ณ เมืองหงโจว เมืองที่อยู่ไกลโพ้นท่ามกลางหุบเขาเทียนเล่อในพื้นที่อุดมสมบูรณ์และสงบสุขด้วยบุญญาบารมีแห่งท่านเจ้าเมืองผู้ผดุงความสุขและยุติธรรมมาสู่ประชาชนของท่านเสมอ
หากเวลานี้ กาลเวลาได้พรากทุกสิ่งอย่างไปจากท่าน วัยหกสิบห้าปีกับการกรำทั้งบู๊และบุ๋นทำให้ท่านอ่อนแอลงไปมาก จะแต่งตั้งผู้ใดขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองแทนก็ยังมิเห็นสมควรจึงได้แต่รั้งตำแหน่งประคับประคองไปก่อน
เมืองที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ทำให้เป็นที่หมายปองของหัวเมืองใหญ่ที่พยายามขยายอาณาเขต
หงโจวมิได้สงบสุขดังเช่นเคย แม่ทัพและทหารกล้าต้องฝึกฝนการรบพุ่งและออกศึกสงครามอยู่เสมอ และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่หงโจวได้รับข่าวดี
“ ท่านแม่ทัพเหิงกลับมาแล้ว เราชนะ เราชนะ ! ” เสียงเซ็งแซ่ของเหล่าทหารหาญดังขึ้น
เหรินต้าฝง เจ้าเมืองวัยชราออกมายืนต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูเมือง แม้กาลเวลาจะพรากความงดงามแห่งร่างกายไป มากโข แต่พระองค์ยังคงความมีสง่าราศีน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย สมกับที่เคยเป็นเจ้าเมืองผู้เก่งกล้าทั้งการบริหารและการรบพุ่ง แต่ยามนี้วัยหกสิบห้านั้นทำให้พระองค์ต้องยอมจำนนต่อสังขาร และเป็นเหตุให้เกิดจอมทัพคนใหม่
เขาคือท่านแม่ทัพเหิง หรือเหิงซื่อหลุน
ทัพหงโจวนั้นแม้จะขึ้นชื่อถึงความเข้มแข็งแต่สิ่งใดก็มิอาจจีรัง ยิ่งในศึกสงครามแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้และเหิงซื่อหลุนก็ได้ปรากฏตัวขึ้น ณ เวลานั้น
เขามาจากไหนหาได้มีใครรู้ไม่ ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่กำยำกว่าบุรุษใด ๆ นั้นได้ปรากฏตัวขึ้น ขณะที่ทัพหงโจวกำลัง เพลี่ยงพล้ำให้เมืองเถินแห่งปัจจิมทิศ แม่ทัพเอกถูกสังหารบั่นคอ ทหารกล้าสูญเสียกำลังใจและเริ่มระส่ำระสาย เขาผู้นั้นควบอาชาสีนิลดำขลับงดงามพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ปัดป่ายเพลงกระบี่อันเฉียบคมและเด็ดขาดสังหารอริราชศัตรูจนหมดสิ้น โลหิตทหารหาญแห่งเมืองเถินหลั่งนองผืนปฐพีคาวคลุ้งแดงฉานพร้อมกับชัยชนะของหงโจว โดยบุรุษนิรนามผู้นั้น
หลังจากนั้นท่านเจ้าเมืองจึงได้แต่งตั้งเขาให้เป็นแม่ทัพเอกแม้อีกฝ่ายจะแจ้งอย่างชัดเจนว่าตนเองนั้นทำงานเป็นเพียงทหารรับจ้าง
“ ข้ามีอิสระต่อตนเอง ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด สิ่งเดียวที่ข้าศรัทธานั่นก็คือเงินทอง ”
นั่นคือสิ่งที่เขาแจ้งความประสงค์และท่านเจ้าเมืองก็ประทานให้กับเขาเสียจนเกินที่ร้องขอ
แม้จะรู้ดีว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งเขาต้องไปจากที่นี่ แต่ท่านเจ้าเมืองก็พยายามหาสิ่งดึงดูด ประเคนทุกสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เขามีความสุขเพื่อจะอยู่ที่นี่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้เพื่อให้เขาช่วยฝึกซ้อมการรบพุ่งให้กับทหารของท่าน ทั้งเรือนพัก เงินทองและสตรีโฉมงามนับไม่ถ้วนและนั่นดูเหมือนจะทำให้เขาพออกพอใจได้มากพอควร เพราะเขาอยู่ที่นี่นานหกเดือนแล้วนับแต่วันนั้น
ประตูเมืองเปิดรอ ม้าสีดำสนิทควบรัวเร็วจนฝุ่นตลบผ่ากลางกองทัพแล้วหยุดอยู่ตรงหน้าประตูเมือง ก่อนที่ ร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งจะกระโดดลงจากหลังม้า โอบกอดรอบแผงคอมันอย่างสหายรักและเอ่ยถ้อยคำขอบอกขอบใจที่ร่วมศึกมาด้วยกัน
ท่านเจ้าเมืองเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเสียเอง อีกฝ่ายทำเพียงค้อมศีรษะคำนับ ซึ่งนั่นเป็นกิริยาที่เหล่าขุนนางทั้งหลายมองว่ามันช่างยโสโอหังเสียเหลือเกิน
“ เห็นว่าเป็นคนโปรด คิดจะทำสิ่งใดก็ทำ ก็แค่ไอ้โจรกระจอกรับจ้างรบ เหตุใดท่านเจ้าเมืองจึงตามใจมากจนมัน ได้ใจเหลือเกินก็ไม่รู้ ไว้ใจมันได้ที่ไหน เปรียบได้ดังการเลี้ยงงูเห่าที่มันจะกลับมาแว้งกัดได้เมื่อไรก็ได้ ”
แน่ละ บุคลิกเย่อหยิ่งจองหองของเขาไม่เข้าตาหลายคนนัก มีคนรักย่อมมีคนเกลียด และนี่คือเสียงซุบซิบนินทาลับหลังอยู่เสมอ แต่เบื้องหน้าทุกคนต่างเคารพนบนอบเขาด้วยเกรงกลัวความเด็ดขาดเหี้ยมโหดที่ได้ยินมาจากทหารที่เคยร่วมรบ ใครเล่าอยากจะเสี่ยงกับบุรุษผู้ไร้อารยะ ย่อมรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น
“ คารวะท่านเจ้าเมือง ” เสียงห้าวฉะฉานเอ่ยทักทายท่านเจ้าเมือง อีกฝ่ายสืบเท้าเข้าไปใกล้แล้วยื่นมือไปตบไหล่บึกบึนกำยำนั้นหนัก ๆ เป็นการให้กำลังใจ ก่อนพินิจไปทั่วใบหน้าของเขา
ใบหน้ายาวรกครึ้มไปด้วยไรเคราสีเขียวเข้มนั้นมีรอยแผลเป็นและแผลสดเป็นเครื่องประดับ รวมไปถึงหางคิ้วเข้มที่เฉียงยาวด้านขวาที่มีรอยขีดนูนของแผลเป็นจนเห็นได้ชัด ดวงตาคมดำมืดลุ่มลึกราวห้วงมหาสมุทรที่หยั่งไม่ถึง จมูกโด่งเป็นสันยาวและปากหยักอิ่มเต็มที่เม้มสนิทอยู่เสมอและมิมีใครสักคนที่เคยเห็นเขาแย้มยิ้ม เสมือนว่าเขายิ้มไม่เป็น
ใบหน้างดงามนั้นแม้ถูกแดดเผาจนเกรียมไหม้และประปรายไปด้วยเลือดและแผลแต่ก็ยังถือได้ว่างดงามเหลือเกิน เมื่อรวมเข้ากับความบึกบึนกำยำของเจ้าตัวก็จัดได้ว่า จอมทัพไร้อารยะผู้นี้รูปงามอยู่มิใช่น้อย เป็นที่หมายปองของสาวเล็กสาวใหญ่ ทั้งผู้มียศถาไปถึงรากหญ้าประชาชนคนเดินดิน
เสียอยู่อย่างเดียว บุรุษผู้นี้ไร้หัวใจ เขามีแต่ความใคร่ หาได้เคยมอบใจให้สตรีใดในเมืองนี้ที่ผันผ่านเข้ามานับไม่ถ้วนแม้สักคน
“ ข้าขอแสดงความยินดีกับชัยชนะและขอบใจเจ้าเหลือเกินที่ปกป้องหงโจวไว้ได้อีกครั้ง พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณเจ้าเหลือเกิน จอมทัพเหิงซื่อหลุน ” ท่านเจ้าเมืองกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
อีกฝ่ายยกริมฝีปากขึ้นนิดหนึ่งคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ ก่อนตอบกลับห้วน ๆ
“ข้าทำงาน ท่านจ่ายเงิน อย่าได้คิดว่าเป็นหนี้บุญคุณใด ๆ เพราะข้าไม่ได้ทำให้ท่านโดยปราศจากสิ่งตอบแทน ”
“ ข้อนั้นข้ารู้ดี อย่างไรเสียข้าก็ต้องขอบใจเจ้าแทนทุกคนในเมืองอยู่ดี เราทุกคนเป็นหนี้ชีวิตของเจ้า ซื่อหลุน ”
ชายหนุ่มยืนนิ่ง ดวงตาคมกริบมืดดำนั้นประสานกับชายชราอยู่ชั่วอึดใจก่อนเขาจะเอ่ยตัดบท
“ ข้าเหนื่อย ขอตัวไปพักก่อน ”
“ ไปพักเถอะ ข้าได้สั่งนางกำนัลจัดทุกสิ่งไว้พร้อมสรรพแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่เถิด เงินห้าพันตำลึงนั้นข้าจะให้ทหารยกตามไปให้ ”
“ เงินทองขอเป็นพรุ่งนี้ ยามนี้ข้าอยากได้อย่างอื่นมากกว่า ” อย่างอื่นของเขานั้นเป็นที่รู้กันดีว่าหมายความถึงสาวงามที่จะคอยมาบำบัดกามราคะที่มิได้ปลดปล่อยหลายราตรีเจียนบ้า !
“ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง พวกนางรอเจ้าอยู่ที่เรือนพักแล้ว ”
“ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัว ” เขาเอ่ยสั้น ๆ พร้อมค้อมคำนับ ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปยังเรือนพักเล็ก ๆ กลางสวนดอกไม้สวยงามที่ท่านเจ้าเมืองสร้างไว้ให้เขาเป็นพิเศษแม้เขาจะมิได้ร้องขอ
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างของจอมทัพผู้นั้นด้วยแววตาแตกต่าง ทั้งชื่นชมจากเหล่าทหารหาญผู้ที่ได้ร่วมรบ ในความเก่งกล้าและเพลงกระบี่อันเฉียบขาด แม้ภายนอกเขาจะดูเย็นชาแต่แท้จริงเขามีน้ำใจสูงส่ง หลายคนหวุดหวิดจะโดนปลายกระบี่ของศัตรูเชือดคออยู่รอมร่อแต่ก็แม่ทัพผู้นี้ก็เข้ามาช่วยได้ทันท่วงที โดยไม่กลัวเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อตนเองแต่อย่างใด
และแววตาอีกประเภทหนึ่งจากหลายผู้คนนั่นคือความอิจฉาริษยา โดยมากจะเกิดจากขุนน้ำขุนนางเก่าแก่ สิ่งที่ท่านเจ้าเมืองปูนบำเหน็จเจ้าหนุ่มยโสผู้นั้นมันมากกว่าที่พวกเขาได้รับทั้งชีวิต ทั้งเงินทองและผู้หญิง
เหิงซื่อหลุน จอมทัพเอกไร้อารยะผู้นั้นมิได้ดุดันเฉพาะในสนามรบ สิ่งหนึ่งที่ดุเดือดไม่แพ้คือสนามราคะ และเป็นที่รู้กันดีว่าหลังจากกลับมาจากการศึกแล้วเขาจะยิ่งคลั่งหนัก อาจเพราะห่างหายจากเรือนกายอิสตรีนานหลายวันทำให้เลือดหนุ่มคลุ้มคลั่ง
หญิงงามสามนางทั้งสวยทั้งขาวอวบถูกจัดให้ไปรอปรนนิบัติแก่เขา ซึ่งทั้งหมดดีอกดีใจจนเนื้อเต้น เพราะรู้ดีว่าแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ใหญ่แต่เพียงเรือนกาย แต่สิ่งที่ทำให้สตรีรุ่มร้อนยามร่วมรักมันยิ่งใหญ่ไม่แพ้
“ เครื่องเพศของแม่ทัพเหิงผู้นั้นใหญ่ยาวร่วมท่อนแขนของข้า ทั้งยังแข็งแรงอึดทนเหลือเกิน ข้าเสร็จสมตั้งสามครั้งสามครากว่าที่ท่านจะแตกในปากของข้า ”
มี่เยี่ยน หนึ่งในนางกำนัลผู้เคยเข้าปรนนิบัติแม่ทัพเหิงนำความมาเล่าสู่เพื่อนฝูงให้ได้ฟัง ทำให้หลายคนฝันใฝ่อยากได้รับใช้บุรุษหน้าหยกไร้หัวใจผู้นั้นบ้าง
แม้ไม่ได้ใจ ได้กายก็ยังดี...
เสน่หาราคะนั้นช่างรุนแรงนัก ประกอบกับความรูปงาม สูงใหญ่ยิ่งทำให้อิสตรีล้วนแต่ฝันใฝ่อยากได้เขามาครอบครอง
เว้นแต่เพียงหนึ่งคือธิดาเดียวของท่านเจ้าเมืองเท่านั้น...
ท่านเจ้าเมืองมีชายาเพียงหนึ่ง แม้นางไม่สามารถให้กำเนิดทั้งบุตรธิดาให้ท่านเป็นระยะเวลาหลายปีแต่ท่านก็มิยอมมีหญิงอื่น ที่สุดแล้วสวรรค์ก็เห็นใจประทานธิดาน้อยมาให้ในเวลาที่ไม่คาดคิดแต่ก็ต้องแลกกับชีวิตของชายาและท่านก็รักและหวงนางยิ่งกว่าชีวิต นางสิ้นใจในวันที่คลอดธิดาน้อยนั้น
องค์หญิงเหรินซูเม่ย คือชื่อธิดาเดียวผู้เป็นแก้วตาดวงใจของท่านเจ้าเมืองเหริน นางพึ่งผ่านวัยปักปิ่นมาไม่ทันถึงปี กระนั้นโฉมงามของนางก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ งามดุจดอกท้อแย้มบานในฤดูใบไม้ผลิ หยาดเยิ้มยิ่งกว่าผู้เป็นมารดาที่ผู้คนร่ำลือว่างามนักหนา
นางมีดวงตาเรียวยาวที่มีแพขนตางอนยาวประดับอยู่ ภายใต้คิ้วดกรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว จมูกเล็กโด่งเป็นสันได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อราวผลอิงเถาสุก ทั้งหมดนี้เหมาะเจาะอยู่บนใบหน้ารูปไข่ที่มีรอยบุ๋มของลักยิ้มที่นวลแก้ม ทั้งสองข้าง มีลำคอเรียวระหงงามสง่า ทรวงอกอวบอิ่ม เอวคอดเว้าแล้วผายออกเป็นสะโพกงอนงาม เรือนร่างอรชรสมส่วนเป็นยิ่งนัก
นางมิได้งามเพียงภายนอกเท่านั้น กิริยามารยาทก็งดงาม อุปนิสัยเป็นผู้มีเมตตา คุณสมบัติกุลสตรีก็ครบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เย็บปักถักร้อย อ่านเขียน ทั้งยังมีพรสรรค์ด้านการวาดภาพอีกเสียด้วย
นางเป็นมิตรกับทุกผู้คนอยู่เสมอ เว้นเสียแต่แม่ทัพคนใหม่ของเสด็จพ่อผู้นั้น !
“ เย่อหยิ่งจองหองเสียเหลือเกิน ข้าไม่รู้ว่าเสด็จพ่อทนให้ชายผู้นั้นหมิ่นเกียรติได้อย่างไรนะ ”
นางสะบัดพัดพลางพร่ำบ่นอย่างหงุดหงิดขณะแอบมองจอมทัพผู้นั้นอยู่ที่สวนดอกไม้ในจวน นั่นทำให้นางกำนัลประจำตัวที่ดูแลกันมาแต่เล็กแต่น้อยอย่างลิ่วเจียหลันอมยิ้ม
“ นี่องค์หญิงเป็นผู้ถือเกียรติถือศักดิ์ศรีไปตั้งแต่เมื่อไรกันเล่าเพคะ ” นางกล้าเย้าด้วยความที่สนิทสนมกันเหลือเกิน
“ พี่เจียหลันก็เห็นนี่ว่าเขาไร้มารยาทเพียงใด ข้ามิได้หมายถึงยศถาบรรดาศักดิ์ แต่หมายถึงกาลเทศะที่ผู้เยาว์ควรมีต่อผู้อาวุโส เขาเมินทุกคนราวกับเป็นสิ่งของทั้งเสด็จพ่อและขุนนางอาวุโส ”
“ ก็เขาเป็นทหารรับจ้างนี่เพคะองค์หญิง เขาแจ้งกับฝ่าบาทแล้วว่าไม่ประสงค์จะรับยศตำแหน่งแต่ฝ่าบาทเป็นผู้ประทานให้เอง ”
“ ถึงกระนั้นก็เถอะ ก็ควรจะมีสัมมาคารวะบ้าง นี่อะไรกันไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ เงินทองขอเป็นพรุ่งนี้ ยามนี้ข้าอยากได้อย่างอื่นมากกว่า นั่นเขาปฏิเสธผู้อาวุโสอย่างไม่เห็นแก่หน้าเลยนะ ”
องค์หญิงซูเม่ยเลียนเสียงห้าว ๆ ที่ท่านแม่ทัพกล่าวกับบิดาของตน นั่นทำให้อีกฝ่ายต้องหัวเราะออกมาอย่างขัน ๆ
“ องค์หญิงล่ะก็ช่างเลียนแบบจริงเชียวเพคะ ”
“ ก็มันจริงนาพี่เจียหลัน ”
“ บุคลิกเขาเป็นเช่นนั้นเอง เป็นคนตรง ๆ อยากได้อะไรก็พูดตรง ๆ มิผิดนี่เพคะที่ทหารออกรบกลับมาจะโหยหาสิ่งอื่นยิ่งกว่าเงินทอง ” เจียหลันว่าพลางหน้าแดงก่ำ นางอยู่ในวัยสามสิบสอง สามีเป็นทหารอยู่ในกองทัพ ย่อมรู้ดีเหลือเกินว่ายามที่สามีกลับมานั้นหิวโหยสิ่งใดนักหนา บางทีนางไม่ได้หลับได้นอนทั้งคืน ต้องมารับใช้องค์หญิงด้วยความสะโหลสะเหล
“ โหยหาสิ่งใดหรือพี่เจียหลัน ” องค์หญิงถามอย่างใคร่รู้ สาวใช้ก้มหน้าหลบสายตา
“ มะ... ไม่มีอะไรหรอกเพคะองค์หญิง ”
“ พี่เจียหลัน ! ” องค์หญิงเค้นเสียงพลางใช้มือเชยคางของอีกฝ่ายให้สบตาตัวเอง
“ องค์หญิงไม่ควรจะรู้เรื่องพวกนี้เพคะ ยังเยาว์วัยนัก ” สาวใช้ว่า ทำให้องค์หญิงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นประจันหน้ากับนาง
“ ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ เลยวัยปักปิ่นมาแล้ว เลิกพูดเสมือนข้าอายุสามขวบเสียทีเถอะ ”
องค์หญิงต่อว่าอย่างรำคาญใจ นางเข้าใจดีว่าผู้เป็นบิดานั้นทั้งรักทั้งห่วง แต่บางครั้งการประคบประหงมราวไข่ในหิน มันก็ทำให้นางรู้ว่าตนเองเป็นภาระและอ่อนแอเหลือเกิน
เจียหลันยังคงก้มหน้านิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น นางจึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยอย่างเด็ดขาด
“ ถ้าหากพี่เจียหลันไม่ยอมบอกก็ไม่เป็นไร ข้าจะไปหาคำตอบโดยการสอบถามจากคนอื่น มิเช่นนั้นก็พวกทหารทั้งหลายเอาเองก็ได้ ”
“ ไม่ได้นะเพคะองค์หญิง ไม่ได้ มันไม่งาม ! ”