ตอน 1

ภายในตำหนักฉงหวาบัดนี้นอกจากจะมีไทเฮาที่ประทับอยู่ภายในแล้ว

ยังมีจินเทียนฮ่องเต้และเต๋อฮองเฮาประทับอยู่อีกด้านของเตียงเตาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"เสด็จแม่หยางเอ้อหลางกลับจากชายแดนมาครานี้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ ลูกเห็นว่าควรตอบแทนเขาให้สมเกียรติ"

ไทเฮาแย้มพระพักตร์เยือกเย็นแล้วตรัสว่า

"ฝ่าบาทนับวันอิทธิพลของตระกูลหยางยิ่งมากขึ้น ประชาชนล้วนรักใคร่อีกทั้งตระกูลหยางเสียสละเพื่อแคว้นของเราเพียงใดแม้แต่เด็กแดงยังรู้ อย่าหาว่าแม่ยุ่งเรื่องราชกิจแต่เพราะเป็นห่วงเจ้าจริงๆ จึงอยากให้เจ้าคิดให้ถี่ถ้วน"

"ที่เสด็จแม่กล่าวมาไม่ผิด ตระกูลหยางทำความชอบใหญ่หลวงแต่อำนาจมากเกินไป ขุนนางต่างอยู่ใต้อำนาจแม้ไม่ได้ยุ่งการภายในแต่ทุกคนล้วนเกรงใจ หากปล่อยต่อไปลูกเกรงว่าอาจจะเป็นภัย"

"ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แก่ใจควรจะหาวิธีลดทอนอำนาจเสีย"

"ฝ่าบาทเพคะหม่อมฉันคิดว่ามีวิธีที่ตระกูลหยางไม่อาจขัดได้อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อพวกเรา"

ฮองเฮาตรัสนิ้วมือเรียวเต่งตึงราวกับสตรีแรกแย้มยกป้านน้ำชาขึ้นรินลงในจอกด้วยท่วงท่าสง่างามแล้วนำถวายแด่ฝ่าบาท

"วิธีการใดเล่าเจ้ารีบพูด"

"อภิเษกอย่างไรเล่าเพคะ" ฮองเฮาตรัสเบาๆ ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน

ฝ่าบาทคล้ายจะชะงักไปก่อนจะแย้มสรวลออกมา

"หลักแหลมมาก หากให้เขาแต่งกับองค์หญิงสักคนครานี้เขาจำต้องสละอำนาจทางการทหารเป็นเพียงราชบุตรเขยของเรา หากเขาไม่ยินยอมก็เท่ากับไม่อยากดองญาติกับราชวงศ์เช่นนี้ก็ถือว่ามีใจคิดไม่ซื่อ วิธีการนี้เรียกว่าไม่กวนน้ำให้ขุ่นแต่ประการใด"

เมื่อได้ยินดังนั้นไทเฮาที่มีสีพระพักตร์เรียบเฉยจึงตรัสขึ้น

"ฝ่าบาทต้องไตร่ตรองให้มากหน่อย กำลังทหารในมือของหยางเอ้อหลางมีถึงห้าแสนนายแต่ละคนล้วนเก่งกาจเป็นนักรบที่แข็งแกร่งยิ่ง หากเขานำกำลังบุกเข้าวังหลวงแม้แต่พระองค์ก็คงเอาชีวิตไว้ไม่ได้ อีกทั้งคนในตระกูลของเขาบุรุษทุกคนได้หลั่งเลือดปกป้องแผ่นดินมาแล้ว ทหารล้วนจงรักภักดีการจะลดทอนอำนาจของเขานั้นไม่ง่ายอีกทั้งต้องทำอย่างไรถึงจะให้ทหารเหล่านั้นเชื่อฟังนี่สิเป็นเรื่องสำคัญ การบีบบังคับให้หยางเอ้อหลางแต่งงานมิใช่จะสร้างคำครหาหรอกหรือ"

ฮ่องเต้มีสีพระพักตร์บ่งบอกว่ากลัดกลุ้มยิ่ง พระองค์ไม่อาจบีบให้ หยางเอ้อหลางแต่งงานได้ในตอนนี้ แต่นอกจากวิธีนี้แล้วก็ไม่เห็นหนทางอื่นที่จะลดทอนอำนาจของตระกูลหยางได้อีก อำนาจในมือขุนนางผู้หนึ่งซึ่งมากเกินไปย่อมไม่ดีต่อความมั่นคงของบัลลังก์

"เสด็จแม่ตรัสถูกต้องในความคิดเห็นของเสด็จแม่เช่นนั้นเราควรทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ"

"วิธีก็มีอยู่บ้าง" ไทเฮาผู้เป็นเจ้าของอำนาจในวังที่แท้จริงตรัสพลางยกยิ้มเยือกเย็น

"เสด็จแม่โปรดชี้แนะ"

"เรื่องนี้มอบให้ตำหนักเทพจัดการ หากเป็นโองการสวรรค์แม้แต่ หยางเอ้อหลางก็ไม่อาจขัด"

ตำหนักหยางชิง

องค์หญิงใหญ่หลินฉีกำลังเลือกอาภรณ์อย่างตั้งใจพร้อมบรรดาองค์หญิงหลายคนที่รุมล้อมบรรยากาศครึกครื้นยิ่ง

