ตอนที่1.วันที่ฉันย้ายบ้าน
ตอนอายุสิบสามปีที่บ้านฉันเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สาเหตุหลักๆ ก็เกิดขึ้นเพราะฉันนั่นแหละ คงเพราะพ่อกับแม่มีฉันตอนที่อายุของทั้งสองท่านเยอะแล้ว ฉันเป็นลูกสาวที่มีอายุห่างจากพี่ชายเกือบแปดปีเต็ม ฉันถูกประคบประหงมอย่างดี เป็นเพราะตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ สุขภาพของฉันไม่ดีเลย ฉันมีโรคประจำตัวพ่อแม่เลยคิดหนัก การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ๆ แบบนี้ต่อไป สุขภาพของฉันคงไม่มีทางดีขึ้น
พ่อบอกฉัน หลังจากทบทวนความคิดและตกผลึกอย่างชัดเจน
“รสา พ่อกับแม่ตกลงกันแล้ว พวกเราทั้งหมดจะย้ายบ้านไปอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้” ฉันไม่เข้าใจนักหรอก คงเพราะฉันยังเด็กเลยตื่นเต้นทุกครั้งที่เกิดความเปลี่ยนแปง แต่คนที่ไม่สบอารมณ์อย่างหนักคือพี่ชายวัยรุ่นของฉัน
ทันทีที่รู้เรื่อง พี่ชายฉันโวยวายเหมือนใกล้ถึงวันโลกแตก “อะไรกันครับพ่อ!! ทำไมผมต้องย้ายไปด้วย ยัยเด็กนั่นเป็นตัวถ่วงของผมชัดๆ”
ฉันนั่งมองท่าทีเกรี้ยวกราดของพี่ชายตาปริบๆ
ฉันทักท้วงอะไรไม่ได้ เพราะฉันเองก็ยังไม่รู้ความหมายของคำว่า ‘ย้าย’ ดีเท่าไหร่
“เมฆ ลูกจะยังไม่ย้ายตอนนี้ก็ได้นะ แต่ต่อจากนี้ลูกต้องดูแลตัวเองดีๆ อย่าให้พ่อแม่เป็นห่วง” พ่อที่เข้าใจเหตุผลของลูกชายที่เป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว เมฆาไม่ชอบใจนักเพราะบ้านที่กำลังจะไปอยู่แถบชานเมือง อากาศและควันพิษมีไม่เยอะเหมือนที่อยู่ปัจจุบัน และนั่นอาจทำให้ลูกสาวคนเล็กของบ้านสุขภาพดีขึ้น
“แต่...ถ้าลูกเปลี่ยนใจอยากย้ายตามไปด้วย ที่นั่นก็มีวิทยา’ ลัย ดีๆ เหมือนกันนะ” มารดาที่ใจดีที่สุดในโลกอธิบายเสียงนิ่ม
“ผมขอคิดก่อน” เมฆาหันไปแยกเขี้ยวใส่น้องสาว หลังพายุอารมณ์สงบลงแล้ว เขาชอบชีวิตในเมืองก็จริง แต่การอยู่ห่างครอบครัวอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
“พ่อมีเวลาให้แค่สองอาทิตย์นะเมฆ” ครามที่ฟังเงียบๆ หลังปล่อยให้บุตรชายระบายความคับข้องในใจออกมาจนหมด
“โห!!” เมฆาทิ้งตัวลงนั่ง ยกมือกุมขมับ
“บ้านที่นั่นสร้างเสร็จแล้ว หากแกไปช้า แกก็จะไม่มีทางได้เลือกห้องนอนของตัวเอง” ครามไม่ได้พูดเล่น เขาให้สิทธิ์ของลูกทั้งสองคนในการเลือกห้องนอนก่อน แต่หากบุตรชายยังมัวโอ้เอ้ เขาจะต้องยอมรับสิ่งที่ตามมา
“ก็ได้ครับ ผมไปพร้อมกับพ่อแม่นั่นแหละ” เมฆาตอบเสียงกระแทก “ยัยตัววุ่นวาย!!” แล้วก็หันไปตะคอกใส่น้องสาวก่อนจะกระแทกเท้าเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน
ริสาหันไปปลอบใจบุตรสาว “อย่าคิดมากนะรสา ที่นั่นต้องเหมาะกับลูกแน่ๆ ลูกจะมีพื้นที่ในการวิ่งเล่น มีทุ่งหญ้าให้วิ่งไล่จับแมลงปอ” ฉันเบิกตาโต กิจกรรมที่มารดาบอก ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉัน ฉันไม่ค่อยให้รับอนุญาตให้ทำแบบนั้นได้ ฉันเป็นภูมิแพ้ชนิดรุนแรง แค่สัมผัสฝุ่นจำนวนเยอะๆ ฉันก็ล้มหมอนนอนเสื่อแล้ว เรื่องวิ่งเล่นเลยเป็นกิจกรรมเดียวที่ฉันทำได้แค่ฝันถึง
“แม่แน่ใจนะคะว่ารสาทำแบบนั้นได้?”
