ในยามเช้าที่หมอกบางเบาแผ่คลุมเหนือยอดเขา ดวงตะวันเริ่มเผยแสงแรกของวัน ลอดผ่านม่านหมอกและเมฆขาวที่ล่องลอยเหนือสวนบุปผา จวนของตระกูลไป๋ตั้งตระหง่านในนครลั่วหยางเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและอำนาจ ความโอ่อ่าของจวนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กำแพงหินสูงที่ถูกแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง แต่ยังรวมถึงสวนดอกไม้ที่ล้อมรอบด้วยสระน้ำใส สะท้อนภาพของศาลาทรงเก๋งจีนที่ตั้งอยู่กลางน้ำ
ในจวนนี้เอง “ไป๋เสวี่ยหนี่” บุตรสาวของขุนนางใหญ่ เป็นที่เลื่องลือในความงามของนาง ผู้คนต่างกล่าวขานว่านางงามยิ่งกว่าดอกเหมยที่ผลิบานกลางฤดูหนาว และนางยังเป็นหญิงสาวที่มีความสามารถทั้งในด้านกวีนิพนธ์และดนตรี ผู้ชายหนุ่มทั่วทั้งนครต่างหลงรักในความงามและคุณสมบัติของนาง ทุกวันนางจะได้รับจดหมายรักมากมายจากเหล่าบุรุษที่หมายปอง แต่ไม่มีใครสักคนที่สามารถเข้าไปถึงหัวใจของนางได้
ภายในห้องบรรทมอันหรูหราของเสวี่ยหนี่ ผ้าม่านผืนยาวปักลายหงส์และมังกรพลิ้วไหวไปตามสายลมเย็น เงาของดอกเหมยที่ผลิบานในสวนทอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นลายเงาบนพื้นไม้ขัดมัน ทว่านางกลับยืนอยู่เพียงลำพัง ใบหน้าของเสวี่ยหนี่ที่สวยงามดั่งภาพวาดดูนิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาคู่นั้นมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย นางมิได้ยินเสียงขับกล่อมของนกในสวน มิได้ชื่นชมความงามของดอกไม้รอบตัว แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการด้วยกรงทองคำที่ยิ่งใหญ่แต่ไร้ซึ่งอิสรภาพ
แม้เสวี่ยหนี่จะมีทุกสิ่งที่หญิงสาวพึงปรารถนา แต่หัวใจของนางกลับว่างเปล่า ดั่งทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุด ในห้วงคิดนั้น นางถามตัวเองซ้ำๆ ว่าความสุขที่แท้จริงคือสิ่งใด สิ่งที่นางได้รับคือความรักที่ห้อมล้อมจากคนที่นางไม่เคยรู้จักอย่างแท้จริง ความรักที่ไม่ได้มาเพราะตัวตนของนาง แต่เป็นเพราะนางเป็น “ไป๋เสวี่ยหนี่” บุตรสาวของขุนนางใหญ่ที่ถูกจับจ้องในฐานะทรัพย์สินอันล้ำค่ามากกว่าคนที่มีจิตใจ
ยิ่งคิดถึงอนาคตที่ถูกกำหนดไว้ ความรู้สึกโศกเศร้าของเสวี่ยหนี่ก็ยิ่งลึกซึ้ง นางรู้ดีว่าวันหนึ่งนางจะต้องแต่งงานกับชายที่พ่อเลือกให้ โดยที่หัวใจของนางไม่เคยได้มีส่วนเลือกเลยสักครั้ง ดั่งดอกเหมยที่เบ่งบานกลางฤดูหนาว แม้จะงดงามเพียงใด ก็ต้องทนต่อความหนาวเหน็บเพียงลำพัง ไม่มีผู้ใดเข้าใจถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในดวงใจของนาง
ไป๋เสวี่ยหนี่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมาจากหน้าต่าง สายตาที่เคยเฉยชากลับเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าชะตากรรมที่ถูกลิขิตไว้นั้นไม่อาจหลีกหนี แต่ในส่วนลึกของหัวใจ นางยังคงมีความหวังเล็ก ๆ ว่าสักวันหนึ่ง ความรักที่แท้จริงอาจมาถึง แม้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม
ไป๋เสวี่ยหนี่ทิ้งตัวลงบนเตียงผ้าไหมที่ถูกปูอย่างพิถีพิถัน สีหน้าแสนเศร้าปรากฏชัดบนใบหน้าของนาง ขณะที่มือเรียวของนางลูบไล้ไปบนผ้าห่มที่ปักด้วยลวดลายดอกไม้ประณีต นางรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่ไม่สามารถคลายออกได้ แม้จะห่อหุ้มด้วยความหรูหรารอบกาย ความเบื่อหน่ายและท้อแท้ในชีวิตที่ถูกตีกรอบไว้อย่างแน่นหนาทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่ในกรงทองคำที่ไร้ประตูทางออก
ในจังหวะนั้น ประตูไม้แกะสลักก็เปิดออกเบา ๆ หญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเมตตาเดินเข้ามา "แม่นมหลิน" ผู้เป็นพี่เลี้ยงคนสนิทของเสวี่ยหนี่ ตั้งแต่ยังเยาว์วัย นางเป็นมากกว่าพี่เลี้ยง นางคือผู้ที่เสวี่ยหนี่สามารถพูดคุยและระบายความรู้สึกได้เสมอ
"คุณหนูเจ้าคะ ท่านเป็นอะไรรึเปล่า ข้าสังเกตเห็นว่าท่านดูเหม่อลอยมาหลายวันแล้ว" แม่นมหลินถามอย่างอ่อนโยน พร้อมเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ
เสวี่ยหนี่มองแม่นมหลินด้วยสายตาอ่อนล้า นางถอนหายใจยาวก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา "แม่นม... ข้าเหนื่อยเหลือเกิน ชีวิตนี้ดูเหมือนจะมีทุกอย่าง แต่ข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรเลย ข้าอยู่ในจวนที่งดงาม มีผู้คนล้อมรอบ แต่ทำไม... ทำไมข้าถึงรู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้?"
แม่นมหลินมองเสวี่ยหนี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย "คุณหนู ความรู้สึกเช่นนี้มิได้ผิดหรือประหลาดแต่อย่างใด ท่านเป็นหญิงสาวที่มีหัวใจอ่อนโยนและลึกซึ้ง การที่ท่านรู้สึกเช่นนี้เป็นเพราะท่านยังไม่พบสิ่งที่หัวใจของท่านต้องการอย่างแท้จริง"
เสวี่ยหนี่ฟังคำพูดนั้นและรู้สึกว่ามันกระทบใจของนางอย่างลึกซึ้ง นางหลุบตาลง มือของนางเริ่มกำผ้าห่มในมือแน่นขึ้น
"แต่ข้าจะทำเช่นไรได้ ในเมื่อชะตาชีวิตของข้าไม่ได้เป็นของข้าเอง ข้าไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินของตัวเอง ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าข้าจะปรารถนาอะไร มันก็เป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง"
แม่นมหลินยิ้มอย่างอ่อนโยนและเอื้อมมือมาจับมือของเสวี่ยหนี่ "คุณหนู ข้ารู้ว่าท่านมีความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจ แต่ข้าอยากให้ท่านรู้ว่าชีวิตนั้นมิได้มีเพียงกรอบที่เราต้องยอมรับเสมอไป บางครั้งทางออกอาจอยู่ที่การเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ หรือการกล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงและสร้างชะตากรรมของตัวเอง"
เสวี่ยหนี่มองแม่นมหลินด้วยความสับสนและความหวังที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ นางไม่แน่ใจว่าคำพูดของแม่นมหลินหมายถึงอะไร แต่คำแนะนำนี้ทำให้นางรู้สึกว่าในโลกที่ดูเหมือนจะปิดกั้นทุกสิ่ง อาจยังมีทางออกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
“ท่านคิดว่าข้า... ควรทำอย่างไรดี แม่นม?”
แม่นมหลินบีบมือของเสวี่ยหนี่เบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ท่านต้องเริ่มต้นด้วยการฟังเสียงหัวใจของตัวเอง ข้าเชื่อว่าถ้าท่านตามหัวใจของตัวเอง ท่านจะพบคำตอบที่ท่านกำลังมองหา และเมื่อถึงเวลานั้น ข้าเชื่อว่าท่านจะสามารถเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเองได้"
คำพูดนั้นทำให้เสวี่ยหนี่เงียบไปครู่หนึ่ง นางรู้สึกถึงความกล้าที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยในใจ แม้จะยังไม่แน่ใจว่านางจะทำเช่นไร แต่หัวใจของนางบอกว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่นางเฝ้ารอมาตลอดชีวิต
ทันใดนั้น แววตาของไป๋เสวี่ยหนี่ก็เปลี่ยนไป ดั่งมีประกายแห่งความคิดสว่างวาบขึ้นในใจ นางค่อย ๆ ผุดลุกจากเตียงด้วยท่าทางที่สง่างาม ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับส่องประกายความมุ่งมั่นเล็กน้อย ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มอ่อนโยนขณะนางหันมาทางแม่นมหลิน
"แม่นม ข้าอยากออกไปที่สวนเก็บดอกไม้กับท่านเจ้าค่ะ" เสวี่ยหนี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้น "ข้าคิดว่าเราน่าจะนำดอกไม้เหล่านั้นมาทำอบร่ำ เผื่อกลิ่นหอมของมันจะช่วยให้ข้ารู้สึกดีขึ้นบ้าง"
แม่นมหลินมองเสวี่ยหนี่ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ดีใจที่เห็นคุณหนูของนางกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง "เป็นความคิดที่ดีเจ้าค่ะคุณหนู ดอกไม้ในสวนนี้งดงามแล้วยังมีกลิ่นหอมชื่นใจอีกด้วย อาจจะช่วยคลายความเศร้าหมองในใจของคุณหนูได้"
ทั้งสองจึงเดินออกไปยังสวนดอกไม้ที่ตั้งอยู่ด้านหลังของจวน เสวี่ยหนี่สูดหายใจลึกเมื่อเท้าเปลือยเปล่าของนางสัมผัสกับหญ้าเขียวชอุ่ม ความสดชื่นของอากาศยามเช้าทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง ดอกเหมยที่ผลิบานสะพรั่งอยู่ทั่วสวนส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสวน
เสวี่ยหนี่และแม่นมหลินเดินเคียงข้างกันผ่านสวนที่เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้หลากหลายชนิด มือเรียวของเสวี่ยหนี่ค่อยๆ เอื้อมไปเด็ดดอกเหมยสีขาวนวลที่บานอยู่บนกิ่งอย่างระมัดระวัง นางรู้สึกถึงความนุ่มนวลของกลีบดอกในมือ รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเป็นครั้งแรกในหลายวัน
"ดอกเหมยเหล่านี้ช่างงดงามนัก แม่นม ข้ารู้สึกว่ากลิ่นหอมของมันสามารถชำระล้างความทุกข์ในใจได้" เสวี่ยหนี่พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน
แม่นมหลินพยักหน้าและยิ้มอย่างอ่อนโยน "ดอกไม้ก็เหมือนหัวใจของเรานั่นแหละเจ้าค่ะ คุณหนู มันผลิบานเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม และกลิ่นหอมของมันจะนำความสดชื่นมาสู่ใจของผู้ที่เปิดใจรับ"
เสวี่ยหนี่เก็บดอกไม้ไปพลาง คุยกับแม่นมหลินไปพลาง นางรู้สึกว่าการได้ใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและทำสิ่งที่เรียบง่ายเช่นนี้ทำให้นางลืมความกังวลที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจได้ชั่วคราว นางหวังว่ากลิ่นหอมของดอกไม้ที่นางเก็บมานี้ เมื่ออบร่ำแล้ว จะช่วยนำพาความสงบสุขมาสู่จิตใจที่เคยว้าวุ่นของนาง
เมื่อดอกไม้ในตะกร้าเริ่มเต็ม เสวี่ยหนี่หันมามองแม่นมหลินพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยนและมีความสุข
"ขอบคุณท่านนะ แม่นม ขอบคุณที่ท่านคอยให้คำปรึกษาและรับฟังข้าเสมอ ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว"
แม่นมหลินหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู "ข้าดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของคุณหนูอีกครั้งเจ้าค่ะ ท่านดูงดงามที่สุดเมื่อท่านยิ้ม ข้าเชื่อว่าความสุขของท่านจะต้องกลับมาสู่ใจของท่านในไม่ช้านี้"
เสวี่ยหนี่รู้สึกอุ่นใจที่มีแม่นมหลินอยู่เคียงข้าง และนางก็สัญญากับตัวเองว่าจะพยายามค้นหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต..
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านใบไม้ที่เขียวขจี ลอดลงมาเป็นเงาลายบนพื้นหญ้า สวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้หลากหลายชนิดส่งกลิ่นหอมอบอวลในอากาศ สายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน ทำให้กลีบดอกเหมยสีขาวปลิวไสวลอยในอากาศราวกับเกล็ดหิมะที่ละลายเมื่อสัมผัสผิวโลก
ไป๋เสวี่ยหนี่เดินทอดน่องไปในสวน มือเรียวขาวยังกำดอกเหมยที่เด็ดมาเมื่อครู่ นางยกดอกไม้ขึ้นสูดกลิ่นหอมอย่างช้า ๆ สายตาของนางทอดมองไปข้างหน้า ดวงตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้กลับสดใสขึ้น แม้ว่าหัวใจยังคงมีความว้าวุ่น นางก็รู้สึกว่าสิ่งเล็ก ๆ อย่างดอกไม้ในมือนี้สามารถทำให้นางรู้สึกสงบลงได้
ในขณะเดียวกัน หลี่ชิงเฉิง แม่ทัพหนุ่มผู้สง่างาม กำลังเดินผ่านสวนดอกไม้อย่างไม่ได้ตั้งใจ ชิงเฉิงเพิ่งกลับมาจากชายแดน และต้องการพักผ่อนสักครู่ในสวนแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความงดงามและสงบเงียบที่สุดในนครลั่วหยาง
เขาก้าวผ่านแนวไม้พุ่มสูงก่อนจะหยุดนิ่งในทันที เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาคมเข้มของเขาเบิกกว้างเล็กน้อย หญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ดูราวกับนางฟ้าที่หลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ เส้นผมยาวดำขลับปลิวตามสายลมเบาๆ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาอย่างอ่อนโยน นางดูบอบบางแต่เปี่ยมด้วยความสง่างาม ไม่ต่างจากดอกเหมยที่นางถือไว้ในมือ
เสวี่ยหนี่เองก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของใครบางคน นางเงยหน้าขึ้นและพบกับสายตาของชิงเฉิงที่จ้องมองมาที่นาง ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยความประหลาดใจและชื่นชม ทำให้นางรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองต่างยืนมองกันอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับเวลาหยุดหมุน ทุกสิ่งรอบตัวกลายเป็นเพียงภาพเบลอ ความรู้สึกอบอุ่นและแปลกประหลาดที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแล่นเข้ามาในใจของทั้งคู่ เหมือนว่าชะตากรรมได้ขีดเส้นนำพาพวกเขามาพบกัน ณ ที่แห่งนี้
ชิงเฉิงก้าวเข้ามาใกล้ทีละนิด โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเสวี่ยหนี่ นางไม่ได้ถอยหลังหนี แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายของนางถูกตรึงอยู่กับที่ ดวงตาที่มองเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัยและความรู้สึกที่นางเองก็ไม่อาจอธิบายได้
เมื่อทั้งสองยืนอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ชิงเฉิงก็หยุดเดิน เขาโค้งตัวลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ
"ขออภัยที่ข้ามารบกวนท่าน ข้ามิได้ตั้งใจ แต่เมื่อได้พบเห็นท่านในสวนนี้ ข้ารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้ต้องเข้ามาพูดคุยกับท่าน"
เสวี่ยหนี่อึ้งเล็กน้อยกับคำพูดที่แฝงความหมายลึกซึ้งนั้น นางยิ้มเบา ๆ อย่างเขินอาย
"ท่านพูดเกินไปแล้ว ข้าเองก็มาที่นี่เพียงเพื่อสงบใจ ท่านอย่าถือสาข้าเลย"
ชิงเฉิงมองรอยยิ้มของนางที่ทำให้หัวใจของเขาพลันรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
"ข้าคือหลี่ชิงเฉิง แม่ทัพแห่งเมืองลั่วหยาง ข้ามาที่นี่เพื่อพักผ่อนก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของข้าต่อ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและจริงใจ
เสวี่ยหนี่พยักหน้าเบา ๆ "ข้าไป๋เสวี่ยหนี่ บุตรสาวของขุนนางไป๋ ข้าเองก็มาที่สวนแห่งนี้เพื่อหาความสงบในใจ"
คำพูดนั้นทำให้ชิงเฉิงรับรู้ถึงความลึกซึ้งในความรู้สึกของนาง ทั้งสองยืนอยู่ในสวนดอกไม้ที่หอมละมุน ราวกับถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด สายลมที่พัดผ่านทำให้กลีบดอกเหมยปลิวไสวและพัดโบกไปโดยรอบระหว่างพวกเขา ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกที่กำลังเบ่งบานในใจของทั้งคู่
ในช่วงเวลานั้น ไม่มีคำพูดใดเพิ่มเติมที่จำเป็นอีกแล้ว ทั้งสองรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่แปลกใหม่และลึกซึ้งที่กำลังเกิดขึ้น แม้จะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่หัวใจของพวกเขากลับเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ ราวกับว่าชะตาได้ลิขิตให้พวกเขามาพบกันในสวนดอกไม้ที่งดงามนี้เพื่อเริ่มต้นเรื่องราวที่ไม่มีใครคาดคิด
ในจังหวะเดียวกันนั้น แม่นมหลินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก มองเห็นท่าทีที่เกิดขึ้นระหว่างคุณหนูไป๋เสวี่ยหนี่กับชายแปลกหน้า นางรู้สึกถึงความไม่สบายใจที่ก่อตัวขึ้น แม่นมหลินเคยเฝ้าดูแลคุณหนูของนางมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย และรู้ดีว่าสายตาที่คุณหนูส่งให้กับชายผู้นั้นบ่งบอกถึงสิ่งใด
ด้วยความห่วงใย แม่นมหลินรีบก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น
"คุณหนูเจ้าคะ ท่านขุนนางไป๋ได้สั่งให้ข้ามาเรียนเชิญท่านกลับไปที่จวนเจ้าค่ะ ท่านพ่อของท่านกำลังรอรับประทานอาหารร่วมกับท่านอยู่"
เสวี่ยหนี่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางหันไปมองแม่นมหลิน สายตาของนางยังคงมีความลังเลและเสียดายที่ต้องจากไป แต่นางก็รู้ดีว่าหน้าที่ในฐานะบุตรสาวของขุนนางใหญ่ไม่อาจละเลยได้
"เช่นนั้นเรากลับกันเถิด แม่นม" เสวี่ยหนี่พูดขึ้นอย่างอ่อนโยน แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนว่ามีบางสิ่งที่เพิ่งเริ่มต้นได้ถูกหยุดลงอย่างกะทันหัน
หลี่ชิงเฉิงที่ยืนอยู่เพียงไม่กี่ก้าวรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ เขามองเสวี่ยหนี่ที่กำลังจะจากไปด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบเบา ๆ เมื่อคิดว่าการพบกันนี้อาจจะเป็นเพียงครั้งแรก ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย
"ข้าหวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะ คุณหนูไป๋เสวี่ยหนี่" ชิงเฉิงเอ่ยขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความรู้สึก
เสวี่ยหนี่หันกลับไปมองเขาอีกครั้ง ดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้า "ข้าก็หวังเช่นนั้น ท่านแม่ทัพหลี่" นางตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปิดบังความรู้สึกในใจ
หลังจากนั้น เสวี่ยหนี่ก็เดินเคียงข้างแม่นมหลินกลับไปยังจวนอย่างเงียบ ๆ สายลมที่เคยพัดผ่านและกลีบดอกเหมยที่เคยปลิวไสวกลับดูเหมือนจะเงียบงันลงเมื่อไม่มีเธออยู่ ชิงเฉิงยืนมองตามแผ่นหลังของเสวี่ยหนี่จนลับสายตาไป พร้อมกับความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ที่ยังคงตกค้างอยู่ภายในใจเขา
แม่นมหลินลอบมองคุณหนูของนางด้วยสายตาที่แฝงความห่วงใย นางรู้ว่าการพบกันนี้อาจเป็นเพียงการบังเอิญ แต่ก็รู้ดีว่าความรู้สึกบางอย่างได้ถูกปลุกขึ้นมาในหัวใจของคุณหนูไป๋เสวี่ยหนี่แล้ว แม้จะไม่มีคำพูดใดจากเสวี่ยหนี่ แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของคุณหนู นางจึงคิดว่าการกันท่าชายแปลกหน้าผู้นั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะรู้ว่าคุณหนูคงไม่ชอบใจก็ตาม..
ไม่นานนักคุณหนูเสวี่ยหนี่ และแม่นมหลินก็เดินมาถึงในห้องโถงใหญ่ของจวนขุนนางไป๋ พื้นที่กว้างขวางได้รับการประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง ด้วยพรมลายดอกโบตั๋นสีแดงสดที่ปูยาวไปจนถึงโต๊ะอาหารกลางห้อง ผ้าม่านผ้าไหมสีทองที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสลักด้วยลวดลายมังกรและหงส์ ซึ่งแสดงถึงความสูงส่งของตระกูลไป๋ บนผนังยังมีภาพวาดภูเขาและแม่น้ำที่ถูกวาดขึ้นด้วยฝีมือช่างระดับปรมาจารย์ ดูสมบูรณ์แบบราวกับภาพจริง
โต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่กลางห้องนั้นยาวจรดปลายห้อง ถูกประดับด้วยผ้าปูโต๊ะสีแดงสดที่ปักลายดอกไม้ด้วยด้ายทองคำ บนโต๊ะมีจานอาหารหลากหลายชนิดจัดเรียงไว้อย่างงดงาม ทุกจานเป็นอาหารเลิศรสที่ถูกจัดเตรียมด้วยฝีมือพ่อครัวชั้นสูงจากในวัง แต่ละจานล้วนตกแต่งด้วยดอกไม้กินได้และสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมชวนให้อยากลิ้มลอง
ตรงกลางโต๊ะตั้งขวดสุราที่ทำจากหยกเนื้อดีสีขาวใส มีกลิ่นหอมของเหล้าหมักที่ส่งกลิ่นเย้ายวน ทุกอย่างในที่นี้บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและความสำคัญของตระกูลไป๋ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน
ไป๋เสวี่ยหนี่ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับแม่นมหลิน เมื่อได้เห็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหรูหรานี้ นางรู้สึกเหมือนตนเป็นเพียงบุคคลเล็ก ๆ ท่ามกลางความอลังการที่ล้อมรอบ นางสูดหายใจลึกเพื่อกลั้นความรู้สึกกดดันในใจ ก่อนจะย่อตัวลงทำความเคารพผู้ที่นั่งอยู่บนโต๊ะ
ที่หัวโต๊ะคือไป๋เจิ้ง หัวหน้าตระกูลและขุนนางใหญ่ผู้ทรงอำนาจ เขาเป็นชายร่างสูงในชุดขุนนางสีเข้ม ดวงตาของเขาคมกริบและเต็มไปด้วยความเด็ดขาด แม้จะมีอายุมากแล้ว แต่ก็ยังคงความสง่างามไว้ไม่เสื่อมคลาย ข้างกายเขาคือไป๋เสวี่ยชุน ภรรยาผู้สง่างามของเขา นางสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ฟ้า ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนแม้จะมีริ้วรอยเล็กน้อยตามวัยก็ตาม
"ลูกมาแล้วหรือ" เสียงทุ้มนุ่มของไป๋เจิ้งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเสวี่ยหนี่เดินเข้ามา เขามองลูกสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความภูมิใจ
"เจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่" เสวี่ยหนี่ตอบเบา ๆ ขณะก้าวเข้ามานั่งที่เก้าอี้ด้านข้างของมารดา แม่นมหลินจัดแจงช่วยนางนั่งลงด้วยท่าทางที่สุภาพ
เสวี่ยหนี่มองไปยังโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส แต่นางกลับรู้สึกได้ถึงความหน่วงหนักในใจ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความหรูหราและความรักของครอบครัว แต่ในหัวใจของนางกลับรู้สึกว่างเปล่า อาหารที่ถูกจัดเตรียมอย่างวิจิตรพิสดารนั้นไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกในใจของนางได้
ไป๋เสวี่ยชุนยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นลูกสาวมาร่วมโต๊ะ "วันนี้เราเตรียมอาหารพิเศษไว้เพื่อเฉลิมฉลองที่เจ้ากลับมาจากการพักผ่อนในสวน หวังว่าเจ้าจะชอบ" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานแต่ก็ซ่อนความห่วงใยไว้อย่างลึกซึ้ง
เสวี่ยหนี่พยักหน้าเบา ๆ "ขอบคุณท่านแม่ ทุกจานล้วนหน้าตาน่ารับประทานเจ้าค่ะ" นางตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ภายในใจจะยังคงรู้สึกว้าวุ่นใจกับบทสนทนาในสวนดอกไม้
เมื่อสำรับอาหารได้วางอย่างเพียบพร้อม ทั้งสามคนก็เริ่มรับประทานอย่างช้า ๆ การสนทนาในมื้อนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่นแต่เสวี่ยหนี่กลับรู้สึกว่ามีสัญญาณบางอย่างที่แปลกไป
หลังจากที่ครอบครัวไป๋รับประทานอาหารร่วมกันได้สักพัก การสนทนาระหว่างพวกเขาก็ยังคงดำเนินไปด้วยความเรียบง่าย แต่แล้วบรรยากาศที่อบอุ่นก็เริ่มแปรเปลี่ยน เมื่อไป๋เจิ้งวางตะเกียบลงช้า ๆ และสบตากับภรรยาผู้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะหันไปมองลูกสาวของเขา
เสวี่ยหนี่ที่กำลังจิบชาหอมกรุ่นจากถ้วยหยกสีเขียวใส สังเกตเห็นความเงียบที่เริ่มปกคลุมอยู่เหนือโต๊ะอาหาร นางเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยความสงสัย เมื่อพบว่าสายตาของท่านพ่อมีความจริงจังมากกว่าปกติ
ไป๋เจิ้งไอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและมีนัยยะแอบแฝง
"เสวี่ยหนี่...ลูกโตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว และในฐานะบุตรสาวคนโตของตระกูลไป๋ การแต่งงานของเจ้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของตระกูลเรา"
เสวี่ยหนี่รู้สึกหัวใจเต้นแรงและกระวนกระวายอย่างไม่รู้ตัว นางพยายามสงบจิตใจ แต่น้ำเสียงที่จริงจังของท่านพ่อทำให้นางรู้สึกถึงความตึงเครียดที่แผ่ปกคลุมอยู่รอบตัว "ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?"
ไป๋เจิ้งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ทางตระกูลใหญ่ได้ส่งสารมาหาเรา พวกเขาได้เสนอการแต่งงานระหว่างเจ้าและองค์ชายรอง ซึ่งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งที่สำคัญ การเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่ในเมืองนี้จะทำให้ตระกูลไป๋ของเรามั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งทางอำนาจและทรัพย์สิน"
คำพูดของท่านพ่อเหมือนกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ เสวี่ยหนี่รู้สึกเหมือนโลกรอบตัวพลันหมุนคว้าง หัวใจของนางเต้นรัวและเต็มไปด้วยความสับสน นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าการแต่งงานของตนเองจะถูกกำหนดด้วยเหตุผลทางการเมืองและเกิดขึ้นรวดเร็วเช่นนี้
"ท่านพ่อ...ท่านแม่...แต่ข้า..." เสวี่ยหนี่พยายามจะพูด แต่คำพูดของนางกลับติดอยู่ที่ลำคอ ความรู้สึกของนางเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำหนักที่ไม่อาจต้านทานได้ ความคิดถึงใบหน้าของหลี่ชิงเฉิงที่นางเพิ่งพบเจอในสวนกลับพลันผุดขึ้นมาในใจ ยิ่งทำให้นางรู้สึกขมขื่นและสับสนยิ่งขึ้น
ไป๋เสวี่ยชุนที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ รับรู้ถึงความวิตกกังวลในใจของลูกสาว นางเอื้อมมือมากุมมือเสวี่ยหนี่ไว้และพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "แม่รู้ว่าเจ้าอาจรู้สึกไม่พร้อม แต่การแต่งงานครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตระกูลและตัวเจ้าด้วย แม่อยากให้เจ้าลองพิจารณาดู"
เสวี่ยหนี่น้ำตาคลอเบ้า แต่ก็พยายามกักเก็บไว้ นางรู้ว่าคำพูดของท่านพ่อและท่านแม่ล้วนมีเหตุผล แต่หัวใจของนางกลับรู้สึกว่างเปล่าและเจ็บปวด นางไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากสถานการณ์นี้อย่างไร ความสุขที่นางเพิ่งได้สัมผัสในสวนกับชิงเฉิงเหมือนถูกพรากไปในพริบตา
ไป๋เจิ้งมองดูลูกสาวที่นั่งเงียบอยู่ตรงหน้าเขา แม้เขาจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนาง แต่เขาก็ต้องทำตามหน้าที่ของหัวหน้าตระกูล "เจ้ายังมีเวลาอีกสักระยะก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะถูกประกาศ ข้าอยากให้เจ้าคิดให้รอบคอบและเข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้"
เสวี่ยหนี่พยักหน้าช้า ๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความว้าวุ่นและความเศร้าโศก นางรู้ว่าความสุขส่วนตัวของนางอาจต้องถูกสละเพื่อความมั่นคงของตระกูลไป๋ แต่ความรู้สึกที่ยังคงซ่อนเร้นในหัวใจทำให้นางรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต..