รัชสมัยแห่งพระเจ้าซ่งไทจู่ ราชวงศ์ซ่งที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการรวบรวมอาณาจักรจากความแตกแยกและขัดแย้งให้เป็นปึกแผ่น ชีวิตของประชาชนอยู่ท่ามกลางการแปลงเปลี่ยน ในราชสำนักเต็มไปด้วยการแก่งแย่งเพื่อผลประโยชน์ของตน
ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายสักเพียงใดหากยังมีอีกโลกหนึ่งซึ่งไกลห่างจากความสับสนทั้งมวล นั่นคืออารามวัดโค้วอิงยี่ บนยอดเขางังฮ้วยฮง หนึ่งในยอดเขาสูงในม่านเมฆแห่งเขาเหลียงซาน หยางเซิงไต้ซือเฒ่านั่งสวดคำภีร์ต่อหน้าองค์พระภายในอารามเก่าแก่แม้เวลาล่วงเลยไปจนดึก แสงจันทร์สาดส่องลอดเข้ามาทางช่องลมบนผนังอาบควันธูปเทียนที่ลอยอวลภายในนั้น ทว่าทุกอย่างดูเหมือนเกิดความผิดปกติขึ้นในฉับพลันเมื่อเปลวเทียนสะบัดไหวราวถูกเป่าด้วยลมแรงหากไม่ยอมดับลง หยางเซิงไต้ซือลืมตาขึ้นพร้อมกันนั้นและวางลูกประคำในมือลงก่อนเอียงหน้าเล็กน้อยหากไม่ยอมเหลียวหลังกลับไปแม้รู้สึกถึงการมาของใครคนหนึ่งทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงประตูอารามที่เปิดเข้ามาแม้แต่น้อย รอยปากหยักล้อมรอบด้วยหนวเครายาวขาวโพลนบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาหยัดขึ้น
“เจ้ามิได้เข้ามาในที่นี้นานแค่ไหนกันแล้วนะ...ฟางซิน”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นกว้างกังวานแม้ไต้ซือเฒ่าชราภาพถึงเกือบร้อยปี เขารู้สึกได้ถึงอาการหยุดกึกของผู้ซึ่งยืนนิ่งเบื้องหลัง แม้มิได้เหลียวกลับไปมองหากหยางเซิงไต้ซือก็นึกภาพของนางผู้เป็นเจ้าของความงามที่ทั่งทั้งยุทธภพร่ำลือ เรือนร่างอรชรสูงระหงในชุดไหมแพรสีแดงก่ำกรุยกรายตัดกับผิวเงางามราวหยกล้ำค่า รูปหน้านั้นงดงามสวยซึ้งผ่องผาดใต้เครื่องประดับปิ่นปักผมและกลิ่นดอกไม้จากกายนางกลบกลิ่นธูปเทียนในอารามสิ้น ฟางซินแย้มยิ้มเรียวปากอิ่มสีแดงชาด
“นานมากแล้วกระมังท่านไต้ซือ”
“ใยเจ้าจึงเข้ามาในอารามอันเงียบสงบยามวิกาล ที่นี่หาได้มีผู้เยี่ยมยุทธเพื่อให้เจ้าได้ลิ้มลองการสับประยุทธ มีเพียงเสียงสวดและควันธูปเทียน พลอยจะทำให้กลิ่นหอมยวนใจของเจ้าต้องอับเฉาลงเสียเปล่าปลี้”
“ทั่วทั้งยุทธภพก็คิดเช่นท่าน...หยางเซิงไต้ซือ ทุกคนล้วนคิดว่าทุกลมหายใจของข้าคือความกระหายอยากได้อาบคราบโลหิต หากมิมีใครสักคนคิดว่าข้านี้ก็เฉกเดียวกับปุถุชนทั่วไป ปรารถนาได้อยู่อย่างสุขสงบเสียบ้าง”
“เจ้าไม่เหมือนคนอื่นทั่วไป มิเช่นนั้นเวลาไปไหนมาไหนคงไม่มีใครตามติดเจ้าดังเช่นการมาที่อารามโค้วอิงยี่แห่งนี้”
แล้วไต้ซือเฒ่าก็ลุกขึ้นจากการนั่งขัดสมาธิ การสวดนั้นสิ้นสุดลงเพื่อที่จะหันกลับมายังเจ้าของเสียงกังวานใสหากแต่ใบหน้างามหมดจดกลับแต่งแต้มด้วยเครื่องขับผิวอันเข้มข้น เบื้องหน้าของหยางเซิงใต้ซือบัดนี้คือตัวตนของสตรีผู้ได้ชื่อว่าทั้งยุทธภพต้องการและเกลียดชังนางหนักหนา