ฉันพึมพำถาม ดวงตายังไหวระริก
พ่อยกมือลูบไปมาบนศีรษะฉัน “พ่อจะสอนรสาปั่นจักรยานเองนะลูก” ฉันแหงนมองหน้าพ่อแบบไม่อยากเชื่อหู ฉันที่สามวันดี สี่วันไข้จะทำกิจกรรมเหมือนที่พ่อพูดได้ยังไง นั่นเป็นข้อห้ามของฉันเชียวนะ
“รสาทำแบบนั้นได้ใช่ไหมคะ?” ฉันถามซ้ำ
พ่อกับแม่ยิ้มพร้อมกัน “ได้สิ” พ่อตอบแล้วก็ขยี้ผมฉันแรงๆ ฉันไม่โกรธ คงเพราะกำลังดีใจจนลืมความขัดใจเล็กๆ นั่นก็ได้
ฉันจำวันที่ย้ายบ้านได้ดี ฉันตื่นแต่เช้า พยายามช่วยแม่ให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่วายโดนพี่ชายกระแหนะกระแหน “อย่าจุ้นจ้านเลยน่า หากเป็นอะไรไปอีก วันนี้คงไม่ต้องไปบ้านใหม่กันละ!!” นั่นคือความเป็นห่วงจากพี่ชาย แม้จะกระด้างไปสักนิด แต่ฉันก็ยิ้มรับด้วยความยินดี
ของชิ้นเล็กๆ ที่ฉันสามารถยกได้โดยไม่เหนื่อยมาก ฉันพยายามช่วยในแบบที่ฉันทำได้ และพยายามไม่เก็บเสียงบ่นของพี่ชายมาเก็บไว้ในใจ ในที่สุดช่วงเช้าที่วุ่นวายก็จบลง บ้านที่เคยคับแคบ ดูกว้างขวางแปลกตา คงเพราะเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด ถูกย้ายไปอยู่บนรถบรรทุกคันใหญ่แล้วก็ได้
ของทุกชิ้นในบ้าน แม่ของฉันจัดเก็บอย่างดี มันเป็นความทรงจำที่มีค่าสำหรับคนในครอบครัวฉัน ไม่ว่าจะกรอบรูปบานเล็กๆ ที่แขวนอยู่ข้างบันไดทางเดินขึ้นชั้นสอง หรือแม้แต่กระถางต้นไม้ที่เกิดมาฉันก็เห็นมันตั้งอยู่ที่โถงหน้าบ้านแล้ว
ฉันมองภาพบ้านของฉันผ่านกระจกด้านหลังรถยนต์ ฉันจะจำความอบอุ่นในบ้านหลังนี้ไว้ และจะไม่มีทางลืม
พ่อฉันคุยกับใครบางคนที่ขับรถยนต์คันใหญ่เข้ามาหาตอนสายๆ ฉันมองกุญแจบ้านในมือของพ่อ ตอนที่พ่อหย่อนใส่มือชายผู้นั้น น้ำตาฉันไหลออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีเสียงสะอื้น มีแค่เกล็ดน้ำตาที่หยดเป็นสาย
แม่เอื้อมมือมาโยกศีรษะฉัน “ยัยขี้แย!!” คนที่หลับตาเอนตัวพิงพนักเบาะตั้งแต่เปิดประตูรถยนต์ขึ้นมานั่งคู่กับฉันที่เบาะด้านหลังพึมพำเบาๆ
ฉันหยิบหมอนอิงที่วางอยู่ข้างตัวโยนใส่หน้าพี่ชาย
“อะไรน่ะ ยัยเปี๊ยกนี่วอนแล้วไหม!!” เสียงพี่ชายฉันโวยลั่นรถยนต์ จนแม่ต้องหันมาปราม
“เมฆ อย่าเสียงดังใส่น้อง” แววตาแม่บอกว่าเอาจริง พี่ชายฉันเลยลดท่าทีลง เขาหลุบเปลือกตาทำท่าจะนอนต่อ
“ไปกันเถอะ” พ่อขึ้นรถคนสุดท้าย เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดังแข่งกับน้ำตาของฉันที่ไหลปรี่ออกมาอีกครั้ง ฉันทิ้งตัวลงนั่ง ยกหมอนอิงมากอดไว้ และร้องไห้เงียบๆ
คนที่หลับตานิ่งๆ ยื่นอะไรบางอย่างให้ฉัน
ฉันมองมือที่กำแน่นตรงหน้า ตอนที่พี่ชายแบมือ น้ำตาฉันก็หยุดไหลไปเองดื้อๆ
“ไม่ได้หาเรื่องแกล้งรสาใช่ไหมคะ?”
