บทที่ 1
จ้าวเยว่
หมิงเวย เป็นชื่อของเมืองหลวงของแคว้นฉางอันที่แปลว่าเมืองแห่ง¬อำนาจรุ่งเรืองชั่วนิรันดร์นั้นเห็นจะเป็นเรื่องจริง เพราะว่าตั้งแต่ราชวงศ์ถังครองราชย์มาหลายสิบปี ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่เป็นการบ่อนทำลายจวนเมืองเลยแม้สักครั้งเดียว
ฮ่องเต้ทรงปกครองแคว้นโดยธรรม ส่วนเหล่าขุนนางต่างก็จงรักภักดีทำทุกสิ่งเพื่อชาติจวนเมือง
ส่วนขุนนางน้ำดีที่ไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้นั้น มีอยู่ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวฝู่ ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการคลัง จ้าวฝู่เป็นขุนนางที่กล่าวได้ว่าซื่อตรงและซื่อสัตย์ที่สุด
อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ถึงแม้จะมียศเป็นขุน¬นางใหญ่โต ทว่าเขาไม่ได้ทำตัวอวดความร่ำรวยเลย หนำซ้ำยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่กับภรรยาและลูกทั้งสาม
จ้าวฝู่มีบุตรชายสองคน นามว่าจ้าวหลู่เจินกับจ้าวอวี้เฉิน และบุตรสาวคนสุดท้องนามว่าจ้าวเยว่
บุตรชายทั้งสองเติบโตมาได้อย่างองอาจ สง่างาม ยามนี้จ้าว¬หลู่เจินเป็นรองแม่ทัพคนสนิทของหวังโหว แม่ทัพใหญ่แห่งฉางอัน ส่วนจ้าวอวี้เฉินเองก็เป็นถึงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำ หน่วยสืบราชการลับที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว
ส่วนจ้าวเยว่นั้น นางคือความปวดหัวของบิดามารดาโดยแท้จริง เนื่องจากนางเป็นบุคคลที่เกียจคร้านที่สุดในเมือง ไม่สิ ต้องกล่าวว่าทั่วแคว้นเลยก็ว่าได้ จ้าว¬ฮูหยินมักจะชอบกล่าวหาว่า ‘นางเป็นสตรีเกียจคร้าน’ ไม่มีผู้ใดอยากสู่ขอไปเป็นภรรยาอยู่เสมอ
ทว่าจ้าวเยว่หาได้สนใจไม่ ต่อให้ไม่มีผู้ใดมาสู่ขอนางเป็นภรรยาก็ช่างปะไร ขอเพียงนางได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นนี้ก็พอใจแล้ว
ส่วนพี่ชายทั้งสองก็เอาใจนางยิ่งนัก แต่ใครให้นางเกิดเป็นน้องสาวคนสุดท้องกันล่ะ ในเมื่อเป็นน้องคนสุดท้องอีกทั้งยังเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว พี่ชายทั้งสองย่อมต้องรักและทะนุถนอมมากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
ยามนี้บริเวณบ่อเลี้ยงปลาในสวนของจวน มีปลาสีสันสวยงามแหวกว่ายไปมา พวกมันทำตัวราวกันว่าชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร มีหน้าที่เพียงแค่ว่ายไปมาอย่างมีความสุข พร้อมกับกิน¬อาหารที่ผู้คนนำมาให้เท่านั้น จ้าวเยว่นั่งมองดูปลาพวกนี้ว่ายไป¬มาอย่างใจลอย มือหนึ่งถือกิ่งไม้ไว้ใช้ตีน้ำเล่น ก่อนจะเอ่ยกับสาวใช้คนสนิท ที่อยู่กันมาตั้งแต่วัยเยาว์
“ผิงผิง เจ้าคิดว่าข้ากับปลาพวกนี้ใครสบายกว่ากัน” แม้จะกล่าวกับผิงผิง แต่สายตาของนางยังคงมองปลาพวกนั้นไม่วางตา
สาวใช้นามว่าผิงผิงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อให้ผู้เป็นนายของตนได้ยินถนัด
“ก็ต้องเป็นคุณหนูอยู่แล้วเจ้าค่ะ จะมีผู้ใดในเมืองหมิงเว่ย ไม่สิเจ้าคะต้องเป็นทั่วแคว้นฉางอันจะสบายเท่าคุณหนูไม่มีอีกแล้ว”
จ้าวเยว่พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับนิ่วหน้าครุ่นคิด “แต่ข้าคิดว่า เจ้าปลาพวกนี้สบายกว่าข้าตั้งเยอะ ตัวข้าเป็นสตรียังต้องอาบน้ำแต่งตัว ยามจะกินข้าวก็ต้องเดินไปกิน ยามจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินไปนอน แต่เจ้าดูสิเจ้าปลาพวกนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย เมื่อถึงเวลาก็มีคนมาโยนอาหารให้กินถึงปาก ข้าว่าอย่างไรเจ้าปลาพวกนี้ย่อมต้องสบายกว่าข้า”
“แล้วคุณหนูจะอิจฉาเจ้าปลาพวกนี้ไปด้วยเหตุใดกันล่ะเจ้าคะ ถึงอย่างไรพวกมันก็มิได้มีชีวิตที่ดีแบบคุณหนูนี่เจ้าคะ” ผิงผิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางไม่เข้าใจว่าทำไมคุณหนูถึงได้อิจฉาเจ้าปลาพวกนี้กันนะ
“ก็จริงของเจ้า” จ้าวเยว่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเมียงมองไปยังบ่อปลาอย่างเหม่อลอย
แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีสาวใช้นางหนึ่งวิ่งมาหา พอมาถึงจุดหมายก็หยุดหอบหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะถ่ายทอดคำสั่งที่ได้รับมาให้ฟัง “คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินเรียกให้คุณหนูไปพบเจ้าค่ะ”
จ้าวเยว่ได้ยินก็ถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะทุกครั้งที่ถูกมารดาเรียกไปพบ เรื่องส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่นางไม่เต็มใจทำ
ไม่ว่าจะเป็นให้นางไปเรียนเขียนอักษร เรียนปักผ้า ไปถือศีลที่ศาลเจ้าแม่หวังหมู่ ไปฝึกทำอาหาร หรือแม้แต่ไปงานเลี้ยงใด ๆ นางล้วนไม่อยากทำทั้งนั้น และครั้งนี้ที่นางเชื่อว่ามารดาเรียกพบก็คงจะไม่พ้นเรื่องพวกนี้อีกตามเคย จึงได้คิดเตรียมคำกล่าวที่จะปฏิเสธขึ้นมา
