ ตอนแรกมันก็แทบจะไม่เห็นอยู่แล้วแต่ตอนนี้กลับเห็นมันอย่างชัดเจนเลยล่ะ ปล่อยให้เธอเดินไปสภาพนั้นไม่ได้หรอก วิ่งกลับไปโดยที่เปลือยท่อนบนอยู่อย่างนั้น

“แล้วเธอจะไปไหนล่ะ?” พีชถามด้วยความสงสัยถึงแม้ซึฮากิจะวิ่งต่อไปโดยไม่สนใจที่เธอพูด เธอจึงพยายามเดินตามหลังเขา หลังจากใส่เสื้อของซึฮากิแล้ว

“อย่าทำอะไรโง่ ๆ สิ ทั้งที่ข้อเท้าเธอบวมขนาดนั้นยังจะเดินไปไหนอีกเหรอ? รีบไปซะ” คำพูดเหล่านั้นทำให้พีชถึงกับตกใจเล็กน้อยถึงแม้เธอจะดูชั่งใจแต่สุดท้ายเธอก็เดินออกจากป่าไปตามที่ซึฮากิบอก

เขาเป็นอะไรไปนะ? หรือฉันทำอะไรผิดไป แต่อย่างน้อยตอนนี้ฉันกำลังใส่เสื้อของซึฮากิอยู่ พึ่งถอดออกมาแบบสด ๆ เลยด้วยสิ อ๊าก!!! อยากกรี๊ดให้ลั่นป่าไปเลย เดินไปอย่างช้า ๆ จนออกจากป่าไป

ด้วยความสงสัยผมจึงตัดสินใจที่จะกลับมาดูอีกครั้งแต่มันก็หายไปแล้ว ถึงจะลองเดินหาดูสักพักก็ไม่เจออยู่ดี สุดท้ายผมก็ล้มเลิกความคิดนี้และเดินไปรวมกลุ่มที่จุดหมาย พอไปถึงทหารคนหนึ่งก็บอกให้ไปอยู่อีกกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มเล็กถ้าให้เดาก็คงจะเป็นกลุ่มของผู้ถูกลงโทษ

“ว่าแต่ทำไมนายถึงเปลือยท่อนบนได้ล่ะ?” ทหารที่อยู่ใกล้ ๆ ถามมา แต่ผมก็ไม่ตอบอะไรจนเขาเลิกสนใจเอง

และเวลาผ่านไปจนคนสุดท้ายก็มาถึง เป็นผู้หญิงผมสั้นรู้สึกคุ้น ๆ หน้ายังไงไม่รู้สิ

“เอาละ ตอนนี้ทุกคนก็มาพร้อมกันแล้ว กลุ่มที่อยู่ทางด้านหน้าคือพวกสิบคนสุดท้ายที่มาถึง” ทหารคนนั้นคนเดิมกับที่พูดตอนแรกเขาเดินมาที่รถม้าใกล้ ๆ ซึ่งตรงที่ที่เราอยู่นี้เป็นถนนพื้นดินขรุขระมีทางไปสองทาง

"เรามีรถม้าไม่พอสำหรับพวกนายทุกคน ดังนั้นพวกสิบคนสุดท้ายจะต้องเดินตามรถม้าแทน"

เมื่อพูดจบ พวกทหารก็พาไปขึ้นรถม้าทันที ผมซึ่งเป็นหนึ่งในสิบคนสุดท้ายก็ได้ถูกนำไปอยู่ตรงระหว่างรถม้าสองคันนั้นก็คืออยู่ตรงกลางขบวนเพื่อกันเราหนี รถม้ามีเพียงสามคันเท่านั้น คันหนึ่งนั่งได้ประมาณหกคน พวกที่รอดยี่สิบคนจะได้นั่ง พีชเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

และแล้วรถม้าคันแรกก็เริ่มเคลื่อนขบวน เวลาผ่านไปนานจนร่างกายอ่อนล้า ทั้งก่อนหน้านี้ก็วิ่งมาหลายชั่วโมงแล้วเหมือนกันแต่ยังต้องมาเดินอีก ทำให้มีคนหลายคนเริ่มป็นลมหมดสติไป ถึงเป็นอย่างนั้นพวกทหารก็ไม่ให้เอาคนสลบขึ้นรถ คนที่ยังเดินไหวอยู่ก็ต้องลำบากแบกคนที่หมดสติไปด้วย

หน้าคุ้น ๆ แหะ ไอ้เราก็ไม่ค่อยสนใจคนอื่นเท่าไหร่เลยจำไม่ค่อยได้ เขาแบกผู้หญิงที่หมดสติมาด้วยคนหนึ่ง จนกระทั่งพวกเรามาถึงที่หมายปลายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกฟราน ซากิ ซันนี่ ชาญ และพีช พวกเขาต่างก็ได้นั่งรถม้า แม้แต่ถั่วเน่าที่โดนอัดไปก่อนเริ่มแต่ก็สามารถรอดมาได้

สภาพของพวกเราสิบคนเรียกได้ว่าหนักสุด ๆ โดยเฉพาะพวกที่ต้องแบกคนอื่นมาด้วย ขนาดเราที่ร่างกายค่อนข้างแข็งแรงยังเหนื่อยขนาดนี้แต่พวกคนทั่วไปนี่ซิ ระหว่างทางก็กระเสือกกระสนมาเรื่อย ๆ จนได้

“ทุกคนมารวมกันตรงนี้!!” เขาเรียกพวกเราไปรวมที่หน้าอาคารหนึ่งซึ่งก็น่าจะเป็นที่พักของพวกทหารนั่นแหละ

“นี่เสื้อนาย ขอบคุณมากเลยนะ” พีชที่ยื่นเสื้อคืนให้กับผมและยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหน

“อา - เราจะทำการคละกลุ่มกัน โดยฉันจะทำการสุ่มมาคนหนึ่งก่อนเพื่อให้เป็นหัวหน้าทีม และจะให้หัวหน้าทีมเลือกสมาชิกโดยผลัดกันเลือกทีละคน คงจะเข้าใจใช่ไหม?”

จากนั้นเหล่าผู้โชคดีที่ถูกสุ่มได้กลายเป็นหัวหน้าทีมซึ่งก็มีฟราน ชาญ และซากิอยู่ด้วย ส่วนอีกสามคนนั้นผมไม่รู้จักน่าจะย้ายมาจากห้องอื่นหรือไม่ก็พึ่งเข้ามาเรียน โดยแต่ละทีมจะมีสมาชิกห้าคนและหัวหน้าทีมอีกหนึ่งคนรวมเป็นหกคน

“ทีนี้ก็คุยกันไปก่อน ระหว่างที่เราเตรียมข้าวเย็นอยู่”

ฟรานเธอเลือกผมเข้าทีมคนแรกส่วนที่เหลือนั้นไม่รู้จักเลยสักคนคงเพราะพึ่งเปิดเรียนได้ไม่กี่วัน นั่งกันเป็นวงแต่ก็แทบจะไม่สบตากันเลย

“ไง ฉันชื่อเซน พวกนายคงรู้จักฉันจากทีวีแล้วสินะ เพราะฉันน่ะมัน so hot so cool สุด ๆ ไปเลย” ท่ามกลางสภาวะเดดแอร์ ก็มีเสียงของหนึ่งในพวกเราพูดขึ้นมา

เรื่องหน้าตานี้บอกได้เลยว่าโคตรพ่อโคตรแม่หล่อเลยทีเดียว ถ้าให้พูดน่าจะหล่อกว่าซากิอีกนะเนี่ย แต่เขาคงพึ่งมาเรียนเลยยังไม่ค่อยมีคนรู้จักแหละนะ

ดูจากสีหน้าและน้ำเสียงแล้วมันทำให้ดึงดูดอยากฟัง อยากมีส่วนร่วมไปแต่ก็มีความน่าหมั่นไส้อยู่ด้วย ความรู้สึกที่เป็นกันเองและสบายใจ แสดงออกมาโดยตรงเหมือนกับที่ใจคิด ถึงประโยคมันจะดู…ช่างมันเถอะ

“เซนเหรอ ใช่ดาราหน้าใหม่ที่แสดงเรื่อง แกรี่กับหลานรัก หรือเปล่า? ตอนเรียนก็คิด ๆ อยู่ทำไมหน้าคุ้น ๆ” ถึงตอนแรกฟรานจะดูลังเลไม่แน่ใจแต่พอรู้ชื่อฟรานก็ถามเซนไปทันทีเพื่อความชัดเจน

“ใช่แล้ว ฉันนี่แหละเซน ดาราหน้าใหม่ไฟแรง ทุกเรื่องที่ฉันแสดงต่างก็โด่งดังเป็นพลุแตกเลยล่ะ” เซนก็ตอบกลับทันทีพร้อมด้วยท่าทีที่ทั้งอวดทั้งอวย แต่ผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา ที่พยายามกลั้นหัวเราะอยู่แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมาจนได้

“ฮ่า ๆ ๆ นายเนี่ยนะดาราหน้าใหม่ไฟแรง นายคงจะไม่รู้ใช่ไหมว่าดาราที่ชื่อเซนน่ะ ฮ่า ๆ ๆ เขาแสดงได้แย่มาก ๆ เลยนะ สิ่งเดียวที่เขามีก็คือหน้าตาเท่านั้นนอกจากนั้นก็ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ฮ่า ๆ ๆ” เธอหัวเราะเยาะเย้ยต่อหน้าเซน อีกทั้งยังนั่งข้าง ๆ กันด้วย

“นี่เธอ!!” เซนเริ่มขึ้นเสียงและตะคอกใส่แสดงถึงความโกรธ

“ทำไมถึงได้…รู้เกี่ยวกับตัวฉันเยอะขนาดนี้ แม้แต่พวกเพื่อน ๆ ฉันเขายังไม่รู้เลยว่าฉันเป็นดารา พอถามคนส่วนใหญ่พวกเขาก็แทบจะไม่รู้จักฉันกันเลย…ขอบคุณมากจริง ๆ” น้ำเสียงที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วดังฟ้าแลบ จากโกรธสู่ความรู้สึกขอบคุณจนทำให้เซนนั้นหลั่งน้ำตาออกมาโดยที่เขาได้เอื้อมมือไปกุมมือของเธอที่นั่งข้าง ๆ ไว้พร้อมกับร้องไห้ด้วยความดีใจ

“เอามือออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ” เซนถูกยันหน้าออกด้วยฝ่าเท้า

คนอื่นต่างมองด้วยความสงสัยและงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคงคิดในใจว่า มันยังสติดีอยู่ใช่ไหม?

“เอาเป็นว่าอย่างน้อยพวกเราควรรู้จักชื่อกันก่อนนะ ฉันชื่อ ฟราน เลสเทีย ชื่อออกจะแปลก ๆ หน่อยนะ แต่เดี๋ยวก็ชินเองแหละ” ฟรานเธอลุกขึ้นยืนและแนะนำตัวเองก่อนใคร

“ฉัน นริกา ปรพง ชื่อเล่น นาริ” สาวมาดสุดเท่ที่พึ่งจะหัวเราะเยาะเซนและยันหน้าด้วยฝ่าเท้าไปเมื่อกี้

“แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไร?” นาริหันมองไปที่สาวผมสั้นที่นั่งเงียบ ๆ ไม่สนใจใคร หรือแม้แต่จะมองตา เธอเอาแต่หลบสายตาไปมาตลอดเวลา ขณะที่นาริถามชื่อ เธอก็สะดุ้งเล็กน้อยและพยายามเบี่ยงสายตาหนี แต่เธอก็ยังตอบคำถามของนาริอยู่

“ค-คานะ คานะ อาริโกะ” สงสัยเธอจะเป็นคนที่ขี้อายสุด ๆ ไปเลย

“งั้นผมขอแนะนำตัวบ้างนะครับ ผมนายสมศักดิ์ ศรีสัตย์ ชื่อเล่น ชื่อ แซม เป็นนักเรียนที่พึ่งจะย้ายมาใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อน ยินดีที่ได้รู้จักครับผม”

เขาดู…ผิดจากภายนอกไปหน่อย ทั้งที่ใส่แว่น ทรงผมเสื้อผ้าที่ใส่มันค่อนข้างเหมือนพวกเด็กเรียนเข้าสังคมไม่เป็นอะไรประมาณนั้นเลยล่ะ ลักษณะการพูดวิธีพูดรวมทั้งกิริยาท่าทางมันเหมือนกับคนที่ถูกฝึกเรื่องมารยาทมาเป็นอย่างดี

“ตอนนี้ก็เหลือแค่กิจังแล้วนะ แนะนำตัวให้คนอื่นรู้จักหน่อยสิ” เธอหันหน้ามามองที่ผมด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคยขณะที่ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่ มีแต่ต้องทำ

“ซึฮากิ ฮาฟกลาด” ประโยคสั้น ๆ ที่เหมือนซึฮากิจะรีบ ๆ พูดไปให้มันจบ คนอื่น ๆ พอได้ยินผมที่พูดเหมือนไม่สนใจพวกเขา เลยมันทำให้พวกเขาดูเกร็ง ๆ กลัว ๆ อาจเป็นเพราะผมมีเรื่องทะเลาะวิวาทอยู่บ่อยครั้ง

“เราเตรียมข้าวเย็นเสร็จแล้ว!! ให้แต่ละทีมตั้งแถวกันมา เพื่อรับอาหารไปกิน แต่!! อย่าลืมพวกสิบคนให้แยกตัวไปที่เดิมที่เรานัดรวมตัวและรอคนอื่น ๆ กินเสร็จ จากนั้นเราจะได้จัดห้องให้”

อดกินข้าวหนึ่งวัน สำหรับเรามันก็ไม่เท่าไหร่ แต่คนอื่น ๆ นี่สิ จะไหวไหมนะ? ทั้งที่เหนื่อยกันมาแท้ ๆ

“อา – ก่อนอื่นทีมของพวกนายต้องมีชื่อ โดยมีชื่อเต็มไว้ที่ตั้งไปงั้นแหละไม่ได้ใช้ทำอะไร กับชื่อย่อซึ่งจะเป็นอักษรตัวเดียวโดด ๆ และชื่อนี้จะไว้ใช้เรียกทีมของพวกนาย อะ! ยังไม่ต้องรีบฉันให้เวลาพวกนายคิดก่อน แต่ตอนนี้ฉันจะจัดห้องให้ก่อน”

แต่ละทีมจะมีสองห้องคือแยกชายแยกหญิงกัน ที่สำคัญมีห้องน้ำในตัวด้วย ก่อนหน้าที่เราจะแยกย้าย เขาก็บอกให้ตื่นมาเตรียมตัวก่อนตีห้าครึ่ง

“นี่นาย ชื่อซึฮากิใช่ไหมครับ” แซมเดินเข้ามาถามในขณะที่กำลังจะเดินเข้าห้อง สีหน้าของเขาดูจริงจังมาก

“ฉันมีเรื่องที่อยากถามอยู่…นายไม่มีชื่อเรียกที่มันสั้นกว่านี้เหรอ? ชื่อสามพยางค์มันดูเรียกยากน่ะ”

ที่แท้ก็แค่เรื่องชื่อนี่เอง ไอ้เราก็ตกใจหมด

“อืมม…ก็มีนะ ชื่อที่ฟรานใช้เรียกฉัน กิจัง” แซมเดินมาหยุดตรงหน้าขวางทางเข้าและเอามือทั้งสองข้างมาจับไหล่ทั้งสองข้างเสียงดังเหมือนอย่างกับตบหน้า เขาจ้องมาที่ตาของซึฮากิ

“กิจัง งั้นต่อจากนี้ผมก็จะเรียกนายว่ากิจังได้ใช่ไหม?” แซมจ้องมาที่ตาของซึฮากิด้วยสายตาอ้อนวอน

“ได้สิ แล้วแต่นายเลย”

จะเรียกยังไงก็ช่างเพราะมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก สีหน้าโล่งใจนึกว่าจะมีเรื่องซะแล้วสิ