ฉันกลั้นใจถาม ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบอมยิ้มอันใหญ่ที่วางอยู่บนฝ่ามือพี่ชายเลย
“กินๆ ไปเถอะน่า เสียงกระซิกๆ ของเธอน่ารำคาญจะตาย” เมฆาพึมพำตอบ
ฉันยกมือปาดคราบน้ำตา ตะครุบอมยิ้มอันนั้นไว้ และรีบแกะพลาสติกที่ห่อไว้แล้วยัดใส่ปากทันที เสียงสูดจมูกของฉันคงทำให้พี่ชายใจร้ายรำคาญอีก กระดาษทิชชูขยุ้มใหญ่ ถูกยื่นมาจากด้านข้างพร้อมกับเสียงแข็งๆ “สั่งขี้มูกเสียสิ ฉันจะนอน รำคาญ!!”
ฉันหยิบทิชชู่ขยุ้มนั้นมาและสั่งขี้มูกแรงๆ
“จะอ้วก!!” เสียงบ่นตามมาติดๆ แต่ฉันไม่สนใจแล้ว ฉันกอดหมอนอิงเอนตัวพิงเบาะ ความหวานจากอมยิ้มแผ่อยู่ในอุ้งปาก ช่วยให้ความเศร้าในใจฉันลดลงได้อย่างเหลือเชื่อ
ครามมองบุตรสาวบุตรชายที่หลับสนิทผ่านกระจกมองหลัง
ศีรษะของบุตรสาววางอยู่บนหน้าตักเมฆา มือของบุตรชายพาดอยู่บนหัวไหล่บุตรสาว คงเพราะวัยที่ห่างกัน แถมเมฆาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว เขาเลยวางตัวไม่ถูกกับน้องสาวที่ยังเป็นแค่เด็กน้อย แต่ทั้งสองคนก็รักกันดี แม้จะทะเลาะกันเป็นส่วนใหญ่
“หมดฤทธิ์แล้ว” ริสาพึมพำ
อ่อนใจกับพฤติกรรมของบุตรชายคนโต แต่ก็ไม่ได้เคี่ยวเข็นมาก เพราะเมฆากำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ นางพยายามวางตัวเป็นกลาง และอธิบายให้บุตรชายเข้าใจความจำเป็นของครอบครัว
เพราะหากยังฝืนดื้อดึงเหมือนเดิม คนที่รับผลกระทบมากที่สุดคือบุตรสาวขี้โรคตัวน้อยของตนเอง
อากาศกับพื้นที่ใหม่ที่ริสากับครามตั้งใจเลือก น่าจะทำให้สุขภาพของบุตรสาวดีขึ้น รสาแพ้ฝุ่นอย่างหนัก อาการเบื้องต้นคือผืนขึ้นทั้งตัว จากนั้นก็ค่อยๆ หายใจไม่ออก อาการหนักๆ เลยคือช็อก จนต้องหามส่งโรงพยาบาล
นั่นเป็นที่มาที่ทำให้เกิดการตัดสินใจ
มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานเป็นครั้งแรก ฉันหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง พ่อแวะให้เข้าห้องน้ำตามปั๊มหลายครั้งจนฉันเริ่มเบื่อ แต่แล้ว พ่อก็เปรยขึ้นมาลอยๆ ตอนที่ฉันตื่นมาสักพักและกำลังมองข้างทางด้วยความสนใจ ฉันไม่ค่อยได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าเยอะขนาดนี้มาก่อน สองข้างทางที่รถยนต์ที่พ่อขับวิ่งผ่าน เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ฉันมองเพลินจนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้
“ใกล้ถึงบ้านเราแล้ว รสาตื่นหรือยังลูก” ฉันผุดลุกขึ้นนั่ง เกาะพนักเบาะด้านหลังของพ่อและยื่นหน้าไปถาม
“จริงๆ ใช่ไหมคะพ่อ รสาเบื่อจะแย่แล้ว”
แม่หัวเราะและเป็นคนตอบแทนพ่อเสียเอง “นั่นไง รสาเห็นรถบรรทุกสองคันนั่นไหม?” แม่ชี้ไปที่ไกลๆ มีรถบรรทุกคันใหญ่จอดอยู่บนพื้นที่หน้าบ้าน ปากทางเข้าบ้านมีตึกชั้นเดียวสีขาวตั้งอยู่ติดริมถนน
“ทำไมเขามาถึงก่อนเราคะแม่ เขารู้ได้ยังไงว่ามาถูกที่” ฉันถามแม่ด้วยท่าทางงงงัน
“เปิดกูเกิ้ลแมปไงยัยเด็กโง่ ปักหมุดไว้ ทำไมพวกเขาจะมาไม่ถูก” พี่ชายฉันเป็นคนตอบ ทันทีที่รถจอด พี่ชายของฉันก็ทำท่าจะลงจากรถยนต์
“เมฆ คราวหลังอย่าว่าน้องแบบนี้อีกนะ” แม่ฉันปรามเสียงแข็ง
ฉันอมยิ้ม เบ้ปากให้ แล้วก็เปิดประตูด้านข้าง วิ่งตามบิดาที่เดินนำหน้าไป ไม่วายหันมาแลบลิ้นให้พี่ชายที่เดินหน้ายับตามมาด้านหลัง
“แม่ ยัยเด็กนั่นแลบลิ้นให้ผม” เสียงพี่ชายตะโกนลั่น ชี้มือมาที่ฉัน ฉันยกมือปิดปากและหัวเราะคิกคัก แล้วก็วิ่งตามพ่อไปติดๆ
“รสา อย่าวิ่งลูกเดี๋ยวเหนื่อย” เสียงแม่ตะโกนห้าม
ฉันขมวดคิ้ว อากาศที่นี่ดีเกินคาด ฉันไม่ได้รู้สึกอึดอัดเหมือนตอนที่อยู่ที่บ้านเก่า ฉันหยุดวิ่งกางมือออก สูดอากาศเข้าปอดเต็มแรงแล้วก็หัวเราะ แม่ที่เดินมาถึงฉันมองหน้าฉัน ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล ฉันลืมตา เงยหน้ามองสบตาแม่
“แม่ขา นี่เป็นครั้งแรกที่รสาหายใจได้เต็มอิ่มเลยค่ะ”
แม่ฉันยกมือปิดปาก น้ำตาไหลเอ่อ หลังจากนั้นก็ถามฉันพร้อมกับยิ้มที่ค่อยคลี่ขยาย “ใช่มั้ย ดีใช่มั้ย?”
ฉันฉีกยิ้ม กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ไม่มีเสียงห้ามของมารดาดังขึ้นอีก ยกเว้น…
“ระวังขี้หมานะ ฉันเห็นขี้หมาเต็มทางเดินไปหมดเลย” ฉันชะงัก ก้มมองพื้นแล้วเสียงหัวเราะด้านหลังก็ทำให้ฉันรู้ ‘ฉันถูกหลอก’
ฉันชอบบ้านหลังนี้ บ้านที่มีพื้นที่กว้างๆ มีพื้นที่ให้ฉันมากพอที่จะเดินเล่นได้ ไม่ต้องทนอุดอู้อยู่แค่ในห้องนอนแคบๆ ฉันเลือกห้องนอนด้านหน้า ด้านที่แสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านหน้าต่าง ฉันชอบนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้น ชอบมองพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งหากฉันอยากนั่งสบายๆ มองพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา ฉันต้องไปนั่งมองที่ระเบียงห้องของพี่ชาย แต่หากพี่ชายอยู่ เลิกฝันถึงเรื่องนั้นได้เลย เพราะประตูห้องของพี่ชายมักจะปิดสนิท และล็อกเพื่อไม่ให้คนนอกเข้าไปได้
แต่นั่นเกิดขึ้นไม่บ่อยหรอก
เพราะพี่ชายของฉันวิ่งวุ่นเกี่ยวกับเรื่องเรียนที่ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ ฉันเพิ่งอยู่ชั้นมัธยมต้นนี่นะ การเปลี่ยนที่เรียนไม่ทำให้ฉันทุกข์ร้อนอะไรเลย แถมโรงเรียนใหม่ก็อยู่ใกล้บ้าน ฉันไม่ต้องนั่งรถนานๆ เหมือนที่เก่า
พ่อกับแม่เองก็ค่อนข้างยุ่ง มีฉันคนเดียวที่ใช้ชีวิตเหมือนเดิม
แม่เปิดร้ายขายอาหารเหมือนที่บ้านเก่า แต่ครั้งนี้แม่ไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืด หรือนอนดึกเหมือนเก่า เพราะร้านอาหารที่แม่เปิดตั้งอยู่หน้าบ้านฉันนั่นเอง ตอนเปิดแรกๆ ไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก คงเพราะอยู่ห่างจากตลาด พออยู่ไปสักพัก รสชาติและราคากลับเป็นตัวดึงดูดลูกค้าให้กลับมาอุดหนุนเพิ่มนั่นเอง
ฉันแวะไปช่วยแม่บ่อยๆ ส่วนคำสัญญาที่พ่อเคยบอก ฉันเลิกใส่ใจนานแล้ว พ่อที่เป็นหัวแรงหลักจะมีเวลามาปลีกตัวสอนฉันปั่นจักรยานได้ยังไง พ่ออยู่หน้าเตา สาละวนอยู่แบบนั้นจนหมดวัน ท่าทางเหน็ดเหนื่อยของพ่อทำให้ฉันไม่อยากพูดมาก ฉันกะจะลงทุนขอร้องพี่ชาย แต่สีหน้าอิดโรย กับกองตำราที่กองท่วมศีรษะพี่ชายบนโต๊ะที่ฉันมักจะเห็นพี่ชายนั่งอยู่ตรงนั้นประจำ ก็ทำให้ฉันเลิกคิดเรื่องของตัวเองไปเลย
แต่ฉันก็ไม่ได้หยุดคิดที่จะหัดปั่นจักรยานหรอกนะ
ฉันนั่งจ้องจักรยานคันใหม่ที่จอดไว้เฉยๆ ได้ครั้งละเป็นชั่วโมง
วันหนึ่ง...หลังกลับจากโรงเรียน ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้า และตัดสินใจเป็นมั่นเป็นเหมาะ มันไม่น่ายาก กับการลองหัดปั่นจักรยาน ในเมื่อฉันสูงพอที่จะนั่งบนอานจักรยานโดยที่ขาฉันยันถึงพื้นแล้ว
“แม่ขา รสาเล่นอยู่หลังบ้านนะคะ” หลังบ้านเป็นลานกว้าง ไม่มีหญ้ารก เพราะพ่อฉันสั่งกรวดเม็ดเล็กๆ มาโรยไว้เต็มพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้น แถมดูแลสะดวกด้วย
ฉันตะโกนบอกแม่แล้วก็วิ่งตื๊อไปทางทิศนั่นเลย แม่ชะเง้อมองไม่ได้ว่าอะไร
ฉันเดินอ้อมมา หลังปล่อยเวลาให้ผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง
แล้วก็จัดการจูงจักรยานออกไปอย่างทุลักทุเล ฉันพยายามทรงตัวและออกแรงปั่น เหมือนเหตุการณ์ไม่เป็นใจ ฉันทรงตัวไม่ได้ รถจักรยานล้มลงบนพื้นหลายครั้ง แต่นั่นไม่ทำให้ฉันถอดใจ ฉันยังคงพยายาม ฉันล้มแล้วลุก ซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันสามารถประคองตัวนั่งบนอาน และปั่นจักรยานออกไปจากจุดที่ฉันพยายามอยู่ได้เลยสักครั้ง
ครั้งสุดท้ายที่รถจักรยานล้ม