“ให้ข้าไปพบที่ใดหรือ” จ้าวเยว่ถามกลับ ในใจนั้นพยายามหาข้ออ้างเพื่อที่จะปฏิเสธเรื่องที่มารดาเรียกหา
“ห้องโถงเจ้าค่ะ” สาวใช้นางนี้ก้มหน้าตอบ เพราะไม่ค่อยกล้าสู้หน้าคุณหนูสักเท่าไร เนื่องจากรู้ดีถึงจุดประสงค์ที่ฮูหยินเรียกคุณหนูไปพบ
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะตามไป” เมื่อรู้ว่ามารดาเรียกตนเองไปที่ใด จ้าวเยว่จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาท่าทางเกียจคร้านเหมือนที่ทำเป็นประจำ เมื่อได้รับคำตอบสาวใช้นางนี้จึงได้เดินกลับไปยังห้องโถงตามเดิม
ที่จริงแล้วระยะทางจากสวนแห่งนี้ไปยังห้องโถงนั้นไม่ได้ไกลเลย เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว เพียงแต่จ้าวเยว่ยังไม่อยากเดินไปถึงห้องโถงเร็วนัก จึงได้ถ่วงเวลาไว้ด้วยการชะลอฝีเท้าให้ช้าลง
“ผิงผิง เจ้าคิดว่าข้าควรปฏิเสธท่านแม่ว่าอย่างไรดี” จ้าวเยว่เอ่ยถามกับคน¬ข้างกายด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ เมื่อพบว่าพวกตนเดินมาใกล้จะถึงห้องโถงแล้ว
ซึ่งตัวผิงผิงเองก็กระซิบกระซาบตอบกลับไปผู้เป็นนายเช่นกัน
“จะให้ตอบอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ ก็คุณหนูเองไม่มีอะไรทำเป็น¬ชิ้นเป็นอัน ที่พอจะเป็นข้ออ้างให้ปฏิเสธได้เลย”
“หรือข้าจะบอกท่านแม่ไปว่าข้าจะท่องตำราดี เจ้าคิดว่าเหตุผลนี้ดีหรือไม่” คุณหนูเพียงหนึ่งเดียวของจวนพยายามคิดหาทางรอดอย่างสุดความสามารถ ทั้งที่ก็ยังไม่รู้ว่าผู้เป็นมารดาต้องการสิ่งใดจากนาง
“ถ้าเช่นนั้นคุณหนูจะตอบว่าอย่างไรเล่าเจ้าคะ ถ้าเกิดฮูหยินถามคุณหนูว่าท่านท่องตำราไปเพื่อสิ่งใดกัน” ผิงผิงเอ่ยถามกลับพร้อมกับส่ายหน้าคอแทบหลุด เพราะถ้าคุณหนูของนางบอกไปแบบนี้ฮูหยินคงไม่มีทางที่จะเชื่อแน่นอน
จ้าวเยว่ทำสายตาละห้อยส่งให้กับผิงผิง พลางพึมพำออกมาอย่างอับจนหนทาง
“นั่นน่ะสิ จะตอบว่าข้าเตรียมสอบบัณฑิตก็คงไม่ได้ แล้วข้าจะตอบท่านแม่ว่าอย่างไรดีเล่า เจ้าช่วยข้าคิดหน่อยสิ ผิงผิง”
ผิงผิงสูดลมหายใจหนึ่งครั้งก่อนที่นางจะคว้ามือทั้งสองข้างของผู้เป็นนายมากุมไว้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอาอย่างนี้สิเจ้าคะ ถ้าฮูหยินให้คุณหนูทำสิ่งใด คุณหนูก็ทำไป¬เถอะเจ้าค่ะ อย่าได้ปฏิเสธเลย เชื่อผิงผิงนะเจ้าคะ”
“ผิงผิง นี่เจ้า... นอกจากจะไม่ช่วยข้าคิดแล้ว ยังจะอยู่ฝ่ายท่านแม่อีกหรือ”
จ้าวเยว่เอ่ยอย่างตัดพ้อ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องโถงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
บรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความอึดอัด ราวกับว่าจะมีการลงโทษผู้ใดอย่างไรอย่างนั้น จ้าวเยว่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากจะมีการลงโทษกันเกิดขึ้นจริง ผู้ที่ถูกลงโทษก็น่าจะเป็นตนเอง
อีกทั้งเวลานี้ผิงผิงสาวใช้คนสนิทไม่ได้ตามเข้ามาด้วย นี่จึงทำให้นางหมดความมั่นใจไปอีก¬หลายส่วน
อีกด้านหนึ่งของห้องโถง จ้าวฮูหยินนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวกลางของเจ้าจวน นางสวมชุดผ้าไหมสีม่วงที่ตัดเย็บอย่างประณีต ท่วงท่าการนั่งที่สง่างามนั้น ทำให้นางดูราวกับนางพญาผีเสื้อตัวใหญ่ที่โดดเด่น
จ้าวเยว่ยืนมองมารดาด้วยสายตาที่เหมือนจะมีคำถาม จากนั้นจึงเป็นฝ่ายเปิดการสนทนาก่อน “ท่านแม่เรียกข้ามา มีอะไรหรือเจ้าคะ”
“นั่งลงก่อนเถอะ เยว์เอ๋อร์” ผู้เป็นมารดาสั่งความแต่เลือกที่จะยังไม่ตอบคำถามบุตรสาว
เมื่อได้รับคำอนุญาต จ้าวเยว่จึงเดินไปนั่งเก้าอี้ทางด้านซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งประจำของนาง ทว่าสายตายังคงมองไปยังมารดาอย่างไม่วางใจ
เมื่อเห็นบุตรสาวนั่งลงแล้ว จ้าวฮูหยินก็เริ่มต้นการสนทนา
“ช่วงนี้เจ้าทำอะไรอยู่บ้าง”
แม้นี่เป็นคำถามง่าย ๆ ที่ผู้ใดก็สามารถตอบได้ แต่คนคนนั้นไม่ใช่จ้าว¬เยว่ เนื่องจากนางคือบุคคลที่ไม่มีอะไรทำอย่างแท้จริง ดังนั้นการถูกถามว่าทำอะไรอยู่นั้น จึงเป็นเรื่องใหญ่หลวงที่ไม่สามารถหา¬คำตอบที่น่าฟังมาตอบได้
จ้าวเยว่ทำตาละห้อยเป็นครั้งที่สอง ใบหน้าของนางในยามนี้ดูเจื่อนลงไปหลายส่วน ก่อนจะตอบมารดาของตน
“ช่วงนี้ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเจ้าค่ะ จะมีก็แต่...ให้อาหารปลา”
“สิ่งนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องทำ ข้าคิดว่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สตรีในห้องหอต้องทำ เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”
จ้าวฮูหยินสวนทันควัน พลางจ้องมองบุตรสาวด้วยความเอือมระอา จากนั้นจึงกล่าวต่อด้วยเสียงอันเข้มงวด
“เย็นวันพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงที่จวนท่านเซียวโหว งานเลี้ยงครั้งนี้สำคัญมาก ครอบครัวของเราจะต้องไปทุกคน เจ้าเองก็ต้องไปด้วย ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อม”
“ข้าไม่ไปไม่ได้หรือท่านแม่”
จ้าวเยว่ถามขึ้นมา เนื่องจากนางไม่ชอบงานเลี้ยงพวกนี้ ไม่ใช่เพราะนางเกียจคร้าน แต่เพราะนางไม่ชอบปั้นหน้าให้กับผู้ใดต่างหาก ดังนั้นหากให้เลือก นางขออยู่ในจวนอย่างเกียจคร้านดีกว่า
จ้าวฮูหยินหันมาทำสีหน้าจริงจังกับบุตรสาว แววตาของนางเปล่งประกายขึ้นราวกับมีดวงไฟลุกโชนอยู่ภายใน และทุกครั้งที่จ้าวเยว่เห็นเข้า นางก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ทุกครา
“ไม่ได้! งานเลี้ยงครั้งนี้สำคัญมาก อีกทั้งท่านโหวเองก็เป็นผู้¬มีพระคุณกับสกุลจ้าวของเรา ถ้าเจ้าไม่ไปก็ถือว่าไม่ให้เกียรติท่านโหว”
“แต่ข้าก็มิได้รู้จักกับท่านโหวเป็นการส่วนตัวนี่เจ้าคะ ท่าน-พ่อ ท่านแม่ กับท่านพี่ทั้งสองไปก็พอแล้วนี่เจ้าคะ” จ้าวเยว่เอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า พลางลอบสังเกตสีหน้าของมารดาไปด้วย
จ้าวฮูหยินฟังข้ออ้างของบุตรสาวแล้วก็ยิ่งบังเกิดโทสะ จึงใช้มือทุบโต๊ะคราหนึ่ง พร้อมกับลุกพรวดขึ้นยืน
“อย่างไรเจ้าก็ต้องไป คราวนี้ท่านโหวอยากให้บุตรชายของท่านได้พบกับเจ้า”
จ้าวเยว่ลุกขึ้นจากเก้าอีกทันทีเช่นกันก่อนจะกล่าวเสียงแข็งตอบกลับมารดา
“ถ้าอย่างนั้นข้ายิ่งไม่ไปเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากพบกับบุตรชายท่าน¬โหวอะไรนั่น เขาสำคัญแค่ไหนกันเชียว”
กล่าวจบหญิงสาวก็เดินปัดก้นออกจากห้องโถงไป ปล่อยให้ผู้¬เป็นมารดายืนคับแค้นใจอยู่ฝ่ายเดียว จ้าวฮูหยินเองก็ไม่รู้จะทำ-อย่างไรกับบุตรสาวคนนี้ดี จึงได้แต่ปล่อยนางไป หวังว่าสักวันเมื่อ-นางเติบโตขึ้น จะเข้าใจสิ่งที่บิดามารดาสั่งสอนบ้าง
จ้าวเยว่เดินกลับห้องของตัวเองไปด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง นาง-ไม่ชอบไปงานเลี้ยง เพราะนางไม่อยากที่จะต้องปั้นหน้าปั้นตากล่าว¬ทักทายคนนั้นคนนี้ ปกติแล้วนางเองก็ไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใด มีบุตรสาวขุนนางหลายคนพยายามจะมาเป็นสหายกับนาง ชวนนางไปนั่นไปนี่ ทว่านั่นกลับขัดกับความต้องการของนางอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวพวกนี้มักจะออกไปเดินตลาด เพื่อหาซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับ หรือไม่ก็พวกเครื่องประทินโฉมเพื่อเสริมส่งความงามให้โดดเด่น
แต่ว่าหญิงสาวไม่เคยหาสนใจสิ่งของพวกนั้น เนื่องจากสิ่งที่นางสนใจก็คือการฝึกวรยุทธ์ต่างหาก
จ้าวเยว่มักจะไปฝึกกับพี่ชายที่สนามฝึกอยู่เสมอ ด้วยนางถือ¬ว่าเป็นหญิงสาวคนเดียวที่ได้เข้าไปใช้สนามฝึกของกองทัพ ตั้งแต่เล็กจนโต นางจึงฝึกมาหมดทั้งเพลงดาบ กระบี่ ทวน ธนู เพลงหมัด ขี่ม้า นางยังเคยขี่ม้าชนะทหารภายใต้บังคับบัญชาของพี่ชายนางมาแล้ว จนทหารนั้นต้องแพ้พนัน ด้วยการกินกระเทียมเป็นเข่ง¬¬ ๆ
หากถามว่านางมีใครเป็นสหายบ้าง หากจะให้ตอบคงจะพวกทหาร แล้วก็พวกหน่วยพยัคฆ์ดำของพี่ชายนั่นแหละ ส่วนสตรีในห้องหอหรือสตรีวัยเดียวกันนางนั้น แทบไม่มีเลย
ทันทีที่กลับถึงห้อง หญิงสาวก็ล้มตัวลงบนเตียงทันที นาง-กางแขนกางขาสองข้างออกทำท่าทางราวกับว่าเป็นบุรุษที่ตรากตรำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วต้องการพักผ่อน
“คุณหนูจะทำอะไรดีเจ้าคะ” ผิงผิงถามในขณะที่มือทั้งสองข้างกำลังถอดรองเท้าให้ผู้เป็นนาย
จ้าวเยว่ส่ายหัวไปมาอย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่หลังจากนิ่ง¬คิดไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย
“อืม...ทำอะไรดีนะ แช่น้ำดีหรือไม่”
“ถ้าอย่างนั้นผิงผิงจะไปเตรียมน้ำอุ่นให้นะเจ้าคะ” ผิงผิงเอ่ยอย่างนุ่มนวล
แต่ก่อนที่ผิงผิงจะเดินไปที่ถังอาบน้ำ ก็หันกลับมากล่าวกับจ้าวเยว่อย่างไม่ค่อยมั่นใจว่า
“คุณหนูจะไม่ไปงานเลี้ยงที่จวนท่านโหวจริงหรือเจ้าคะ ผิง¬ผิงว่าคุณหนูควรจะไปเสียหน่อย”
จ้าวเยว่ถึงกับต้องดีดตัวขึ้นจากเตียง
“ผิงผิง เจ้านี่อย่างไรกันนะ เจ้าเป็นคนของข้า หรือว่าเป็นคนของท่านแม่กันแน่ หรือว่าเจ้าถูกท่านแม่จ้างมา”
“ผิงผิงหวังดีกับคุณหนูนะเจ้าคะ” ผิงผิงตอบกลับเสียงซื่อ
“ถ้าเจ้าหวังดีกับข้า เจ้าก็ต้องอยู่ข้างข้าสิ”
จ้าวเยว่กล่าวจบก็เดินไปที่ถังอาบน้ำ นางปลดอาภรณ์ออกแล้วลงไปแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์ ถึงแม้ว่าจ้าวเยว่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องความสวยความงาม แต่นางกลับชอบแช่น้ำอุ่นมาก ปกติแล้วจะแช่ถึงวันละสองครั้ง เพราะการแช่น้ำอุ่น ๆ นั้น ทำให้ร่างกายได้ผ่อน¬คลาย
อีกทั้งกลิ่นของพวกดอกไม้กับเครื่องหอมต่าง ๆ ที่ผิงผิงหา-มาใส่ในอ่างอาบน้ำให้นั้น ทำให้หญิงสาวมีความสุขอย่างยิ่ง และทุกครั้งที่แช่น้ำ ผิงผิงก็จะเป็นคนนำผ้ามาขัดถูตามเนื้อตัวให้อยู่เสมอ
หลังจากชำระร่างกายและขึ้นจากน้ำแล้ว จ้าวเยว่มักจะชอบให้ผิงผิงทาน้ำมันแล้วนวดให้เสมอ การบีบนวดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสบายกายยิ่งนัก
แล้วสิ่งนี้ก็คือสวรรค์สำหรับนางอย่างแท้จริง!!
