ร่างเล็กเดินไปตามทางลาดของด้านหลังของวังที่ซึ่งเป็นเส้นทางห้ามสัญจรแต่นางกลับหาได้สนใจไม่ ในมือเล็ก ๆ นั่นคล้ายกับมีอะไรกำแน่นที่ในนั้น มือกำเสียแน่นราวกับมันคือความลับที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของนางเสียอีก
หลี่เยี่ยนถิงเหลียวมองซ้ายแลขวาไปพลางขณะก้าวขาเดินมุ่งหน้าตรงไปยังนอกพระมหาราชวัง คล้ายนางกลัวว่าใครจะมาเห็นนางเข้าเสียก่อน ยามจื่อเช่นนี้ทั้งอากาศหนาวเย็นใครจะออกมาเดินที่นอกวังกัน หากแต่เป็นนาง สตรีที่แม้จะเป็นธิดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่กลับไร้เกรงใจ ไร้คนเหลียวแล
และบัดนี้นางก็กำลังลักลอบออกนอกจากตำหนัก ไม่เพียงแต่ตำหนักร้างของนาง แต่นางกำลังมุ่งหน้าไปยังเส้นทางลับหวังจะออกนอกวังด้วยซ้ำ
“กำลังไปที่ใด”
เสียงห้าวเอ่ยถาม ต้นตอดังมาจากเบื้องบน องค์หญิงหลี่เยี่ยนถิงหยุดขาที่กำลังก้าว ก่อนจะช้อนดวงตางามปนเศร้าขึ้นไปยังที่เสียงที่ดังขัดขวางการลักลอบออกนอกวังของนาง พบว่าเป็นคนโปรดขององค์ฮ่องเต้ บิดาของนางเอง หากแต่ท่านแทบไม่เคยเรียกหา พบหน้าไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ คงไม่คิดนับนางเป็นเลือดเนื้อของตนด้วยซ้ำไป
และหากนางทำเมิน ไม่ตอบคำถามนั้นก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทจนเกินไป ที่หนักไปกว่านั้นนางอาจส่อมีพิรุธอีกด้วย
“คือ…” หลี่เยี่ยนถิงเปิดปากออกมาคำหนึ่งเพียงคำเดียวเท่านั้น เสียงถามก็ดังขึ้นอีก ทว่าคราวนี้เงาดำนั่นย้ายร่างจากด้านบนของหลังคาลงมายืนที่เบื้องหน้าของนางแล้ว
“องค์หญิงจะไปที่ใดหรือกำลังมาจากที่ใด”
ไม่เคยมีใครเอ่ยเรียกนางว่าองค์หญิงมาก่อน นั่นเพราะไม่มีผู้ใดให้ความเคารพยำเกรงนาง
ไม่เคยมีใครนับหน้าถือตานาง
จะเพราะเหตุใดก็อันเนื่องมาจากนางเป็นลูกของสนมที่ถูกกักขังในวังร้างทางทิศใต้จนสติเลอะเลือน ก่อนสิ้นลมหายใจไปตั้งแต่นางอายุเพียงสามขวบเท่านั้น
หลี่เยี่ยนถิงพยายามจะอ้าปากอีกครั้งเพื่อตอบคำถามของเขาแต่แล้วเสียงดุห้าวขรึมก็ส่งคำถามออกมาอีก
“ในมือขององค์หญิงคือสิ่งใด”
จบคำถามของเขาร่างสูงสง่าในชุดสีทึบก็เคลื่อนย้ายตัวเข้ามาใกล้นางยิ่งกว่าเดิม บุรุษผู้มีร่างกายกำยำแม้อยู่ในอาภรณ์หรูหราและแม้ว่ารอบด้านจะมืดอยู่เช่นนี้ก็ตามที
นางจำได้ว่าเขามีใบหน้าและแววตาเย็นชายิ่งนัก เคยได้ยินเหล่าเสนาบดีพูดถึงเขาว่าสามารถฆ่าคนได้ชนิดที่แทบไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แววตาของเขาแม้สงบทว่าเยือกเย็นแต่กลับสง่างามเฉกเช่นเดียวกันกับท่าทางและอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ในคืนนี้
เหตุใดแม่ทัพจางซงหยวนจึงออกมาจากงานเลี้ยงที่องค์ฮ่องเต้ทรงจัดให้เขา นางยังได้ยินเสียงดนตรี เสียงร้องรำ เห็นแสงแผดจ้าจากโถงงานเลี้ยงอยู่เลย และเพราะว่ารอบตำหนักของนางไร้ทหารเฝ้ายาม นางจึงได้ใช้โอกาสนี้ลอบออกจากตำหนักร้างของนาง
ไม่คิดว่า...
“จดหมายเสนอตัวนั่น องค์หญิงต้องการนำไปถวายให้ผู้ใดอย่างนั้นหรือ”
น้ำเสียงของจางซงหยวนถามขัดความสงสัยของนางขึ้น หากนางฟังไม่ผิดคล้ายในน้ำเสียงจะมีแววหมิ่นแคลนดูถูกนางอีกด้วย นั่นเลยทำให้นางนึกฉุน แล้วเอ่ยตอบโต้ออกไปพร้อมกับเบี่ยงแขนข้างที่มีสาส์นลับไปไว้ที่เบื้องหลังของนางทันที
“ในมือข้ามีสิ่งใด ไยต้องบอกท่านด้วย”
มุมปากของแม่ทัพจางซงหยวนกระตุกเล็กน้อยดูเหมือนยิ้ม แต่แลดูอีกทีกลับมิใช่ เสียงเข้มเปล่งออกมาราวกับราชสีห์กำลังหยอกล้อหนูตัวเล็กๆ อยู่
“องค์หญิงสามพูดได้ยาวขนาดนี้ทีเดียวหรือ”
หากเขาต้องการยั่วแหย่นางก็นับว่าสำเร็จแล้ว แต่นางไม่สามารถหยุดเพื่อคุยกับเขาได้อีกต่อไป นางต้องรีบส่งสิ่งที่อยู่ในมือนี้ให้กับผู้ที่รอคอยนางอยู่ไม่อย่างนั้นอาจไม่ทันการ
แต่แล้วนางก็ถูกมือที่หนาใหญ่ของจางซงหยวนคว้าที่ไหล่ของนางออกแรงเพียงนิดหมุนร่างให้หันหลังพร้อมกับดึงเอาสาส์นนั้นออกจากนางไปได้อย่างรวดเร็วแทบไม่ทันได้กะพริบตาด้วยซ้ำ
“นั่นของข้า”
นางลองส่งเสียงขึ้นอีกนิดยื่นมือออกไปจากคว้าของคืนแต่แล้วร่างหนาใหญ่ของแม่ทัพจางซงหยวนก็เคลื่อนออกห่างนางไปสามก้าว เท่านั้นนางก็ตามเขาไม่ทันแล้ว
จางซงหยวนคลี่ม้วนไม้ในมือออก กวาดสายตาดุอ่านเนื้อความข้างในอย่างรวดเร็วก่อนจะลากสายตามามองสบตากับนาง
“ผู้ใดเขียนจดหมายนี้ รู้หรือไม่ว่าหากมีผู้อื่นพบเข้า องค์หญิงจะถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดก่อการกบฏต่อองค์ฮ่องเต้”
จบคำกล่าวของเขาใบหน้าที่ออกซีดเหลืองของหลี่เยี่ยนถิงพลันซีดลงไปอีก เหตุใดเขาถึงเอ่ยวาจากล่าวหานางเช่นนั้น และคล้ายกับว่าจางซงหยวนเองจะอ่านแววตาของนางออก เขาหันสาส์นในม้วนไม้ไผ่ม้วนนั้นมาให้นางดู
“มะ ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าไม่” หลี่เยี่ยนถิงตะกุกตะกักกล่าววาจาใดออกมาไม่ถูกเลยแม้แต่คำเดียว
“กระหม่อมให้องค์หญิงสามเลือกสองทาง” เสียงทุ้มกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ให้กระหม่อมนำสาส์นในมือกล่าวทูลต่อฮ่องเต้เดี๋ยวนี้เลยหรือ...”
เสียงห้าวหยุดชั่วขณะ หลี่เยี่ยนถิงช้อนดวงตาจากม้วนไม้ไผ่ในมือมองไปยังเขา สบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทที่อ่านแววตานั้นไม่ออกก็พลันรู้สึกราวกับกำลังถูกดูดเข้าไปในดวงตาคู่นั้นแล้ว
ความเงียบทำงานอย่างรู้หน้าที่ของมันดี นานจนนางหายใจไม่ออกจำต้องหลุดเสียงแผ่วเบาถามออกไป
“หรืออันใด”
“…ไปที่จวนของกระหม่อม”
“หนะ นี่ ทะ ท่านพูดออกมาแบบนี้หมายความว่าอย่างไร” เสียงเล็กๆ บอกอย่างแผ่วเบาทว่าเด็ดเดี่ยวในน้ำเสียงของนาง เมื่อไม่มีคำอื่นมาไขความกระจ่างในนางเพิ่ม สติของนางพลันกลับคืนมาช้าๆ อีกครั้ง
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไปพร้อมสาส์นนี่ เข้าพบองค์ฮ่องเต้ด้วยกันเสียเดี๋ยวนี้ หากใครเห็นสาส์นนี้เข้า คงเข้าใจไม่ต่างจากกระหม่อมเป็นแน่”
“มะ ไม่ ไม่ได้” แม้นางจะไม่เข้าใจว่าสาส์นนี้กล่าวเรื่องผิดเรื่องร้ายแรงอันเอาไว้แต่ก็คิดไปว่าสาส์นนี้ดูแปลกไม่น้อย
เสียงหวานปนเศร้าตอบแผ่วเบาแย้งเขาออกไป
ดวงตาสีดำของจางซงหยวนมองมาที่นางด้วยแววเรียบนิ่ง ก่อนที่เสียงราบเรียบทรงอำนาจจะดังก้องขึ้นในความมืดของทางเดินที่เกล็ดหิมะเริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ
“อย่างนั้นองค์หญิงก็จงเลือก”
หลี่เยี่ยนถิงยืนตาแดงที่ตรงนั้น หิมะเริ่มโปรยปรายลงหนัก กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากหนาของท่านแม่ทัพจางแต่อย่างใด เป็นนางที่เริ่มยืนไม่อยู่ ทั้งหนาวและหวาดกลัวกับแววตาและสถานการณ์ชวนอึดอัดเช่นนี้
ไม่นานนักจางซงหยวนจึงได้พูดจากดดันให้นางต้องเลือก
“หากจะไม่ไปพบฮ่องเต้ด้วยกัน ก็ไปที่จวนของกระหม่อม”
เหตุใดนางจะไม่รู้ความหมาย แม้จะถูกเลื่อนงานอภิเษกสมรสหลายครั้ง จนอายุของนางเลยวัยออกเรือนมามากแล้ว เพราะไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยปากทาบทามสมรสกับนาง เพราะนางมิได้งดงามเทียบเท่าอย่างองค์หญิงองค์อื่นในพระบิดาเดียวกัน แต่นางก็หาได้โง่ไร้สมองไม่
จางซงหยวนที่เป็นแม่ทัพเอกของแคว้น อีกทั้งยังเป็นคู่หมายของบุตรสาวของพระสนมคนโปรดที่เพิ่งได้เข้าพิธีแต่งตั้งเป็นฮองเฮาเมื่อไม่นานมานี้ เขาไม่มีทางแลนางอย่างแน่นอน และที่เสนอให้นางไปยังจวนของเขา บางทีอาจต้องการสอบสวนนาง
ข่าวที่เหล่าขุนนางลือกันว่าเขาโหดและทารุณกับเหล่าโจรร้ายและพวกข้าศึก ถึงขนาดฆ่าได้พริบตาราวปลิดใบไม้ทิ้ง คงเป็นจริง
“ข้าจะถือความเงียบขององค์หญิงสาม เป็นคำตอบว่าไปที่จวนของกระหม่อม”
นางยังไม่ทันได้ตอบรับ ร่างสูงใหญ่ราวกับคนพรากวิญญาณก็ตรงเข้ามาช้อนนางขึ้นอุ้มแนบกับอกของเขา แล้วพาเคลื่อนตัวขึ้นไปบนหลังคาด้านบน ตำหนักแล้วตำหนักเล่า
“ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้”
นางเปล่งเสียงดังสุดเท่าที่นางจะทำได้ แต่แล้วเสียงนั่นกลับฟังแล้วแผ่วเบาเหลือเกิน คงเพราะนางไม่ได้กินอาหารให้อิ่มเต็มที่มาสามวันแล้วกระมัง
ร่างเล็กขององค์หญิงหลี่เยี่ยนถิงถูกจางซงหยวนอุ้มลอยออกจากรั้ววังแล้วบัดนี้ แรงที่นางดิ้นรนกลับมีไม่ถึงเศษหนึ่งในหลายส่วนของกำลังท่านแม่ทัพเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ยังอุตส่าห์ออกแรงดิ้นรนต่อสู้
พลันนั้นที่เกล็ดหิมะหนาตัวลง พร้อมด้วยสติทั้งหมดขององค์หญิงหลี่เยี่ยนถิงที่ค่อยๆ ดำมืดลงในเวลาต่อมา
ปิ่นหยกที่สลักลายแบบง่าย ๆ ชิ้นนั้นบนเส้นผมดำเงาของร่างเล็กเสื้อผ้าเก่าเหม็นอับคือสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่นางมี กระนั้นกลับดูไร้ค่าในสายตาองค์หญิงองค์อื่น ๆ รวมถึงองค์หญิงสี่และองค์หญิงเจ็ดอีกด้วย
“ไหนใครพูดว่าพี่สามมิได้เป็นที่รักของเสด็จพ่ออย่างไรล่ะ เหตุใดนางจึงมีปิ่นสวยเช่นนั้นเป็นของขวัญด้วย”
“เจ้าต้องอิจฉาไปไย ข้ามองจากตรงนี้ก็รู้ว่าปิ่นนั่นไร้ราคา”
คนพูดกล่าวจบก็ดึงเอาแขนน้องสาวให้ก้าวไว ๆ เดินตามหลังไปแล้วช่วยกันดันร่างเล็กที่มีปิ่นหยกชิ้นนั้นบนศีรษะจนนางตกลงในบ่อน้ำด้านข้าง
พริบตาเดียวก็มีคนตะโกนขึ้นว่า “ช่วยด้วยมีคนตกน้ำ”
“ใครตกน้ำอย่างนั้นหรือ”
“เห็นว่าเป็นองค์หญิงสามนะ”
“อย่างนั้นก็ปล่อยนางให้จมไปเถอะ ถึงช่วยนางขึ้นมาก็หาได้มีความดีความชอบอะไร”
เด็กหนุ่มที่กำลังฝึกยิงธนูมองคนพูด ก่อนจะวางคันธนูลง ก้าวเท้าตรงไปยังสระที่มีเหล่านางสนมและขันทียืนมุงกันอยู่ พุ่งตัวกระโจนลงไปในบ่อน้ำแล้วนำเอาร่างเล็ก ๆ ที่เปียกปอนหมดสภาพอีกทั้งยังกินน้ำไปเกือบครึ่งสระ นำขึ้นมาที่ขอบฝั่งด้านบน
“เจ้าอย่าได้แตะต้องตัวนางเชียวนะ”
“เหตุใดจึงแตะไม่ได้ มีคนจมน้ำให้ยืนเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ” เสียงห้าวแตกพานเนื่องจากเพิ่งเข้าวัยหนุ่มตอบกลับ ทำเอาเพื่อนร่วมฝึกนึกฉงน เนื่องจากอีกฝ่ายมิใช่พวกช่างพูด อีกทั้งยังเป็นพวกที่ไม่ยอมแหย่เท้าเข้าสอดหาเรื่อง เพื่อช่วยเหลือใครมาก่อน หรือเห็นเป็นหญิงแรกรุ่นในรั้ววัง จึงได้ทำตัวเป็นยอดชาย แต่อย่างน้อยควรต้องรู้และต้องเลือกช่วยคนบ้าง
“นี่เจ้าไม่รู้หรือ”
“หากพวกเจ้าไม่คิดช่วยคน ก็จงอย่าได้ปากมาก”
เสียงห้าวกล่าวจบ กระโจนตัวลงในสระน้ำทันทีแล้วว่ายจ้ำดำลงไปพาร่างเล็ก ๆ หาอยู่ไม่นานก็พบ จึงลากขึ้นมาบนฝั่งจากนั้น
เด็กหนุ่มที่เนื้อตัวเปียกปอนหาได้สนใจตอบคำถามนั้นไม่ จัดแจงช่วยเหลือร่างเล็กที่ซีดไปทั้งตัวให้นอนลง ใช้มือของตนบีบปากปิดจมูกแล้วก้มลงเพื่อจะช่วยให้ร่างเล็กที่จมน้ำไปเป็นนานฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
คนที่ยืนมุงเห็นอย่างนั้นบางคนก็เบือนหน้าหนี บางคนกระซิบคุยด้วยถ้อยคำวาจาสนุกปาก
“คราวนี้นางเรียกร้องด้วยการกระโดดสระน้ำหรือ”
“เหตุใดจึงต้องเรียกร้องความสนใจจากฝ่าบาทด้วยการกระโดดลงสระน้ำด้วยเล่า ไม่คิดสั้นไปหน่อยหรืออย่างไร”
“ใครก็รู้กันทั้งนั้นว่านางเป็นธิดาในองค์ฮ่องเต้ที่ไม่ได้รับความรัก ความใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว”
“นางฟื้นหรือไม่”
“ข้าว่านางไม่ฟื้น”
“น่าจะคงตายไปแล้วล่ะข้าว่า”
เด็กหนุ่มนี่เป็นใครกันจึงได้กล้าโผงผางพูดเช่นนี้
“ซงหยวน ไยเจ้ามาอยู่ตรงนี้ แล้วทำไมตัวเปียกปอน”
“ไป เร็วเข้าซงหยวน นายกองเรียกแล้ว หากช้าอยู่ พวกเราได้โดนวิ่งลากซุงและปีนผาตรงหุบเขาหลิวหลิงอีกเป็นแน่ ไป เร็วเข้า”
เด็กหนุ่มมองร่างเล็กที่ตนเพิ่งช่วยขึ้นจากสระน้ำด้วยสายตาเรียบนิ่ง แม้เขาจะเป็นคนเฉยชา แต่ไม่เคยเห็นความเป็นความตายของคนอื่นเป็นเรื่องที่ทำเพิกเฉยได้
ยิ่งเป็นแม่นางน้อยผู้นี้แล้วด้วย เขาทำเช่นนั้นมิได้
จางซงหยวนยังคงไม่ไปไหน เขารอจนเห็นว่านางสำลักน้ำออกมาอีกและกำลังฟื้นสติขึ้น จึงได้คลายใจลง ยอมหันหลังแล้วเดินออกจากตรงนั้นไป
“จะไปแล้วหรือ เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย”
ร่างเล็กที่ถูกผลักตกน้ำด้วยมือที่มองไม่เห็นค่อย ๆ สำลักเอาน้ำออกมาจากปอด ก่อนจะดันตัวลุกนั่งอีกครั้ง
“ไม่ตายหรอกหรือ”
“น่าจะตายตามแม่ของนางไปนะ อยู่ก็เปลืองข้าวเปลืองน้ำของฝ่าบาท”
เสียงใสเย่อหยิ่งจากการเลี้ยงดู เบ้ปากเมื่อเห็นว่าคนที่ตกน้ำรอดชีวิตขึ้นมาแล้ว ก็เตรียมหันหลังจากไป พร้อมกล่าวกับน้องสาวที่ยืนขนาบข้าง
“ไปกันเถิด”
ผู้เป็นน้องรั้งแขนแล้วพยักหน้าให้รอ “เดี๋ยว รอดูอะไรสนุกก่อนเถิดท่านพี่”
เมื่อเห็นว่าหลี่เยี่ยนถิงลุกขึ้นมาแล้วก็เอ่ยกับนางกำนัลที่ยืนมุงยืนมองตรงนั้นด้วย
“เจ้าจงนำเรื่องนี้ไปเล่าต่อในทั่ว”
นางในตรงนั้นค้อมตัวรับคำสั่งทันที “เรื่องใดหรือเพคะ”
“เรื่องนี้อย่างไรเล่า เรื่องที่องค์หญิงสามลักลอบเล่นสนุกสนานตาม บ้ากาม เล่นรักตามประสาชายหญิงกับพวกทหารชั้นต่ำ”
หลี่เยี่ยนถิงยืนกอดตัวเองด้วยความหนาวสั่นนางอ้าปากเล็ก ๆ อย่างยากลำบากกล่าวแทนตนเองออกไปเป็นประโยคแรก
“เหตุใดจึงได้กล่าวเช่นนั้น ข้าไม่ได้…”
“ดูที่ขาเจ้าเถอะ น้ำเลือดไหลอาบขาขนาดนั้น สนุกมากหรือไม่เล่าเมื่อครู่นี้”
เหล่านางกำนัลที่เพิ่งเดินมาตรงนั้น ได้ยินคนพูดเรื่องสนุกเข้าหูตนเช่นนั้น ก็รีบเข้าร่วมวง มามุงแล้วกล่าวถามทันที
“ตายแล้ว เรื่องจริงอย่างนั้นหรือเพคะองค์หญิง”
“ดูเลือดที่ขาของนางเป็นอย่างไร” องค์หญิงเจ็ดได้ทีรีบพูดบ้าง
“ทุกคนจงฟังข้า เมื่อครู่ข้ามาทันได้เห็นองค์หญิงสามลักลอบเล่นสนุกกับทหารชั้นต่ำพอดี จนเลือดอาบไปทั้งขา นางช่างน่ารังเกียจนัก หญิงบ้าตัณหา”
หลี่เยี่ยนถิงส่ายหน้า ร่างเล็กที่ซีดไปทั้งตัวหอบเอาร่างอมน้ำลุกจากพื้นเดินโซซัดโซเซกลับไปยังวังร้างที่ท้ายสุดของทิศตะวันตก หญิงใบ้ บ่าวเพียงคนเดียวที่ถูกลงโทษให้มาอยู่ในตำหนักแห่งนี้แสดงสีหน้าระอาใจเมื่อเห็นสภาพของเด็กสาว
ก่อนจะลากสายตาลงมายังปลายเท้าของนาง
สายตาเศร้ากวาดมองตามก่อนที่หัวใจจะแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นว่ามีเลือดไหลออกมาเป็นทางปนน้ำที่ไหลหยดจากชุดของนางเป็นทางยาว
หลี่เยี่ยนถิงลืมตาตื่นพร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั้งร่าง นางเจ็บเนื้อตัวไปหมด นางขยับจะลุกก็เจ็บแปลบตรงร่างกายท่อนล่างของนางเอง
เกิดเหตุอันใดขึ้น หลี่เยี่ยนถิงคิดทบทวนช้า ๆ เหตุใดเมื่อสติของนางกลับคืนมาแล้วนั้นจึงได้มีอาการปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวเช่นนี้ อีกทั้งเนื้อตัวยังเปลือย ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว เห็นสภาพของตนแล้วก็นึกอดสู
เท่าที่จำได้เมื่อคืนนี้นางพบกับจางซงหยวนที่ทางลัดออกนอกวัง แล้วเขาก็ดึงเอาสาส์นของนางไปแล้วยัง...ยังพานางออกจากนอกวัง ตอนนั้นสติของนางดับวูบไป
“ตื่นแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู”
เสียงถามอ่อนโยนเอาใจดังมาจากประตูห้องที่นางนอนพัก หลี่เยี่ยนถิงขยับตัวนั่งใหม่ดึงเอาผ้าปิดตัวจนมิดชิดยิ่งกว่าเดิมด้วยท่าทางตกใจ ตั้งแต่เกิดจนโตไม่เคยมีใครมาคอยถาม ไม่มีใครมาคอยรอให้นางตื่นหรือหลับมาก่อน ไม่เคยมีเสียงพูดคุยด้วยอย่างใส่ใจ อย่างจงรักภักดีเช่นนี้
และนี่ก็คงไม่ใช่ที่ที่เป็นของนางอย่างแน่นอน แล้วที่นี่คือที่ใด
“ท่านแม่ทัพต้องออกไปที่ภูเขาหนานฝู่ ท่านให้บ่าวคอยดูแลคุณหนูที่ในห้องนี้ รอจนกว่าท่านแม่ทัพจะกลับมาเจ้าค่ะ”
คำตอบจากปากสาวใช้ที่ยืนรอคำสั่งทำเอาหัวใจขององค์หญิงหลี่เยี่ยนถิงแกว่งไกวไม่น้อย นางคงไม่ต้องเอ่ยคำถามแล้วว่าที่นี่คือที่ใด
ที่แท้ห้องนี้ก็คงเป็นจวนของจางซงหยวน
เมื่อคืนขณะที่นางลอบเอาสาส์นออกนอกวัง นางพบกับเงาร่างดำเงานั้น ไม่ใช่ใครที่แท้เป็นแม่ทัพจาง เขาไม่ใช่ว่าพยายามจะเอาความลับจากนางให้ได้หรอกหรือ แล้วยังจะพาไปพบองค์ฮ่องเต้อีกด้วย เขาให้นางเลือกว่าจะไปที่ใด
“มีหนทางให้องค์หญิงสามเลือกสองทาง” เสียงทุ้มกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ให้กระหม่อมนำสาส์นในมือกล่าวทูลต่อฮ่องเต้เดี๋ยวนี้เลยหรือ...”
เสียงห้าวหยุดชั่วขณะ หลี่เยี่ยนถิงช้อนดวงตาจากม้วนไม้ไผ่ในมือมองไปยังเขา สบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทที่อ่านแววตานั้นไม่ออกก็พลันรู้สึกราวกับกำลังถูกดูดเข้าไปในดวงตาคู่นั้นแล้ว
ความเงียบทำงานอย่างรู้หน้าที่ของมันดี นานจนนางหายใจไม่ออกจำต้องหลุดเสียงแผ่วเบาถามออกไป
“หรืออะไร”