พระสุวรรณเมฆาและทหารยักษาที่ได้ยินจึงหันไปมองต้นทางของเสียงพร้อมกันก่อนจะเห็นบางสิ่ง
กษัตริย์อสุราและทหารยักษาเร่งรุดตรงเข้าไปดูทันใด เห็นร่างครุฑาตนหนึ่งที่ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว โดยมีพระแสงหอกปักอยู่กลางร่าง
“ ครุฑาอย่างนั้นหรือ? นี่มันอะไรกัน อินสูรย์?..” พระสุวรรณเมฆาถามออกมาอย่างข้องใจ เมื่อเห็นว่านั่นคือร่างของครุฑาที่ร่วงลงมาจากฟ้า ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
“ ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว น่าจักเป็นทหารครุฑาของเมืองเวหาศที่อยู่บนคีรี(ภูเขา)ลอยฟ้าที่อยู่เหนือเมืองยักษ์เรามิไกลนี้เองพะยะค่ะ...”
“.....”
“ กระหม่อมทราบมาว่าเหล่าครุฑา เกิดศึกภายในระหว่างกษัตริย์กับพระอนุชา ”
“.....”
“ ได้ยินมาว่าพระอนุชามีจิตอำมหิต ต่างจากกษัตริย์ที่มีจิตเมตตาแลรักสงบ ”
“.....”
“ แลยังได้ยินมาอีกว่ากษัตริย์มิมีพระราชโอรส มีเพียงพระราชธิดาองค์เดียวเท่านั้นพะย่ะค่ะ...” อินสูรย์ตอบพระสุวรรณเมฆาตามที่เคยได้ยินมา
“ เป็นเคลือญาติกัน เหตุใดจึงต้องเข่นฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยมเฉกเช่นนี้เล่า..” พระสุวรรณเมฆาพูดขึ้นมาอย่างคับข้องใจ
“ เพราะพระราชธิดาพะยะค่ะ เมื่อเป็นครุฑีจึงมิอาจขึ้นครองราชย์ได้ กษัตริย์จึงได้หมายให้คู่ครองของพระราชธิดามาปกครองแทน...”
“.....”
“ พระอนุชาคงจักมิพอพระทัยที่บัลลังจะตกเป็นของครุฑาเมืองอื่น พะยะค่ะ...”
“.....”
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
หลังจากนั้นไม่นาน ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก ก็มีร่างไร้ชีวิตของทหารครุฑาได้ร่วงหล่นลงจากฟ้าอีกทีละตน
พระสุวรรณเมฆาเงยใบหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง ดวงตาสีนิลเพ่งมองขึ้นไป เห็นเพียงไกลๆ เป็นครุฑีสาว 3 ตน ที่กำลังถูกเหล่าทหารครุฑาปิดล้อมรอบอยู่ สูงเหนือจุดที่ร่างทหารครุฑาร่วงหล่นลงมาไม่ไกลนัก
“ แม้แต่ครุฑีสาวที่ไร้ทางสู้ ก็มิเว้นเลยลือนั่น ช่างอำมหิตเสียจริง ” พระสุวรรณเมฆาพูดออกมาด้วยความขุ่นข้องใจ
“ หากเป็นเช่นนี้พวกนางคงมิมีทางรอด แต่เราก็มิควรจักไปก้าวก่ายเรื่องของเมืองครุฑนะพะยะค่ะ ”
“.....”
“ แต่..เอ่อ..พระองค์..จักช่วยพวกนางหรือไม่พะยะค่ะ?..”
อินสูรย์พูดขึ้นมาก่อนจะถามกษัตริย์ของตนเมื่อเห็นว่าพระสุวรรณเมฆาเพ่งมองไป โดยไม่ละสายตา
“.....” พระสุวรรณเมฆาไม่ได้ตอบอันใดไป
“ แน่แท้แล้วว่ามิรอดพะยะค่ะ...”
อินสูรย์พูดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นครุฑีสาวตนหนึ่ง ถูกอาวุธซัดเข้าที่ปีกก่อนจะร่วงดิ่งลงมา
ทหารครุฑีสาวอีก 2 ตน ที่กำลังจะบินไปช่วยก็ถูกพระแสงหอกแทงเข้าที่กลางร่าง ก่อนร่วงดิ่งตามครุฑีสาวตนแรกลงมา
ร่างของครุฑีสาวที่หมดสติกำลังร่วงดิ่งสู่ผืนดินด้วยความเร็ว
ควั่บ!!
เพียงเสี้ยววินาทีสุดท้ายกษัตริย์อสุราร่ายคาถาในใจก่อนร่างใหญ่จะเคลื่อนกายอย่างรวดเร็ว คว้าเอาร่างครุฑีสาวเข้ามาไว้ในอ้อมแขนได้ทันท่วงที
อินสูรย์แทบจะมองไม่ทัน เมื่อเห็นอีกครั้งครุฑีสาวก็อยู่ในอ้อมแขนของพระสุวรรณเมฆาผู้เป็นกษัตริย์ของตนแล้ว
“ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่พะยะค่ะองค์เหนือหัว?..” อินสูรย์เอ่ยถามขณะที่กำลังวิ่งเข้าไปหากษัตริย์อสุราที่อุ้มครุฑีสาวอยู่
“.....”
พระสุวรรณเมฆา พยักหน้าตอบอินสูรย์
ดวงตาสีนิลเอาแต่จับจ้องใบหน้าครุฑีสาวก่อนจะค่อยๆวางร่างครุฑีสาวลง โดยศีรษะนางยังคงอยู่ในอ้อมแขนของตน
“ ดูจากเครื่องแต่งกาย ครุฑีตนนี้ คงมิใช่ครุฑีธรรมดา ธรรมดาทั่วไปเป็นแน่พะยะค่ะ..”
อินสูรย์กวาดสายตามองไปทั่วเรือนร่างครุฑีสาวก่อนจะพูดออกมา
“ นางช่างงดงามนัก..” พระสุวรรณเมฆาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ดวงตาสีนิลจ้องมองใบหน้าพริ้งเพราของครุฑีสาวที่ยังหมดสติอยู่ ก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะเอื้อมสัมผัสเข้าที่พวงแก้มเนียนของนางอย่างอ่อนโยน พลันรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้ากษัตริย์อสุราหนุ่ม
“ เจ้าช่างงามตาเหลือเกิน แม่ครุฑีตัวน้อยเอ๋ย..”
พระสุวรรณเมฆาพูดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับฉีกยิ้มพรายออกมา
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เสียงบางสิ่งกระทบกับผืนดิน ไม่ไกลจากเหล่าอสุรานัก เหล่าอสุราหันไปต้นทางของเสียงอย่างพร้อมเพียงกัน
เห็นเหล่าทหารครุฑาหลายตนที่บินลงมาถึงพื้นดินด้วยความเร็ว
“ ท่านเป็นยักษ์ มิควรจักก้าวก่ายเรื่องของเหล่าครุฑ จงมอบครุฑีตนนั้นมาให้ข้า บัดเดี๋ยวนี้...”
ทหารครุฑาพูดออกมาทันใด เมื่อเห็นนิศามณีอยู่ในอ้อมแขนของพระสุวรรณเมฆา
แม้ใจจะหวั่นเกรงเหล่ายักษาไม่น้อย หากเกิดการต่อสู้กันเหล่าครุฑาไม่มีทางที่จะสู้เหล่ายักษาได้เลย หากแต่เกรงกลัวพระบัญชาของพระสุบินมากกว่า
เหล่าทหารอสุรายืนประจันหน้าพร้อมเพียงกันทันทีเมื่อเห็นว่าทหารครุฑาพูดกับกษัตริย์ของตน
“ เหตุใดเราจักต้องมอบนางให้พวกเจ้า?..”
“.....”
“ แลหากเรามิยอมมอบครุฑีตนนี้ให้เล่า พวกเจ้าจักทำเยี่ยงไร?..”
“.....”
“ หากพวกเจ้าจักเข่นฆ่า ครุฑีที่ไร้ทางสู้ เราคงมิอาจทนเห็นได้ดอกหนา..” พระสุวรรณเมฆาตอบกลับทหารครุฑาไปอย่างไม่มีความเกรงกลัว
แขนแกร่งโอบอุ้มร่างบางของนิศามณีขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง ก่อนดวงตาเฉียบคมจะจ้องมองเหล่าทหารครุฑานิ่ง
เหล่าทหารครุฑาหันมองหน้ากันนิ่งก่อนจะสยายปีกแล้วแยกกันพุ่งตรงเข้าไปหาพระสุวรรณเมฆา และพุ่งตรงใส่ทหารอสุราอย่างพร้อมพร้อมเพียงกัน
พระสุวรรณเมฆาร่ายคาถาในใจก่อนที่ทหารครุฑาจะมาถึงตน ร่างอสุราหนุ่มก็สูงใหญ่ขึ้นเพียงพริบตาเดียว
หมับ!
ฝ่ามือใหญ่ของกษัตริย์อสุราหนุ่มคว้าร่างของทหารครุฑาตนนั้นเอาไว้แน่น ก่อนจะบีบร่างนั้นให้แหลกเหลวคามือ ฝ่ามือใหญ่อีกข้างหนึ่งกอบกุมร่างของนิศามณีเอาไว้หลวมๆ
เหล่าทหารครุฑาที่เห็นร่างตนสนิทของพระสุบินแหลกเหลวเช่นนั้นก็เกิดความหวาดกลัว จึงสยายปีกหมายจะเร่งบินหนี
“ อย่าให้รอดไปได้ แม้แต่ตนเดียว..”
พระสุวรรณเมฆารับสั่งอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเหล่าทหารครุฑากำลังบินหนี ดวงตาสีนิลจับจ้องนิ่ง เพ่งมองตามหลังทหารครุฑาที่บินหนีไป
“ พะยะค่ะ..”
เหล่าทหารอสุราขานรับพระบัญชาก่อนจะร่ายคาถาให้ร่างสูงใหญ่แล้วตามเหล่าทหารครุฑาไป
๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ณ ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่และงดงาม พระตำหนักต่างๆ ประดับประดาด้วยทองคำและเพชรพลอยอย่างวิจิตรตระการตา
สวนสวยที่มีดอกไม้นานาพรรณ ที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว เป็นอาณาจักรที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาใหญ่ นั่นคือ เมืองพนาราพณ์ ถิ่นฐานของเหล่าอสุราและอสุรี
อาณาจักรของกษัตริย์อสุราที่มีนามว่าพระสุวรรณเมฆา อสุราหนุ่มรูปงามที่มีอิทธิฤทธิ์มากจนมิมีผู้ใดกล้าต่อกร กษัตริย์อสุราหนุ่มมีสนมงามที่เป็นอสุรีสาว 2 นาง และสนมที่เป็นธิดามนุษย์อีก 2 นางด้วยกัน
เมื่อกษัตริย์อสุรากลับมาถึงเมืองพนาราพณ์พร้อมกับโอบอุ้มร่างครุฑีสาวตนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนมาด้วย เหล่าสนมที่มายืนรอต้อนรับต่างคับข้องใจกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเหล่าสนมไม่เคยเห็นผู้เป็นสวามีของตนโอบอุ้มใครเฉกเช่นนี้มาก่อน แม้แต่กับตนเองก็ไม่เคยสักครั้ง
พระสุวรรณเมฆาโอบอุ้มครุฑีสาวมาจนถึงห้องบรรทมของตน ก่อนจะค่อยๆวางร่างครุฑีสาวนิศามณีลงบนพระแท่นบรรทมของตนอย่างเบามือไม่ให้บอบช้ำ
“ ให้กระหม่อมไปตามหมอหลวงดีหรือไม่พะยะค่ะ องค์เหนือหัว?...”
อินสูรย์และมนทกที่เดินตามหลังมา นั่งหมอบลงกับพื้นก่อนจะเอ่ยถามพระสุวรรณเมฆา
อินสูรย์และมนทก หันมามองหน้ากัน เมื่อรู้สึกได้ ถึงความใส่ใจของพระสุวรรณเมฆาที่มีต่อครุฑีสาวตนนี้ เนื่องจากห้องบรรทมใหญ่นี้ ไม่เคยมีสนมนางใดได้ย่างกรายเข้ามาแม้แต่ตนเดียว
ครั้นเมื่อพระสุวรรณเมฆาจะเรียกใช้สนมนางไหน ก็จะใช้ห้องหับอีกห้องหนึ่งที่ไม่ใช่ห้องบรรทมใหญ่นี้
“ เราจักรักษานางเอง พวกเจ้าออกไปก่อน แลอย่าให้ใครเข้ามารบกวนเราเป็นอันขาด..” พระสุวรรณเมฆารับสั่งกับทหารอสุรา
“ พะยะค่ะ องค์เหนือหัว..”
อินสูรย์และมนทกขานรับพระบัญชาของกษัตริย์อสุรา ก่อนจะหมอบกราบแล้วคลานถอยหลังออกจากห้องไป
ดวงตาสีนิลเพ่งพินิจดวงหน้าครุฑีสาว ก่อนสายตาจะเลื่อนมองไปที่ปีกสีมณีราค ที่มีร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากพระแสงหอก
พระสุวรรณเมฆาขยับกายนั่งที่ตรงข้างๆพระแท่นก่อนจะยกพระหัตถ์ขึ้นพนมแล้วร่ายคาถาก่อนจะก้มลงเป่าเข้าตรงปีกสีมณีราค
เพียงครู่เดียวรอยบาดแผลที่ปีกก็ค่อยๆจางลงทีละน้อยจนหายไป ก่อนที่พระสุวรรณเมฆาจะร่ายคาถาอีกครั้ง ปีกสีมณีราคนั้นก็หายไปจากเรือนร่างครุฑีสาวทันใด
ดวงตาสีนิลเอาแต่จับจ้องใบหน้านวลที่ยังคงหลับใหล ฝ่ามือใหญ่เอื้อมสัมผัสกับพวงแก้มเนียนอย่างห้ามใจไม่ได้
“ เรามิเคยเห็นนางใด งามเฉกเช่นเจ้ามาก่อนเลย ครุฑีน้อยเอ๋ย..”
“.....”
“ แลกลิ่นกายของเจ้า ช่างหอมหวนนัก ”
พระสุวรรณเมฆาพึมพำออกมาเบาๆ ดวงตาคมไม่ยอมละออกจากใบหน้าเนียนของครุฑีสาว
ณ ศาลาใหญ่กลางบึงบัว
สนมกุสุมาลย์เดินไปเดินมาไม่หยุดใจกระวนกระวายว้าวุ่น จนอยู่นิ่งไม่ได้ สนมมาณวิกามองตามจนเกิดเวียนเศียรเกล้า
“ กุสุมาลย์เจ้ากังวลเรื่องอันใดกัน ถึงได้เดินไปมาเยี่ยงนี้ เจ้าหยุดเดินก่อนเถิดข้าเวียนหัว..” สนมมาณวิกาพูดขึ้นเมื่อกุสุมาลย์ยังไม่ยอมหยุดเดิน
“ เจ้าเห็นหรือไม่?มาณวิกา ท่านพี่โอบอุ้มครุฑีตนนั้น..”
“.....”
“ แล้วพระองค์ ยังพาเข้าไปในห้องบรรทมใหญ่อีก เจ้ามิรู้สึกอันใดบ้าง หรืออย่างไรเล่ามาณวิกา?..”
“ ข้าเห็น แล้วเจ้าจักให้ข้ารู้สึกอย่างไรเล่า? กุสุมาลย์ ” สนมมาณวิกาตอบ
“ ท่านพี่มิเคยโอบอุ้มสนมนางใด แลสายพระเนตรท่านพี่ ที่จ้องมองครุฑีตนนั้น ข้ามิเคยเห็นมาก่อน ท่านพี่ทรงดูห่วงใยครุฑีตนนั้น ” กุสุมาลย์ยังคงพร่ำบ่นไม่หยุดปาก
“ หากท่านพี่จักมีสนมเพิ่มมาอีกตนนึง แล้วเจ้าจักทำกระไรได้เล่ากุสุมาลย์...” มาณวิกาพูดออกมา เมื่อไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เนื่องจากตนเป็นสนมตนแรก และพระสุวรรณเมฆาก็มีสนมเพิ่มตามมาเรื่อยๆ อีก 3 ตน
“.....”
“ แลข้าเห็นว่าครุฑีตนนั้นบาดเจ็บ ท่านพี่อาจจักแค่เพียงช่วยเหลือนางไว้ก็เป็นได้..”
“.....”
“ แต่ข้ามิคิดเช่นนั้นมาณวิกา..” ทันใดนั้น เสียงของวัจณาก็ดังแทรกขึ้นมา
“.....”
วัจณาและจัณฑีก้าวเดินเข้ามาในศาลา เมื่อจู่ๆเหล่าบรรดาสนมต่างมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้จัณฑีไม่อยากจะมาแต่ก็ขัดใจวัจณาไม่ได้
“ เฮ่อ.. พวกเจ้าจักคิดเช่นไร ก็เรื่องของพวกเจ้าเถิดหนา ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็ขัดพระหทัยท่านพี่มิได้ จริงหรือไม่? ข้าขอกลับตำหนักก่อนจักดีกว่า..” มาณวิกาพูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“.....”
“ พวกเจ้าอย่าลืม...ว่า เราเป็นเครื่องบรรณาการจากท่านพ่อท่านแม่ แลมิได้เป็นเมียตบเมียแต่งหนา ”
“.....”
“ เจ้าจักกลับตำหนักหรือเจ้าจักอยู่ จัณฑี?..” มาณวิกาพูดเตือนสติกุสุมาลย์กับวัจณาก่อนจะเอ่ยถามจัณฑี
เนื่องจากที่ผ่านมากุสุมาลย์และวัจณาไม่มีใครยอมใคร จะมีก็แต่จัณฑีที่ไม่มีปากเสียงกับผู้ใด
“ ข้าว่ามาณวิกาพูดถูก พวกเจ้าขัดพระหทัยท่านพี่มิได้ดอกหนา ข้าจักกลับตำหนักเช่นกัน..”
จัณฑีพูดออกมาก่อนจะเดินออกจากศาลากลางน้ำไป เมื่อใจอยากกลับอยู่แล้ว
กุสุมาลย์และวัจณาหันมาจ้องมองกัน ก่อนจะสบัดหน้าใส่กัน สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องแยกย้ายกันกลับตำหนักอย่างไม่สบอารมณ์
ดวงตากลมคู่สวยค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนที่ดวงตานั้นจะเบิกกว้าง แล้วรีบหยัดกายลุกขึ้นทันทีด้วยความตกใจ เมื่อจำได้ว่า ตนและเหล่าทหารองครักษ์ถูกตามล่าหมายเอาชีวิต และตนถูกอาวุธซัดเข้าที่ปีกก่อนที่จะหมดสติไปกลางอากาศ
“ เจ้าตื่นแล้วหรือ ครุฑีน้อย?...” นิศามณียังไม่ทันได้สำรวจตัวเอง ก็ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยถามดังขึ้น
“.....”
“ เจ้ามีชื่อว่าอย่างไร?..”
“.....”
“ แลเจ้าคือผู้ใดกัน เหตุใดเหล่าทหารครุฑาถึงตามล่าเอาชีวิตเจ้าเฉกเช่นนี้?..”
พระสุวรรณเมฆาถามพร้อมกับโน้มกายเข้าใกล้นิศามณี ดวงตาสีนิลจ้องมองครุฑีน้อยนิ่งเพื่อรอคำตอบ
“.....” ไม่มีคำตอบใดจากครุฑีน้อยตรงหน้า
นิศามณีขยับกายกระถดถอยหนีไปจนสุดพระแท่น ดวงตากลมคู่สวยกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหันมาจ้องมองสบสายตากับพระสุวรรณเมฆากษัตริย์อสุราหนุ่มรูปงามด้วยท่าทีตื่นตระหนกและหวาดกลัว
“ จะ..เจ้าคือผู้ใดกัน?..”
๐๐๐๐๐๐๐๐