บทที่ 2
ชื่อเสียงที่ไม่ดี
แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุผ้าม่านเข้ามาจนแยงตา จ้าวเยว่ที่¬กำลังนอนอย่างมีความสุขอยู่บนเตียงขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนจะลุก-ขึ้นมานั่งอย่างเหนื่อยหน่าย ปากก็ร้องตะโกนเรียกสาวใช้
“ผิงผิง ๆ”
“ผิงผิงมาแล้วเจ้าค่ะ”
ผิงผิงเดินกึ่งวิ่งเข้ามายังห้องนอนของจ้าวเยว่ ในมือของนางมีอ่างใส่น้ำใบหนึ่งกับผ้าสีขาวสำหรับเช็ดหน้า
“ข้าขอท่านแม่ไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ว่าอยากเปลี่ยนผ้าม่านใน¬ห้องของข้าให้เป็นสีดำ ยามเช้าแดดจะได้ไม่ส่องเข้ามากระทบตาข้า” จ้าวเยว่บ่นพึมพำ
“ได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ จวนเรือนจะใช้ผ้าสีดำก็ต่อเมื่อเป็น-งานศพเท่านั้น ถ้าเอามาใช้ในห้องนอน มันจะไม่เป็นมงคล”
ผิงผิงแย้ง เรื่องนี้นางเห็นด้วยกับมารดาของอีกฝ่าย
“ช่างเรื่องมงคลไม่มงคลนั่นปะไร ข้าอยากได้แบบที่สะดวกต่อข้า” จ้าวเยว่ยังยืนยันความคิดของตน
นางไม่เคยใส่ใจเรื่องมงคลหรือไม่มงคล เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจากผลของการกระทำมากกว่า
ผิงผิงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะนำอ่างล้างหน้ามาวางบน¬โต๊ะเครื่องแป้ง จ้าวเยว่ก้มหน้าลงไปใช้สองมือวักน้ำขึ้นมาล้าง-หน้าเล็กน้อย และรับผ้าสีขาวมาเช็ดหน้าอย่างเบามือ
“งานเลี้ยงที่จวนของท่านโหวในช่วงเย็นวันนี้ คุณหนูจะไม่ไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ” ผิงผิงถาม
“ไม่ไป” จ้าวเยว่ตอบเสียงราบเรียบ ราวกับว่าไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย
ผิงผิงเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คำสั่งของจ้าวฮูหยินที่ให้นาง-มาเอ่ย นางก็ได้เอ่ยแล้ว เพราะฉะนั้นหากว่าคุณหนูไม่ทำตามก็¬คงจะไม่ใช่ความผิดของนาง
แต่ถึงอย่างไรหญิงสาวก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“คุณหนูลองคิดดูอีกทีเถอะเจ้าค่ะ ดีไม่ดีในงานอาจจะมี-ขนมกุ้ยฮวาหิมะที่คุณหนูชอบก็ได้”
“มีแล้วจะอย่างไร แค่ขนมกุ้ยฮวาหิมะ ข้าแค่สั่งให้เจ้าไปซื้อ¬มาให้ข้า ก็ได้นี่”
“ถ้าคุณหนูไม่ไป นายท่านกับฮูหยินจะเสียหน้าได้นะเจ้าคะ”
“ไม่มีวันเสียหน้าหรอก เจ้าอย่าลืมสิว่าข้าคือสตรีที่เกียจคร้านที่สุดของเมืองนี้ ต่อให้ข้าไม่ไปงานเลี้ยงในครั้งนี้ คงไม่มีใครตำหนิท่านพ่อกับท่านแม่ได้หรอก เจ้าเชื่อข้าสิ” จ้าวเยว่ตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ผู้คนต่างก็รู้กันทั่ว ว่าคุณหนูของเจ้ากรมการคลังผู้นี้เกียจ-คร้านถึงเพียงไหน บางคนถึงขั้นเอาไปนินทาว่าครอบครัวท่าน-เจ้ากรมตามใจนางนี้มากเกินจนเสียผู้เสียคน เป็นสตรีเสียเปล่ากลับทำตัวเกียจคร้าน เป็นที่ขายหน้าบิดามารดาไปทั่ว แต่ว่าจ้าวเยว่กลับไม่สนใจคำนินทาพวกนั้น และยังคงทำตัวเกียจคร้านเหมือนเดิม
ด้วยชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีของนาง จึงทำให้ไม่เป็นที่หมายปองของบุรุษใดในฉางอันเลย
จ้าวเยว่ผู้เลยวัยปักปิ่นมาร่วมปีกว่าแล้ว จึงยังไม่ได้ออกเรือนกับเขาเสียที
เอ่ยถึงขนมกุ้ยฮวาหิมะแล้ว จ้าวเยว่ก็รู้สึกอยากกินขึ้นมา
¬นี่เป็นระยะเวลาถึงสามเดือนแล้ว ที่นางนั้นไม่ได้ลิ้มรสขนมกุ้ยฮวาหิมะที่ตนเองโปรดปราน เนื่องจากร้านเหลาเสี่ยวชื่อที่ทำ¬ขนมชนิดนี้ จะทำเพียงแค่ปีละสี่ครั้ง เพราะดอกไม้ที่ใช้ในการทำ¬ขนมชนิดนี้ จะบานเพียงแค่สามเดือนครั้งเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ก็-ครบรอบสามเดือนพอดี ซึ่งที่จริงนางลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เพราะผิงผิงเอ่ยขึ้นมา จึงนึกขึ้นได้
“ผิงผิง พวกเราไปซื้อขนมกุ้ยฮวาหิมะกัน” จ้าวเยว่เอ่ยชวน
“คุณหนูจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ เอ่อ...ผิงผิงออกไปซื้อ¬ให้ก็ได้เจ้าค่ะ” ด้วยความเกียจคร้านของผู้เป็นนาย ผิงผิงจึงไม่คิดว่าจ้าวเยว่จะออกไปข้างนอกด้วยตนเอง
จ้าวเยว่หันมาเอ่ยกับสาวใช้ของตน
“วันนี้ข้าอยากออกไปด้วยตนเอง ข้าออกจากจวนครั้งที่แล้วก็เมื่อสองเดือนก่อน ตอนแอบไปซ้อมยิงธนูที่สนามฝึกของกองทัพ ไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างแล้ว แคว้นฉางอันตอนนี้ครึกครื้นกว่า¬แต่ก่อนหรือไม่ อีกอย่าง ข้าอยากกินขนมอย่างอื่นด้วยจึง-อยากจะไปเลือกดู”
“ไปขออนุญาตฮูหยินก่อน ดีหรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวเยว่ขยิบตาใส่ผิงผิงหนึ่งที่
“ถ้าไปขอ มีหรือท่านแม่จะให้ไป ข้าว่าพวกเราแอบออกไปทางประตูหลังดีกว่า”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ หากถูกจับได้ขึ้นมา คุณหนูอาจจะถูกกักบริเวณอีก” ผิงผิงค้าน
ให้อย่างไรนางก็มองว่าคุณหนูของนาง สมควรไปรายงานให้ฮูหยินทราบเสียก่อน
“แต่ปกติข้าก็ทำตัวเหมือนกักบริเวณตนเองอยู่แล้วนี่นา”
จ้าวเยว่แย้งอย่างขบขัน ตัวนางไม่ได้ออกไปนอกจวนบ่อย ๆ สักหน่อย หากถูกลงโทษก็คงไม่ต่างจากทุกวันนี้ ที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่¬ในจวนหรอก
หลังจากนั้นจ้าวเยว่ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินฉับ ๆ ไปที่ประตูด้านหลังของจวน ผิงผิงที่พยายามเอ่ยห้ามแล้วห้ามอีกได้¬แต่-เดินตามไป สายตาสอดส่องมองหน้าหลัง ด้วยเกรงว่าจะมีใครมาเห็นเข้า และในที่สุดทั้งสองก็ออกมาอยู่บนถนนสายเล็ก ๆด้านหลังจวน
จวนของท่านเซียวโหว
งานเลี้ยงที่จวนของท่านเซียวโหวเริ่มตั้งแต่ยามโหย่ว งาน-เลี้ยงจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ลานกว้างภายในจวน ทางเดินเข้าไปก่อนจะถึงหน้างาน มีสะพานไม้ทอดผ่านลำคลองขนาดเล็กที่มีฝูง¬ปลาสีสันสวยงามแหวกว่าย
ราวสะพานประดับประดาด้วยบุปผาสีม่วง ขาว และชมพู ตามเสาก็ตกแต่งด้วยผ้าสีม่วงขาวพลิ้วไหวเต็มไปหมด โต๊ะถูกจัดเป็นสองฝั่ง โดยไล่เรียงตามตำแหน่งของผู้มาร่วมงาน มีเพียงโต๊ะของ¬ท่านเจ้าเมืองเท่านั้น ที่จัดตั้งไว้ตรงกลางชั้นบนสุด
อากาศเริ่มเย็นลงในทุกขณะตามช่วงเวลาที่ล่วงผ่าน อาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องแสงสีส้ม ขับให้ภาพงานเลี้ยงดูอบอุ่นและ¬ครึกครื้น แขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้ามาในงาน ทั้งเหล่าบัณฑิต คน¬ของ¬ทางการ รวมถึงคหบดีต่าง ๆ เริ่มหลั่งไหลเข้ามา งานเลี้ยงครั้งนี้เชิญแขกร่วมร้อยคน ภายในงานจึงดูวุ่นวายยิ่ง
เจ้ากรมการคลังจ้าวฝู่กับฮูหยิน นั่งอยู่ตำแหน่งขวามือ ใกล้¬กับท่านโหวที่สุด
ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมาก ต้องเป็นคนที่ท่านโหวสนิทและไว้เนื้อเชื่อใจเท่านั้น จึงจะสามารถนั่งได้ ส่วนบุตรชายทั้งสองของจ้าวฝู่นั้น นั่งที่ตำแหน่งไกลออกไป ซึ่งมีแต่บุรุษนั่งอยู่ด้วยกัน
ฝั่ง¬ตรงข้ามจ้าวฝู่เป็นซูม่อเยี่ย เจ้ากรมทะเบียนราษฎร์ ผู้ซึ่งไม่ค่อยชอบพอจ้าวฝู่สักเท่าไร
แล้วการที่จ้าวเยว่ไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของซูม่อเยี่ยไปได้
“บุตรสาวของท่านเจ้ากรมการคลังไม่ได้มางานเลี้ยงด้วย-อย่างนั้นหรือ ทำเช่นนี้ มิเป็นการไม่ให้เกียรติท่านโหวหรอกรึ” ซูม่อเยี่ยเอ่ยขึ้นต่อหน้าจ้าวฝู่และท่านโหว
จ้าวฝู่ที่อุตส่าห์เงียบมานาน และคิดว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นแล้วถึงกับหน้าชา เขาไม่คาดคิดว่าซูม่อเยี่ยจะใช้เรื่องนี้มาเล่นงานตนจึงรีบแก้ตัวออกมาว่า
“วันนี้จ้าวเยว่ไม่สบาย ข้าจึงให้นางพักผ่อนอยู่ที่จวน ต้องขอ¬อภัยท่านโหวด้วย”
“หึ! ไม่ใช่เพราะความเกียจคร้านหรอกหรือ จึงไม่อยากมา” ซูม่อเยี่ยเอ่ยพร้อมแสยะปากใส่
“เอาเถอะ ๆ นางไม่สบายก็อย่ารบกวนเลย พวกเราสนใจกับ¬งานเลี้ยงตรงหน้าจะดีกว่า” ท่านโหวตัดบท
ถึงแม้ว่าพวกขุนนางทั้งหลายจะรู้อยู่แล้ว ว่าจ้าวเยว่นั้นเป็น¬สตรีเกียจคร้าน และเดิมทีก็ไม่ได้สนใจอะไร ทว่าการปฏิเสธงาน¬เลี้ยงครั้งนี้ ได้ทำให้ชื่อเสียงของนางย่ำแย่หนักขึ้นกว่าเก่า เพราะว่างานเลี้ยงนี้ ถือเป็นงานสำคัญ ท่านโหวเป็นถึงขุนนางใหญ่ของฉางอัน และตำแหน่งโหวนั้น ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจรองจากฮ่องเต้กับท่านอ๋องเลยทีเดียว
ณ ศาลาชมดาว
ศาลาชมดาวเป็นที่นั่งของบรรดาหญิงสาวที่มาจากตระกูลขุนนางต่าง ๆ พวกนางถูกจัดให้นั่งที่ตรงนี้โดยเฉพาะ เพราะเป็นจุด¬ที่ชายหนุ่มในงานสามารถมองเห็นพวกนางได้ถนัด ถ้าหากต้องตาต้องใจสตรีนางใด ก็จะสามารถเข้ามาสนทนาด้วยได้
“นี่..เจ้าว่าจ้าวเยว่นางป่วยจริงหรือไม่” สตรีสูงศักดิ์นาง-หนึ่งเอ่ยขึ้น
“หึ..ข้าว่านางไม่ได้ป่วยหรอก หญิงเกียจคร้านอย่างนั้นคง-ไม่¬อยากจะมางานเลี้ยงกระมัง” เสียงเอ่ยดังมาจากทางด้านหลัง
เป็นเสียงของซูหลิงเจียว บุตรีของซูม่อเยี่ยเจ้ากรมทะเบียนราษฎร์นั่นเอง
สตรีนางเดิมหันหลังกลับมาถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร ถึงแม้ว่านางจะเกียจคร้าน แต่ครั้งนี้อาจจะป่วยจริง ๆ ก็ได้”
ซูหลิงเจียวส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น “ฟ่านถงถง เจ้านี่ช่างไร้¬เดียงสาเกินไปแล้ว เจ้าว่าที่บิดานางเอ่ยนั้นเชื่อถือได้อย่างนั้นหรือ ผู้เป็นบิดาย่อมปกปิดความผิดของลูกตัวเองอยู่แล้ว แล้วทำไมข้าถึงรู้น่ะหรือ...ก็เพราะว่าเมื่อยามเว่ย ข้ายังเห็นนางออกมาซื้อขนมที่¬ตลาดอยู่เลย”
“หรือที่นางไม่ยอมออกมาพบผู้คน เป็นเพราะว่านางมีรูป-โฉมที่ไม่งดงาม จึงไม่อยากมารวมกลุ่มกับพวกเรา ด้วยกลัวว่าจะ-อับอาย” หวังเว่ยเถียนบุตรีของหวังรั่วคหบดีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
เมื่อทุกคนได้ยินประโยคนี้ของนาง ก็พากันหัวเราะร่วนอย่างสนุกสนาน และเชื่อกันไปว่าจ้าวเยว่นั้น น่าจะมีรูปโฉมที่ไม่งดงาม จริง ๆ
“ที่เจ้าเอ่ยนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าเจ้าได้เห็นนาง เจ้าจะต้องตะลึงเพราะว่าจ้าวเยว่นั้นมีรูปโฉมที่งดงามยิ่ง” ฟ่านถงถงบอก
“ข้าก็เห็นเช่นเดียวกันกับพี่ถงถง ข้าเคยเห็นนางครั้งหนึ่งที่-ร้านขายภาพวาด” ซูหนิงน้องสาวของซูหลิงเจียวเอ่ย
ซูหลิงเจียวส่งสายตาดุน้องสาวของตน
“ซูหนิง เจ้าหยุดเอ่ยเดี๋ยวนี้”
“จริงสิ ในฉางอันนี่จะมีใครงามเท่าคุณหนูซูหลิงเจียวอีกล่ะ ต่อให้เป็นจ้าวเยว่ก็เถอะ จะอย่างไรก็สู้พี่หลิงเจียวของพวกเราไม่ได้แน่นอน” หวังเว่ยเถียนเอ่ยยกยอ
ซูหลิงเจียวยิ้มรับอย่างพึงพอใจ ก่อนจะลอยหน้าลอยตาส่ง-สายตาไปทางกลุ่มของบุรุษ ที่กำลังยืนสนทนากันอยู่ที่ลานฝั่ง¬ตรง-ข้าม
ที่จริงแล้วจ้าวเยว่ ผู้ซึ่งไม่สนใจเรื่องของความงามนั้น มีรูป-โฉมที่งดงามมาก จนมิอาจหาสตรีใดในฉางอันเทียบเทียมได้ด้วย-รูปร่างแบบบางอ่อนช้อย ทำให้นางดูเป็นหญิงสาวที่หวานหยด¬ย้อย ขัดกับกิริยาที่ซุกซนของนาง
ผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องจากการขัดถูทุกวัน ใบหน้าที่มีเลือด-ฝาดดั่งสาวแรกรุ่น โดยที่ไม่ต้องแต่ง¬แต้มชาดให้แดงเหมือนกับสตรีนางอื่น ใบหน้ารูปไข่ที่สมมาตรตามแบบของหญิงงาม ทำให้นางดูเพียบพร้อม ราวกับโฉมสะคราญที่เดินออกมาจากภาพวาดของจิตร¬กรเลื่องชื่อ
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครึกครื้น ขุนนางผู้ใหญ่สนทนาถึงเรื่องจวนเมือง หรือไม่ก็ครอบครัวของตนอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ เหล่า-บุรุษต่างก็สนทนาเกี่ยวกับเรื่องการฝึกฝนวรยุทธ์ หรือไม่ก็พวก-ตำราความรู้ต่าง ๆ ส่วนสตรีเองก็สนทนากันถึงเรื่องความงามและเรื่องออกเรือน
เหล่าสตรีส่วนใหญ่ที่มาในงานนี้ ต่างก็หมายปองเซียวเฟิง บุตรชายของท่านเซียวโหวกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ซูหลิงเจียว เมื่อเซียวเฟิงปรากฏกายขึ้นท่ามกลางหมู่บุรุษ รูปโฉมที่หล่อเหลาของ-เขา ก็เป็นที่สะดุดตาของบรรดาหญิงสาวในงานยิ่งนัก
ซูหลิงเจียวพยายามส่งสายตาให้เขาไม่หยุด แต่ชายหนุ่มก็-มิได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากคนที่เขากำลังมองหาคือจ้าวเยว่ต่างหาก
บทที่ 3
ทำตัวเกียจคร้าน
ตกเย็นภายในจวนเหลือเพียงจ้าวเยว่กับบรรดาบ่าวไพร่ เนื่องจากท่านพ่อท่านแม่ พากันไปงานเลี้ยงที่จวนท่านเซียวโหวกัน¬หมด รวมทั้งพี่ชายทั้งสองของนางด้วย ดังนั้นหญิงสาวจึงทำ¬ตัว-ราวกับว่าตนเองเป็นกระต่ายที่ออกจากโพรง มาเที่ยวเล่นอย่าง-สนุกสนาน
เริ่มจากตอนกลางวัน แอบหนีออกจากจวนไปซื้อขนมกุ้ยฮวาหิมะที่ตลาด และกลับเข้าจวนโดยไม่ถูกจับได้ ความสำเร็จครั้งนี้จ้าว¬เยว่ภูมิใจยิ่งนัก พอกลับมาแล้ว ก็กินขนมจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ช่วงที่ทุกคนเตรียมตัวจะไปงานเลี้ยง นางก็เอาแต่นอนแช่¬น้ำอย่างมีความสุข จะมีใครสุขสบายเท่านางคงไม่มีอีกแล้วกระมัง
พี่ชายทั้งสองเห็นว่าน้องสาวของตนไม่ยอมไปงานเลี้ยง เกรง¬ว่าอยู่คนเดียวแล้วจะเหงา จึงได้เตรียมของเล่นไว้ให้ก่อนไป ของเล่นชิ้นนั้นเป็นแจกันที่ทำจากดินเผาใบหนึ่ง และลูกธนูที่หัวทื่อไปแล้ว อีกราวยี่สิบกว่าดอก ของเล่นที่ว่านี้ ก็คือการปาลูกดอกลงไปในแจกันนั่นเอง
พอทุกคนออกจากจวนไปแล้ว หญิงสาวก็เรียกบ่าว¬ไพร่มา-รวมตัวกันที่สวนหลังจวน
พอทุกคนมากันครบแล้ว จ้าวเยว่ก็¬กระแอมหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ย
“นี่คือของเล่นที่พี่ใหญ่กับพี่รองทำให้ข้า ข้าเห็นว่าเล่นคน-เดียวมันก็คงจะไม่สนุก จึงเรียกพวกเจ้ามาเล่นด้วยกัน”
“สิ่งนี้เล่นอย่างไรหรือขอรับคุณหนู” บ่าวผู้หนึ่งยกมือขึ้นถาม
จ้าวเยว่เดิมมายืนอยู่ตรงหน้าแจกันลูกดอกนั้น แล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดอกราวกับเป็นผู้รู้ จากนั้นจึงอธิบายว่า
“สิ่งนี้เรียกว่าการปาลูกดอก ข้าจะเป็นคนกำหนดระยะทางระหว่างแจกันใบนี้กับจุดที่เจ้ายืน แล้วให้เจ้าปาลูกดอกให้ลงไปในแจกันนี้ ในแต่ละรอบก็จะเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ ใครที่เหลือเป็นคนสุดท้ายคนนั้นชนะ”
“มีรางวัลให้หรือไม่ขอรับ คุณหนู” บ่าวอีกคนเอ่ยถาม
เพราะปกติแล้วเมื่อมีการละเล่นเกิดขึ้นในจวน มักจะมีของ¬รางวัลให้ทั้งนั้น บางครั้งก็เป็นขนม สิ่งของมีค่า หรือบางครั้งก็ได้เป็นเงิน
“มีแน่นอน สักสองตำลึงเป็นอย่างไร” หญิงสาวตอบกลับ ก่อนจะเสนอเงินรางวัลก้อนโตขึ้นมา
เมื่อได้ยินว่ารางวัลคือเงินสองตำลึง บ่าวไพร่ทุกคนต่างก็ร้อง¬เฮกันดังลั่น หมายว่าจะเป็นผู้ชนะแล้วเอาเงินรางวัลมาให้ได้
ทั้งจ้าวเยว่และบ่าวไพร่พากันเล่นปาลูกดอกอย่างสนุกสนาน นาน ๆ ทีจวนเจ้ากรมจะครึกครื้นขึ้นมาบ้าง บ่าวไพร่ในจวนต่างก็เคารพและรักจ้าวเยว่ ถึงแม้ว่านางจะเป็นสตรีที่มีอำนาจน้อยที่สุดใน¬จวน แต่กลับเป็นนายที่ทำให้บ่าวไพร่มีความสุขที่สุด จึงไม่แปลกที่เวลานางหนีออกไปเที่ยว พวกบ่าวไพร่เหล่านี้จะช่วยปกปิดเสมอ
ในแต่ละวันชีวิตของหญิงสาวก็มีแต่เพียงเรื่องกิน เที่ยว เล่น แล้วก็พักผ่อน พฤติกรรมที่เกียจคร้านเช่นนี้ ยากที่จะแก้ไขได้ จนทำให้จ้าวเยว่ในวันสิบหกปี ยังไม่เป็นที่หมายปองของชายใดในฉางอันเลย
พอเอ่ยถึงจ้าวเยว่ขึ้นมา บุตรชายของตระกูลขุนนางเหล่านั้นต่างก็พากับเบือนหน้าหนี ต่อให้นางงามเพียงไร แต่ถ้าเกียจคร้านพวกเขาก็ไม่อยากได้มาเป็นภรรยาหรอก
คนที่ดูจะลำบากใจมากที่สุด เห็นจะเป็นบิดามารดาของหญิง¬สาว เพราะการที่นางไม่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มสักคน ทำ¬ให้บิดาของนางเสียหน้าเป็นอย่างมาก
พวกขุนนางที่อยู่ฝ่ายตรง¬ข้าม ต่างก็เอาไปนินทากันว่า ท่านเจ้ากรมการคลังมีบุตรสาวเสีย¬เปล่า แต่บุตรสาวกลับไม่เอาไหน ยิ่งพวกที่มีบุตรชายทั้งหลายต่าง¬ก็เอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน ว่าถึงอย่างไรจะไม่ยอมให้บุตรชายแต่งกับจ้าวเยว่เด็ดขาด หากมิใช่พระราชโองการจากฮ่องเต้
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นดังมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงฝีเท้าของม้าที่ฟังแล้วน่าจะวิ่งไม่เร็วนัก และเมื่อรถม้าจอดที่หน้าประตู ท่านเจ้ากรมกับฮูหยินก็ก้าวลงมา
“ท่านพี่ ท่านเห็นหรือไม่ ว่าคนพวกนั้นดูถูกบุตรสาวของเราขนาดไหน” เสียงของจ้าวฮูหยินดังมาจากทางประตูหน้าของจวน
จ้าวฝู่หน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ภรรยา “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร พวกเราเปลี่ยนนิสัยนางได้ที่ไหนกัน”
“หากขัดเกลานางสักหน่อย ไหนเลยจะทำไม่ได้ ท่านพี่...นี่-นางเลยวัยปักปิ่นมาแล้ว หากยังหาคู่ครองไม่ได้ นางมิต้องเป็นสตรี-ทึนทึกตลอดไปหรอกหรือ”
จ้าวฝู่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเอ่ยกับภรรยาในประโยคต่อมา
“เดิมทีวันนี้ข้าจะให้นางไปพบกับเซียวเฟิง บุตรชายของท่าน¬โหวสักหน่อย คิดว่าตอนเด็กทั้งสองเคยเล่นเป็นเพื่อนกัน ¬ก็-น่าจะมีความหวังอยู่บ้าง แต่ว่านางกลับไม่ไป ข้าหมดหนทางแล้วจริง ๆ”
“โธ่...ท่านพ่อ ท่านแม่ ถ้าน้องไม่อยากจะมีคู่ครองก็จะเป็นไร¬ไป พวกข้าเป็นพี่ชาย ย่อมดูแลนางได้”
จ้าวหลู่เจิน พี่ชายคนโตกล่าวขึ้นมาคนแรก เรื่องเลี้ยงดูน้องสาวนั้น เขาย่อมทำได้และยินดีที่จะทำไปตลอดชีวิต
“ใช่ ๆ พวกข้าเลี้ยงนางได้สบาย”
จ้าวอวี้เฉิน บุตรชายคนรองกล่าวเสริมขึ้นมา ชายหนุ่มคิดแบบ¬เดียวกับพี่ชาย หากไม่มีใครคิดที่จะแต่งน้องสาวเข้าจวน เขานี่¬แหละจะเลี้ยงดูน้องสาวเป็นอย่างดีเลยละ
“พวกเจ้าหาได้รู้ไม่ ว่าระหว่างพี่ชายกับสามีนั้นไม่เหมือนกัน แล้วก็เป็นเพราะพวกเจ้านั่นแหละ ที่ตามใจนางจนได้ใจ นางถึงได้เป็นแบบนี้” จ้าวฝู่เอ่ยจบก็เดินเข้าจวนไปก่อนเป็นคนแรก
ทางด้านจ้าวฮูหยินสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนจะก้าวเดินตามไป พร้อมกับเอ่ยไปด้วยว่า
“หึ...ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าจะจัดการนางไม่ได้ อย่างไรก็ต้องหาบุรุษสักคนมาเป็นคู่ครองนางให้ได้”
เมื่อได้ยินมารดาเอ่ยเช่นนั้น ชายหนุ่มทั้งสองที่เดินตามมาได้แต่ส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
จวนสกุลจ้าว...
จ้าวเยว่ที่เล่นปาลูกดอกอยู่กับบ่าวไพร่ตรงสวนหลังจวนนั้นไม่ได้ยินเสียงรถม้า จึงไม่รู้ว่าบิดามารดากลับมาแล้ว และพากันเล่น¬ปาลูกดอกต่อกันอย่างสนุกสนาน
จ้าวฮูหยินได้ยินเสียงเอะอะดังจากทางหลังจวน ก็เปลี่ยนทิศทางทันที แทนที่จะเดินตรงไปที่เรือนนอนของตน กลับเดินไปที่สวนหลังจวนแทน
เมื่อจ้าวฮูหยินไปถึง พวกเขาก็ยังไม่รู้ตัวว่าฮูหยินมาแล้ว จนมีสาวใช้นางหนึ่งเหลือบไปเห็นเข้า ว่าฮูหยินยืนอยู่ด้านหลัง จึงสะกิดสาวใช้คนอื่นให้ถอนตัวออกมาทีละคน สาวใช้คนอื่นก็สะกิดคนต่อไปเป็นทอด ๆ จนบัดนี้เหลือเพียงแต่จ้าวเยว่กับผิงผิง
จ้าวเยว่เห็นว่าจำนวนผู้เล่นลดลงไปเรื่อย ๆ ก็ตะโกนถามออกมาว่า “พวกเจ้าจะไปไหนกัน ไม่อยากได้รางวัลกันแล้วหรือ”
บรรดาบ่าวไพร่ต่างก็พากันยิ้มแห้ง ๆ ให้กับจ้าวเยว่ พวกเขาบุ้ยปากให้นางหันไปมองด้านหลัง แต่หญิงสาวยังไม่รู้ตัวและไม่-ยอมหันไป
ภาพที่อยู่ตรงหน้าจ้าวฮูหยินตอนนี้ คือสวนหลังจวนที่มีแจกันใบหนึ่งกับลูกดอกที่กระจัดกระจาย และบุตรสาวของนางที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่กับทรงผมที่ฟูฟ่อง เห็นได้ชัดว่าเอาแต่เล่นอยู่¬อย่างนี้มาเป็นเวลานานแล้ว นางยืนจ้องมองดูจ้าวเยว่อยู่พักหนึ่ง ด้วยอยากจะรู้ว่าบุตรสาวของตนจะทำอย่างไรต่อไป
ในขณะนั้นจ้าวเยว่กับผิงผิงพากันก้มลงเก็บลูกดอกทีละดอก
“ผิงผิง เจ้าว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะกลับมาหรือยัง” จ้าวเยว่เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทออกไป
ผิงผิงก้มเก็บลูกดอกดอกสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะตอบว่า
“น่าจะยังนะเจ้าคะ ปกติแล้วนายท่านกับฮูหยิน จะต้องอยู่จนงานเลี้ยงเลิกทุกครั้ง ตอนนี้ก็น่าจะยามซวี คงใกล้จะกลับมาแล้วเจ้าค่ะ
“เจ้าว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะเสียหน้าหรือไม่ ที่ข้าไม่ไปงาน¬เลี้ยงด้วย” จ้าวเยว่ถามอีก เรื่องนี้นางก็กังวลไม่น้อย
“ก็คงจะเสียหน้าอยู่ไม่น้อยเจ้าคะ แต่ว่าเหตุใดคุณหนูถึงถามขึ้นมาเล่าเจ้าคะ สำนึกผิดหรือ” ผิงผิงถามกลับ นางเลิกคิ้วทั้งสองขึ้นด้วย¬ความงุนงง
“คนอย่างข้าหรือจะสำนึกผิด ข้าไม่ได้ผิดเสียหน่อย ใครใช้ให้ท่านพ่อกับท่านแม่หน้าใหญ่กันเล่า หน้าที่ใหญ่เวลาแตกก็ย่อมเสียงดัง จริงหรือไม่” จ้าวเยว่เอ่ยล้อเลียน พอเอ่ยจบก็หัวเราะคิกคัก
“คุณหนู! อย่าเอ่ยอย่างนี้นะเจ้าคะ เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า แล้วเอาไปฟ้องนายท่านกับฮูหยิน คุณหนูจะแย่เอา” ผิงผิงเตือนด้วยความหวังดี
“ข้าได้ยินหมดแล้ว” เสียงนี้ดังมาจากทางด้านหลัง
ทั้งจ้าวเยว่และผิงผิงกลับหลังหันไปช้า ๆ
เมื่อเห็นบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังว่าเป็นผู้ใด ทั้งสองคนก็ถึงกับยิ้มเจื่อน ใบหน้าขาวซีดขึ้นมาทันที ซ้ำยังทำลูกดอกที่เก็บมาทั้งหมดร่วงลงพื้น
“ท่านแม่ // ฮูหยิน”
ผิงผิงรู้สึกว่าสิ่งที่ตนสนทนาเมื่อสักครู่กับคุณหนูนั้น เป็นการล่วงเกินนายท่านกับฮูหยินเป็นอย่างยิ่ง นางจึงรีบคุกเข่าลงกล่าวขอ¬โทษทันที
“ฮะ...ฮูหยิน บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินได้โปรดเมตตา”
คนเอ่ยแทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความกลัวเอาไว้ไม่ได้
ส่วนจ้าวเยว่ก็ได้แต่ส่งสายตามองผิงผิงด้วยความห่วงใย
“ผิงผิง ที่เจ้าเอ่ยนั้นมิได้มีอะไรไม่ดี เจ้าไปได้” จ้าวฮูหยินเอ่ยเสียงเรียบ ๆ พร้อมกับออกคำสั่ง
ผิงผิงได้ยินเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้น แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยที่สายตายังคงมองผู้เป็นนายสาวของตนด้วยความเป็นห่วง
จ้าวฮูหยินหันมามองบุตรสาวของตน สายตาในยามนี้ช่างดู¬ดุดันและจริงจังยิ่งนัก
“ส่วนเจ้า สิ่งที่เจ้าเอ่ยเมื่อสักครู่สมควรที่จะได้รับการตักเตือน ตามข้ามาที่ห้องโถง”
เมื่อจ้าวเยว่เดินตามผู้เป็นมารดาเข้ามาถึงห้องโถง ก็พบว่าทั้งบิดาและพี่ชายทั้งสองต่างก็รอกันอยู่แล้ว จ้าวเยว่เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวสุดท้าย ที่ไกลจากคนอื่นมากที่สุด นางทำราวกับว่าหากนางเข้าไปใกล้พวกเขามากกว่านี้ ร่างของนางจะถูกแผดเผา จนมลายหายสิ้น
“มานั่งตรงนี้” ผู้เป็นมารดาเอ่ยเรียก พลางส่งสายตาไปยังเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ใกล้ ๆ
จ้าวเยว่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ นางทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องทำตามคำสั่ง พี่ชายทั้งสองเห็นน้องสาวตกที่นั่งลำบากก็พยายามที่จะช่วยเหลือ
“ท่านแม่...ข้าว่า...” จ้าวหลู่เจินกำลังจะขอความเมตตาให้น้องสาว แต่กลับถูกจ้าวฮูหยินตัดบททันที
“พวกเจ้าสงบปากสงบคำเสีย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า”
ได้ยินดังนั้น พี่ชายทั้งสองก็ถึงกับต้องเงียบ ทำได้เพียงส่งสายตาเป็นกำลังใจให้น้องสาวคนเล็กเท่านั้น
จ้าวฝู่ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดในจวน เป็นคนเอ่ยเรื่องหนึ่งออกมาเอง และเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างอ่อนโยน
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเองก็เลยวัยปักปิ่นมานานแล้ว พ่อกับแม่เป็น¬ห่วงว่าเจ้าจะไม่สามารถหาบุรุษดี ๆ มาเป็นสามีได้ จึงคิดอยากให้เจ้าทำตัวเสียใหม่ นับแต่ตั้งพรุ่งนี้ไปจะมีครูมาสอนเจ้า ทั้งเรื่องตำรา การปฏิบัติตน แล้วก็พวกงานจวนงานเรือนต่าง ๆ เจ้าต้องตั้งใจเรียน เข้าใจหรือไม่”
“แต่ข้าไม่ได้อยากออกเรือนนี่ท่านพ่อ” จ้าวเยว่แย้งขึ้นมา
หากต้องออกเรือนแล้วต้องดูแลสามีและครอบครัวสามี อีก-ทั้งยังต้องทำหน้าที่สตรีหลังเรือน นางไม่เอาด้วยหรอก ไม่สู้อยู่เกาะเสาเรือนให้ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่และพี่รองเลี้ยงดูแบบนี้ดีกว่า
“ถ้าเจ้าไม่ออกเรือน แล้วภายภาคหน้า ผู้ใดจะดูแลเจ้า”
จ้าวฝู่ตำหนิกลับมาตามตรง
จ้าวเยว่สูดลมหายใจเข้าแล้วยืด¬อกตอบอย่างภาคภูมิ
“ข้าจ้าวเยว่ แม้ไม่มีสามี ก็ดูแลตัวเองได้เจ้าค่ะ”
จ้าวฝู่ส่ายศีรษะอย่างหมดหวัง แต่ก็ยังยืนยันคำเดิม
“จะอย่างไรก็เอาตามนี้ พวกเจ้าสองคนเองก็เป็นหูเป็นตาช่วยดูแลนางด้วยแล้วกัน”
เอ่ยจบจ้าวฝู่ก็ชวนภรรยาเดินออกจากห้องโถงไป ทิ้งให้สาม ¬พี่น้องมองหน้ากันอย่างจนปัญญา ทว่าผู้เป็นมารดาก็คล้ายนึก¬ได้บางอย่าง จึงหันกลับมามองที่บุตรสาวที่กำลังเข้าไปออดอ้อนให้พี่ชายทั้งสองช่วยกันปลอบโยนนาง
“จ้าวเยว่!! วันนี้ให้เจ้าไปนั่งคุกเข่าสำนึกความผิด กับคำเอ่ยที่¬ไม่รู้จักคิดของเจ้าที่หอบรรพชน เผื่อว่าบรรดาบรรพชนของสกุลจ้าว จะช่วยกล่อมเกลาเจ้าแทนแม่ได้บ้าง อ้อ...พวกเจ้าทั้งสองอย่า¬คิดช่วยนางเชียว ไม่อย่างนั้น แม่จะสั่งให้พวกเจ้าไปคุกเข่าเป็น¬เพื่อนน้องสาวของพวกเจ้าด้วย”
พอเอ่ยจบจ้าวฮูหยินก็เดินตามสามีไปทันที
ส่วนจ้าวเยว่นั้นพยายามจะโวยวายก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมารดาไม่อยู่ฟังเสียแล้ว นางจึงได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจกับพี่ชาย