ฟางซิน...ประมุขแห่งพรรคบุปผาสวรรค์ หนึ่งในพรรคมารอันน่ายำเกรงและแข็งแกร่ง เจ้าของสมญา นางมารหมื่นบุปผาแห่งวังบุปผาสวรรค์
จอมยุทธทั่วแผ่นดินต้องการตัวนางมิใช่ด้วยรูปโฉมสคราญหากแต่เป็นเพราะชื่อเสียงร่ำลือถึงความอำมหิตจากการเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์มากมาย นางคือผู้ชั่วช้าในสายตาของคนภายนอกหากสำหรับหยางเซิงไต้ซือแล้ว ฟางซินคือเด็กสาวไร้เดียงสาผู้ซึ่งถูกหล่อหลอมมาด้วยความโหดร้าย
ด้วยไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนว่านางคือผู้รอดชีวิตจากคมกระบี่ของ ไป๋เจี้ยน เทพยุทธกระบี่ขาวประมุขพรรคเฟิงอี้ ในสายตาของทุกคนเขาคือบุรุษฝ่ายธรรมะผู้เต็มไปด้วยคุณธรรม หากแท้แล้วไป๋เจี้ยนคือคนบาปในคราบนักบุญผู้ฆ่าสองสามีภรรยาผู้เยี่ยมยุทธซึ่งถูกปลิดชีพโทษฐานคิดการกบฏต่อราชสำนักทั้งที่จริงแล้วประมุขพรรคเฟิงอี้ต้องการคัมภีร์ที่สองสามีภรรยาคู่นั้นครอบครอง นั่นคือคัมภีร์เฟิงเหลย หรือคัมภีร์ฟ้าคำราม หากผู้ใดฝึกวิทยายุทธจากคัมภีร์เฟิงเหลยถึงขั้นสูงสุดจะมีอำนาจกล้าแกร่งถึงขั้นถล่มยอดเขาหวงซานทั้งหุบเขาได้เพียงชั่วลมปราณจากหนึ่งฝ่ามือ ไป๋เจี้ยนมิล่วงรู้ว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวของสองสามีภรรยาได้รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของหยางเซิงไต้ซือตั้งแต่นางอายุได้ห้าขวบ
ไต้ซือเฒ่าช่วยชีวิตเด็กหญิงไว้และนำไปฝากไว้กับ เพ่ยหลิน ประมุขพรรคบุปผาสวรรค์พรรคมาร สตรีที่ครั้งหนึ่งเคยผูกใจรักต่อเขาหากแต่หยางเซิงกลับเลือกที่จะตัดขาดตัวเองจากโลกียะเข้าสู่โลกแห่งธรรมตลอดชีวิต ต่อมาเมื่อฟางซินเติบโตขึ้นนางจึงเก็บเรื่องราวความแค้นไว้ในใจและฝึกวิทยายุทธอันเป็นความสามารถในสายเลือดก่อนขึ้นเป็นประมุขใหญ่แห่งพรรคมารในวัยเพียงสิบเจ็ดปีจากการแต่งตั้งของเพ่ยหลินเพราะนางไม่มีลูก เส้นทางชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เห็นพ่อแม่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตากลับกลายเป็นหนึ่งในผู้เยี่ยมยุทธและอันตรายที่สุดในยุทธจักร ใครต่างต้องการตัวนางด้วยเชื่อว่านางมารหมื่นบุปผาคือผู้ได้ครอบครองคัมภีร์สะท้านภิภพอย่างเฟิงเหลย
“ข้ามากับเหมยเหม่ยเพียงเท่านั้น”
ฟางซินตอบน้ำเสียงจริงจังขณะสายตาของนางไม่ยอมละไปจากไต้ซือเฒ่าซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ให้ชีวิตสำคัญยิ่ง
“ฟางซิน...ตอนนี้ใครต่างต้องการตัวเจ้า จอมยุทธมากมายต่างควานหาตัวนางมารหมื่นบุปผา”
“หึ...ก็ด้วยเหตุผลเดียวคือคัมภีร์เล่มนั้น”
“ข้าได้เตือนเพ่ยหลินแล้วครั้งหนึ่งตอนฝากเจ้าไว้กับนาง ว่าอย่าให้เจ้าแตะต้องวรยุทธไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าใดก็ตาม”
“ท่านห้ามมิได้ดอก ในเมื่อข้านี้เองเป็นคนขอให้ท่านแม่สั่งสอนมันให้แก่ข้า”
“ยุทธภพนี้หนอวุ่นวาย ใยเจ้าจึงยอมให้กิเลศฝ่ายต่ำครอบงำตัวเอง”
“มิมีอำนาจใดจักครอบครองข้าได้!”
น้ำเสียงหนักของนางบังเกิดลมพัดไหววูบจนเปลวเทียนที่จุดรอบอารามดับไปเกือบททั้งหมด ยังเหลือเปลวสีทองของเทียนต่อหน้าองค์พระและทำให้หยางเซินไต้ซือชะงักงันเมื่อเขานึกอะไรได้บางอย่าง
“นี่คืออำนาจแห่งลมปราณภายในกายเจ้า มันหนักหน่วงและทรงพลังยิ่งจนอาจทำลายอารามเล็ก ๆ นี้ได้ในพริบตา ไม่สิ...มันอาจทำลายอารามในวัดนี้ได้ทีเดียวทั้งหมด ฟางซิน...นี่เจ้าฝึกวรยุทธจากคัมภีร์ฟางเหลยถึงขั้นสูงแล้วใช่หรือไม่”
เมื่อถูกเตือนสติอารมณ์ของฟางซินจึงสงบลง นางตวัดสายตาเพียงน้อยเปลวไฟก็จุดขึ้นบนเทียนไขจนอารามเล็กสว่างไสวขึ้นอีกครั้งแต่ยังความตระหนกแก่ไต้ซือเฒ่ายิ่งนัก นางไม่ยอมตอบขณะหยางเซินไต้ซือส่ายหน้าและทอดถอนใจ
“ฟางซิน...เจ้าไม่บอกข้าก็ไม่เป็นไร เมื่อเจ้ามาที่นี่ก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องที่อยากถาม...เมื่อไม่กี่วันมานี้มีคนจากราชสำนักเดินทางมายังเขาหวงซานแต่ถูกฆ่าตายทั้งหมด เจ้า...คือผู้ปลิดชีพคนเหล่านั้นใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องที่ท่านว่ามา”
ผู้ฟังเลิกคิ้วขาวโพลนด้วยความฉงน “เจ้าว่าอย่างไรนะ นี่เจ้าแกล้งไม่รู้หรือว่าไม่รู้เรื่องจริง ๆ กันแน่”
“ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก ถึงข้าจะอยู่พรรคมารแต่ก็รู้ถึงคุณของสัจจะว่ามีค่ามากแค่ไหน สิ่งใดที่ข้าไม่ได้ทำจะให้ข้ารับว่าทำได้อย่างไร”
“แต่มีหลักฐานบ่งบอกว่าคนของราชสำนักเหล่านั้นตายด้วยกลีบดอกไม้ปลิดวิญญาณซึ่งใคร ๆ ก็รู้ดีว่ามันเป็นอาวุธของนางมารหมื่นบุปผา”
ฟางซินเลิกรอยคิ้วโก่งคมของนางขึ้นบ้าง แม้จะล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในยุทธภพหากนางมารแห่งวังหมื่นบุปผาให้รู้สึกฉงนต่อคำบอกเล่าของไต้ซือเฒ่า กลีบดอกไม้ปลิดวิญญาณคืออาวุธอันน่ากลัวเกรงของนางที่แปรเปลี่ยนกลีบดอกไม้บอบบางเป็นอาวุธคมกริบเด็ดชีพคนทีเดียวได้นับร้อยนับพัน สักครู่นางจึงยืดไหล่ขึ้นนัยน์ตาของฟางซินสะท้อนแสงจากตะเกียงดูกล้าแข็งขณะจ้องหน้าคู่สนทนาซึ่งอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว
“แล้วข้าจะทำเช่นนั้นเพื่อจุดประสงค์อันใดเล่า ฆ่าคนที่มิใช่ศัตรูนั้นหาใช่สิ่งที่ข้าจะกระทำไม่”
หยางเซิงไต้ซือลูบเคราสีดอกเลาและมีสีหน้าครุ่นคิด
“บ้านเมืองกำลังวายวุ่น แคว้นต่าง ๆ แตกแยกออกราวแขนงสายน้ำ ผู้ใดได้ชื่อว่ากล้าแข็งจักต้องถูกโค่นล้มอำนาจเพื่อมิให้เป็นขวากหนามทางเดิน หากการตายของคนเหล่านั้นมิได้เป็นเพราะน้ำมือเจ้าก็อาจมีใครสวมรอยเพื่อป้ายสีความผิดให้ผู้คนยิ่งเกลียดชัง”
“และข้าคือผู้ซึ่งยุทธภพเกลียดชัง”
“มันอาจมิใช่เรื่องใหญ่หากหนึ่งในนั้นมิใช่บุตรสาวของอำมาตย์ใหญ่ผู้รับใช้ใกล้ชิดองค์ซ่งไท่จู่ และตอนนี้วังหลวงกำลังส่งคนมาสืบหาตัวคนผิดเพื่อนำกลับไปรับโทษ”
“ทุกคนจึงพุ่งเป้ามายังข้า”
“ฟางซิน”
หยางเซิงไต้ซือร้องขึ้นเมื่อเห็นว่าฟางซินกำลังจะหันหลังกลับออกไปจากอาราม นางหยุดชะงักแต่ไม่ยอมหันกลับไปมองไต้ซือเฒ่ากระทั่งเขากล่าวขึ้น
“ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้ากำลังฝึกปรือวรยุทธจากคัมภีร์เฟิงเหลยในขั้นสูงแล้ว แต่ก็ยังมิสูงสุด ข้าเพียงอยากเตือนเจ้าว่ามันเป็นคัมภีร์อันเยี่ยมยอดอย่างยากจะหาใดเปรียบและเป็นคัมภีร์อันตรายอย่างที่มิอาจมีวิทยายุทธใดเทียบเช่นกัน เพราะหากเจ้าฝึกสำเร็จในขั้นสุดท้ายอาจถูกอำนาจฝ่ายต่ำครอบงำ และเจ้ามิอาจหยุดการฝึกได้กลางคันหากก้าวสู่ขั้นสุดยอด เพราะหากเจ้าหยุดมันกายเจ้าจะถูกพลังแห่งจักรวาลภายในทะลุทะลวงตัวเองจนลมปราณแตกซ่าน และที่สำคัญ...”
ไต้ซือเฒ่าหยุดคำกล่าวไว้ชั่วลมหายใจ
“ฟางซิน...เจ้ามิอาจมีความรักได้ เพราะผู้ที่จะสำเร็จคัมภีร์เฟิงเหลยคือผู้ที่ต้องรักษาพรหมจรรย์ หากวันใดที่เจ้าสูญเสียมันไปนั่นหมายความว่าเจ้าต้องสูญสิ้นกำลังภายใน วรยุทธที่เจ้าฝึกฝนและสั่งสมทั้งหมดมีค่าแค่หนึ่งลมหายใจของเจ้าเท่านั้น”
“ข้าไม่มีความรัก...จักไม่มี...ตลอดชีวิต”
จบคำของนางประตูอารามก็เปิดออกด้วยกำลังลมปราณกล้าแข็ง ฟางซินก้าวออกไปอย่างเชื่องช้าราวกลีบดอกไม้ปลิดปลิวลิ่วไปตามสายลมก่อนประตูปิดลง ด้านหน้าอารามเล็กนั้นมีใครอีกคนยืนรออยู่ด้วยความสงบ เหมยเหม่ย ในชุดรัดรึงสีแดงดังจอมยุทธหญิงคือผู้ติดตามใกล้ชิด นางก้มศีรษะลง
“ท่านประมุข...เสร็จธุระของท่านแล้วจะกลับวังบุปผาสวรรค์เลยหรือไม่”
“ยังก่อน”
เหมยเหม่ยช้อนตาขึ้นมองประมุขพรรคบุปผาสรรค์และเห็นความแปลกประหลาดเมื่อนางถอดเสื้อคลุมสีแดงชั้นนอกออกเหลือเพียงเสื้อคลุมสีขาวห่อหุ้มเสื้อสีแดงด้านในก่อนตามด้วยเครื่องประดับผมเป็นปิ่นปักดอกไม้ขนาดใหญ่ยื่นให้ผู้ติดตามคนสนิท เหมยเหม่ยรับมันไว้และก้มหน้าลงอีกครั้ง
“ท่านประมุขคะ”
“เจ้ากลับไปยังสำนัก ส่วนข้าจะเข้าไปในหมู่บ้าน”
“แต่...ท่านประมุข ท่านจะไปคนเดียวหรือคะ”
“ข้าจะไปสืบเรื่องการตายของคนจากวังหลวง มีคนป้ายสีว่าข้าเป็นคนปลิดชีพคนพวกนั้น หากรู้ว่าเป็นผู้ใดข้าจักไม่เก็บมันไว้ให้เป็นขวากหนามของพรรคเรา”
“แต่ตอนนี้ท่านยังอยู่ในช่วงเวลาของการฝึกวรยุทธขั้นสุดท้ายนี่ไม่ใช่หรือคะ”
“ข้าจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ราตรี”
“แล้วจะให้ข้าเรียนต่อท่านเพ่ยหลินว่าเช่นไร”
“บอกเพียงว่าข้ามีธุระสำคัญที่ต้องสะสาง...เจ้าไปได้แล้ว”
สิ้นคำสั่งเหมยเหม่ยก็ค้อมศีรษะลงอีกครั้งโดยไม่ตั้งคำถามใดก่อนจะใช้วิชาตัวเบาลอยละลิ่วข้ามหลังคาอารามวัดหายไปในเงามืดใต้แสงจันทร์เสี้ยว ฟางซินก้มมองตัวเองที่บัดนี้เหลือเพียงชุดเสมือนหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา เรือนผมยาวเงางามดำขลับมุ่นไว้เหนือศีรษะปราศจากเครื่องประดับอลังการอย่างประมุขพรรคมาร นางหันกลับไปมองอารามเล็กก่อนก้าวลงไปตามทางเดินลาดชันของหุบเขาในหมู่เมฆเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านด้านล่าง
*************************
“ท่านแม่ทัพเฉิง...ข้าเห็นแสงคบเพลิงอยู่ไม่ไกล เราเดินทางจวนถึงหมู่บ้านแล้วขอรับ”
หวังซื่ออยู่บนหลังม้ารีบหันไปรายงานต่อบุรุษร่างสูงบนหลังอาชาสีเผือกซึ่งอยู่ในชุดดำโพกผ้าบนศีรษะและใบหน้ามิดชิดเห็นแต่ดวงตาดำยาวรี่องประกายเมื่อเห็นแสงไฟส่องสว่างอยู่ไม่ไกลตามคำบอกกล่าว
“รีบไปกันเถิดท่านแม่ทัพเฉิง จากนี้ไม่ไกลเราก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว”
“หวังซื่อ”
เฉิงจิ้นเหอส่งเสียงก่อนบังคับม้าคู่ใจให้หยุดนิ่งและเปิดผ้าปิดใบหน้าหล่อเหลาราวเทพออก หวังซื่อบังคับม้าให้หยุดตาม
“มีอะไรหรือท่านแม่ทัพ”
“ข้าเพียงอยากเตือนเจ้าว่าอย่าได้กล่าวถึงยศชั้นตำแหน่งของข้าเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน เวลานี้ข้ามิใช่แม่ทัพ ขุนศึกแห่งองค์จักรพรรดิ์ เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่มาจากหมู่บ้านอื่นนามว่าจิ้นเหอ”