"พี่ใหญ่ท่านดูสิผ้าไหมจากแคว้นเป่ยนับเป็นของชั้นเลิศวาสนาพวกข้าช่างดีนักแม้ไม่ได้ใส่วันนี้ได้เห็นกับตาถือว่ามีบุญใหญ่"

"น้องห้าเจ้ากล่าวเช่นนี้พี่เห็นด้วยหากไม่ใช่เพราะเป็นพี่หญิงใหญ่หรอกหรือพวกเราถึงมีวาสนาได้ใส่กัน"

องค์หญิงใหญ่ปิดปากหัวเราะเบาๆ เพราะเป็นพระธิดาองค์โตซึ่งถือกำเนิดจากฮองเฮา ใบหน้างดงามกิริยาเรียบร้อย เก่งกลอนคล่องกวี เรื่องเพลงพิณนั้นเป็นเลิศ สติปัญญาฉลาดหลักแหลมจึงเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทและไทเฮานัก ดังนั้นของดีทั่วแว่นแคว้นไม่ว่าจะหายากเพียงใดเพียงองค์หญิงหลินฉีเอ่ยปากทุกสิ่งล้วนมาปรากฎตรงหน้าดุจเนรมิต

ในจำนวนสตรีที่กำลังเพลิดเพลินกับผ้าไหมงดงาม กลับมีโฉมสะคราญผู้หนึ่งที่กำลังสนใจเพียงขนมด้านหน้าตนเอง หยิบเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างมีความสุขไม่สนใจแม้กระทั่งชายตาแลผ้าไหมงดงามเหล่านั้น

ความจริงนางชอบสิ่งของสวยงามทุกสิ่ง แต่ต้องข่มใจด้วยไม่อยากให้ตนนั้นเกิดความอยากได้มากเกินไป

"น้องสิบสามเจ้าไม่เลือกไปสักผืนหน่อยหรือ มาพี่หญิงใหญ่จะเลือกให้ เจ้าเอง"

"อย่าสนใจน้องสิบสามเลยพี่หญิง ดูนางสินิสัยแปลกประหลาดนัก ไม่สนใจร่ำเรียนจนไทเฮาทรงไม่พอพระทัยเราพี่น้องก็หวังเพียงทุกคนอยู่สบายอย่างสงบ แต่นางวันๆ เอาแต่หาเรื่องคนนั้นทีคนนี้ทีพี่หญิงใหญ่ใกล้ชิดนางมากเห็นทีว่านางจะนำเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ในสักวัน" องค์หญิงแปดเอ่ยขึ้น

องค์หญิงสิบสามนามหลินฮุ่ยหมินยกยิ้มเย็นแล้วโต้กลับเบาๆ

"พี่แปดท่านยังโกรธข้าอยู่หรือเพียงคุณชายตงหัวที่ท่านมีใจส่งกำไลหยก มาให้ข้าเพื่อตอบแทนที่ข้าช่วยน้องสาวของเขาจากพวกอันธพาลเท่านั้น เหตุใดท่านจึงคิดมากเช่นนี้เพราะคิดมากจึงได้รับโทษอย่างไรเล่า"

องค์หญิงแปดขัดเคืองใจยิ่ง เรื่องที่ผ่านมาระหว่างนางและองค์หญิงสิบสามที่ทำให้นางไม่อยากแม้จะมองใบหน้าน้องสาวคนนี้ ครานั้นองค์หญิงสิบสามแอบลอบออกนอกวังจวบจนได้มีโอกาสไปช่วยน้องสาวของบุรุษที่นางมีใจเดิมทีนางกับคุณชายตงหัวต่างมีใจให้กันจนฝ่ายนั้นจะส่งคนมาทาบทามขอพระราชทานสมรสแล้ว

หลังจากคุณชายตงหัวบุตรของเสนาบดีผู้นั้นพบองค์หญิงสิบสามเข้ากลับทำตัวห่างเหินกับนางอีกทั้งท่าทางยังผิดแปลกไปมากประหนึ่งคนแปลกหน้า จวบจนนางรู้ข่าวว่าตงหัวส่งกำไลหยกไปให้องค์หญิงสิบสามที่ตำหนัก องค์หญิงแปดจึงไปอาละวาดกับองค์หญิงสิบสามเพราะคิดว่าองค์หญิงสิบสามไม่มีมารดา ผู้หนุนหลังจะทำเช่นไรกับน้องสาวคนนี้ย่อมได้

คาดไม่ถึงว่าอ๋องฉางอันพี่ชายใหญ่ของพวกนางจะออกหน้าจนทำให้องค์หญิงแปดถูกลงโทษคัดลอกหนังสือท่วงท่างดงามจิตใจผ่องใสเล่มหนานั่นถึง ห้าร้อยบท อีกทั้งต้องถูกกักขังในตำหนักทั้งเดือน บุรุษก็หนีหน้าโทษก็ต้องรับหากไม่ใช่เป็นเพราะสิบสามผู้นี้แล้วจะเป็นเพราะผู้ใด

"น้องแปดความจริงก็เป็นเรื่องที่ดีที่คุณชายตงหัวผู้นั้นเผยธาตุแท้ออกมา หากเจ้าแต่งให้เขาไปคนโลเลเช่นนั้นจะไม่รับอนุจนเจ้าปวดหัวหรือ" องค์หญิงห้าเอ่ยขึ้น

"พี่ห้าท่านก็เข้าข้างนาง หากนางไม่ไปล่อลวงเขาบุรุษเช่นคุณชายตงหัว ที่ใสซื่อเช่นนั้นจะแปรเปลี่ยนหรือ"

"ข้าสิบสามไม่เคยล่อลวงบุรุษใดหากจะโทษต้องโทษที่เขาโลเลหรือไม่ ก็เพราะความงามของข้าที่มากจนเกินไป" องค์หญิงสิบสามตอบอย่างยียวน

"เจ้าล่อลวงเขา"

องค์หญิงแปดแค่นเสียงออกมาใบหน้าของนางเขียวคล้ำเรื่องที่ผ่านมาความจริงนางไม่อาจลืมได้ ใจของนางยังเจ็บปวดทุกคราที่คิดถึง

"ข้าบอกพี่แปดแล้วว่าไม่เคยล่อลวงเขา พบหน้ากันเพียงครั้งเดียวและ กำไลหยกข้าก็ให้คนส่งคืนแล้วจะเรียกว่าล่อลวงได้อย่างไร เขามีใจให้ข้าหรือไม่ข้ายังไม่รู้เลยท่านอย่ามาใส่ร้ายข้า ไม่แน่เขาอาจพบคุณหนูผู้อื่นเข้าก็เป็นได้ เหตุใดท่านจึงคิดว่าเป็นเพราะข้าเล่า ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว"

องค์หญิงสิบสามเอ่ยยืดยาวพลางใช้ไม้แหลมเล็กจิ้มขนมหวานกินอย่างอร่อย นางคิดว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระนักคุณชายตงหัวผู้นั้นมีใบหน้าเป็นอย่างไรนางยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

"สิบสาม"

องค์หญิงแปดชี้หน้านางปากสั่นระริก องค์หญิงอื่นเข้าขวางนางไว้ด้วยคิดว่าองค์หญิงแปดอาจจะกระโดดข่วนหน้าองค์หญิงสิบสามเป็นแน่ พวกเขาดึงองค์หญิงแปดไปอีกทาง

"พอได้แล้วพวกเจ้า เรื่องนี้หากมีใครนำความไปกราบทูลไทเฮาว่าเหล่าองค์หญิงต้องมาทะเลาะกันเพราะบุรุษผู้หนึ่งจะไม่ถูกลงโทษหรือ ขายหน้านักสิบสามเจ้าก็พอได้แล้ว" องค์หญิงใหญ่เอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ข้าไม่ได้หาเรื่องเสียหน่อยเป็นพี่แปดที่เริ่ม" องค์หญิงสิบสามกล่าวจบก็ยัดหมั่นโถวเข้าปากอย่างไม่สนใจ

องค์หญิงแปดสะบัดใบหน้าหนี ไม่มองไปทางองค์หญิงสิบสามอีกบรรดาน้องๆ หลายคนส่ายหน้าเมื่อองค์หญิงใหญ่เริ่มไม่พอใจแล้วพวกนางก็อึดอัดยิ่ง

องค์หญิงใหญ่ถอนหายใจองค์หญิงสิบสามความจริงเชื่อฟังนางเพียงคนเดียว บรรดาพี่น้องคนอื่นสิบสามมักจะมีเรื่องขัดแย้งอยู่เป็นประจำแต่ก็ไม่ได้บาดหมางจนถึงไม่พูดกัน มีเรื่องขององค์หญิงแปดที่ทำท่าว่าครานี้พวกนางคงเขม่นหน้ากันไปนาน

ตอน 2

หลังเรื่องโต้เถียงกันสงบลง เหล่าองค์หญิงก็ต้องเบิกตาค้างเมื่อองค์หญิงใหญ่สั่งให้นางกำนัลนำเครื่องประดับมาให้พวกนางเลือกเพิ่มไปคนละชิ้น เพราะนางเป็นคนใจกว้างเช่นนี้องค์หญิงทั้งหลายจึงยกย่องนางอีกทั้งไม่กล้าที่จะหาเรื่องอันใดให้องค์หญิงใหญ่ขุ่นเคือง อารมณ์ขององค์หญิงใหญ่มีผลต่อพวกนางเสมอหากนางดีก็ดีจนน้ำตาไหลแต่หากผู้ใดกล้าขัดใจนางก็เตรียมทำใจรับความอัปยศได้เลย

"สิบสามพี่หญิงเลือกให้เจ้าได้แล้ว ผ้าผืนนี้อีกทั้งปิ่นปักผมสีแดงงดงามนักคงมีเพียงเจ้าที่ใส่แล้วจะเหมาะสมผู้อื่นเห็นจะไม่คู่ควร"

"ขอบพระทัยเพคะพี่หญิง"

องค์หญิงสิบสามรับมาอย่างไม่ใส่ใจในขณะที่องค์หญิงองค์หญิงทุกคนมองมายังองค์หญิงสิบสาม หลายคนอดที่จะยิ้มออกมาด้วยความสะใจไม่ได้เมื่อวาดภาพคนงามเช่นน้องสิบสามอยู่ในอาภรณ์ตัวนั้น