พวกเราที่เข้ามาในห้องก็อยากที่จะอาบน้ำเพราะเสียเหงื่อมาทั้งวันแล้ว พวกทหารได้เตรียมสิ่งของจำเป็นไว้พร้อม ชุดลำลอง ห้องน้ำที่มีส้วมในตัว ที่นอนแบบปูแล้วพับ

“ไง! ซึฮากิหุ่นนายนี่ก็บึกใช้ได้อยู่นะ แต่ไม่เท่าของฉันหรอก ดูสิซิกซ์แพ็กอันสวยงามที่ฉันปั้นมากับมือเลยนะ” ในขณะที่พวกเรากำลังจะอาบน้ำซึ่งพวกเราก็ถอดเสื้อผ้ารอไว้

และแล้ววันแห่งความสับสนวุ่นวายก็ได้สงบลงด้วยความมืดในยามราตรีที่ทุกคนต้องพักผ่อน มันทำให้ผมได้คิดอะไรหลายอย่างแต่ช่างมันเถอะ คิดมากไปก็จะปวดหัวจนนอนไม่หลับเอา

ช่วงกลางดึกที่แสนจะเงียบมีเพียงเสียงร้องจากแมลงแค่นั้น จู่ ๆ ซึฮากิก็ตื่นขึ้นมากะทันหันกลางดึกทำให้นอนไม่หลับ เขาเลยตัดสินใจจะไปดูวิวกลางคืนในป่าสักหน่อยแต่ก็ได้แค่มองจากหน้าต่างเท่านั้น

“อ้าว ซึฮากิยังไม่หลับอีกเหรอ?” เซนอยู่ตรงหน้าต่างและกำลังมองไปข้างนอกแต่พอได้ยินเสียงของผม เขาก็หันมาหาผมทันที

“ก็แค่นอนไม่ค่อยหลับ” เสียงอันเย็นชาที่ตอบกลับไป แต่เซนก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด

“รู้อะไรไหม ต่อจากนี้ฉันว่าเรากำลังจะเจอกับเรื่องแย่ ๆ อีกมากเลยล่ะ” ถึงแม้เขายิ้มอยู่ตลอดเวลาที่คุยด้วยแต่คราวนี้รอยยิ้มนั้นต่างออกไปมันดูห่อเหี่ยวเหมือนกำลังกังวลเรื่องอะไรบางอย่างอยู่

ผ่านไปสักพักเซนก็กลับไปนอนและผมก็กลับไปนอนเช่นกัน คำพูดของเซนยังคงติดอยู่ในหัวผมอยู่

เรากำลังจะเจอกับเรื่องแย่ ๆ งั้นเหรอ? แล้วแค่ตอนนี้ยังไม่แย่พออีกหรือไงนะ แต่ช่างเถอะนอนต่อดีกว่า

ตอน 3

ภาคที่1 HIN ตอนที่ 3 เริ่มการฝึกของจริง

29 พฤษภาคม พ.ศ. 2575

…เสียงนกหวีดดังลั่นไปทั่วทั้งอาคาร นักเรียนส่วนใหญ่ตกใจตื่นกันหมด ถึงจะเป็นทีมเดียวกันแต่พวกผู้หญิงจะได้พักแยกกันแต่ห้องทั้งสองจะติดกัน

ซึฮากิที่ตื่นมาเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว ที่ทำได้เพราะปกติเขาก็ตื่นไวอยู่แล้ว หลังจากเสียงนกหวีดดังก็ผ่านไปหลายนาที แต่เซนก็ยังคงหลับต่อไม่สนใจ เขาคงคิดว่าอยู่ที่บ้านแน่ ๆ เลย

อยู่ในป่าแถมไม่มีสายไฟหรือท่อน้ำเลย แล้วไฟฟ้ากับน้ำประปามาจากไหนหรือจะใช้ระบบสายดินหมดแล้ว นั่งเหม่อคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บนที่นอนที่พับเก็บเรียบร้อยแล้ว

“คุณเซนครับ ๆ” เสียงปลุกจากแซมที่กำลังเขย่าตัวของเซนอยู่ ไม่นานเซนก็ตื่นขึ้นพร้อมทั้งมองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางที่สะลึมสะลือ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ลุกขึ้นมาแต่เดินไปที่ประตูห้องและเปิดออกไป

“พี่ตื่นได้แล้วเดี๋ยวจะสายเอานะ” เขาได้เดินไปที่ห้องของพวกผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ กัน และเปิดประตูเข้าไปทันที ถึงแม้จะยังสะลึมสะลืออยู่ก็ตาม

“กรี๊ด!!!” พวกผู้หญิงที่กำลังแต่งตัวกันอยู่ต่างก็ตกใจ ช็อกยืนนิ่งไปสักพักก่อนที่จะมีเสียงร้องดังลั่นไปทั่วทั้งอาคาร

“…พี่บ้านเอ็งสิไอ้โรคจิต!!!” เสียงของที่นาริตะโกนขึ้นมาและพุ่งเข้าถีบยอดหน้าเซนจนกระเด็นตกระเบียงทางเดินร่วงลงตรงพุ่มไม้ข้างอาคารพอดี เสียงร้องที่ดังไปทั่วอาคารทำให้พวกนักเรียนที่อยู่ใกล้ ๆ ออกมาดูกันหมด ส่วนทางนาริก็รีบปิดประตูทันที เซนที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ก็ตาสว่าง เขามองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัยว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?

“โอย ๆ ๆ ทำไมปวดหัวอย่างนี้ หน้าก็รู้สึกชา ๆ ยังไงไม่รู้สิ” เซนปีนกลับขึ้นมาและเดินกลับเข้าห้องตัวเอง โดยที่แซมและซึฮากิก็ดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด

“คุณเซนครับ เมื่อคืนสมองคุณคงไม่ได้โดนอะไรกระแทกมาใช่ไหมครับ” แซมถามขึ้นมาขณะที่เซนกำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า มีหัวเราะเยาะนิดหน่อย

ถึงเขาจะดูไม่ปกติแต่ไม่คิดเลยว่าจะขนาดนี้นะ แซมแต่งตัวต่อ

“ก็ไม่นะ” เซนตอบกลับทันที

เสียงนกหวีดที่สองดังขึ้นหลังจากครั้งแรกประมาณสิบนาทีพร้อมกับเสียงตะโกน

“อีกห้านาทีฉันจะเป่าครั้งที่สามถ้าตอนนั้นใครยังไม่อยู่ที่จุดรวมตัวล่ะก็โดนดีแน่ ๆ” นายทหารคนเดิมที่ตะโกนมาสุดเสียง พวกนักเรียนต่างก็รีบออกจากห้องและไปที่จุดรวมตัวอย่างร้อนรน พอมองไปรอบ ๆ ที่เป็นป่าก็มืด ๆ อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็คงขึ้นแล้ว

และเสียงนกหวีดครั้งที่สามก็ดังขึ้นพวกทหารหลายนายเข้าไปค้นตามห้องเพื่อดูคนที่ยังไม่มา โชคดีที่ทุกคนมากันหมดแล้ว ซึ่งเสื้อผ้าที่ใส่จะเป็นชุดที่เหมือนกับชุดลำลองทั่วไปเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น สีเขียวทั้งหมด

“ต่อจากนี้เราจะไปกินข้าวเช้ากันเพราะฉะนั้นพวกที่ถูกบทลงโทษเมื่อวานให้แยกตัวออกไป ข้าง ๆ ถ้าฉันนับแล้วไม่เหมือนเดิมล่ะก็ พวกนายทุกคนจะติดร่างแหไปด้วย” สิ้นเสียงจากทหารเสียงฝีเท้าก็เริ่มดังขึ้นพวกนักเรียนที่ถูกลงโทษต่างก็แยกตัวออกมา พวกทหารนับดูก็ครบพอดีจึงไม่มีปัญหาอะไร

“มื้อนี้อาจเป็นมื้อสุดท้ายที่พวกฉันจะทำอาหารให้พวกแกกิน ต่อไปจะมีเวรทำอาหารไม่ต้องห่วงเรื่องวัตถุดิบเพราะทางเรามีเตรียมไว้ให้แล้ว” นักเรียนยี่สิบกว่าคนและพวกทหารสิบกว่าคนเห็นจะได้ พวกเขานั่งกินข้าวเช้าซึ่งเป็นข้าวต้มที่มีผักชีโรยหน้าแค่นั้น ส่วนพวกเราสิบคนที่ถูกทำโทษต้องนั่งเฉย ๆ ดูพวกเขากินข้าวกัน เวลาผ่านไปประมาณสิบนาทีทหารได้เรียกพวกเรามารวมตัวกันอีกครั้ง

“ในวันนี้จะมีการฝึก 6 รูปแบบ หรือจะเรียก 6 ฐานก็ได้ โดยพวกฉันจะคอยควบคุมการเปลี่ยนทีมและการฝึกทุกอย่าง เอาละ เริ่มได้!!!” พวกเราทั้ง 6 ทีมต่างก็แยกกันไปซึ่งจะมีทหารที่คอยนำทางให้อยู่ ทางที่ทีมซึฮากิมานั้นค่อนข้างโล่งเหมือนกับลานอะไรสักอย่างหนึ่ง

“เอ่อ…พวกเธอเป็นอะไรไปเอาแต่เมินฉันตลอดเลย?” เซนที่หันไปถามพวกนาริ แต่เธอ ฟรานและคานะต่างก็ไม่สนใจพร้อมกับรีบเร่งฝีเท้าเดินนำพวกเราไป

“ฉ-ฉันทำอะไรผิดไปใช่ไหมหรือเพราะว่าฉันหล่อเกินไป? ถ้าไม่ยอมพูดกันแบบนี้จะเข้าใจกันไหม หะ!! พวกเธอ” เซนเริ่มหงุดหงิดเดินไปก็เตะก้อนหินไปเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น

“หยุด” จุดที่เรายืนอยู่คือกลางแจ้งพื้นดินแห้งๆ แม้แต่หญ้าก็ไม่มีขึ้นเลยจะเป็นการฝึกแบบไหนกันนะ “ตรงนี้เป็นการฝึกความอดทน โดยวิธีง่าย ๆ ก็คือฉันจะฝังพวกนายทุกคนให้เหลือแค่หัวออกมาเพื่อหายใจ”

นายทหารหนึ่งคนที่พูดกับเราและอีกหนึ่งคนที่กำลังเตรียมการอะไรบางอย่างอยู่ข้างหลังถึงแม้จะไม่นานแต่เมื่อเราได้หันหลังกลับมา หลุมหกหลุมขนาดพอดีตัวก็ปรากฏตรงหน้าทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเป็นที่โล่งแจ้งไม่มีอะไรเลย แต่กลับมีหลุมอยู่ตรงนี้ได้

นายทหารคนนั้นขุดในระหว่างที่เราหันไปฟังที่เขาอธิบายงั้นเหรอ? แต่ไม่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ในเวลาแค่นี้ หรืออาจจะมีเครื่องพิเศษอะไรสักอย่างก็ได้

แต่ในวินาทีนั้นฟรานเธอก็ยกมือขึ้น “คุณคะหลุมพวกนี้พวกคุณขุดกันได้ยังไงเหรอคะ? ทั้งที่เมื่อกี้ไม่เห็นจะมีเลย” เป็นคำถามที่พวกเราทุกคนกำลังสงสัยกัน

“ก็แค่ใช้เวทระดับ 2 เองนะ” ทหารนายนั้นที่กำลังถือไม้แปลก ๆ อยู่อันหนึ่ง พวกเราต่างก็รู้สึกตกใจแสดงสีหน้าของความสงสัยอย่างชัดเจน แต่มีแค่เซนที่ไม่ได้ตกใจอะไรขนาดนั้น

ใช้เวทงั้นเหรอ? ซึฮากิพยายามมองด้วยความสงสัยและจ้องไปที่ตาของนายทหาร

สายตาของเขาไม่ได้โกหก ฉันมั่นใจในเรื่องการมองคนเหมือนกับเมื่อวานที่บังเอิญเจอกับพีช เธอก็โกหกตอนที่เธอฝืนวิ่ง อาณาจักรเซียที่ไม่เคยได้ยินที่ไหน หลุมที่ไม่สามารถขุดได้ในเวลาอันสั้นแบบนี้อาจจะเป็นโลกอื่นที่มีวิทยาการก้าวหน้ามาก ๆ หรืออาจจะมีการเตรียมหลุดไว้แล้วเพียงแค่พรางตาไว้เท่านั้น ยังไงก็ตามฉันต้องเห็นด้วยตาของตัวเองเท่านั้นถึงจะเชื่อเรื่องพวกนี้ได้ ครุ่นคิดอย่างเอาเป็นเอาตาย

“แสดงให้ดูสิ ช่วยแสดงให้เห็นอีกทีสิ” ฟรานที่พูดเสียงดังขึ้นมาพอดี ทำให้สายตาทุกคนจับจ้องไปที่ฟรานทันที

สมแล้วยังคงหัวไวเหมือนเดิมเลยนะฟราน

“ก็ได้ ๆ ดูให้ดี ๆ ละ” ถอนลมหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปอีกทางพร้อมกับชี้ไม้นั่นลงไปที่พื้น ถึงมองไม่ชัดแต่เขากำลังพึมพำอะไรสักอย่างอยู่ จากนั้นไม่นานนัก ดินที่พื้นก็เริ่มยุบลงและกลายเป็นหลุมในเวลาอันสั้น

อืม…อาจจะเป็นทริคอะไรก็ได้ ถ้าเป็นเวทมนตร์จริงก็ต้องทำอย่างอื่นได้อีกสิ

“ลุงคะ ใช้เวททำอย่างอื่นได้อีกไหมคะ” ฟรานถามแทรกขึ้นมาอีกแล้ว ทำให้ทหารอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ เราถึงกับตกใจ

เธออ่านใจฉันได้หรือไงเนี่ย!! ในใจกำลังกุมขมับแต่ความเป็นจริงยังคงหน้านิ่งอยู่

“ก็ได้ ๆ เซ้าซี้จริง ๆ เลยเธอเนี่ย แล้วใครให้เรียกลุง หา!!” หันมาตะคอกใส่ฟราน

“ขอโทษค่า” มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาแนบชิดติดกันเกิดเสียงดังเหมือนกับตบมือและค้างไว้ที่ระดับสายตาชิดกับใบหน้าพอดี

ทหารนายนั้นเริ่มพึมพำอีกครั้งและชี้ไม้แท่งนั้นไปด้านหน้า และไม่นานนักก็มีกำแพงที่เป็นดินผุดขึ้นมาจากพื้นด้านหน้าของเขา ทำให้พวกเราทุกคนต่างตกตะลึง

โห เอาเป็นว่าเชื่อไว้ก่อนแล้วกัน

“นั่นมันอะไรกัน? แค่ชี้ด้วยไม้นั่นก็มีกำแพงดินโผล่ออกมาด้วย มันคือเวทมนตร์จริง ๆ เหรอเนี่ย” ท่าทางของนาริที่ตกตะลึงปนไปกับความตื่นเต้นจนตาวาวขึ้นมาทันที

“อย่างกับในเกมเลย นี่คงไม่ใช่ฝันใช่ไหมเนี่ย?” แซมที่มีท่าทีเหมือนกับนาริไม่มีผิด แต่กลับกันเซนไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย ฟรานก็เช่นกัน ส่วนคานะเธอเอาแต่ก้มหน้าแถมตัวสั่น

“รู้สึกเราจะนอกเรื่องมามากแล้ว ตอนนี้พวกนายรีบลงไปในหลุมนั่นซะ” พวกเราที่ลงไปในหลุมที่พอดีตัวรออยู่พักหนึ่ง ทหารนายนั้นก็ใช้เวทอีกและกลบดินในหลุมจนแน่นไปหมดไม่สามารถขยับอะไรได้เลยเหลือไว้เพียงแค่หัวที่โผล่ขึ้นมาหายใจ

เพราะดินมันถูกอัดจนแน่นเลยหายใจลำบาก มันคือการฝึกตรงไหนเนี่ย? หายใจแบบสั้น ๆ แต่ถี่

“นี่มันการฝึกอะไรกันเนี่ยไร้สาระเป็นบ้า” จากตอนแรกที่นิ่งเงียบ แต่ตอนนี้เซนกลับมาโวยวายเหมือนปกติและยังคงบ่นอยู่ยังงั้นตลอด

ดูจากพระอาทิตย์ เราน่าจะถูกฝังมาหนึ่งชั่วโมงแล้วโดยประมาณ ตอนเช้าที่แยกแต่ละทีมออกไปหมายความว่ามีที่อื่นที่ต้องไปอีก การฝึกทั้ง 6 ฐาน ถ้าหากจะให้ฝึกในหนึ่งวันแต่ละฐานก็จะมีเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้ามีการฝึกในช่วงกลางคืนด้วยก็อาจจะมากกว่านั้น ซึฮากิคิดไปเพลิน ๆ ระหว่างที่ถูกฝังจนไม่มีอะไรจะทำ

“น่าเบื่อ ๆ ๆ ๆ น่าเบื่อจริง ๆ เลยเว้ย!!” เซนยังคงตะโกนโวยวายอยู่

“หนวกหูจริง ๆ ไอ้บ้านี่ เมื่อไหร่จะเงียบสักที!!” นาริที่ถูกฝังอยู่ข้าง ๆ เริ่มรำคาญเซนและตะคอกใส่ทันที

“ว่าไงนะ ยายทอม!!” เซนโต้กลับทันที ทั้งคู่จ้องกันด้วยสายตาที่ดุร้าย

“พอแล้ว ๆ ทั้งคู่นั่นแหละ” ฟรานพูดแทรกขึ้นมาทันทีเธออยู่ต่อจากนาริ

197…198…199…200 ซึฮากิไม่ได้สนใจใครเอาแต่นับเวลาเล่น ๆ ฆ่าเวลา

“นายคนนั้นน่ะ แซมใช่ไหม นายก็ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ ฉันเห็นเงียบมานานแล้วนะ!!” แซมที่อยู่ต่อจากฟรานเอาแต่เงยหน้าขึ้นฟ้าอยู่ตลอดตั้งแต่ถูกฝังได้ไม่นาน

“แซม ๆ เธอได้ยินหรือเปล่า” ฟรานที่อยู่ข้าง ๆ ได้พยายามเรียกแซม พอมองได้อยู่สักพักแต่แซมก็ยังคงนิ่งอยู่

“ให้ตายสิ ซึฮากินายก็ด้วย เอาแต่นิ่งเงียบอยู่ได้ไม่เบื่อบ้างหรือไง? เรามาหาเรื่องคุยกันดีกว่า” เซนหันมาถามซึฮากิซึ่งอยู่ข้าง ๆ กัน

“ฉันว่าเราไม่มีเรื่องที่ต้องคุยกันนะ” ซึฮากิตอบกลับทันที เซนถึงกับทำหน้าเซ็ง

เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะ เอ่อ 225…226…227 ยังคงนับเวลาต่อไป

“เอ่อ แล้วเธอคนนั้นล่ะ ชื่ออะไรนะฉันจำไม่ได้” เซนมองไปที่คานะซึ่งอยู่ต่อจากซึฮากิ เธอค่อนข้างขี้กลัวมองไปมาตลอดเวลา ดูเหมือนตัวจะสั่นนิด ๆ ด้วย

“ค-คานะ” ถึงเธอจะตอบกลับมาแต่ก็ไม่ยอมมองหน้าแม้แต่น้อย

“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นตัวสั่น ๆ หรือว่าไม่สบาย” น้อยครั้งที่เซนจะพูดด้วยเสียงปกติไม่เสียงดังจนหนวกหู

“…...” เธอไม่ตอบอะไรทำเพียงแค่ส่ายหน้าเท่านั้น

“แน่ใจนะ? งั้นฉันไม่รบกวนแล้วล่ะ” หลังพูดจบเซนก็ดูจะนิ่ง ๆ ไปสักพักแล้วก็กลับมาบ่นต่อ

และเวลาก็ล่วงเลยไปอีกเกือบชั่วโมง เวลาประมาณ 8.00 น. ทหารที่ถือไม้ ได้ใช้เวทอีกครั้งทำให้ดินแยกตัวออกจนพวกเราสามารถขึ้นมาได้ แต่ก็มีคานะที่ปีนขึ้นไม่ได้จนทหารต้องไปช่วยดึงขึ้นมา จากนั้นทหารที่นำทางเรามาตอนแรกก็ได้เดินตรงไปออกจากบริเวณที่โล่งเข้าสู่ดงป่าและเดินไปเรื่อย ๆ จนมาเจอที่โล่งใหม่

“นั่นมันอะไรวะ?” เซนตะโกนขึ้นมาหลังจากที่เห็นนายทหารคนหนึ่งนั่งรออยู่และมีกล่องเหล็กที่ใหญ่มากพอสำหรับเอาคนเข้าไปได้หลายคน

“ถอดรองเท้าไว้แล้วเข้าไปซะ” เมื่อเดินมาถึงก็ไม่ได้พักแต่อย่างใด นายทหารคนนั้นสั่งให้เราเข้าไปในกล่องทันที ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะเหมือนกล่องแต่มีประตูเหล็กและข้างในก็กว้างมากพอที่จะเรียกว่ากระท่อมได้เลย โดยเมื่อพวกซึฮากิได้เข้ามาทหารนายนั้นก็ปิดประตูทันที

“ฉันว่าในนี้มันร้อนแปลก ๆ นะว่าไหม?” เซนถามขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้มองมาทางเรา เอาแต่มองไปรอบ ๆ ผนังและเพดานด้านบน จึงสังเกตได้ว่ามีรูที่ถูกเจาะไว้อยู่บนเพดาน ถึงพวกเขาจะรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออกแต่คงเพราะมีรูพวกนี้จึงสามารถอยู่ได้

ถ้าประมาณเวลาในแต่ละฐาน 2 ชั่วโมง ก็หมายความว่าจะใช้เวลาทั้งหมด 12 ชั่วโมงในการฝึกฐานสุดท้ายจะสิ้นสุดตอนเวลา 18.00 น. โดยประมาณ เหม่อลอยในขณะที่เซนถามพอดี

เวลาผ่านไปสักพักเหล็กทั้งผนังและพื้นที่เหยียบอยู่ก็เริ่มร้อนขึ้นจนถึงกับต้องขยับเท้าขึ้นลงสลับซ้ายขวาไม่สามารถทนอยู่เฉย ๆ ได้ด้วยความที่ว่าทั้งตัวกล่องเป็นเหล็กอุณหภูมิข้างในเริ่มพุ่งสูงขึ้น แต่ละคนเหงื่อไหลเต็มไปหมดเสื้อผ้าเปียกแฉะจนเห็นข้างในหมด ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งร้อนขึ้น

“อ๊าก!! ไอ้พวกบ้าเอ๊ย!!” เซนยังคงโวยวายอยู่ตลอด อากาศที่มีให้หายใจก็น้อยนิด เท้าก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วด้วย

ขนาดเท้าฉันด้าน ยังร้อนขนาดนี้ คนอื่น ๆ จะไหวหรือเปล่า? เท้าของทุกคนแดงมากจนถึงพองในบางจุด

“เอ่อ ผมว่าเราถอดเสื้อเอามารองเท้าดีกว่าไหมครับ?” ท่ามกลางความแสบร้อนแซมก็ได้เสนอไอเดียสุดบรรเจิดออกมา ทุกคนต่างก็ชะงักพักหนึ่ง

“สุดยอด” เสียงอันพร้อมเพรียงจากเซน ฟราน นาริ และไม่รอช้าเริ่มถอดเสื้อเพื่อเอามารองที่เท้ากันทันที

“เดี๋ยวก่อนสิ พวกนายหันหน้าไปทางโน้นเลยนะ” นาริที่กำลังจะถอดเสื้อหันมาชี้นิ้วสั่งก่อน

“ครับ ๆ ผมไม่อยากเห็นหน้าอกเล็ก ๆ ของยายทอมหรอก” น้ำเสียงเหนื่อย ๆ ของเซนที่เหมือนมันยั่วโมโหนาริเข้าเต็ม ๆ

“แกว่าไงนะ ไอ้ปัญญาอ่อน” ทันทีที่เซนพูด นาริก็ยันหัวด้วยฝ่าเท้าอีกแล้วจนหน้าไปแนบกับผนังร้อน ๆ

“อ๊าก!! ร้อน ๆ ๆ ๆ นี่เล่นบ้าอะไรของเธอเนี่ย? ห้ะ!!” เซนรีบถอยออกมาจากผนังทันทีด้วยแก้มที่แดงจนบวมไปข้างหนึ่งเลย และด้วยความตกใจก็เลยเซมาทางพวกผู้หญิงและก่อนที่จะล้มลงหน้าเขาก็ไปชนกับอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่

อะไรมันนุ่มนิ่ม ๆ เซนพยายามคว้ามันไว้และเงยหน้าขึ้นมาดู

“อ-เอ่อ ช่วยออกไปจะได้ไหมคะ?” คนที่อยู่ตรงหน้าเซนคือคานะ เขามองไปที่คานะ ซึ่งคานะก็พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เขิยอายหน้าแดงอาจจะเพราะร้อนและหลบสายตาในขณะที่พูดด้วย

“ไอ้ปัญญาอ่อนโรคจิต!!” นาริที่อยู่ข้าง ๆ ถีบเซนจนกระเด็นไปแนบชิดติดผนังอีกครั้ง

“ขอโทษครับ” เซนที่ตั้งตัวได้ก็ขอโทษคานะทันที ด้วยใบหน้าที่แก้มทั้งสองข้างแดงและบวม

“ยังไม่หันไปอีก!!” นาริตะคอกใส่เซนก่อนที่เซนจะหันหลังกลับไปเหมือนเดิม

เวลาผ่านไปอุณหภูมิเริ่มลดลงจนกระทั่งนายทหารที่มาเปิดประตูให้พวกเราออกไป ทุกคนรู้สึกโล่งมากสูดอากาศจนเต็มปอด พวกผู้หญิงรีบใส่เสื้อผ้ากันอย่างไว

“ถ้าไม่ได้นายก็คงเท้าพองหมดแน่ ๆ” นาริพูดกับแซมด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร

“ต้องขอบคุณจริง ๆ นะ” ฟรานพูดกับแซมด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร

“ยินดีช่วยครับผม” ยิ้มตอบกลับอย่างเป็นมิตร

พักได้แป๊บเดียวทหารก็พาไปต่อ เดินผ่านป่าอีกแล้ว ระหว่างที่เดินไปนั้นซึฮากิสังเกตเห็นฟรานที่กำลังก้มเก็บอะไรบ้างไป แต่เขาก็ไม่ได้ถามและเดินต่อไป ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ก็มาถึงสะพานแขวนซึ่งมีทหารนายหนึ่งรออยู่

เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่ป่าที่อยู่ไกลออกไป พอได้เดินเข้าใกล้ ๆ จะเห็นด้านล่างของสะพานนั้น จึงได้เห็นคลองที่มีความใหญ่และกว้างขวางมากและไม่เห็นทางที่จะสามารถขึ้นมาได้ถ้าหากตกลงไป เพราะมีแต่หน้าผาล้อมรอบคลองไว้

“เดินไป” ทันทีที่เดินมาถึงทหารนายนั้นก็บังคับให้เราเดินไปที่หน้าผา เขาพยายามเดินเข้ามาเรื่อย ๆ

“ขอให้โชคดี” ไม่ทันไรก็มีเท้าลอยเข้าที่ท้อง ทหารนายนั่นถีบเซนจนตกลงไปในคลอง วินาทีที่ตกก็ได้ยินเสียงร้องจากเซน

คราวนี้น้ำเหรอ? มีดิน ร้อน ต่อด้วยน้ำ อีกเดี๋ยวก็ต้องมี ลม น่ะสิ แต่ละคนต่างก็ยืนเกร็งและสั่นด้วยความกลัว แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร จนพวกเรายอมกระโดดลงไปเอง ถึงจะเป็นหน้าผาแต่ก็ไม่ได้สูงมากมายอะไร ราว ๆ เกือบ 20 เมตรได้

“ทำไมมีฉันคนเดียวที่โดนถีบล่ะ แล้วทำไมฉันถึงต้องโดนถีบอยู่ตลอดเลยเนี่ย” เซนยังคงโวยวายต่อทันทีที่พวกเราลงมา น้ำในคลองค่อนข้างลึกพอสมควร

อืม ประมาณ 4 เมตร ถ้าแค่ลอยคออยู่เฉย ๆ ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ – ซึฮากิที่ดำลงไปจนถึงก้นบ่อและว่ายกลับขึ้นมา

“เดี๋ยว! คานะ ๆ ล่ะ คานะ!!!” ฟรานที่สังเกตได้ว่ามีคนหายไปซึ่งนั้นก็คือคานะ พวกเขาช่วยกันตะโกนเรียกแล้วแต่ไม่ได้ผล

ท่ามกลางความวุ่นวายแต่ละคนหน้าเริ่มซีด แยกกันไปหา แต่ก็มีซึฮากิที่ว่ายขึ้นมาพร้อมกับคานะด้วย โชคดีเธอยังมีสติอยู่

“เธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า?” นาริที่รีบเข้ามาช่วยพยุงตัวทันทีด้วยความร้อนรน

“เธอถูกสาหร่ายแปลก ๆ พันขาอยู่น่ะ” ซึฮากิบอกทุกคน ถึงจะพาขึ้นมาได้แต่ก็ยังคงน่าเป็นห่วง

ถึงจะเห็นไม่ชัดแต่พอได้สัมผัสดูก็น่าจะใช่สาหร่ายแต่ว่ามันทั้งใหญ่แล้วก็ยาวกว่าที่เคยรู้จักมาก กว่าจะดึงออกก็ลำบากเอาการ ว่ายออกห่างจากกลุ่มขณะที่แต่ละคนเข้าไปดูอาการของคานะด้วยความเป็นห่วง

“ฉ-ฉันไม่เป็นไรแล้ว” คานะที่ยังคงมีสติได้ตอบกลับและพยายามฝ่าวงกลุ่มชนออกมาอยู่คนเดียวด้วยท่าทางเขินอายไม่ยอมสบตาใครทั้งนั้น แต่คนอื่น ๆ ก็ยังดูเป็นห่วงอยู่

“ค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นหน่อย ตอนแรกก็โดนฝังจนเลอะดินแล้วไหนจะยังกล่องอบนั้นอีกเอาซะเหงื่อคลุกเคล้ากับดินจนเละไปทั้งตัวเลย” เซนเริ่มบ่นอีกแล้ว

“คนอย่างนายถึงตัวจะสะอาดแต่จิตใจก็ยังสกปรกอยู่วันยังค่ำแหละ” นาริพูดแซะเซนด้วยความคับแค้นเคืองใจ

“เหรอ? จิตใจฉันไม่สะอาดตรงไหนมิทราบ ไหนลองบอกมาหน่อยสิ” เซนตอบกลับด้วยท่าทีประชดประชันและยังสะบัดหน้าหนีหันหลังใส่ด้วย

“เหอะ คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรไปนั่นแหละที่ผิด” นาริสะบัดหน้าหันหลังใส่เหมือนกัน

และทั้งสองคนก็ไม่ยอมพูดกันเลยจนเวลาผ่านไป พวกเราลอยคอกันอยู่อย่างนั้นจนเริ่มเมื่อย แต่ก็ใช้วิธีการลอยตัวได้ไม่มีปัญหาและสามารถอยู่ได้นานเป็นชั่วโมง

ดูจากพระอาทิตย์นี้ก็ประมาณสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว อีกไม่นานก็น่าจะไปฐานต่อไป มองท้องฟ้าไปเพลิน ๆ ระหว่างลอยตัว

“เฮ้ย!! ขึ้นมากันได้แล้ว” เวลาผ่านไปจนทหารนายนั้นเหวี่ยงบันไดเชือกลงมาตามหน้าผา พวกเราใช้มันปีนขึ้นมาจนถึงที่เดิมที่ยืนตอนแรก ทหารได้นำทางไปต่อทันทีไม่มีการพัก

พวกเราได้เดินข้ามสะพานแขวนกันไปและเดินตรงเข้าป่าจนออกมาจากป่าอีกครั้งและก็ได้เห็นหน้าผาสูงใหญ่ตรงหน้า สูงมากกว่าเมื่อกี้หลายเท่า พร้อมด้วยเชือกใหญ่หนึ่งเส้นที่ห้อยลงมาที่ปลายเชือกก็มีทหารนายหนุ่มหนึ่งยืนรออยู่

“ปีนขึ้นไป” ทหารหนุ่มสั่งมา ทุกคนต่างก็เริ่มหน้าซีดยกเว้น ซึฮากิ เชือกเส้นเดียวมีแค่ตะขอกับเส้นเชือกที่ต่อออกมาไว้เกี่ยวกับกางเกงแค่นั้น ถ้าพลาดด้วยความสูงระดับนั้นตกลงมาได้ตายแน่นอน โดยลำดับการปีนคือ คานะ เซน นาริ แซม ฟรานและซึฮากิที่อยู่ท้ายสุด

ทหารที่คอยนำทางให้ไม่ได้ตามมาด้วยแต่เดินไปอีกทางแทน ก่อนที่จะปีนทหารหนุ่มได้บอกไว้ว่าตะขอสามารถรับน้ำหนักได้แค่ 70 กิโลกรัมเท่านั้น

ฐานนี้คงจะยากสุดแล้วมั้ง จะให้เด็กมัธยมมาปีนเขาแบบนี้เป็นอะไรที่บ้าสุด ๆ ทุกคนพยายามปีนขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมือเริ่มพองและเลือดออก ราว ๆ ประมาณ 50 เมตร จากพื้น ทุกคนเริ่มเหนื่อยล้าจนแทบจะขยับแขนไม่ได้

เสียงฟืดสั้น ๆ ของเชือกที่ขาด พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องจากคานะเธอกำลังตกลงมา ทุกคนต่างพยายามคว้าคานะไว้ จนมาถึงฟรานที่คว้าไว้ได้แต่ก็ลืมไปว่าตะขอรับน้ำหนักไม่ไหวและขาดตกลงมาด้วยกันทั้งสองคน ซึฮากิได้พยายามคว้าทั้งสองคนให้ได้ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องจากคนอื่น ๆ

ถ้าตะขอรับน้ำหนักไม่ไหวก็ต้องจับไว้ด้วยมือของเรานี่แหละ – ซึฮากิสามารถคว้าทั้งสองคนไว้ได้และพยายามกอดไว้ให้แน่นที่สุด ทาง ฟรานและคานะก็พยายามเกาะซึฮากิสุดแรง

แต่มือข้างเดียวของซึฮากิที่กำลังกำเชือกไว้ให้แน่นที่สุดเลือดก็เริ่มไหลออกมาไม่กี่วินาทีก่อนที่ความพยายามทั้งหมดจะสูญเปล่า มือข้างเดียวของซึฮากิไม่สามารถรับน้ำหนักทั้งสามคนไหวและร่วงหล่นลงมาด้วยกัน

แต่ซึฮากิก็ได้กอดพวกเขาทั้งสองคนไว้และเอาตัวเองลงกระแทกพื้นแทน ซึ่งมันก็ควรเป็นแบบนั้นแต่ในขณะที่หลังห่างจากพื้นประมาณ 3 เมตร พื้นด้านล่างก็เกิดระเบิดขึ้นและแรงกระแทกจากระเบิดก็ทำให้พวกซึฮากิกลิ้งกระเด็นออกมาจนเนื้อตัวมอมแมม แต่ก็รอดตายมาอย่างหวุดหวิด

ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เราก็รอดแล้ว ลุกขึ้นยืนและมองไปทางระเบิดที่มีแต่ควันตลบอบอวลไปทั่ว ทหารหนุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ ก็รีบวิ่งมาดูด้วยสีหน้าที่ตกใจจนซีด

เราตกลงจะไม่ยื่นมือมาช่วยพวกมันแล้วนี่ แล้วใครเป็นคนทำกัน? เห็นทีคงต้องเล่นไม้แข็งแล้วล่ะ เดินเข้ามาคว้าตัวคานะไปพร้อมกับการชักมีดสั้นออกมาด้วยท่าเตรียมพร้อมที่จะปาดคอทันที เขารัดคานะไว้แน่นมากในขณะที่เขาเหมือนจะกลัวอะไรสักอย่างอยู่

“ใครก็ตามที่ใช้เวทระเบิดเมื่อกี้รีบเสนอหน้าออกมาซะ!! ก่อนที่ฉันจะฆ่านังนี่!” เขามองไปรอบ ๆ หาใครบางคนที่ทำระเบิด โดยที่ซึฮากิและฟรานได้แต่ยืนดูเฉย ๆ โดยเฉพาะฟรานที่ตัวสั่น ๆ และมีเหงื่อออกมาทั่ว อีกทั้งหน้ายังซีดอีกด้วย

“ชิ งั้นดูเอาไว้ละกัน!!” เขาเริ่มลงคมมีดไปที่คอของคานะ เธอทั้งตัวสั่น เหงื่อออกและหน้าซีด พยายามจะเอามือที่รัดคอเธออยู่ออก แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะสู้แรงไม่ได้ เลือดเริ่มไหลออกมาแต่ดูเหมือนจะยังปาดไม่ลึก

คงต้องรีบจัดการแล้วสิ ในระหว่างที่เขาเอาแต่มองหาคนทำระเบิด ค่อย ๆ ก้มตัวลงไปหยิบก้อนหินขนาดพอมือ และพยายามเข้าไปใกล้ ๆ ตัวทหารจากด้านหลังเพื่อให้ทหารไม่เห็นตัวเขา

ต้องเล็งไปที่ก้านสมองซะ เมื่อระยะใกล้พอ ซึฮากิเริ่มง้างมือทั้งสองข้างขึ้นไปให้สุด และทุ่มแรงทั้งหมดไปที่ต้นคอของทหารหนุ่มนายนั้น

อะ! ซวยละ เขาหันมาเห็นพอดีและพยายามเบี่ยงหลบทำให้ไม่โดนที่ต้นคอแต่โชคดีที่มันไปโดนแขนที่จับคานะไว้พอดี ทำให้คานะหลุดออกมาและฟรานก็มาพยุงคานะออกไปทันที

“หน็อยแก!” เขาหันมาหาซึฮากิใช้มีดเล่มนั้นเข้าจู่โจมทันที

ถึงจะเป็นทหาร แต่การใช้มีดยังดูทื่อ ๆ อยู่ เขาพยายามแทงเข้ามาหลายครั้ง และฟันไปมาขวาซ้าย แต่ถึงอย่างนั้นซึฮากิก็สามารถหลบได้หมด ทำเอาทหารหัวเสียสุด ๆ จนกัดฟัน คิ้วขมวด

“พอกันที เวทลม [คมเขี้ยวไร้รูป]” เขาหยุดฟันอย่างบ้าระห่ำและพูดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะเข้าโจมตีซึฮากิอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แม้ระยะจะไม่ถึงแต่เขาก็ยังฟันมา

เสียงเหมือนมีของมีคมลากผ่านเนื้อไปด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้จะยังไม่รู้สึกตัวในตอนแรกแต่แล้วเลือดก็พุ่งออกมาตามแนวยาวของรอยอะไรบางอย่างที่คาดกลางระหว่างอกลงมาถึงเอวในแนวเฉียง

นี้มัน อย่าบอกนะว่าเวทมนตร์ ซึฮากิทรุดตัวลงไปนอนกองกับพื้นทันทีเลือดที่ไหลออกมามากจนทำให้ซึฮากิสติเริ่มเลือนและกำลังจะหมดสติ

นั้นใครน่ะ? ใครกำลังเดินมามองแทบไม่เห็นเลย ฟรานที่พาคานะไปซ่อนก็ได้เดินตรงเข้ามาหาเขาและพยายามเรียกแต่ก็สายเกินไปซึฮากิหมดสติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเลือดที่นองไปทั่วบริเวณ

“กิ…จัง ๆ ๆ ๆ” เธอยังพยายามเรียกเขาอยู่น้ำตาที่ไหลพรากออกมามากพอที่จะล้างรอยเลือดที่ท้องออกไปบ้างเธอเอาแต่กุมมือซึฮากิไว้ ถึงแม้จะพยายามกลั้นมันไว้แค่ไหนก็ตามสุดท้ายเธอก็ร้องไห้ออกมาอีก เสียงของเธออาจดังไปถึงพวกเซนที่อยู่ข้างบนเลยก็ว่าได้

31พฤษภาคม พ.ศ. 2575

หืม ตาที่พร่ามัวจากการถูกแสงก็ค่อย ๆ ชินกับมัน เมื่อซึฮากิตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนอยู่บนเตียง เขาได้มองไปรอบ ๆ จึงได้รู้ว่านี้เป็นภายในเต็นท์ ๆ หนึ่ง เมื่อมองมาที่ข้าง ๆ ตัวก็เห็นมือคู่หนึ่งที่ได้กุมมือของเขาไว้แน่นพอได้ลองมองดูเจ้าของมือนั้นที่กำลังหน้าฟุบอยู่กับที่นอนเหมือนจะหลับอยู่ เธอคือฟรานที่ตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นและยังมีคราบน้ำตาที่เห็นได้ชัด อีกทั้งยังตาบวมด้วย

เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทันใดนั้นฟรานก็ตื่นขึ้นมาพอดีและกอด ซึฮากิไว้ไม่ถึงกับแน่นจนเจ็บแผลแต่มันกลับอบอุ่นมากพอที่จะแสดงให้รู้ว่าซึฮากิมีค่ากับเธอขนาดไหน เธอได้หลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้งและไม่ได้พูดอะไรเอาแต่กอดไม่ยอมปล่อย ซึฮากิเห็นอย่างนั้นจึงกอดฟรานกลับ ทั้งคู่กอดกันนานเป็นนาทีจนมีทหารเดินเข้าทำให้ฟรานแยกตัวออกไปจากเต็นท์

“ดูเหมือนจะไม่เป็นไรแล้วนะ รอแค่แผลสมานแค่นั้น ระหว่างนี้ก็ห้ามขยับร่างกายมากนักแล้วกัน” น้ำเสียงที่ฟังแล้วดูนุ่มนวลจนทำให้ลืมคิดไปว่าเป็นเขาทหาร ทั้งน้ำเสียงสีหน้าที่แสดงถึงความจริงใจตั้งแต่ถูกพามาก็เพิ่งได้เห็นนี่แหละ

“มันเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่ผมหมดสติไป?” เขานิ่งไปสักพักก่อนที่จะเดินเข้ามาใกล้ ๆ

“ทำไมไม่ลองถามเธอคนเมื่อกี้ดูล่ะ” กระซิบที่ข้างหู

ให้ถามกับฟรานงั้นเหรอ? มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ พยายามจะลุกขึ้นจากเตียงถึงมันจะทำให้เจ็บแผลก็ตาม

“ไม่ได้ ๆ ระหว่างนี้ฉันจะคอยดูแลเธอตลอดเอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็บอกฉันได้เลย” เขาเข้ามาห้ามซึฮากิที่จะลุกขึ้นยืนและให้นั่งลงก่อนโดยเอามือกดไหล่ลงมา

ไม่ได้โกหก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนนิสัยดีแบบนี้อยู่ในหมู่พวกทหารด้วย จ้องตาทหารนายนั้นก่อนที่จะกลับมานอนเหมือนเดิม

“วันนี้นอนพักผ่อนก่อนเถอะ จะทำอะไรค่อยว่ากันใหม่พรุ่งนี้” เดินออกจากเต็นท์ไป

เฮ้อ ได้นอนพักผ่อนโดยที่ไม่มีใครมาหาอีกเลย จนกระทั่งรุ่งเช้าวันต่อมา

“สวัสดีจ้ะ” ทหารใจดีคนเดิมพร้อมกับอาหารเช้าและอุปกรณ์สำหรับล้างแผล เมื่อเปิดเสื้อและแกะผ้าพันออก แผลนั้นก็เริ่มสมานมานิดหนึ่ง และเขาก็จัดการล้างแผลและพันผ้าให้ใหม่

“เธอคงต้องพักผ่อนอีกหลายวันแหละ” กำลังเดินออกไป

“เดี๋ยวก่อนครับ” ซึฮากิรีบตะโกนเรียกกะทันหันทำให้เจ็บแผล

“มีหนังสืออะไรให้อ่านไหมครับ? เอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนเตียงมันน่าเบื่อน่ะครับ” เขาหยุดอยู่ตรงทางออก

“งั้น เดี๋ยวฉันเอามาให้นะ” และเขาก็เดินออกไป

คนอื่น ๆ กำลังทำอะไรอยู่นะ? นอนเหม่อมองไปเรื่อย ๆ

“นี่จ๊ะ หนังสือ” เขายกกล่องที่เต็มไปด้วยกองหนังสือเป็นตั้ง ๆ หลายสิบเล่ม แต่สิ่งที่ได้เห็นคือก็คือภาษาที่ไม่รู้จัก ตัวหนังสือที่อ่านไม่ได้ ก่อนที่จะได้บอกอะไรเขาก็เดินออกไปแล้ว

มีแต่ภาษาที่เราไม่รู้จักทั้งนั้น คงต้องอาศัยดูแต่ภาพเอาและก็แกะอักษรออกมา ไล่อ่านหนังสือทุกเล่มเพราะดูแต่ภาพเลยอ่านจบไวมาก

1 มิถุนายน พ.ศ. 2575

บันทึกของแอล? ซึฮากิที่ค้นและอ่านไปเรื่อย ๆ ก็ต้องหยุดผงะเมื่อเขาพบหนังสือที่สามารถอ่านชื่อมันได้

เจอแล้วภาษาที่เราสามารถอ่านได้ ถึงแม้จะมีแค่เล่มเดียวแต่มันก็น่าตื่นเต้นสุด ๆ หนังสือมากมายที่ไม่รู้จักภาษาแม้แต่รูปภายในหนังสือยังเป็นรูปอย่างกับในจินตนาการ ทั้งสัตว์ที่มีรูปร่างหลากหลายในตัวเดียว ปีศาจที่เข้าโจมตีและต่อสู้กับมนุษย์ล้วนแต่จะเป็นเรื่องในเทพนิยาย

ตอนที่มาถึงที่นี่ก็ยังไม่เชื่อจนได้เห็นการโจมตีของทหารนั่น ฉันจึงแน่ใจ ที่นี่สามารถใช้เวทมนตร์ได้เท่าที่สังเกตดู การจะใช้จำเป็นต้องมีของบางอย่างจึงจะใช้เวทมนตร์ได้ แสดงว่านั่นเป็นข้อจำกัดสินะ?

ซึฮากิเริ่มเปิดหนังสือเล่มนั้น บันทึกของแอล กระดาษที่บางและหยาบเต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะมากมาย หน้าแรกที่เปิดและกางออกมา ทำให้ซึฮากิถึงกับชะงักไม่พักหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดหน้าต่อ ๆ ไป และต่อ ๆ ไป จนเขาอ่านมันหมดทั้งเล่ม และยังคงอ่านมันซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ รอบ ถึงแม้เวลาจะใช้เวลาทั้งหมดของการพักฟื้นไปหลายวัน จนแผลของเขาสมานเสร็จและพร้อมที่จะออกไปรวมทีมอีกครั้ง

3 มิถุนายน พ.ศ.2575

“ขอบคุณในหลาย ๆ อย่างเลยนะครับ” ซึฮากิก้มหัวลงด้วยความนอบน้อมและเดินออกจากเต็นท์นั้นไปสู่แสงสว่างและการฝึกที่ไม่ได้เจอมาหลายวัน

[เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย วิธีการลอยตัวในน้ำ 1. นอนหงายหลังแผ่ไปกับน้ำ กางแขนออก 2. สูดหายใจเข้าเก็บไว้สัก 5 วินาทีก่อนค่อยปล่อยออก เวลาปล่อยลมออกต้องปล่อยให้ไว 3. รักษาสมดุลของตัวและการหายใจไว้ โดยจุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ประมาณช่วงท้องน้อย]

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

STARCIN

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED