ดอกเหมยแย้มกลีบเบ่งบานงดงามจนเต็มต้น สีชมพูอมขาวชูช่อสว่างสไวตัดกับความมืดมิดในยามราตรี กลีบดอกที่ทนทานนั้นแม้จะถูกพัดปลิวด้วยลมหิมะก็ไม่ร่วงหล่น ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปตามแรงลมที่พัดปลิวมาเป็นระยะ
หลิวซือซือนั่งเท้าคางมองกิ่งเหมยที่ยื่นมาเกือบจนถึงหน้าต่างของโรงเตี๊ยมที่พักพลางสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปตนเต็มปอด นานเพียงใดแล้วหนอที่เธอมายังดินแดนแห่งนี้และต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นคนที่นี่โดยไม่มีรู้ว่าจะได้มีโอกาสที่จะกลับไปหาคนที่เธอรักยังโลกใบเดิมที่เธอจากมา
"คุณหนู น้ำชาเจ้าค่ะ"
หลิวซือซือมองถ้วยน้ำชาที่โชยกลิ่นหอมกรุ่นที่ชุ่ยหลินบ่าวคนสนิทของนางรินให้อย่างเอาอกเอาใจ หลิวซือซือรับชาจากมือสาวใช้ กลิ่นหอมของชาลอยอบอวลปนเปไปกับกลิ่นดอกเหมยที่หอมหวานหลิวซือซืออมยิ้มเล็กน้อย ใบหน้างดงามผุดผ่องเพียงด้านเดียวนั้นช่างชวนให้เพ้อฝันในขณะที่อีกข้างก็ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง
หลิวซือซือเหม่อลอยทอดถอนหายใจ แม่ของเธอก็ชื่นชอบชาดอกเหมยเช่นกันช่วงเวลาที่มีความสุขได้อยู่กันพร้อมหน้าแต่ก่อนหลิวซือซือไม่คาดคิดว่าจะมีคุณค่าเพียงนี้ แต่เมื่อไม่มีโอกาสเป็นเช่นนั้นอีกหญิงสาวก็รู้สึกเสียใจอีกทั้งเสียดายที่เมื่อตอนนั้นทำสิ่งที่ควรทำน้อยเกินไป
เธอควรดีกับพ่อและแม่ให้มากกว่านี้รักพวกท่านกอดพวกท่านให้มากกว่านี้จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลังเช่นนี้อีก
"คิดถึงท่านแม่อีกแล้วหรือเจ้าคะ"
ชุ่ยหลินสาวรับใช้ผู้รู้ใจเอ่ยขึ้น คุณหนูของเธอภายนอกดูเหมือนจะหายเป็นปกติแล้วแต่ในใจนั้นยังคงเจ็บปวดและเศร้าสร้อยเพียงใดมีเพียงชุ่ยหลินเท่านั้นที่รู้ดี
"ข้าจะทำยังไงได้ล่ะชุ่ยหลินที่ผ่านมาข้าก็พยายามที่จะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขอย่างเต็มที่แล้ว แต่แม่และพ่อของข้าในโลกนั้นเล่าพวกท่านจะอยู่โดยไม่มีข้าได้อย่างไร"
ชุ่ยหลินมองนายหญิงคนงามของตนด้วยความสงสารเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่คุณหนูยอมเปิดใจบอกนางนั้นเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อเหลือเกินแท้จริงแล้วในตอนนี้นายหญิงของนางคือบุตรสาวของท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่มีความเชี่ยวชาญด้านอักษรและการปกครองอีกทั้งยังเป็นพระอาจารย์ของฝ่าบาท ถึงหลิวซือซือจะเป็นเพียงบุตรสาวของฮูหยินรองของจวนเสนาบดีแต่ฮูหยินใหญ่นั้นก็รักและเอ็นดูนางเป็นอย่างยิ่ง
น่าสงสารที่ตั้งแต่เกิดมามารดาก็เสียชีวิตลงทันทีทั้งได้ฝากฝังบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนเองไว้กับท่านเสนาบดีไม่ต้องการให้นางเข้าวัง หากเป็นเรื่องคู่ครองแล้วขอให้ท่านมหาเสนาบดีให้หลิวซือซือเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง มหาเสนาบดีหลิวฮันรักภรรยารองผู้นี้มากอีกทั้งสงสารบุตรสาวที่อาภัพมารดาตั้งแต่เกิด
เขาจึงเฝ้าเก็บนางเอาไว้ในจวนด้วยรูปร่างหน้าตาที่งดงามหยดย้อยของหลิวซือซือเขากลัวว่าอาจจะต้องตาโอรสสวรรค์หรือท่านอ๋องคนใดได้ เขาไม่ต้องการให้หลิวซือซือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองให้ลำบาก เพียงให้นางใช้ชีวิตเฉกเช่นหญิงสาวทั่วไปจึงได้เก็บบุตรีไว้ในเรือนอย่างเงียบเชียบ
เมื่อบุตรสาวโตขึ้นแม้จะซ่อนนางเพียงใดวันหนึ่งเขาก็พบว่าบุรุษที่เคยมาที่จวนของเขาเกิดพบหลิวซือซือโดยบังเอิญ หลิวซือซือที่ไร้เดียงสาของเขาได้มีใจให้คนผู้นั้นแต่ท่านเสนาบดีหลิวรู้ดีว่าเบื้องหลังบุรุษผู้นั้นโสมมเพียงใดเขาจึงหาทางที่จะขัดขวาง
ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างเขาเมื่อวันหนึ่งหลิวซือซือเกิดพลัดตกน้ำในขณะที่พายเรือเล่นในสระบัวอันกว้างใหญ่ภายในจวน นางว่ายน้ำไม่เป็นกว่าคนจะช่วยขึ้นมาได้ก็ทำให้หลิวซือซือเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ที่น่าประหลาดคือเมื่อหญิงสาวฟื้นกลับจำสิ่งใดไม่ได้ ท่านเสนาบดีจึงได้หลบซ่อนนางจากคนภายนอกอีกครั้ง ให้คนปล่อยข่าวว่าหลังตกน้ำหลิวซือซือเกิดความจำเสื่อมอีกทั้งยังสติไม่ดีอีกทั้งนางยังทำไฟไหม้ห้องตนเองและเกิดเสียโฉมเพราะถูกไฟคลอกมาตั้งแต่นั้น ในขณะที่หลิวซือซือผู้เซื่องซึมไม่ว่าท่านพ่อของนางจะให้ทำตัวเช่นไรนางก็หาได้โวยวายอีกทั้งยังเกิดภาวะเศร้าหมองร้องไห้อยู่ตลอดเวลา
เรื่องเหลวไหลพวกนี้หลิวซือซือย่อมรู้ดีว่าเป็นเพียงอุบายของบิดาและรู้ดีว่าตนเองนั้นไม่ได้บ้าแต่ประการใด นั่นเป็นเพราะเธอไม่ใช่คนที่นี่ ในร่างนี้เป็นเพียงวิญญาณของหลิวซือซือผู้หนึ่งที่ย้อนเวลามาด้วยอุบัติเหตุจนมาอาศัยอยู่ในร่างนี้ก็เท่านั้น
ย้อนไปเมื่อห้าปีที่แล้วภาพความทรงจำสุดท้ายที่ยังอยู่ในสมองของหลิวซือซือคือภาพที่รถของเธอลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วกระแทกลงมาอย่างหนักจนเธอชาไปทุกส่วนของร่างกาย เธอมองเห็นพ่อสลบไสลอยู่ข้างๆ พร้อมกับเลือดที่อาบทั่วร่าง เธอมองไปรอบรถเห็นคนขับรถถูกอัดก๊อบปี้ด้วยถุงลมนิรภัยไม่รู้เป็นหรือตายแล้วภาพต่างๆ ก็เลือนรางไปในที่สุด
เมื่อรู้สึกตัวเธอก็กลายมาเป็นคุณหนูแห่งจวนมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายของราชวงศ์โจวแห่งแคว้นเหลียงไปแล้ว ไม่รู้ว่าสวรรค์กลั่นแกล้งหรืออย่างไรทำให้เธอย้อนเวลามาเป็นร้อยปีแล้วมาอยู่ในร่างของหลิวซือซือผู้หญิงที่มีชื่อและหน้าตาเหมือนกันกับเธอราวกับคนเดียวกัน
ในตอนแรกเธอไม่กล้าพูดคุยกับใครแม้แต่คนเดียว ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจ ทุกอย่างที่กระทำเหมือนหุ่นยนต์ไม่มีชีวิตชีวาจนคิดจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง ท่านมหาเสนาบดีมีหน้าตาคล้ายคลึงกับบิดาของเธอช่วยดึงสติเธอมาได้ เธอตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งในดินแดนที่เธอไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่นิดเดียว
เธอต้องแกล้งทำเป็นความจำเสื่อม เรียนรู้ที่จะอยู่ที่นี่เหมือนเด็กผู้หนึ่งในใจยังหวังอยู่ตลอดเวลาว่าจะสามารถกลับไปหาแม่และพ่อของเธอได้ แม้ไม่รู้ว่าจะต้องกลับไปด้วยวิธีใดก็ตาม
หลิวซือซือหยิบกระจกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเพ่งพิศหน้าของตนเองภายใต้แสงเทียน แสงตะเกียงรำไรไม่สว่างมากนักแต่เธอก็ยังมองเห็นใบหน้าของตนเองได้อย่างชัดเจน
นิ้วเรียวขาวผ่องลูบไล้ใบหน้าด้านซ้ายที่งดงามไร้ไฝฝ้าราคีอันใด ส่วนด้านขวามีรอยแผลเป็นเล็กๆ เต็มใบหน้าคล้ายรอยแผลไฟไหม้กระจายทั่วพวงแก้ม
รอยแผลนี้ได้มาจากอุบายของบิดาเสนาบดี เขาสั่งช่างทำหน้ากากฝีมือดีจากต่างแคว้นทำหน้ากากแผลเป็นนี้มาให้เธอโดยเฉพาะ
ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าหลิวซือซือมีใบหน้าที่งดงามผุดผ่องราวกับเทพเซียน
ใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มจิ้มลิ้มสีแดงสดเย้ายวนโดยธรรมชาติ ดวงตากลมโตสะท้อนออกมาถึงความหยาดเยิ้มชวนหลงใหลขนตายาวงอนราวกับปีกผีเสื้อ
หลิวซือซือรู้สึกมีความสุขที่บิดาทำเช่นนี้ การใช้ชีวิตเป็นภรรยาในโลกโบราณแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยไหนจะต้องทนช้ำใจเพราะสามีสามารถมีภรรยากี่คนก็ได้ตามต้องการอีกทั้งสังคมศักดินาก็กดขี่ข่มเหงสตรียิ่งนัก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่หลิวซือซือไม่อาจทนได้
"คุณหนูเจ้าคะ ดื่มเสียหน่อยนะอย่าเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ"
หลิวซือซือยิ้มให้ชุ่ยหลิน บ่าวผู้นี้จงรักภักดีกับเธอเป็นอย่างยิ่งแม้เธอจะโวยวายหรือจะเล่าเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้ชุ่ยหลินฟัง
สาวรับใช้คนนี้ก็ตั้งใจไฟโดยไม่เคยกล่าวหาว่าเธอเป็นบ้าไปแล้วเลยสักครั้ง
ชุ่ยหลินเป็นเด็กสาวซื่อๆ คนหนึ่งเติบโตในจวนอีกทั้งยังมีอายุน้อยกว่าหลิวซือซือเพียงปีเดียว
หลิวซือซือคนเก่าสอนให้ชุ่ยหลินอ่านเขียนรักนางเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง
ส่วนชุ่ยหลินนั้นเป็นเด็กกำพร้าเติบโตขึ้นมาก็มีเพียงแต่คุณหนูเท่านั้น
นางจึงยอมรับหลิวซือซือในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ข้างในร่างคุณหนูชุ่ยหลินก็พร้อมที่จะดูแลอย่างเต็มที่ กางปีกปกป้องนางจนหลิวซือซือรู้สึกอบอุ่นใจและกล้าที่จะบอกเล่าความในใจที่ตนเองแสนจะอึดอัดให้ชุ่ยหลินฟัง
หลิวซือซือยกชามาดื่มจนหมดจอก ชุ่ยหลินยิ้มและรินชาให้หลิวซือซืออีกจอกรสชาติของชาดีเป็นอย่างยิ่งแต่หลิวซือซือยิ่งกินยิ่งรู้สึกกระหายน้ำและเกิดอาการคอแห้งขึ้นมา
"ชุ่ยหลินมีน้ำเปล่าหรือเปล่า"
"มีเจ้าค่ะแต่น้ำเย็นมากแล้วคุณหนูสุขภาพไม่ดีดื่มน้ำอุ่นหน่อยดีหรือไม่บ่าวจะไปนำมาให้"
"ดีสิ"
ชุ่ยหลินจึงรีบออกไปเพื่อนำน้ำมาให้คุณหนูของตนเอง หลิวซือซือรินน้ำชาให้ตนเองอีกหลายจอกรู้สึกว่ายิ่งกินยิ่งกระหายน้ำมากขึ้น
นางคิดว่าชาชนิดนี้อาจมีสิ่งใดผิดปกติไม่นานก็รู้สึกรุ่มร้อนเป็นอย่างยิ่งลมเย็นพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง หลิวซือซือหยิบผ้าคลุมหน้าและเสื้อคลุมของตนเองคิดจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย
หญิงสาวเดินออกไปนอกห้องพักหลิวซือซือมองอย่างแปลกใจที่ไม่เห็นองครักษ์หน้าห้องของตนเอง คิดว่าพวกเขาอาจไปกินข้าวหรือทำธุระอย่างอื่นถึงจะรู้สึกอยู่บ้างว่าผิดปกติก็ไม่ทันคิดว่าตนเองจะเป็นอันตรายอันใด
หลิวซือซือเดินตามทางเดินของโรงเตี๊ยมมาเรื่อยๆ เป็นเพราะความปลอดภัยของเธอองครักษ์หลงจึงได้เหมาทั้งชั้นสามที่เป็นชั้นสูงสุดของโรงเตี๊ยมให้เธอและองครักษ์
โรงเตี๊ยมแห่งนี้นับว่ากว้างขวางไม่น้อยหลิวซือซือเดินไปรอบ ๆ ลมพัดเย็นโชยกลิ่นดอกเหมยมาหากในยามปกติหลิวซือซือต้องรู้สึกหนาวสั่นแล้ว แต่ในตอนนี้หญิงสาวกลับรู้สึกว่าตนเองร้อนยิ่งกว่าเดิม
"หรือชาจะมีสิ่งใดผิดปกติ"
หลิวซือซือเดินมาเรื่อย ๆ ทางเดินสว่างไปด้วยโคมที่ห้อยเป็นแพต่อกัน หญิงสาวรู้สึกมึนศีรษะคล้ายคนที่กำลังเมาสุรา
ร่างกายของเธอมีสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ เธอรู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายของตนเองสูงขึ้นเธอกำลังตัวร้อน
หลิวซือซือจึงคิดกลับเข้าห้องเดินวนกลับมาทางเดิมในตอนนี้เห็นองครักษ์อยู่หน้าห้องแล้ว
หญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าเดินไปยังห้องของตนเองเมื่อหยุดอยู่หน้าห้องกลับถูกทหารสองนายขวางทางเอาไว้
หลิวซือซือสะลึมสะลือมองหน้าพวกเขาไม่ชัดคล้ายตนเองกำลังตกอยู่ในความฝัน เธอคิดว่าตนเองได้ก้าวเข้ามาในห้องแล้วทั้ง ๆ ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู
หลิวซือซือถอดเสื้อคลุมออกโดยไม่รู้ตัวในขณะที่เธอกำลังจะถอดเสื้อผ้าของตัวเองเพราะรู้สึกร้อนราวกับมีบางอย่างลวกผิวพลันถูกมือเรียวของคนผู้หนึ่งลากเข้าไปในห้อง
เธอมองหน้าคนผู้นั้นไม่ชัดนักคิดในใจว่าอาจเป็นชุ่ยหลินนั่นคือความรู้สึกสุดท้ายที่ตนเองรับรู้ว่าตนเองคือใคร
เมื่อไร้ซึ่งสติหลิวซือซือก็เริ่มถอดเสื้อผ้าออกตั้งแต่หน้าประตู เธอถอดออกทีละชิ้นอีกทั้งแข้งขาก็รู้สึกอ่อนจนแทบจะล้มสุดท้ายหลิวซือซือก็ได้แต่คลานเข่าค่อย ๆ ขยับร่างกายที่ร้อนรุ่มของตนเองไปที่เตียงก่อนที่เธอจะสิ้นสติอยู่ตรงนี้
ในที่สุดหญิงสาวก็แบกร่างที่หนักอึ้งรุ่มร้อนของตนเองขึ้นนอนบนเตียงสำเร็จ ร่างกายเหมือนขาดอะไรบางอย่างหิวโหยในสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไรปากและลำคอแห้งผาก
หลิวซือซือบิดร่างไปมามือปะป่ายตามเนื้อตัวตนเองไปมาอย่างทุรนทุรายเพื่อคลายอาการร้อนรุ่มที่เริ่มจู่โจมเธอหนักขึ้น
สมองของหลิวซือซือมึนงง รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองอีกทั้งยังกระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง ลำคอแห้งผากจนต้องแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากของตนเอง
ร่างเปล่าเปลือยนอนอยู่บนเตียง ส่งเสียงครางออกมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่สำคัญทุกครั้งที่มือของเธอสัมผัสเนื้อตัวของตนเองกลับรู้สึกดีขึ้น อีกทั้งผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
หญิงสาวกำลังบีบเคล้นเต้านมอวบใหญ่ของตนเองเล่นอีกทั้งยังเสียดสีส่วนของความเป็นหญิงเข้ากับหมอนข้าง นั่นทำให้เธอรู้สึกสบายจนต้องครางออกมา
ภายในห้องนี้หลิวซือซือหารู้ไม่ว่าไม่ได้มีเพียงนางที่อยู่ลำพังอีกต่อไปแล้ว กลับมีบุรุษรูปร่างสูงองอาจใบหน้าหล่อเหลาในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่ง กำลังนั่งจิบสุรามองเธอราวกับเป็นอาหารมื้อค่ำที่แสนโอชะ
สตรีผู้นั้นที่เปลื้องอาภรณ์ต่อหน้าเขาอีกทั้งยังเล่นกับตนเองส่งเสียงครางยั่วยวนให้เขาเข้าหาอย่างไร้ยางอายผู้นั้นแทบทำให้เขาสำลักสุราออกมา
เขาลูบมังกรยักษ์แข็งแรงใหญ่โตของตนเอง มันตั้งชันจนแทบจะปริแตกสตรีร่างอรชรเอวคอดกิ่วผู้นั้นช่างแสนยั่วยวน
โจวเจ๋อฮั่นยอมรับว่าตกตะลึงไม่น้อยที่เห็นใบหน้าอัปลักษณ์ของนาง
แต่เหตุไม่รู้นางจึงได้ดึงดูดใจเขาได้เพียงนี้
นางที่กำลังอ้าขาบดกลีบอวบอูมของตนเองกับหมอนข้างกำลังหลอกล่อให้เขาบดเบียดมังกรอันแข็งแกร่งกระแทกร่างของนางเช่นนั้นหรือ
สตรีร่านสวาทแห่งหอโคมเขียมผู้นี้ช่างน่าอร่อยเป็นอย่างยิ่ง
โจวเจ๋อฮั่นอ๋องนักรบหนุ่มแห่งแคว้นเหลียงอนุชาร่วมสายโลหิตของฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว
จากเมืองหลวงไปประจำการอยู่ชายแดนมาหลายปี ชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องความเหี้ยมโหดและไม่สนใจผู้ใด
อีกทั้งยังมีนิสัยเย่อหยิ่ง หากไม่พอใจผู้ใดอย่าได้คิดจะใช้กฎหมายเข้าต่อรองกับเขา
สิ่งที่เขาคิดคือหากฆ่าได้เขาย่อมไม่ลังเลที่จะเอาชีวิต เก่งกาจปราบศัตรูอีกทั้งไม่ว่าฝ่าบาทจะมีพระประสงค์ให้ทำการศึกเพื่อโจมตีแคว้นใด
โจวเจ๋อฮั่นผู้นี้สามารถสนองพระราชโองการได้อย่างรวดเร็ว
สมญานามอ๋องปีศาจของเขาจึงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้า
บัดนี้เบื้องหน้าของเขาคือนางโลมผู้หนึ่ง ที่มีเรือนกายงดงามเป็นอย่างยิ่ง แต่ใบหน้าของนางที่ดูเหมือนว่าจะมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดอยู่บนนั้นทำให้เขาขมวดคิ้ว
สตรีผู้นี้ย่อมเป็นผู้ที่เจ้าอี้เหวินส่งมาจากหอนางโลมเป็นแน่ หากเป็นผู้อื่นคงได้ไล่นางผู้นี้ออกไปจากห้องแล้ว แต่สำหรับท่านอ๋องไม่คิดเช่นนั้นเขาเพียงแต่ส่งยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
หากไล่นางออกไปย่อมทำให้เจ้าอี้เหวินผู้นั้นหัวเราะเยาะ ในเมื่อเขาต้องการเพียงร่างกายของสตรีเหตุใดต้องสนใจใบหน้าของนางกันเล่า
เรือนร่างของนางงดงามปานนั้นหากปรนนิบัติถูกใจเขา
ไม่แน่เขาอาจเลี้ยงนางไว้คอยอุ่นเตียงก็เป็นได้ สตรีไม่ว่าจะมีใบหน้างดงามเพียงใดหากไม่ต้องใจแล้วก็เป็นเพียงแค่สตรีทั่วไปเท่านั้น
แต่นางผู้นี้ดูเหมือนจะใจกล้าไม่น้อย ทั้งๆ ที่มีใบหน้าน่าเกลียดเพียงนี้กลับยังคงความมั่นใจไม่หวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
อ๋องหนุ่มก้าวเท้ายาวพลางเสื้อของตนเองออก เพียงนั่งลงข้างเตียงเสียงครางแผ่วหวานของสตรีผู้นั้นพลันเปล่งออกมา เขายกยิ้มเย็นชาแล้วเอ่ยว่า
“เจ้าช่างประหลาดยิ่ง แต่ถูกใจข้านัก”
“น้ำ ข้าหิวน้ำ”
บัดนี้ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของหลิวซือซือกลับเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตนเองนั้นคือสาวใช้คนสนิท
นางจับมือของชุ่ยหลินเอาไว้แล้วร้องขอด้วยน้ำเสียงแผ่วหวานยั่วยวนโดยที่ตนเองนั้นไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นหรือ”
อ๋องหนุ่มตั้งใจเดินไปรินน้ำให้นาง ข่มความกระหายไว้ภายในอาภรณ์ที่ถอดออกก็มีเพียงครึ่งบน
เผยร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยบาดแผลออกมา เมื่อนางโลมผู้นี้เห็นร่างกายนี้เต็มตานางกลับเลียริมฝีปากแล้วโถมกายเข้าโรมรันเขาทันใด
“ไม่ดื่มน้ำแล้วหรือ”
เขาเอ่ยออกมาเพียงครึ่งคำก็ถูกแม่นางผู้นี้จู่โจมริมฝีปากเข้าแล้ว หลิวซือซือครั้นบังเอิญถูกมือของบุรุษผู้นี้สัมผัสร่างกายของตนเองเข้าโดยบังเอิญ
นางพลันรู้สึกดียิ่งสติที่มีขาดสะบั้น เห็นริมฝีปากบางของเขาคล้ายบ่อน้ำ ภายในใจร่ำร้องให้ลิ้มลองจึงกระโจนเข้าใส่เขาทันใด
เมื่อได้สัมผัสยิ่งรู้สึกดีขึ้น ประดุจตนเองกำลังตกอยู่ในความฝัน มัวเมาในรสจุมพิตหื่นกระหายที่เขามอบให้
หลิวซือซือสะดุ้งเมื่อลิ้นสัมผัสลิ้น ถึงจะรู้สึกดีและวาบหวิวอย่างถึงที่สุด กระนั้นนางก็ไม่รู้จะวางลิ้นตนเองไว้ตำแหน่งไหนด้วยเพราะไร้เดียงสาในเรื่องบนเตียง
เมื่อนางถูกเขาดูดลิ้นของนางอีกทั้งยังค้นหาความหอมหวานภายในหลิวซือซือที่รู้สึกราวกับกำลังขึ้นสวรรค์ด้วยความอ่อนหวานนี้จึงเลียนแบบท่าทางของเขาทันที
"อ๊า ข้ารู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง"
ความไร้เดียงสาของนางทำให้อ๋องหนุ่มสัมผัสได้ หญิงร่านนางนี้กล้าแม้กระทั่งใช้มารยาหญิงอ่อนต่อเรื่องโลกีย์กับเขาเชียวหรือ
เขาเหยียดยิ้มมุมปากในขณะที่กำลังครอบครองริมฝีปากนางอยู่
แต่แล้วท่านอ๋องต้องถอนจุมพิตออกมาเพ่งพิศใบหน้าเนียนสวยนั้นเมื่อรับรู้ถึงความเหนียวหนืดที่หลุดมาติดใบหน้าเขา
การเสียดสีใกล้ชิดกันอย่างมากทำให้หน้ากากแผลเป็นของหลิวซือซือหลุดออกมา อ๋องหนุ่มจ้องมองด้วยความสงสัย
มือเรียวหยาบด้วยจับกระบี่มานานปีจึงค่อย ๆ ไล้สัมผัสที่แก้มนวลเนียนของหญิงสาว
โจวเจ๋อฮั่นกัดปากใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อเขาเริ่มดึงสิ่งที่เหมือนแผลเป็นจนคล้ายเนื้อหนังที่น่าสยดสยองนั้นออกช้าๆ
ในขณะที่หลิวซือซือบัดนี้ถูไถกลีบอวบของตนเองกับหน้าขาของเขาและมือของนางยังซุกซนสัมผัสปลายถันเล็กของเขาด้วยความสงสัย กล้ามเนื้อของคนผู้นี้แน่นไปทุกส่วนยิ่งสัมผัสยิ่งรู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง
จวบจนโจวเจ๋อฮั่นดึงหน้าปลอมออกมาจนหมดเมื่อเห็นใบหน้าที่แท้จริงของสตรีนางนี้ทำให้โจวเจ๋อฮั่นแทบลืมหายใจ
นางงดงามเช่นนี้อีกทั้งใบหน้านี้หาได้อัปลักษณ์แต่อย่างใด
ใบหน้าที่เทพเซียนบนสวรรค์ยังต้องอับอายงดงามจนหมูมวลผกาต้องโศกศัลย์เหตุใดจึงได้ปิดบังอำพรางไว้เช่นนี้
"หรือเจ้าอี้เหวินต้องการกลั่นแกล้งข้า คิดจะลองใจข้าให้ขับไล่เจ้าออกไปเช่นนั้นหรือ"
โจวเจ๋อฮั่นหัวเราะให้กับความคิดเด็ก ๆ ของสหายคนสนิทแล้วเอ่ยว่า
"เจ้าแพ้ข้าแล้วเจ้าอี้เหวิน ในที่สุดข้าก็จับคนงามได้แล้วและข้าไม่คิดจะปล่อยนางไป"
ในขณะที่โจวเจ๋อฮั่นกำลังตกตะลึง สตรีผู้นี้พลันเอ่ยวาจาประหลาดออกมา
"ท่านเทพช่วยซือซือด้วยเจ้าค่ะ ซือซือร้อนเหลือเกินเจ้าค่ะ ช่วยซือซือด้วยจับตรงนี้ของซือซือจะได้หรือไม่"
นางโลมไร้ยางอายผู้นี้จับมือของเขาไปจับหน้าอกอวบล้นของตนเอง สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขาคือปทุมถันงดงามอวบล้นคู่หนึ่งโจวเจ๋อฮั่นกลืนน้ำลายเหนียวลงคอทันทีที่ได้สัมผัสความเนียนนุ่มนั้นแทบทำให้เขาคลั่งจนระเบิดออกมา
"เจ้าช่างร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง"
"ท่านเทพเจ้าขาช่วยซือซือด้วย จับแรงๆเลยเจ้าค่ะ มีตรงนี้อีกเพียงได้สัมผัสท่านซือซือก็รู้สึกดีมากๆเลย"
หลิวซือซือที่ไร้สติเข้าใจว่าเขาคนนี้คือเทพเซียนที่มาช่วยปลดปล่อยตนเองไปแล้ว
นางขยับกายเสียดสีตนเองกับหน้าขาของเขาอีกทั้งยังจับมือของเขามาสำรวจความคับแน่นของตนเองที่บัดนี้น้ำหวานไหลเยิ้มจนล้นออกมาด้วยความต้องการ
โจวเจ๋อฮั่นยกยิ้มชั่วร้าย เขาขยับปลายนิ้วไปตามความต้องการของนางเพียงแค่คิดว่าคงจะแค่จับต้องเท่านั้น
ของสงวนของสตรีชาตินี้เขาไม่เคยคิดจะใช้ริมฝีปากช่วยเหลือนางดั่งเช่นตำราปกขาวเคยบอกไว้อย่างโจ่งแจ้ง
ปากของเขาจะเกลือกกลั้วของที่มีบุรุษหลายคนใช้งานได้อย่างไร เพียงจับต้องเขาก็รู้สึกว่าตนเองรังเกียจแล้ว
สตรีของเขาต้องเป็นของเขาเพียงผู้เดียว แต่ในเมื่อสตรีผู้นี้เป็นผู้ที่เจ้าอี้เหวินคัดเลือกมาแล้วย่อมเรียกได้ว่าคงสะอาดพอสมควรเขาจึงยินดีที่จะใช้มือกับส่วนนั้นของนาง
จวบจนนางผู้นั้นส่งเสียงครางเมื่อเขาไล่บีบบี้คลึงในส่วนกลีบเกสร นางโน้มตัวมากัดริมฝีปากเขาจูบเขาอย่างกระหายในขณะที่โจวเจ๋อฮั่นตอบสนองนางอย่างรุนแรงเช่นกัน
เขาค่อยๆ ดันปลายนิ้วเข้าไปในช่องทางสวาทของนางและสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงคือนางผู้นี้ชางคับแคบเป็นอย่างยิ่ง
เขาผ่านสตรีมาไม่น้อยที่พร้อมถวายตัวให้เขาเหตุใดสตรีผู้นี้ที่ใช้เรือนร่างหาเงินถึงได้ยังคงรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้
และนี่คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกผิดสังเกต นางเรียกเขาว่าเทพเซียนในคราแรกเขาเพียงคิดว่านางกำลังแสดงบทบาทบนสวรรค์ให้เขาตื่นเต้น
ดูจากอาการของนางแล้วเหมือนกับว่านางกำลังถูกวางยา เจ้าอี้เหวินแม้จะต่ำช้าไปบ้างแต่กับสตรีเขาไม่เคยบีบบังคับแล้วเหตุใดสตรีผู้นี้จึงถูกวางยา
แต่ในเวลานี้โจวเจ๋อฮั่นก็ไม่อาจยับยั้งชั่งใจตนเองได้ในทันที นางยั่วเขาร่างกายนุ่มนิ่มอ่อนหวาน
จุมพิตที่ดูดดื่มทำให้เขายากแล้วที่จะถอนกาย เขาต้องการนางต้องการเข้าไปในร่างของนางและปลดปล่อยความต้องการออกมา ส่วนเรื่องอื่นนั้นเขาค่อยถามเอาความจริงกับเจ้าอี้เหวิน
หลิวซือซือถึงกับสะดุ้งด้วยความรู้สึกประหลาด นางเจ็บแสบในส่วนนั้นสติของนางไม่แจ่มชัดนัก ร่างกายยังร้อนรุ่มดุจไฟเผา
ยิ่งเขาออกห่างนางยิ่งรู้สึกไม่พอใจ มีเพียงร่างเลือนรางนี้ที่ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นได้แต่เทพเซียนผู้นี้ดูเหมือนจะหยุดการกระทำของเขาแล้ว
หลิวซือซือขยับสะโพกตนเองเข้าหานิ้วของเขาดูดปากของเขาพลางอ้อนวอนอย่างทรมาน
“ท่านได้โปรดอย่าหยุด ช่วยข้าเถิดได้โปรด”
นางครางออกมาเสียงแผ่ว จู่โจมเขาด้วยร่างกายและน้ำเสียงกระเส่าโจวเจ๋อฮั่นบัดนี้สติหลุดไปแล้วเขาต้องการนางเช่นกัน
นางผู้งดงามและอ่อนหวานนางผู้ที่เหมาะกับเขาเป็นอย่างยิ่ง ยังไม่ทันที่โจวเจ๋อฮั่นจะถอดกางเกงเพื่อจัดการสตรีร่านรักนางนี้ให้สำเร็จ
เสียงรายงานของทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูพลันดังขึ้น
“ทูลท่านอ๋อง นางโลมจากหอซิ่วแดงขอเข้าเฝ้าสองนางพ่ะย่ะค่ะ”
โจวเจ๋อฮั่นขมวดคิ้ว มองสตรีที่กำลังนัวเนียร่างเขาแล้วตอบเสียงเข้มว่า
“ให้เงินพวกนางไปแล้วให้กลับไปได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าอี้เหวินผู้นั้นคิดจะให้เขาร่วมเตียงกับสตรีพร้อมกันถึงสามคนเลยหรือ ในยามนี้นอกจากนางเขาหาได้มีอารมณ์เล่นกับผู้อื่นอีกแล้ว
อย่างน้อยเจ้าอี้เหวินก็ส่งสตรีที่ถูกใจเขายิ่งนักมาให้ผู้หนึ่ง ครานี้เขาถูกนางผลักลงเตียงแล้วกระโจนเข้าหา ทั้งร้อนแรงและหื่นกระหายยิ่งนัก
เขาดูดริมฝีปากของนางกกกอดนางไว้ดันนิ้วเข้าไปภายในของนางให้ลึกยิ่งขึ้น เตรียมร่างกายของนางให้พร้อมไม่ต้องการให้นางเจ็บปวดมากเกินไปเมื่อต้องรับพลังอันใหญ่โตของเขา
หลิวซือซือแอ่นอกเข้าเสียดสีกับอกกว้างของเขาโจวเจ๋อฮั่นเพียงแต่ขยำหน้าอกของนางเท่านั้นเขาอย่างไรก็ไม่ยอมที่จะก้มลงดูดกลืนความใหญ่โตเอาไว้
ด้วยยังยึดมั่นใจอุดมการณ์ของตนว่าหากไม่ใช่สตรีที่เขาผูกพันแล้วจะไม่ยอมใช้ปากกับนางเป็นอันขาด
หลิวซือซือถูกเขาทรมานด้วยปลายนิ้ว ร่างทั้งร่างสั่นระริกความรู้สึกที่คล้ายว่ายังไม่ถูกเติมเต็มสักทีทำให้นางต้องการมากขึ้น
บางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่ยิ่งกว่านิ้วมือของเขา หญิงสาวดันร่างของตนเองส่ายสะโพกยั่วยวนแล้วเอ่ยว่า
"ท่านเซียนเจ้าขาซือซืออยากได้ที่ใหญ่โตกว่านี้ ท่านพอมีสิ่งใดช่วยซือซือได้บ้างเจ้าคะ"
โจวเจ๋อฮั่นแทบจะสำลักออกมาเมื่อคำพูดที่ร้องขอของนางช่างเปิดเผย สตรีนางนี้คงพร้อมมากแล้วและเขาก็พร้อมมากเช่นกัน
แต่แล้วคล้ายว่ามีมารผจญเมื่อมีเสียงคล้ายผู้คนกำลังต่อสู้อยู่ด้านนอก พลันทหารยามของเขาถูกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งถีบเข้ามาภายในห้องจนกระอักเลือดอยู่เบื้องหน้า
ด้วยสัญชาตญาณนักรบ ท่านอ๋องใช้ผ้าห่มคลุมร่างตนเองและหญิงงามในอ้อมกอดก่อนจะอุ้มนางขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวแล้วใช้อีกมือซัดคนร้ายที่ถือกระบี่พุ่งเข้ามาหมายเอาชีวิตของเขา
เพียงแค่ฝ่ามือเดียวของท่านอ๋องก็ทำให้คนร้ายกระอักเลือดจนล้มลง เขาวางนางลงที่เตียงใช้ผ้าห่มมัดร่างของนางไว้เมื่อเห็นว่าสตรีผู้นั้นดิ้นรนที่จะมาวุ่นวายกับร่างกายของเขา
ยาที่นางถูกวางคงรุนแรงไม่ใช่น้อย
หลิวซือซือยังไม่รู้ตนเอง อาภรณ์ที่สัมผัสรัดร่างกายทำให้นางแสบร้อนยิ่ง
บัดนี้นางต้องการเนื้อหนังเปล่าเปลือยของคนผู้นั้นเพื่อมาช่วยบรรเทา จึงร้องโวยวายให้เขาปล่อยอีกทั้งยังขอร้องทั้งน้ำตานองใบหน้า
บุรุษผู้อยู่ด้านหน้าเพียงแสยะยิ้มเย็นชา เมื่อมัดนางแน่นหนาแล้วจึงกระโจนเข้าไปต่อสู้กับเหล่านักฆ่าอย่างเหี้ยมโหด ฉับพลันเสียงกรีดร้องของนางทำให้เขาต้องหันกลับมามอง
นางเงียบเสียงไปแล้วมีคนผู้หนึ่งใช้ยาทำให้นางสลบอีกทั้งกำลังอุ้มนางขึ้นบ่า
โจวเจ๋อฮั่นก้าวเข้ามาขวางพร้อมสังหารคนผู้นั้นอย่างว่องไว ด้วยไม่อยากปล่อยนางไว้ลำพังจึงได้แต่มือหนึ่งอุ้มนางเอาไว้ อีกมือหนึ่งกุมดาบต่อสู้กับศัตรู
ทหารองครักษ์ของเขากรูเข้ามาทันท่วงที สังหารนักฆ่าจนหมดสิ้นเสียงการต่อสู้ทำให้คนที่พักอยู่ด้านล่างต่างหนีกระเจิง
เมื่อเหตุการณ์สงบหลงจู๊เจ้าของโรงเตี๊ยมรีบนำคนของเขาขึ้นมาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
เห็นคนตายหลายคนอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เขาถึงกับขาสั่นแทบจะทรุดลงไป คราวนี้ตายกันมากเกินไปแล้ว
โจวเจ๋อฮั่นเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยว่า
"ค่าเสียหายข้าจะชดเชยให้อย่างงาม ไม่ต้องกังวลไป"
"ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณนายท่าน"
ท่าทางสูงศักดิ์ของโจวเจ๋อฮั่นทำให้เขาปาดเหงื่อ อย่างน้อยก็คงได้เงินชดเชยไม่น้อย โจวเจ๋อฮั่นจึงเอ่ยถามออกมาว่า
"ข้าเหมือนเห็นคนแปลกหน้าอยู่ที่ชั้นสามในฝั่งนี้ ข้าสั่งเหมาทั้งชั้นไปแล้วเหตุใดยังมีคนนอก"
ครานี้หลงจู๊ปากสั่น โรงเตี๊ยมของเขาใหญ่โตกว้างขวางเพียงนี้อีกทั้งนายท่านทั้งสองก็อยู่คนละฝั่งเขาย้ำคนฝั่งนั้นแล้วว่าห้ามเดินมาทางนี้จึงจะยอมให้พักเหตุใดจึงเพ่นพ่านมาให้ถูกจับได้
"นายท่านข้าเองก็จนใจแต่เพราะคืนนี้ทุกที่ล้วนเต็มหมด อีกอย่างโรงเตี๊ยมของข้ากว้างขวางคนที่ขอพักก็น่าสงสารเป็นเพียงคุณหนูบอบบางและบ่าวไม่กี่คนขอนายท่านมีเมตตาอย่าตำหนิผู้น้อยเลย"
โจวเจ๋อฮั่นมองคนผู้นั้นจนเขาขาอ่อนแล้วเอ่ยว่า
"โทษฐานโกหกข้ามีโทษอย่างไรไม่รู้หรือ"
"นายท่านข้าขอร้อง ห้องของท่านข้าจะเปลี่ยนให้ใหม่ให้เด็กเตรียมให้เรียบร้อยนายท่านโปรดอภัยให้ข้า อีกอย่างพวกท่านถูกคนตามฆ่าทำโรงเตี๊ยมข้าเสียหายเพียงนี้ข้าก็ตกใจไม่น้อย"
หลงจู๊คุกเข่าลงอ้อนวอนจนโจวเจ๋อฮั่นรำคาญ สุดท้ายก็ไล่เขาไปคนผู้นั้นจึงปาดเหงื่อลุกขึ้นเดินจนแทบวิ่งลงไปด้านล่างอย่างเร็ว
เขามองสตรีที่ตนเองยังอุ้มเอาไว้ราวกับกระสอบนุ่นนุ่มนิ่มแล้วคิดว่าตนเองยังไม่ได้รับการปลดปล่อย
คืนนี้แม้จะมีเหตุไม่คาดฝันถูกลอบสังหารแต่บุรุษที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชนก็ยังคงต้องการสานต่อเรื่องที่พวกเขาได้เริ่มให้เสร็จสิ้น
เขาสั่งให้คนของเขาเก็บกวาดศพให้เรียบร้อยแล้วเอ่ยว่า
"เป็นฝีมือผู้ใดไปสืบมาให้แน่ชัด"
"พ่ะย่ะค่ะ" หลังรับคำทหารองครักษ์ก็หายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
คนของหลงจู๊รีบมาเชิญเขาไปยังห้องใหม่ที่เตรียมให้ในขณะที่โจวเจ๋อฮั่นกำลังพาสตรีในอ้อมแขนไปต่อเรื่องที่พวกเขาเริ่มให้เสร็จในห้องใหม่น้้นเสียงร้องของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
'คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ เป็นคุณหนูจริงๆ ด้วย"
ชุ่ยหลินที่ตามหาหลิวซือซืออยู่นานจวบจนได้ยินเสียงต่อสู้กันดังขึ้น ฝั่งนั้นเป็นฝั่งที่หลงจู๊ห้ามพวกนางโผล่มาเป็นอันขาดคุณหนูอาจเผลอเดินมาที่นี่ก็เป็นได้
ชุ่ยหลินมาพร้อมองครักษ์หลงจึงตกใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นสตรีผู้หนึ่งท่าทางคล้ายคุณหนูอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษร่างสูงผู้หนึ่ง
และยิ่งเดินเข้ามาใกล้นางก็ยิ่งแน่ใจว่าคือคุณหนูเป็นแน่
“บังอาจ”
ชุ่ยหลินและองครักษ์ของหลิวซือซือชะงักอยู่ตรงนั้นเมื่อถูกคนของโจวเจ๋อฮั่นขวางทางเอาไว้
ยิ่งเห็นศพที่นอนตายเกลื่อนอยู่เบื้องหน้าชุ่ยหลินแทบจะล้มลงจนต้องจับมือขององครักษ์หลงเอาไว้
นางหายไปเพียงชั่วครู่อีกทั้งองครักษ์หลงก็ฝากฝังนางไว้เป็นอย่างดีในขณะที่เขาไปทำธุระส่วนตัวคุณหนูกลับหายตัวไปแล้วในขณะที่องครักษ์ที่ดูแลคุณหนูต่างก็สลบอยู่ไม่ไกลนัก
โจวเจ๋อฮั่นปรายตามองชุ่ยหลิน ในขณะที่สาวใช้ผู้นั้นพยักหน้าหงึกหงักอีกทั้งยังน้ำตาร่วงออกมาราวกับสายน้ำ ปากก็ละล่ำละลักอธิบาย
"นายท่านเจ้าขา นั่นคือคุณหนูของข้าเจ้าค่ะ นางหายตัวไปข้าตามหาเสียนาน เหตุไฉนนางถึงมาอยู่กับนายท่านในสภาพเยี่ยงนี้ ได้โปรดปล่อยคุณหนูด้วยเจ้าค่ะนายท่าน เป็นความผิดของบ่าวเองที่ดูแลคุณหนูไม่ดี แล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะเหตุใดคุณหนูไม่ได้สติเช่นนั้น"
โจวเจ๋อฮั่นมองหน้าสาวใช้ผู้อ้างตนว่าสตรีผู้นี้คือนายหญิงของนางพร้อมขมวดคิ้วรูปกระบี่เข้าด้วยกัน สายตาแข็งกร้าว ไอสังหารแผ่ออกจากตัว
สตรีร่างเล็กเช่นชุ่ยหลินเมื่อเห็นเขามองตนเองด้วยสายตาเช่นนั้นพลันรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา
นางไม่กล้าแม้จะสบตาของเขา รัศมีสูงส่งรอบกายทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงฝุ่นผงที่ไม่มีสิทธิ์จะสนทนากับเขาด้วยซ้ำ
“เหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้า สตรีผู้นี้ที่อยู่ในอ้อมกอดข้าเช่นนี้เห็นได้ชัดว่านางเต็มใจ”
เต็มใจหรือไม่โจวเจ๋อฮั่นเองบัดนี้ย่อมไม่แน่ใจ แต่เขาจะไม่มีวันปล่อยนางไปหากไม่กระจ่างแจ้งแก่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเสียก่อน
“นายท่านได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นคุณหนูของบ่าวจริงๆ อาจเกิดเรื่องผิดพลาดบางอย่างคุณหนูจึงได้อยู่กับท่าน เมื่อสักครู่บ่าวเพียงไปนำน้ำมาให้คุณหนูกลับมาก็ไม่พบคุณหนูแล้วตามหาจนทั่วจนมาพบว่าอยู่กับนายท่าน”
“หุบปาก สตรีผู้นี้นางเป็นสตรีที่ถูกส่งมาให้นายท่านของข้า เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยเหลวไหล”
องครักษ์ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น เขาเห็นว่าสตรีผู้นี้ท่าทางร้อนรนมาหาท่านอ๋อง เขาเข้าใจว่านางเป็นนางโลมที่ท่านรองแม่ทัพเจ้าอี้เหวินส่งมาให้ท่านอ๋องจึงเปิดประตูให้นางโดยดี
เหตุใดบ่าวผู้นี้จึงมากล่าววาจาเหลวไหลเช่นนี้ หากไม่ใช่นางโลมเมื่อสักครู่ที่นางมาถึงหน้าประตูนางจะเปลื้องผ้าต่อหน้าพวกเขาจนท่านอ๋องต้องรีบดึงนางเข้าห้องไปหรอกหรือ
ช่างเป็นสตรีที่ใจกล้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ในใจอยากเอ่ยออกไปเช่นนั้นแต่ทหารสองนายล้วนไม่กล้า
ดูจากที่ท่านอ๋องอุ้มนางแนบอกดูหวงแหนเช่นนั้น นางคงได้กลายเป็นคนสำคัญของท่านอ๋องไปแล้ว
จะกล่าววาจาใดทหารที่รับใช้ใกล้ชิดเช่นเขาย่อมรู้กาละเทศะเป็นอย่างดี
"คุณชาย ข้าคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิดกัน สตรีผู้นี้เป็นคุณหนูของจวนข้าน้อย ท่านได้โปรดส่งคุณหนูให้ข้าด้วยเถิด"
องครักษ์หลงผู้ที่ติดตามหลิวซือซือมาเอ่ยขึ้น คำขอร้องของเขาดูแข็งกร้าวอีกทั้งยังส่งสายตาที่ส่งออกไปดูไม่เป็นมิตรนัก
หากคนผู้นั้นไม่ยอมปล่อยนางเขาก็จำเป็นที่ต้องลงมือ ชื่อเสียงของสตรีเป็นสิ่งที่เปราะบางเขาไม่อาจให้เรื่องนี้แพร่กระจายออกไปได้
“เจ้าหากไม่สนใจชีวิตอีกทั้งอยากได้คนก็เข้ามา”
โจวเจ๋อฮั่นแสยะยิ้ม อีกทั้งส่งสายตาแข็งกร้าวไปยังบุรุษผู้นั้นทันใด
"ข้ามาทันชมงิ้วหรือไม่ท่านอ๋อง"
ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย บุรุษตัวต้นเหตุที่ส่งสตรีให้ท่านอ๋องพลันโผล่ใบหน้างดงามออกมา
ร่างกายขาวผ่องของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำอบของสตรีใบหน้างดงามของเขายังมีร่องรอยปื้นแดงอันเกิดจากเครื่องสำอางของสตรีเปื้อนอยู่ที่แก้มข้างหนึ่ง
ทั้งกลิ่นสุราที่ติดกายเขามาชี้ชัดโดยไม่ต้องเดาว่าคนผู้นั้นเพิ่งกลับมาจากสถานที่ใด
เจ้าอี้เหวินผู้นี้คือรองแม่ทัพซึ่งเป็นสหายคนสนิทของโจวเจ๋อฮั่น เขาเป็นศิษย์น้องร่วมสำนักร่ำเรียนกันมาตั้งแต่ยังเด็ก
เขายังดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะเป็นพี่น้องร่วมตายในสนามรบแต่ชื่อเสียงของเขากลับโด่งดังในเรื่องเกี่ยวกับอิสตรี
ด้วยใบหน้างดงามอบอุ่นนี้ที่ทำให้สตรีต่างหลงใหล เจ้าอี้เหวินแม้จะอยู่ในสนามรบกลับสามารถมีสตรีรายล้อมได้โดยไม่เคยขาดแคลน
ครั้นได้รับรายงานว่าท่านอ๋องถูกลอบสังหาร เขาแม้จะรู้ว่าอย่างไรเสียท่านอ๋องก็สามารถเอาตัวรอดจากเรื่องนี้ได้ก็อดไม่ได้ที่จะละทิ้งความบันเทิง รุดมาดูความปลอดภัยของท่านอ๋องเสียหน่อย
และแล้วเขาก็พบเรื่องสนุกเข้าจนได้
"เจ้าอี้เหวินสตรีผู้นี้คือผู้ใดกันแน่ เป็นเจ้าที่ส่งมาใช่หรือไม่"
เสียงเย็นของท่านอ๋องทำให้เจ้าอี้เหวินมองนางที่ยังสลบในอ้อมกอดของคนผู้นั้นด้วยความสงสัย
เขาเป็นคนที่คัดเลือกสตรีแล้วส่งมาที่นี่ด้วยตนเอง เขาจำหน้าตาสตรีทั้งสองได้อย่างแม่นยำ ทั้งคู่ล้วนงดงามยิ่งเป็นสตรีอันดับหนึ่งของหอโคมเขียว แต่หาใช่สตรีผู้นี้ไม่
อีกทั้งความงามที่เหนือผู้คนของสตรีผู้นี้ยังทำให้เขาตกตะลึงหากพบนางที่หอนางโลมแห่งนั้น
เจ้าอี้เหวินยอมรับว่าตนเองเป็นคนละโมบในเรื่องความงาม เขาย่อมกักตัวสตรีนี้ไว้เองไม่มีทางปล่อยให้นางมารับใช้ท่านอ๋องเป็นอันขาด เมื่อดูอย่างละเอียดแล้วเจ้าอี้เหวินจึงเอ่ยว่า
"หาใช่เป็นสตรีที่ข้าส่งมา หากเจ้าไม่ชอบข้ายินดีรับนางต่อด้วยความยินดี"
เจ้าอี้เหวินกล่าวทีเล่นทีจริง แต่ใบหน้าผู้ฟังทั้งหมดบัดนี้หาใช่มีผู้ใดที่เห็นเป็นเรื่องตลก เขาจึงเพียงหัวเราะเจื่อนๆ แล้วเอ่ยต่อว่า
"แล้วนางเป็นผู้ใดเหตุใดมาอยู่ในอ้อมกอดของเจ้ากันอาฮั่น ข้าไม่รู้จริง ๆ"
"นางคือคุณหนูของข้าเจ้าค่ะ นางเป็นบุตรสาวของท่าน"
"ชุ่ยหลินหยุดพูด"
องครักษ์หลงกระซิบบอกบ่าวคนสนิทของหลิวซือซือ ก่อนจะเผยฐานะที่แท้จริงของคุณหนูออกมา
ชุ่ยหลินก้มหน้าอยากตบปากตัวเอง นางเกือบทำคุณหนูเดือดร้อนกลายเป็นหญิงไม่สงวนตัวเข้าห้องหอไปกับชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ชุ่ยหลินรู้สึกผิดต่อคุณหนูยิ่งนัก
"ได้โปรดนายท่าน ช่วยปล่อยนางด้วยขอรับ นางเป็นแค่บุตรสาวพ่อค้าต่างเมืองคนหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นวรยุทธ นางมิได้มุ่งร้ายนายท่านแต่อย่างใด"
องครักษ์หลงอี้หนานคุกเข่าลงขอร้องเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีเขาเริ่มสังเกตดูเหล่าองครักษ์ที่อยู่รอบกายคนผู้นั้น
ท่าทางเข้มแข็งอีกทั้งใบหน้าเคร่งขรึมเห็นได้ชัดว่าถูกฝึกมาอย่างดียิ่ง อีกทั้งคนผู้นั้นยังดูสูงส่งยิ่งกว่าคุณชายหรือจอมยุทธทั่วไป
รัศมีสูงส่งเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในหมู่คนทั่วไป ท่าทางตำแหน่งเบื้องหลังนั้นคงไม่ธรรมดาเป็นแน่
เช่นนั้นการที่ทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อล้วนไม่เป็นการดีต่อคุณหนูของเขา ต้องรีบนำตัวนางออกมาให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องอื่นค่อยสอบถามกันในภายหลัง
"เจ้าขอให้ข้าปล่อยข้าต้องปล่อยเช่นนั้นหรือ"
ท่าทางยโสของคนผู้นั้นอีกทั้งดูสูงส่งอีกทั้งคนรอบกายดูแล้วล้วนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าน่าจะเป็นทหารฝีมือดีนั้นทำให้เขาเริ่มมั่นใจในความคิดของตนเองยิ่งนัก
วาจาขององครักษ์หลงจึงอ่อนลงหลายส่วน ยิ่งมองเห็นร่างอรชรที่อยู่ในอ้อมแขนของคนผู้นั้นอีกทั้งยังไม่ได้สติเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ไม่อาจช่วยนางให้เร็วอย่างที่ใจเขาต้องการได้
"หาไม่นายท่าน ข้าน้อยเพียงแต่ไม่ต้องการให้เรื่องยืดเยื้อ คุณหนูของข้าอย่างไรเสียก็เป็นสตรีในห้องหอ หากท่านยังคงใกล้ชิดนางเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าชื่อเสียงของนางคงจะ.."
โจวเจ๋อฮั่นหาได้สนใจไม่ หากเขาทำนางผู้นี้เสียชื่อเสียงเขาก็ยินดีรับผิดชอบ
การนำนางมาเป็นอนุหรือเป็นสตรีข้างห้องหาใช่เรื่องใหญ่โตอันใด อีกทั้งเสด็จพี่ของเขาก็ยังต้องการให้เขาแต่งงานมีทายาทสักคน
จวนของเขาว่างเปล่าไร้สตรีคอยอุ่นเตียงแม้เขาจะเห็นว่าสตรีน่ารำคาญ
แต่สำหรับหญิงผู้นี้ดูเหมือนว่าในตอนนี้จะต้องใจเขาจนคิดว่าเขาสามารถละเว้นให้นางได้คนหนึ่ง
แม้จะรู้สึกประหลาดใจในความคิดของตนได้เพียงนี้ สงสัยเหลือเกินว่าข้างกายเขาคงว่างเว้นเรื่องสตรีมานานจึงได้คิดแปลกประหลาดไปจากที่เคยเป็น
"หากนางต้องการข้าแน่นอนย่อมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ"
โจวเจ๋อฮั่นเอ่ยเสียงเย็น พลางมองใบหน้างดงามของหลิวซือซือด้วยความพึงใจ
"ท่านอ๋อง ข้าว่าพานางเข้าด้านในก่อนดีหรือไม่ ยืนอยู่เช่นนี้อีกทั้งท่านยังอุ้มนางเช่นนี้.."
เจ้าอี้เหวินเอ่ยขึ้นแต่เสียงท้ายประโยคดูจะบางเบาเมื่อสบสายตาที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นของคนผู้นั้น
"เจ้าอี้เหวินข้าถามเจ้า ว่านางไม่ใช่สตรีที่เจ้าส่งมาแน่ใช่หรือไม่"
เจ้าอี้เหวินส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า
"ไม่ใช่พวกนางแน่นอน อีกทั้งก่อนที่ข้าจะเร่งมาที่นี่ได้พบพวกนางเข้า ยังทราบมาว่าท่านได้ส่งสตรีเหล่านั้นกลับไปพร้อมเงินรางวัลแล้ว หรือว่าท่านอ๋อง สตรีผู้นี้อาจจะเป็นนักฆ่าที่แฝงกายเข้ามาลอบสังหารท่านก็เป็นได้ หึ นักฆ่าผู้นี้เหตุใดจึงงดงามนักดูใบหน้าของนางสิ..."
คำชื่นชมของเจ้าอี้เหวินจึงจำเป็นต้องกลืนหายลงคอ เมื่อถูกสายตาเยียบเย็นของโจวเจ๋อฮั่นฟาดฟันเข้าให้
เจ้าอี้เหวินรู้สึกว่าเป็นครั้งแรกที่โจวเจ๋อฮั่นใช้สายตาเช่นนี้กับเขา หึงหวงสตรีผู้หนึ่งทั้ง ๆ ที่ผ่านมาหากเจอนางโลมที่งดงามก็มักจะแบ่งกันไม่ใช่หรือ
วันนี้เพื่อสาวงามถึงกับใช้สายตาเช่นนี้กับสหายรักอย่างเขา ช่างทำร้ายจิตใจกันยิ่งนัก ในส่วนของชุ่ยหลินนางก็พยายามอธิบายและปกป้องคุณหนูจนถึงที่สุด
"นายท่าน ข้าบอกแล้วคุณหนูของข้าเพียงผ่านมา เรากำลังจะไปไหว้พระกันจึงได้หยุดพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ นางหาใช่นักฆ่าแน่นอนเจ้าค่ะ นายท่านได้โปรดเชื่อข้า คุณหนูของข้าบอบบางเพียงนี้จะเป็นวรยุทธ์ได้อย่างไร"
โจวเจ๋อฮั่นมองใบหน้างดงามขาวใสประดุจหยกของหลิวซือซือแล้วเลิกคิ้ว เขารู้ว่านางหาได้มีวรยุทธ์แต่อาคมนั้นไม่แน่
ผู้ฝึกอาคมนั้นมีมากที่ไม่เป็นวรยุทธ์ ดูจากการกระทำของนางเห็นได้ชัดว่าถูกวางยาเข้าแล้ว
หรือจะมีผู้ที่ส่งนางมาเพื่อทำให้เขาหลงใหลจนไม่ระวังตนและลงมือในเวลานั้น
นักฆ่าพวกนี้บุกเข้ามาอย่างอุกอาจตัวเขานั้นถูกลอบสังหารมาตลอดทางย่อมต้องระวังตนอยู่แล้วอีกทั้งยังทำท่าเหมือนต้องการตัวนางขนาดนั้นเขาจึงเริ่มไม่แน่ใจ
ทุกสิ่งท่านอ๋องจึงคิดว่าต้องสอบถามนางด้วยตนเองเพื่อความกระจ่าง เขาไม่อาจปล่อยนางไปได้จึงเอ่ยขึ้นว่า
"นางยังไม่อาจไปที่ใดได้ ข้าต้องไต่สวนด้วยตนเอง"
องครักษ์หลงเห็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่สู้ดีแล้ว เขาไม่อาจให้คุณหนูตกอยู่ในเงื้อมมือของคนผู้นั้นได้ จึงพยายามคิดหาทางออก จวบจนเขาเอ่ยว่า
"เช่นนั้นท่านส่งนางให้พวกเราเถิด ให้บ่าวของคุณหนูดูแลนางจนกว่าจะฟื้นดีหรือไม่ขอรับหลังจากนั้นคุณหนูของเราต้องให้ความกระจ่างแก่ท่านได้แน่"
โจวเจ๋อฮั่นหาได้ดื้อรั้นจนเกินไป อีกทั้งบ่าวผู้นั้นก็ดูไร้พิษสงอย่างน้อยปล่อยไว้กับคนของนางเมื่อหญิงสาวผู้นี้ตื่นขึ้นมาจะได้ไม่ตระหนกจนเกินไป "ได้ รอจนนางฟื้นข้าจะไต่สวนด้วยตนเอง"
"ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณนายท่าน"
ชุ่ยหลินโขกศีรษะขอบคุณ หากคุณหนูฟื้นขึ้นมาย่อมให้ความกระจ่างแก่ทุกคน แม้ท่าทางคนเหล่านี้จะดูน่ากลัวเพียงใด แต่คงไม่ได้คิดทำอันตรายคุณหนูเป็นแน่
"เช่นนั้นห้องพักของพวกเจ้าอยู่ที่ใด ข้าจะให้คนของข้าเฝ้ายามไว้เมื่อนางฟื้นขึ้นมาค่อยสอบถามในภายหลัง แต่ระหว่างนี้พวกเจ้าไม่อาจไปจากที่นี่ได้จนกว่าข้าจะอนุญาตเข้าใจหรือไม่"
"ขอบคุณนายท่านขอรับ"
โจวเจ๋อฮั่นพาร่างของหลิวซือซือเดินตามชุ่ยหลินไปยังห้องที่พวกนางพัก สตรีผู้นี้เบื้องหลังนั้นคือผู้ใดกันแน่
เขาไม่อาจเชื่อที่บ่าวผู้นั้นบอกว่านางเป็นเพียงบุตรสาวของพ่อค้าต่างแดนที่เดินทางมาค้าขายได้
ผิวพรรณที่บอบบางขาวผ่องของนางงดงามราวกับไม่เคยได้ต้องแสงตะวันเจิดจ้ามาก่อน
ผิดวิสัยของเหล่าพ่อค้าต่างแดนทั่วไปที่ปกติต้องเดินทางไปทั่วสารทิศผิวพรรณแม้จะเป็นสตรีก็ย่อมมีความหยาบกร้านมากกว่าสตรีในห้องหอทั่วไป
ความเนียนละมุนในทุกสัมผัสของนางหาได้บ่งชี้ว่านางเป็นบุตรสาวพ่อค้าแต่ประการใด
"ข้าจะให้ท่านหมอมาตรวจดูนางเสียหน่อย"
โจวเจ๋อฮั่นกล่าวอย่างมีน้ำใจ ชุ่ยหลินที่บัดนี้คลายใจลงเป็นอย่างมากจึงขอให้นายท่านผู้นั้นนำคนออกไป เพื่อที่จะเปลี่ยนอาภรณ์ให้นางใหม่
หลังจากบุรุษออกไปจนหมดแล้วชุ่ยหลินก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าคุณหนูของนางบัดนี้ร่างกายไร้อาภรณ์โดยสิ้น อีกทั้งยังมีร่องรอยเขียวช้ำเกิดขึ้นในบางจุด
ชุ่ยหลินที่เป็นสตรีในห้องหอไม่ต่างจากหลิวซือซือสงสัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นางรีบร้อนจึงได้เก็บอาการประหลาดของคุณหนูไว้ในใจก่อนจะเร่งแต่งตัวให้คุณหนูจนเรียบร้อย
แม้ในใจจะกังวลและเป็นห่วงถึงชื่อเสียงของคุณหนูที่เกิดกับบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นชุ่ยหลินก็ได้แต่เก็บงำความทุกข์เหล่านี้ไว้ในใจ
จากนั้นเจ้าอี้เหวินผู้นั้นได้นำท่านหมอชราผู้หนึ่งเข้ามาตรวจอาการของคุณหนู ท่าทางหมอผู้นั้นดูแล้วหาใช่หมอธรรมดาดูจะเก่งกาจและเชี่ยวชาญในการรักษาเป็นอย่างยิ่ง
ชุ่ยหลินมองใบหน้าบุรุษหล่อเหลาแต่น่าหวาดกลัวผู้นั้นก่อนจะรีบก้มหน้าลง
ตั้งแต่พบกันนางบัดนี้เพิ่งกล้าที่จะมองหน้าเขาโดยตรง ภายใต้แสงเทียนนี้ความหล่อเหลาของเขาไม่อาจจะมีผู้ใดเทียบได้
คนของเขาผู้นั้นก็มีใบหน้าที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งท่าทางสูงส่งเหล่านั้นอีกทำให้ชุ่ยหลินไม่กล้ามองเขาซ้ำแล้ว
หลังจากตรวจอาการของหลิวซือซือเรียบร้อย ก็เป็นคุณชายผู้นั้นที่รู้อาการของคุณหนูของนาง
ในขณะที่ชุ่ยหลินได้แต่เงี่ยหูฟัง อีกทั้งองครักษ์หลงยังถูกไล่ให้ออกไปด้านนอกบ่าวเช่นนางก็ไม่กล้าขยับทำสิ่งใดแล้ว
สุดท้ายได้แต่กลับมาเฝ้าคุณหนูที่ถูกวางยาสลบด้วยความเป็นห่วง ในใจได้แต่วิตกและสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น
คุณชายท่านนี้เข้าใจผิดว่าคุณหนูของนางเป็นนักฆ่าแล้วจับถอดอาภรณ์เพื่อคาดคั้นเอาความผิดใช่หรือไม่
แล้วผู้ใดกันที่ทำให้คุณหนูของนางเป็นเช่นนี้ หากคุณหนูเป็นอะไรไปนางจะมีหน้ากลับจวนท่านเสนาบดีได้อย่างไร ชุ่ยหลินขอตายตามคุณหนูไปเสียดีกว่า
"ทูลท่านอ๋อง นางโดนพิษปลุกกำหนัดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยมั่นใจเพราะนางเริ่มมีผื่นเล็กๆ ขึ้นที่ใบหน้านั่นแสดงให้เห็นว่านางแพ้ตังถั่งเช่าซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้ในพิษชนิดนี้พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะจัดเทียบยาขจัดพิษให้เพียงดื่มและนอนพักขึ้นมาพิษก็สามารถขจัดได้พ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วพิษนี้จะทำให้นางได้รับอันตรายหรือไม่"
"พิษชนิดนี้แม้จะเป็นพิษกำหนัด แต่ส่วนผสมบางตัวหายากยิ่งผู้ได้รับพิษจะคล้ายอยู่ในห้วงแห่งความฝันเมื่อตื่นขึ้นมาจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้น คนที่วางยาแม่นางผู้นั้นไม่ต้องการให้นางจำสิ่งใดได้เป็นแน่ ส่วนผลด้านร่างกายด้านอื่นหาได้มีปัญหาแต่ประการใด เพียงแต่ต้องพักผ่อนให้มากหน่อยไม่กี่วันก็หายเป็นปกติพ่ะย่ะค่ะ"
"เข้าใจแล้วเชิญท่านหมอหลวงเถิด เรื่องนี้อย่าได้ให้ผู้ใดรู้ข้าจะส่งท่านกลับจวน"
"กระหม่อมจะจัดเทียบยาให้แม่นาง ดื่มให้ตรงเวลาอย่าได้ขาดเพียงเท่านั้นร่างกายก็ฟื้นได้โดยไวพ่ะย่ะค่ะ"
หมอหลวงเกาผู้ซึ่งเป็นหมอประจำพระองค์ของฮ่องเต้ เพิ่งออกเวรมาพักผ่อนที่บ้านได้เพียงหนึ่งคืนคาดไม่ถึงว่าจะถูกคนที่เขาไม่คาดคิดลักพาตัวมากลางดึกเพื่อรักษาสตรีนางหนึ่ง
ครั้นเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เยาว์วัยด้วยเพราะเขาก็เป็นหมอหลวงมาตั้งแต่หนุ่มแน่นก็พลันรู้สึกดีใจอีกทั้งยังหายใจไม่ออกเพราะอึดอัดยิ่ง
ท่านอ๋องผู้เอาแต่ใจอีกทั้งยังเป็นจอมเกเรตั้งแต่สมัยเยาว์วัยผู้นี้กลับมาแล้วจริงๆ
"ตกรางวัลให้ท่านหมอแล้วส่งเขากลับจวน"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเห็นนายท่านผู้นั้นเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมกับคนสนิท ชุ่ยหลินพลันรู้สึกดีขึ้นเมื่อนายท่านในอาภรณ์ขาวผู้งดงามหาได้ทำใบหน้าเย็นชาเช่นนายท่านชุดดำผู้นั้น นางจึงรวบรวมความกล้าถามออกไป
"ขอถามนายท่านคุณหนูเป็นอะไรหรือเจ้าคะ"
"ไม่ได้เป็นอันใดมาก นางเหตุใดจึงโดนวางยาเจ้ารู้หรือไม่"
"คุณหนูโดนวางยาหรือเจ้าคะ"
ชุ่ยหลินตกใจเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังถูกคาดคั้นต่อด้วยน้ำเสียงเข้มประดุจกำลังไต่สวนนักโทษของเขาผู้นั้นยิ่งทำให้นางหวาดกลัวจนตัวสั่น
"นายท่านดูบ่าวผู้น่ารักคนนี้ นางอ่อนแอเยี่ยงนี้จะทนให้ท่านซักไซ้ได้อย่างไร เดี๋ยวข้าถามนางเองท่านนั่งลงอย่างสงบเถิด"
เมื่อนายท่านผู้งดงามออกหน้าเช่นนั้น ชุ่ยหลินที่น้ำตาคลอหน้าจึงถอนหายใจออกมาในที่สุด
คนน่ากลัวนั่นแม้จะหล่อเหลาเพียงใดนางก็ไม่กล้าสนทนาด้วยแล้ว ครั้นเห็นเขานั่งลงข้างกายผู้เป็นนายท่าทางใกล้ชิดแม้จะเพิ่งพบหน้า ตนเองก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
คนผู้นี้ล่วงเกินนายหญิงของนางไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
อ๋องหนุ่มมองใบหน้างดงามที่นอนหายใจสม่ำเสมอบนเตียงยิ่งเพ่งพิศนางยิ่งงดงามลึกล้ำดูไร้เดียงสา ขนตายาวงอนของนางชวนให้เคลิบเคลิ้มเผลอไผลเป็นอย่างยิ่ง
ร่างกายนี้งดงามเพียงใดเขาจำได้ติดตา รอเถิดหากนางตื่นขึ้นมาเขาจะต้องคาดคั้นเอาความจริงถามนางว่าได้รับยาพิษกำหนัดมาจากที่ใดและเป็นใครที่จ้องทำร้ายนาง
คนผู้นั้นที่วางยาพิษนี้ย่อมต้องการตัวนางเช่นกัน เขาจึงสั่งสอบสวนบุรุษหนุ่มที่อยู่ในโรงเตี๊ยมอย่างเงียบเชียบ ไม่ให้คนที่ไม่รู้เรื่องตื่นตระหนก
"คุณหนูของเจ้ามีศัตรูที่ไหนหรือไม่"
เจ้าอี้เหวินเอ่ยถามชุ่ยหลินจึงตอบว่า
"เรียนนายท่าน คุณหนูเป็นคุณหนูในห้องหอ ท่านพ่อของนางกลัวนางจะต้องตาบุรุษใจร้ายจึงไม่ยอมปล่อยนางออกไปไหนเลยเจ้าค่ะ หากออกไปต้องสวมหน้ากากแผลเป็นตามที่ท่านทราบแล้ว และพวกข้าน้อยกำลังเดินทางไปไหว้พระ จึงได้แวะพักที่นี่บ่าวเพียงแต่ไปนำน้ำมาให้คุณหนู กลับมาพบว่าคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูถูกทำร้าย จึงได้ตามหาคุณหนูจวบจนมาพบท่านเข้า บ่าวไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่เจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใดเหตุใดจึงมีคนคิดร้าย"
"คุณหนูของเจ้ามีนามว่าอย่างไร"
ชุ่ยหลินเม้มปาก รู้ดีว่าไม่อาจเอ่ยนามจริงของคุณหนูของนางออกไปได้จึงได้กล่าวโกหกออกไป
"คุณหนูแซ่ซือ นามว่าซือ เจ้าค่ะ"
"แซ่ซือ นามซือ หรือ งั้นชื่อของคุณหนูของเจ้าคือซือซือเช่นนั้นหรือ"
"เจ้าค่ะ"
กิริยาของนางทำให้โจวเจ๋อฮั่นรู้สึกว่า บ่าวผู้นี้กำลังโกหก นายบ่าวคู่นี้ไม่อาจปล่อยไปได้จริงๆ เหตุใดจึงต้องพยายามปกปิดตัวตนของสตรีผู้นี้เพียงนั้น หากนางไม่มีเรื่องปิดบังจริง
คนของโจวเจ๋อฮั่นนำยาที่เคี่ยวเสร็จเข้ามาแล้ว ชุ่ยหลินพยายามป้อนหลิวซือซืออยู่หลายครั้งแต่ไม่เป็นผล
จวบจนสุดท้ายเป็นโจวเจ๋อฮั่นที่ต้องลงมือ เขาใช้ปากป้อนให้นางด้วยตนเอง
ชุ่ยหลินบ่าวผู้อ่อนแอถึงกับไม่อาจมองได้ แต่เพราะคุณหนูต้องดื่มยานางจึงได้แต่กล้ำกลืนความอดสูเอาไว้
คนผู้นี้ล่วงเกินคุณหนูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เรื่องนี้นางจะปล่อยให้คุณหนูรู้ไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อป้อนยาเสร็จ โจวเจ๋อฮั่นจึงลุกขึ้น ใบหน้าของเขาเรียบเฉยอีกทั้งยังเอ่ยเสียงเย็นกับชุ่ยหลินว่า
"เจ้ายังต้องตอบคำถามของข้าอีกหลายคำ"
"นะนายท่านได้โปรดเชื่อข้า ข้าไม่รู้เรื่องอันใดจริงๆ"
โจวเจ๋อฮั่นยังไม่ทันได้เอ่ยถาม คนของเขาก็เร่งเข้ามารายงานอย่างรวดเร็ว
"เรียนนายท่าน ท่านเจ้าเรือนถูกลอบสังหารขอรับ"
"บัดซบ"
ท่านอ๋องตะโกนอย่างขุ่นมัว เรื่องของเขากับสตรีผู้นั้นยังไม่คลี่คลายอีกทั้งเพิ่งกลับเข้ามาถึงเมืองหลวง
คิดจะพักผ่อนอย่างสงบก่อนจะไปเจอคนน่าเบื่อคนนั้นสักหลายวัน ท่านเจ้าเรือนที่คนของเขาเอ่ยถึงนั้นแท้จริงแล้วคือฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายของเขานั่นเอง
"หากนางฟื้นให้พวกเจ้ารีบส่งม้าเร็วแจ้งข้าทันที คอยดูนางให้ดีให้นางรอข้าอยู่ที่นี่ห้ามนางไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมาเข้าใจหรือไม่"
หลังจัดการย้ำกับคนของตนเองแล้ว โจวเจ๋อฮั่นไม่รอช้าที่จะควบม้ากลับวังหลวงทันที
เขาแน่ใจว่าเสด็จพี่ของเขาไม่ทรงเป็นอันตรายแน่ เพราะองครักษ์วังหลวงล้วนเป็นคนของเขาที่ฝึกฝนไว้เป็นอย่างดี
เพราะไม่ได้พบกันนานหลายปีจึงอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ อีกทั้งคนที่ลอบสังหารคงมีฝีมือไม่น้อยจึงเร้นกายเข้าไปในวังหลวงได้
เช่นนั้นความปลอดภัยของเสด็จแม่ก็ไม่อาจละเลยเรื่องนี้จึงสำคัญยิ่ง
หลงอี้หนานองครักษ์ของหลิวซือซือเป็นผู้มีวรยุทธ์สูงส่งไม่น้อย เมื่อเห็นเป็นโอกาสที่จะนำตัวคุณหนูออกมา
อีกทั้งคนที่เขาคิดว่าน่ากลัวที่สุดทั้งสองออกจากโรงเตี๊ยมไปแล้ว เขาจึงสั่งคนของเขาให้รมยาเหล่าองครักษ์หลวงที่เฝ้านางอยู่ด้านนอก
หลงอี้หนานผู้เก่งกาจไม่นานก็พาหลิวซือซือที่ยังไม่ได้สติพร้อมทั้งชุ่ยหลินออกมาจากโรงเตี๊ยมได้สำเร็จ
พวกเขาขึ้นรถม้ากลับเข้าจวนด้วยความเร่งรีบ ความเร็วของรถม้าทำให้พวกเขาหายเข้าไปในความมืด
ความจริงแล้วเป็นเพราะนานๆ คุณหนูได้ออกจากจวนสักครา นางจึงหาโอกาสเกเรไม่ยอมไปที่วัดเสียที กลับยังรั้งอยู่ในเมืองหลวงไม่ให้นายท่านรู้และเที่ยวเล่นจนมืดค่ำ
จวบจนต้องพักในโรงเตี๊ยมแห่งนี้และพบเรื่องน่ากลัวเข้า
เรื่องนี้องครักษ์หลงได้สั่งนางเอาไว้ พาคุณหนูกลับเข้าจวนและแจ้งแก่นายท่านว่าคุณหนูรู้สึกไม่สบาย ไม่อาจเดินทางไปที่วัดได้จึงจะเป็นการดีที่สุด