องค์หญิงห้าตาโตด้วยตกใจที่เห็นอาภรณ์ไหมสีแดงฉ่ำผืนนั้น นางค่อนข้างสนิทสนมกับองค์หญิงสิบสามเห็นชัดเจนว่าแดงสีแรงเช่นนี้องค์หญิงทุกคนล้วนไม่กล้าใส่ด้วยกลัวว่าไทเฮาผู้โปรดการแต่งกายด้วยสีอ่อนหวานจะทรงขัดเคืองพระทัย การแต่งกายที่ดึงดูดมากเกินไปถือเป็นเรื่องไม่งามในราชสำนักเหตุใด พี่หญิงใหญ่จึงยังมอบผ้าไหมแดงชิ้นนี้ให้องค์หญิงสิบสามกันเล่า

ที่น่าประหลาดใจคือองค์หญิงสิบสามกลับรับมาด้วยใบหน้าใสซื่อราวกับไม่รู้ว่าตนเองนั้นต้องตกที่นั่งลำบากเป็นแน่

"เจ้ารีบเอาไปตัดเย็บเสียอีกไม่กี่วันจะถึงวันงานเลี้ยงต้อนรับทหารกล้าแล้ว เราในฐานะฝ่ายในต้องเข้าร่วมด้วยทุกคน พวกเจ้ารู้ความหมายของงานนี้ใช่หรือไม่"

องค์หญิงแต่ละคนล้วนพระพักตร์แดงซ่าน ความหมายในงานนี้ทุกคนย่อมประจักษ์แก่ใจ งานเลี้ยงนี้นอกจากจะต้อนรับท่านแม่ทัพและเหล่าทหารแล้ว ไทเฮายังอนุญาติให้ฝ่ายในเข้าร่วมด้วยนั่นย่อมเท่ากับว่าถือเป็นงานเลี้ยงดูตัวของเหล่าองค์หญิง หากคู่ใดที่เหมาะสมฝ่าบาทจะประทานสมรสให้ในงานเป็นแน่ ดังนั้นองค์หญิงทุกคนที่เฝ้าฝันอยากพบบุรุษรูปงาม และตั้งตารอที่จะออกจากวังหลังแห่งนี้มาเนิ่นนานจึงเฝ้ารอคอยนัก

อากาศหนาวเหน็บดูภายในตำหนักขององค์หญิงสิบสามจะมีความโกลาหลที่คนภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้ อ๋องฉางอันก้าวเข้ามาภายในอย่างเงียบเชียบใบหน้าร้อนรน

"อาชิงข้าสั่งเจ้าแล้วว่าให้เฝ้านางให้ดีครานี้กลายร่างเป็นอะไรเจ้ายังไม่รู้เช่นนี้จะหานางเจอได้อย่างไร"

"ทูลท่านอ๋อง องค์หญิงกลายร่างตอนข้าน้อยออกไปตักน้ำเพคะจึงไม่ทันระวังครานี้น่าจะเป็นตัวอะไรสักอย่างที่ว่องไวและกระโดดได้เพราะองค์หญิงกระโดดออกทางหน้าต่างเพคะ"

"ข้าจะส่งข่าวไปยังตำหนักธิดาเทพให้ช่วยกันออกค้นหาอย่างลับๆ เจ้าอยู่นี่คอยรับหน้าคนไว้ข้าจะหานางให้พบในคืนนี้ คงไปได้ไม่ไกลน่าจะทิ้งเบาะแสไว้แถวนี้"

"เพคะ"

กระต่ายขาวตัวหนึ่งมุดรั้วตำหนักกระโดดออกมาอย่างว่องไว มันมองซ้ายขวาอย่างไม่รู้ทิศทางก่อนจะเริ่มสูดดมบางอย่าง แล้วพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นกระต่ายปีศาจการเคลื่อนไหวจึงรวดเร็วกว่ากระต่ายทั่วไปหลายเท่า ในไม่ช้าก็กระโดดห่างจากตำหนักองค์หญิงสิบสามมาหลายลี้ ออกนอกเขต วังหลวงได้โดยไม่มีผู้ใดสงสัย

องค์หญิงสิบสามในร่างกระต่ายขาวขนปุกปุย แม้จะรู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรแต่ไม่อาจยับยั้งจิตใจได้ ยังคงวิ่งหน้าตั้งออกมาตามกลิ่นที่จมูกของตนเองนำมาหยุดอยู่หน้าจวนใหญ่ที่น่าเกรงขามที่หนึ่ง กระต่ายน้อยแอบอยู่ข้างกำแพงสูงดมกลิ่นฟุดฟิดแล้วยิ้มออกมาเมื่อพบว่าจุดหมายของตนเองอยู่ภายหลังกำแพงสูงของจวนแห่งนี้

ดูเหมือนว่าจะมีรถม้าจอดอยู่ด้านหน้าจวนคล้ายกำลังขนบางสิ่ง กระต่ายน้อยสบโอกาสกระโดดผลุบเข้าไปในรถม้าอย่างว่องไว เมื่อเข้ามาถึงภายใน กลิ่นหอมของอร่อยช่างรุนแรงยั่วยวนกระต่ายน้อยทนไม่ไหว หลบหลีกร่างกายจวบจนพุ่งเข้าไปสู่สวนผักหลังจวนด้วยความโหยหิว หลังจากนั้นองค์หญิง สิบสามในร่างปีศาจกระต่ายก็ลงมือแทะกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ราวพายุโหมกระหน่ำ นางพังสวนผักของจวนใหญ่พินาศในพริบตา

เมื่อสวนผักแห่งนี้ว่างเปล่า หนังท้องของนางเริ่มตึงกระต่ายน้อยจึงกระโดดออกมาอย่างว่องไว ตามด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายด้านหลังที่ดังขึ้น

"เอะอะอะไรกัน"

"เรียนท่านแม่ทัพ ข้าน้อยจะไปดูเดี๋ยวนี้ขอรับ"

หยางเอ้อหลางที่กำลังชำระร่างกายในอ่างไม้รู้สึกหงุดหงิดเป็นอันมาก เดิมทีเขาอยู่ชายแดนในค่ายทหารต้องอาศัยความเงียบเพื่ออำพรางศัตรูเขาจึงเกลียดเสียงดังเอะอะโวยวายเป็นที่สุด บัดนี้กลับมาถึงจวนได้ไม่นานผู้คนต่างหลงลืมกฎที่เขาตั้งไว้ส่งเสียงเอะอะหนวกหูยิ่ง

คล้ายมีเสียงอยู่อีกด้านของห้องอาบน้ำ หยางเอ้อหลางกระโดดตัวลอยว่องไวไม่ทันได้คว้าเสื้อคลุมนอกจากกระบี่ประจำกายกระโจนไปตามเสียง เขาวาดกระบี่ออกไปยังไม่ทันได้ลงมือก็พบว่าบนพื้นห้องบัดนี้มีกระต่ายสีขาว ตัวค่อนข้างใหญ่กำลังหมอบตัวสั่นงันงกอยู่

"ท่านแม่ทัพ ด้านนอกไม่รู้สิ่งใดทำลายแปลงผักจนพังพินาศขอรับ" องครักษ์ฝานเข้ามาในห้องพร้อมมองผ่านแผ่นหลังของแม่ทัพหนุ่มซึ่งไร้อาภรณ์ยืนวาดกระบี่อยู่ด้านหน้าสัตว์ตัวอ้วนขนปุกปุยสีขาว

"ข้าจับโจรได้แล้ว ไม่ต้องหา" แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเสียงเย็นพลางนั่งลงรวบหัวกระต่ายยาวของนางแล้วยกร่างอ้วนตุ้ยนุ้ยขึ้นมาพิจารณา

องค์หญิงสิบสามในร่างของกระต่ายยังคงตกตะลึงนางรู้จักเขาแน่นอน นี่นางบุกเข้ามาในจวนของแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดเชียวหรือ บุรุษผู้นี้ไร้ยางอายมายืนเปลือยกายอยู่ต่อหน้านางเช่นนี้ ทำให้นางตื่นตระหนกจนไม่อาจขยับได้ เจ้าสิ่งนั้นที่ห้อยอยู่ตรงกลางร่างกายของเขาช่างดูดุดันน่ากลัวเสียเหลือเกิน

เจ้าบ้านี่ท่าทางจะไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ แน่ แย่แล้วจะทำอย่างไรดี

องครักษ์ฝานหยิบเสื้อคลุมมาคลุมร่างให้ผู้เป็นนาย เขาและแม่ทัพเติบโตมาในค่ายทหารเปลือยกายอาบน้ำด้วยกันมานับสิบปี เขาจึงชาชินกับเรือนกายของท่านแม่ทัพไปแล้ว

"กระต่ายตัวเดียวเหตุใดจึงทำลายแปลงผักมากมายภายในพริบตาได้"

"กระต่ายตะกละอย่างไรเล่า ดูสิจะตายอยู่แล้วยังคาบหัวไชเท้าไม่ยอมปล่อย" หยางเอ้อหลางเอ่ยขึ้นพลางดึงหัวไชเท้าออกจากปากของกระต่ายตัวอ้วน

"ตัวอวบอ้วนเสียด้วย" องครักษ์ฝางเอ่ยต่อ

"คิดถึงตอนที่ไปรบหรือไม่ ตอนนั้นเราจับกระต่ายป่าตัวอวบได้แบบนี้ย่างโรยเกลืออร่อยนัก"

หยางเอ้อหลางหัวเราะ กระต่ายตัวนิดเดียวเหตุใดถึงฤทธิ์เดชมากมายเช่นนี้ ดูสิเริ่มดิ้นรนแล้ว หากเขาไม่ใช่นักรบออกทัพจับศึกมามากคงโดนเจ้ากระต่ายตัวนี้ถีบหน้าหงายไปแล้ว แรงเยอะไม่ใช่น้อย

องค์หญิงสิบสามได้แต่ด่าทอตนเองในใจ จะหนีไปที่ใดก็ย่อมได้เหตุใดต้องกระโดดเข้ามาในนี้ด้วย คราวซวยจริงๆ ต้องตายแน่ๆ แล้วครานี้ คนพวกนี้แม้หน้าตาจะหล่อเหลาแต่จิตใจเหี้ยมโหดนัก นางเคยเห็นภาพวาดเทพสงคราม หยางเอ้อหลางกับองครักษ์ฝานมานับครั้งไม่ถ้วน นับว่าเป็นภาพวาดที่ขายดี ในเมืองหลวงอีกทั้งเรื่องเล่าของพวกเขาที่ติดนิสัยชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่เว้นแม้แต่สังหารคนก็เลื่องลือ นางคงไม่อาจรอดไปได้แล้ว

"ท่านแม่ทัพเราจะย่างหรือจะตุ๋นดี"

เจ้าบ้าองครักษ์นี่ยังคิดจะตุ๋นนางอีก แย่แล้ว คิดหาวิธีหนีเดี๋ยวนี้ สิบสามคิดสิคิด

"แล้วแต่เจ้าข้ายกให้"

แม่ทัพหยางยื่นกระต่ายขาวไปพร้อมกับคลายมือออก กระต่ายปีศาจอย่างองค์หญิงสิบสามหรือจะปล่อยโอกาสนี้ไป นางรีบดีดกายอย่างว่องไวแล้วกระโดดหนีไม่คิดชีวิต

"ไม่ต้องตาม ปล่อยไปเถอะมันคงไม่อยากตาย"

เสียงของท่านแม่ทัพยับยั้งองครักษ์ฝานเอาไว้ได้ เขาจึงได้แต่มองตาละห้อย

"เสียดายจริงถ้าเอามาตุ๋นคงจะอร่อยน่าดู"

"ออกไปได้แล้วข้าจะพักผ่อน ดึกดื่นเช่นนี้หากหิวก็ไปห้องครัวน่าจะมีอะไรให้กิน"

"แล้วเรื่องกระต่ายล่ะขอรับ"

"เรื่องเล็กน้อยปล่อยให้พ่อบ้านจัดการ มีสวนผักในบ้านพวกสัตว์ย่อมเข้ามาเป็นธรรมดาเจ้าอย่าใส่ใจนักเลย"

"ขอรับ"

องครักษ์ฝานออกไปแล้ว หยางเอ้อหลางมองในมือของตนเอง มีกระพรวนเล็กๆ ที่หลุดออกมาจากลำคอของกระต่ายตัวนั้น หรือจะเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้ใดที่ปล่อยให้หลุดออกมา แม่ทัพเพียงแต่เก็บกระพรวนอันนั้นไว้ในสาบเสื้อ เผื่อว่าหากมีโอกาสเจอเจ้าของเขาจะได้คืนสิ่งนี้ให้กับคนผู้นั้น

ตอน 3

องค์หญิงสิบสามกระโดดหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด โชคดีนักที่ไม่มีผู้ใดตามมา แต่แล้วนางก็ต้องวิ่งหน้าตั้งอีกครั้งเมื่อด้านนอกพบกับฝูงสุนัขจรจัดหลายตัววิ่งไล่กวดนางอย่างเอาเป็นเอาตาย จวบจนวิ่งออกมาจนสุดทางเดิน นางพบเงาของบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีดำ เพราะมีดวงตาของกระต่ายทำให้นางมองเห็นได้แม้ในความมืด

"พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ข้าอยู่นี่"

เสียงของนางที่เปล่งออกไปแน่นอนว่าอ๋องฉางอันย่อมไม่ได้ยิน แต่เพียงเขาเห็นกระต่ายที่ท่าทางแปลกประหลาดกำลังโดนสุนัขวิ่งไล่เขาก็รู้ได้ในทันใดว่ากระต่ายตนนี้คือใคร อ๋องฉางอันอ้าแขนรับร่างเล็กอวบท้วมไว้ในอ้อมแขน

"สิบสามเป็นเจ้าใช่หรือไม่"

มีเพียงการซุกร่างสัตว์เข้าไปในอ้อมกอดของเขาเท่านั้นแทนคำตอบ อ๋องฉางอันแกว่งดาบในมือว่องไว ไม่นานสุนัขจรจัดเหล่านั้นก็สิ้นลมหายใจโดยที่กระต่ายน้อยในอ้อมกอดของเขาไม่รับรู้การสังหารโหดครั้งนี้

ภายในตำหนักธิดาเทพเงียบสงบดั่งเช่นเคย องค์หญิงสิบสามในร่างของกระต่ายขาวถูกวางลงบนแท่นศิลาอย่างทะนุถนอม ใบหน้าหล่อเหลางดงามของเขาดูนิ่งสงบ เขาเอ่ยเสียงเบาออกมาคล้ายกำลังข่มความหวาดกลัวบางอย่างที่อยู่ด้านใน

"ร่างกายของนางเป็นอย่างไรบ้าง"

"ทูลท่านอ๋อง ยังคงปกติโชคยังดีที่มีกระพรวนผู้พิทักษ์คอยคุ้มครองทำให้หินจันทราที่เคลื่อนย้ายแต่ละครั้งไม่ส่งผลร้ายแรงนักเพียงแต่ทุกครั้งที่หินเคลื่อนย้ายไม่อาจหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้"

"แล้วเรื่องตำราจันทราพวกท่านมีเบาะแสบ้างหรือไม่"

อ๋องฉางอันเอ่ยพลางลูบขนปุยของกระต่ายน้อยเล่น องค์หญิงสิบสามในร่างกระต่ายไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีเท่าใด จึงยังกระโดดไปมาไม่อยู่นิ่งอ๋องฉางอันจึงจับนางอุ้มไว้ในอ้อมแขนดังเดิม

"ตำราจันทรานั้นมีเบาะแสว่าอีกครึ่งอยู่ในจวนแม่ทัพหยาง ยากยิ่งที่จะนำกลับมา"

"จริงหรือ"

"เพคะท่านอ๋อง" ธิดาเทพพยักหน้ารับ

"เช่นนั้นก็ง่ายแล้วเพียงแต่ไปขอยืมมาช่วยองค์หญิงสิบสามแล้วนำไปคืน เราเฝ้าพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินหามาหลายสิบปีในที่สุดก็อยู่แค่ปลายจมูกเท่านั้นเอง" อ๋องฉางอันเอ่ยอย่างยินดี

"เรื่องคงไม่ง่ายดายเช่นที่เราคิด เพราะตำราเล่มนี้เป็นของวิเศษในตำหนักเทพหากผู้อื่นครอบครองย่อมต้องโทษประหาร คิดว่าทางจวนแม่ทัพไม่มีทางยอมมอบตำราอีกครึ่งมาง่ายๆ อีกทั้งเราจะให้ผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้ว่าตำราได้หายออกจากตำหนักเทพไปครึ่งหนึ่ง หากฝ่าบาทรู้เข้าธิดาเทพทั้งหลายคงเอาชีวิตไว้ไม่ได้"

"จริงดั่งท่านว่า และเรื่องของน้องสิบสามฝ่าบาทก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน"

"นอกจากลอบเข้าจวนแม่ทัพคงไม่มีวิธีอื่นแล้ว"

ธิดาเทพเอ่ยขึ้น นางรู้ดีว่าจวนแม่ทัพหยางเวรยามหนาแน่นยิ่งกว่าในวังหลวง การแฝงกายเข้าไปนั้นช่างเป็นเรื่องยากหรือเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

"ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องลองดู"

"เหตุใดตำรานั่นถึงไปอยู่ที่จวนแม่ทัพหยางได้"

"ฮูหยินเฒ่ากับแม่เฒ่าของข้ามีความผูกพันแน่นแฟ้นนักไม่แน่อาจมีสิ่งใดที่นางไม่ทันได้สั่งเสียจึงได้มอบตำราให้ตระกูลหยางไปรักษา

หรือไม่ตระกูลหยางก็แย่งชิงเอาเป็นของตนเพราะหากได้ครอบครองตำราเล่มนี้ก็สามารถล่วงรู้ฟ้าดินได้ เพียงแต่ตระกูลหยางกลับเก็บรักษาอย่างเงียบเชียบข้าคิดว่าต้องมีความลับอื่นใดซ่อนอยู่อีกเป็นแน่"

"อย่างไรเราต้องนำตำรากลับมาเพื่อช่วยสิบสามให้ได้โดยเร็ว"

"ท่านอ๋องใกล้ฟ้าสางแล้วองค์หญิงคงคืนร่างเดิม ท่านไม่ต้องห่วงแล้วทางนี้ปล่อยให้ตำหนักเทพจัดการเถิด"

"อืม รบกวนท่านแล้ว"

กระต่ายน้อยมองตามร่างสูงของอ๋องฉางอันจนลับสายตา เป็นจริงดั่งธิดาเทพที่มีศักดิ์เป็นน้าสาวของนางเอ่ย ไม่นานองค์หญิงสิบสามก็กลายร่างคืนดังเดิม

"องค์หญิงเจ้าต้องหัดฝึกสงบใจ เมื่อกลายร่างปีศาจจะได้ควบคุมตนเองได้" ธิดาเทพเอ่ยขึ้นในขณะที่ใช้ผ้าผืนใหญ่คลุมร่างเปลือยของนางเอาไว้จนมิด

"ข้าพยายามแล้วท่านน้า แต่ทำไม่ได้สักที"

"หากมีคนจับเจ้าไว้และกลายร่างกลับคืนต่อหน้าคนผู้นั้นเจ้าจะถูกมองว่าเป็นปีศาจไร้ทางหนีมีแต่ทางตายสถานเดียวเข้าใจหรือไม่"

องค์หญิงสิบสามพยักหน้า เหตุใดนางจะไม่รู้เล่าที่ผ่านมาทุกครั้งที่กลายร่างนางพยายามข่มใจตนในอยู่เพียงในตำหนักไม่กระโดดหนีไปไหน บางครั้งกลายเป็นสุนัข บางครั้งกลายเป็นนก บางครั้งกลายเป็นงู ครานี้กลายเป็นกระต่าย นางรู้สึกเอือมระอากับโชคชะตาของตนเองที่ไม่เกิดเป็นสัตว์ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

"ครานี้เจ้าเห็นสิ่งใดต้องมีเหตุให้เจ้ากระโดดไปที่จวนแม่ทัพหยาง เป็นแน่" ธิดาเทพเอ่ยถาม

"ท่านน้าทำนายถูกต้องแล้ว เมื่อรู้สึกตัวข้าก็อยู่ที่นั่นแล้วและก็เห็น ภาพนิมิต" องค์หญิงสิบสามนึกถึงภาพในนิมิตแล้วก็อดยิ้มอย่างนึกขันไม่ได้

"เห็นสิ่งใด"

"สีแดงเต็มจวน มีงานแต่งเห็นท่านแม่ทัพแต่งงานแต่ไม่เห็นใบหน้าเจ้าสาว อีกทั้งเห็นเขาจุมพิตเจ้าสาวต่อหน้าทุกคน"

"เรื่องนี้เองหรือ แล้วอย่างอื่นเล่า"

"เห็นเพียงเท่านี้ก็ถูกคนไล่แล้ว ข้าแอบเข้าไปในห้องอาบน้ำท่านแม่ทัพแล้วเห็นเขาอาบน้ำด้วย"

"เจ้าว่าอย่างไรนะ แอบเข้าไปในห้องอาบน้ำท่านแม่ทัพหรือ"

ธิดาเทพยกมือทาบอกตนเองด้วยความตกใจ หลานสาวของนางผู้นี้ชอบก่อเรื่องซุกซน นิสัยอยากรู้อยากเห็นอีกทั้งยังเป็นสตรีไม่ออกเรือนการที่เข้าไปห้องอาบน้ำของบุรุษเช่นนั้นทำให้นางแทบจะอยากเอาศีรษะชนเสาตายนัก

"เจ้าค่ะ" องค์หญิงสิบสามตอบตาใส

"แล้วเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่" ท่านน้าอยากจะเอ่ยถามตรงๆ แต่นางก็ยังกระดากเช่นกัน

"เห็นไม่แน่ใจนักว่าคือสิ่งใดมันค่อนข้างมืดในมุมนั้น เจ้าสิ่งนั้นข้ามั่นใจว่าติดอยู่ในร่างกายของแม่ทัพหยางดูน่ากลัวข้าเลยหลับตาเสียก่อน แต่ท่านน้าร่างกายแม่ทัพผู้นั้นข้าพิจารณาแล้วช่างงดงามสมส่วนเสียจริง เห็นแล้วคันไม้คันมืออยากจับเขามานอนที่ตั่งแล้วจับจ้องเป็นอาหารตา"

"สิบสาม เจ้านี่นะ เฮ้ย เอาล่ะ ๆ เจ้าอย่าเพ้อเจ้อนักเลยไม่พูดแล้วๆ "

ธิดาเทพร้อนวูบไปทั้งหน้า อากาศหนาวเหน็บเหตุใดเหงื่อของธิดาเทพจึงซึมออกมาเช่นนี้ นางรู้ว่าหลานสาวชอบสิ่งของงดงามแต่ไม่คาดคิดว่าจะหมายรวมถึงเรือนร่างบุรุษไปได้ อีกทั้งนางผู้นี้ยังคิดสิ่งใดกล่าวสิ่งนั้นเรื่องนี้ต้องโทษตนเองที่สอนให้นางเป็นสตรีที่สัตว์ซื่อไม่กล่าววาจาโป้ปด

"ท่านน้าข้าพูดความจริง หลังจากนั้นข้าก็ดีดตัวหนีมาได้ องครักษ์ผู้นั้นอยากจับข้าไปตุ๋นด้วยบังอาจนัก"

องค์หญิงสิบสามกำมือแน่น หากได้พบหน้ากันตรงๆ นางต้องหาทางเล่นงานองครักษ์เถื่อนและแม่ทัพบ้าผู้นั้นให้จงได้

"เจ้ารีบแต่งกายเสีย พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทนำเรื่องนิมิตของเจ้าไปกราบทูล" ท่านน้าไม่อาจทนฟังต่อไปได้แล้ว องค์หญิงสิบสามเหลวไหลขึ้นทุกวันจึงต้องรีบตัดบทเสีย

"เจ้าค่ะ" องค์หญิงสิบสามรับคำว่าง่าย เรื่องนี้นางต้องไปเล่าให้อาชิง คนสนิทของนางฟังเสียแล้ว

การกลายร่างขององค์หญิงสิบสามนั้นเริ่มเป็นมาเนิ่นนานแล้วตั้งแต่องค์หญิงสิบสามยังเด็ก ในวันหนึ่งจู่ๆ ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น องค์หญิงจึงได้เผลอกินหินทำนายจันทราลงไปด้วยไม่รู้สึกตนเอง สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้เป็นน้าที่เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เล็กเป็นอันมาก ตำหนักเทพจึงสร้างเรื่องขึ้นมาว่ามีผู้เข้ามาขโมย หินจันทราจนหายสาบสูญ ไม่สามารถให้ฝ่าบาททราบเรื่องนี้ได้ด้วยเกรงว่าฝ่าบาทผู้นั้นจะทำร้ายบุตรสาวตนเองควักหินจันทราออกมาจากท้องของนาง

ตั้งแต่นั้นมาก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น องค์หญิงสิบสามในวันพระจันทร์เต็มดวงมักจะกลายร่างเป็นสัตว์ต่างๆ ไม่ซ้ำ อีกทั้งทุกครั้งที่กลายร่างนางมักจะเห็นสิ่งต่างๆ ล่วงหน้าและนำความมาบอกผู้เป็นน้า

ตำหนักเทพจึงดำรงอยู่ได้ด้วยคำทำนายขององค์หญิงสิบสามและยังความเคารพสูงสุดต่อผู้คนรวมทั้งฝ่าบาทและไทเฮา เรื่องภายในตำหนักเทพจึงไม่มีผู้ใดกล้าล่วงล้ำและช่วยรักษาความลับขององค์หญิงสิบสามมาจนทุกวันนี้

หลังจากแต่งกายเสร็จ องค์หญิงสิบสามกลับวิ่งกระหืดกระหอบหน้าตาตื่นออกมาพร้อมกับน้ำเสียงตกอกตกใจเป็นอันมาก

"แย่แล้วท่านน้า กระพรวนผู้พิทักษ์ของข้าหายไปแล้ว"

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED