ตอน 1

แนะนำตัวละคร

หลิวเข่อซิง-เข่อซิง : ปีศาจจิ้งจอกแดงอายหนึ่งร้อยสิบหกปี

หานหรงเหยา : ที่ปรึกษา(กุนซือ)ของกองทัพ มาทำงานร่วมกับซุนเจ้าเฟิง แม่ทัพใหญ่ที่อยู่ชายแดน

หลิวชิงเซียง -ชิงเซียง : ปีศาจจิ้งจอกแดงอายุห้าร้อยห้าสิบปี เป็นศิษย์พี่ของหลิวเข่อซิง

ซุนเจ้าเฟิง : องค์ชายสามและเป็นแม่ทัพใหญ่ประจำชายแดน เป็นสหายรักของหานหรงเหยา

...

พิธีแต่งงานจัดอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานมงคลของตระกูลหานและเจ้าสาวแสนงามดุจบุปผาสวรรค์ เสียงดนตรี คำอวยพร ของขวัญ วิจิตรตระการตาราวกับงานรื่นเริงของเหล่าปวงเทพ งานมงคลยิ่งใหญ่นี้คงกลายเป็นที่กล่าวถึงไปอีกนานแสนนาน

ชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวในชุดสีแดงสวยงดงาม ขณะที่เจ้าสาวค้อมเอวคำนับเจ้าบ่าวแล้วเงยตัวขึ้น สายลมพัดผ่านทำให้ผ้าคลุมหน้าสีแดงขยับไหวเผยเห็นรอยยิ้มเปี่ยมสุขของหญิงสาว

ทว่ารอยยิ้มนั้น ไม่ใช่ของเขาอีกแล้ว

ชายหนุ่มกล่ำกลืนความปวดร้าวในอก ฝืนทนจนเจ้าสาวเดินผ่านสายตาเข้าห้องหอแล้ว เขาจึงหมุนตัวเดินจากจวนตระกูลหาน เขาเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่จวบจนวันนี้ที่เขาอายุสิบเจ็ดปี เขาจึงก้าวเท้าออกจากสถานที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’ อย่างไม่รู้ว่าจะหวนกลับเมื่อใดคิดจะหวนกลับ

จะให้เขาอยู่อย่างไร ในเมื่อหญิงสาวที่เขาหลงรักและเติบโตมาพร้อมกัน มาบัดนี้นางได้กลายเป็น ‘พี่สะใภ้’ ของเขาไปแล้ว

ตอนที่1.

บานประตูห้องทำงานเปิดออกอย่างไม่เกรงใจคนในห้อง ตามมาด้วยเท้าหนักๆ ที่เดินยำเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้สลักลายงดงาม บุรุษหนุ่มตวัดมือร่างแบบบนกระดาษเสร็จพอดีจึงเงยหน้าขึ้น สีหน้าเรียบนิ่งราวกับแผ่นน้ำแข็งแห่งฤดูเหมันต์ไร้อารมณ์ แต่กระนั้นก็ไม่อาจลดทอนความหล่อเหลาบนใบหน้าได้แม้แต่น้อย

“หน้าตาเจ้านี่มันไร้อารมณ์สิ้นดี” องค์ชายสามหรือองค์ชายซุนเจ้าเฟิง ผู้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ประจำชายแดนตะวันตก เขาส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทีอ่อนใจพลางเอื้อมมือไปรินน้ำชาให้ตนเอง “ข้าให้เจ้าหาเด็กรับใช้ข้างกายสักคน เหตุใดยังไม่มีใครมาปรนนิบัติเจ้าอีก”

“จะให้ข้าต้อนรับท่านแม่ทัพอย่างไรดี จุดประทัดดีหรือไม่” หานหรงเหยา คลี่ยิ้มเพียงเล็กน้อย มันน้อยเสียจนแทบมองไม่เห็นเป็นรอยยิ้ม หรือคนผู้นี้อาจหลงลืมการยิ้มไปแล้วว่าควรทำเช่นไร

“อยู่ค่ายทหารไม่จำเป็นต้องมีบ่าวข้างกาย” ชายหนุ่มวางพู่กันแล้วหยิบผ้ามาเช็ดมือ

“แต่สุขภาพของเจ้า...”

องค์ชายสามชะงักปากไป เป็นสหายกันมานาน รู้จักกันตั้งแต่เด็กเพราะหานหรงเหยาเองก็เป็นสหายร่วมเรียนกับเขา และสกุลหานเองรับใช้ราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน หานหรงเหยาเป็นบุตรชายคนรองของสกุลหาน รูปร่างผอมบางไปสักหน่อยแต่ใบหน้าหล่อเหลาและโดดเด่นด้วยความรู้ความสามารถไม่ด้อยไปกว่าคุณชายตระกูลใดในเมืองหลวง ทว่าหัวใจของหานหรงเหยาไม่แข็งแรงมาตั้งแต่กำเนิด หมอทั่วแคว้นต่างลงความเห็นเดียวกันว่าไม่อาจรักษาได้ ทำได้เพียงพยุงให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ปีต่อปี

ไม่ใช่แค่ ‘หัวใจ’ เท่านั้น แต่หานหรงเหยายังเป็น ‘โรคใจ’ อีกด้วย นั้นเป็นเหตุผลที่หานหรงเหยาเขียนจดหมายมาถึงซุนเจ้าเฟิงเพื่อรับตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษา’ หรือ ‘กุนซือ’ ณ ค่ายทหารแห่งนี้

“ข้าสบายดี” หานหรงเหยารู้ทันความคิดขององค์ชายสาม ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ทั้งสองจึงพูดคุยสนทนากันอย่างเป็นกันเอง ซึ่งจะว่าไปก็เป็นความคิดของซุนเจ้าเฟิงที่ไม่ยินยอมให้เขาพูดจาแบ่งฐานะชัดเจน

‘เก็บถ้อยคำเหล่านั้นไว้ใช้ที่เมืองหลวงเถอะ! ข้าอยู่ห่างไกลเสด็จพ่อขนาดนี้ คงไม่มีใครเอาไปฟ้องว่าเจ้าพูดจากับข้าเสมอเท่าเทียมกัน’

“เอาเถอะๆ ร่างกายของเจ้า เจ้าย่อมรู้ตัวดี” ซุนเจ้าเฟิงถอนหายใจเบาๆ หานหรงเหยาเป็นเจ้าดื้อหัวแข็ง ไม่ดื้อดึงจริงคงไม่สามารถออกจากเมืองหลวงมาอยู่ไกลถึงชายแดนกับเขาได้ เพราะสุขภาพไม่สู้ดี ทั้งบิดามารดาจึงระวังหานหรงเหยาทุกฝีก้าว จำได้ว่าหานหรงเหยาให้เขาสอนเพลงหมัดมวยให้ เมื่อมารดารู้เข้าก็เป็นลมล้มพับไปทันที ส่วนบิดานั้นด้วยเกรงฐานะของเขาจึงได้แต่กัดฟันข่มความโกรธไว้

หากไม่เป็นเพราะ สตรีที่หานหรงเหยาปักใจรักนั้นไปแต่งงานกับบุรุษอื่น และบุรุษผู้นั้นคือพี่ชายของหานหรงเหยาเอง นางกลายเป็น ‘พี่สะใภ้’ ของเขาไปเสียนี่ ด้วยเหตุนี้หานหรงเหยาจึงไม่อาจใช้ชีวิตในเมืองหลงได้อีก ซุนเจ้าเฟิงถอนหายใจให้โชคชะตาของหานหรงเหยาอีกครั้ง

ตอน 2

“ว่าแต่ เจ้าทำอะไรอยู่” เขาถามชะโงกหน้ามาดูกระดาษบนโต๊ะทำงานของสหายรัก เขาไม่เข้าใจรูปวาดเหล่านี้จนกว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากอธิบาย แต่ก็ไม่เคยห้ามปรามขัดขวางเพราะแต่ละชิ้นที่ ‘ที่ปรึกษาหาน’หรือหานหรงเหยาคุณชายรองสกุลหานล้วนมีประโยชน์ต่อกิจการค่ายทหารประจำชายแดนตะวันตกของเขายิ่งนัก

“จากบันทึกที่อ่านมา ยามฤดูน้ำหลากมักมีเหตุดินถล่มตัดเส้นทาง ข้าคิดว่าจะหาเส้นทางสำรองอ้อมภูเขา หากมีเหตุไม่คาดฝันจะได้มีเส้นทางอื่นให้ใช้งาน หรือหากมีข้าศึกมาทิศทางนี้ สามารถใช้เส้นทางใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลศึกตีโอบเหล่าข้าศึกได้”

“ไม่เลว” ซุนเจ้าเฟิงพยักหน้ารับแล้วตบไหล่สหายเบาๆ “มาเถิด ข้ามีสุราดีจากเจียงหนานรอเจ้ามาลิ้มรสเป็นเพื่อนข้า”

ช่างเป็นของตอบแทนที่ข้าอยู่เฝ้าค่ายให้เสียจริง”

หานหรงเหยาแสร้งตัดพ้อ แต่เพราะสีหน้าเรียบนิ่งและท่าทางสูงส่งของเขานั้น คนฟังได้แต่โคลงศีรษะไปมา

“งานที่นี่ไม่มีอะไรมาก เจ้าพักที่จวนก็ได้ หากมีเรื่องเร่งด่วน ข้าจะให้คนไปเชิญเจ้าเอง”

องค์ชายสามกล่าวขณะเดินออกจากกระโจมพร้อมหานหรงเหยา บุรุษทั้งสองเดินผ่านเหล่าทหารที่ให้ความเคารพยำเกรง มิใช่เพราะฐานะตำแหน่งเท่านั้น แต่ซุนเจ้าเฟิงเป็นแม่ทัพที่รักพวกพ้อง ไม่ทิ้งพี่น้องไว้ด้านหลัง และเมื่อหานหรงเหยาเป็นสหายรักของแม่ทัพซุนมาเป็นที่ปรึกษา เขาไม่ถือยศศักดิ์ พูดจาเป็นกันเองกับเหล่าทหารไม่ว่าจะระดับใด ทำให้คนในค่ายให้เคารพและเทิดทูนยิ่งนัก

ทั้งสองควบอาชางามสง่ากลับมาที่จวน พ่อบ้านจูเส้ากันเห็นผู้เป็นนายกลับมาก็รีบสั่งบ่าวไพร่ให้ดูแลนายท่านทั้งสอง จูอี้ซิน หลานสาวพ่อบ้านจูยกมือขึ้นแตะทรงผมเพิ่มความมั่นใจแล้วเดินเข้าไปหมายปรนนิบัติองค์ชายสาม นางหวังใจว่าจะใช้รูปโฉมงดงามของตนไต่เต้ามีหน้ามีหน้าในเมืองหลวง ต่อให้เป็นเพียงอนุแต่ก็เป็นอนุขององค์ชายสาม นับว่าดีกว่าเป็นภรรยาชาวบ้านร้อยเท่าพันเท่า

“คารวะองค์ชายสาม ที่ปรึกษาหาน”

จูอี้ซินคาวรวะเต็มพิธีการ แต่บุรุษทั้งสองเพียงปรายตาเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไปราวกับนางเป็นเพียงก้อนกรวดบนพื้น

...

พ่อบ้านจูส่ายหน้าไปมา เขาอับอายกับหลานสาวห่างๆ คนนี้นัก แต่จะทำอย่างไรได้ ภรรยาของเขาบังคับขู่เข็ญให้รับนางมาทำงานในจวน หากวันหน้าได้ดี ทั้งสองก็พลอยได้ดีไปด้วย แต่นางมาอยู่ที่นี่ครึ่งปีแล้ว ทั้งพยายามปีนป่ายขึ้นเตียงองค์ชายสามนับครั้งไม่ถ้วน เขาไม่ถูกองค์ชายสามขับไล่ก็นับว่าบุญแล้ว

“พ่อบ้านจู ให้คนเตรียมสุราอาหารไว้ที่ห้องตำรา ข้ากับที่ปรึกษาหานจะไปที่นั้น”

“ขอรับท่านแม่ทัพซุน” เนื่องจากซุนเจ้าเฟิงไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่าองค์ชาย แต่ยินดีให้เรียก ‘ท่านแม่ทัพซุน’ ซุนเจ้าเฟิงประจำการที่ชายแดนมาสามปี ทุกคนจึงคุ้นชินกับคำเรียกขานนี้

“ตัวข้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ข้าจะไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน อีกประเดี๋ยวค่อยกินข้าวดื่มสุราและคุยงานกันต่อที่ห้องตำรา” ซุนเจ้าเฟิงตบบ่าหานหรงเหยา

“ได้” หานหรงเหยาพยักหน้ารับแล้วเดินไปที่เรือนของตน

ซุนเจ้าเฟิงมองแผ่นหลังของสหายรักเผลอถอนหายใจอีกครั้ง คุณชายรองแห่งตระกูลหานแม้ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมดุจไข่ในหิน แต่ในวัยเด็ก ทั้งสองเป็นเด็กจึงซุกซนและเข้ากันได้เป็นอย่างดีจึงกลายเป็นสหายรักกัน แต่เดิมหานหรงเหยามิใช่คนเย็นชาเช่นนี้ แต่เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน หลัวซู่เหมย บุตรสาวภรรยาเอกใต้เท้าหลัวเสนาบดีกรมพระคลัง นางเป็นเด็กหญิงที่มีแววงดงามตั้งแต่อายุยังน้อย ตระกลูหลัวเชิญอาจารย์เก่งกาจให้สอนดนตรีและศิลปะแขนงต่างๆ แต่เพราะตระกูลหลัวและตระหานสนิทสนมกันมาหลายชั่วอายุคน เด็กๆ จึงพลอยได้สนิทกันไปด้วย ภาพคุณชายรองกับคุณหนูหลัวซู่เหมยยามเคียงข้างกันนั้นงดงามดุจภาพวาด เด็กหนุ่มเติบโตเป็นชายหนุ่มงามสง่า เด็กหญิงเติบโตเป็นหญิงสาวแสนงาม หลังจากเขาตัดสินใจเข้ากองทัพไม่นานก็ได้ยินว่าข่าวงานมงคล ทว่ากลับไม่ใช่สหายรักของเขาแต่กับเป็นหานลี่จู พี่ชายของหานหรงเหยา

และที่น่าปวดใจยิ่งกว่า หลัวซู่เหมยก็เต็มใจแต่งงานกับหานลี่จู

นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้หานหรงเหยาไม่เคยยิ้มอีก และทำให้เดินทางถึงเมืองผิงเหยา เพราะรู้ถึงปัญหาจึงไม่เอ่ยถามอะไร ฐานะของเขาสามารถดูแลสหายได้ แต่หานหรงเหยามิได้อยู่ที่นี่ทิ้งชีวิตไปวันๆ

ยังช่วยวิเคราะห์วางแผนเส้นทาง เป็นกุนซือหรือที่ปรึกษาในกองทัพ แต่ไม่ว่าอย่างไร หานหรงเหยาผู้มีใต้ใบหน้าดุจแผ่นน้ำแข็งก็ยังชอบพูดจาหยอกล้อประชดประชัน มีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่จางหายไป

ตอน 3

หลังจากอาหารมื้อเย็นผ่านไป ชายหนุ่มทั้งสองนั่งดื่มสุราสนทนาเรื่องราวทั่วไป จูอี้ซินที่คอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ ถูกไล่ให้ออกไป แม้ใจนางอยากอยู่ใกล้ แต่ด้วยมารยาทและรู้หน้าที่จึงได้แต่จำใจเดินออกมา

“ลมหนาวพัดผ่านมาอีกคราวแล้วสินะ”

“มันก็เป็นเช่นนี้ทุกปีนั้นแหละ” หานหรงเหยาเอ่ยแล้วรินสุราให้สหาย

“นาง...เป็นพี่สะใภ้ของเจ้ามาสามปีแล้ว ยังตัดใจไม่ได้อีกหรือ? แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะกลับไปเป็นหานหรงเหยาคนเก่า ทางที่ดีหาสตรีตบแต่งเป็นภรรยาสักคนสิ”

“เจ้ายังไม่แต่งภรรยา ข้าก็ยังไม่เคยเดือดร้อนแทนเจ้า”

“เจ้านี่มันหัวแข็งชะมัด! เออ! ได้ยินว่าหอชมบุหลันหอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองมีหญิงงามมาใหม่เป็นที่กล่าวถึงมากยิ่งนัก ข้าว่าจะชวนเจ้าไปพิสูจน์เสียหน่อย”

คนถูกชวนเลิกคิ้วขึ้นแล้วแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เจ้าอยากไปก็ชวนลูกน้องไปเถิด ข้าไม่ค่อยถูกชะตากับสถานที่แบบนั้น”

“ยังไม่ได้ไปแล้วตัดสินว่าไม่ถูกชะตามันไม่ถูกต้องนะ” ซุนเจ้าเฟิงตบเข่าเสียงดัง “ข้าเองได้ยินว่ามีสาวงาม ยังต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาเลย”

หานหรงเหยาได้แต่โคลงศีรษะไปมา แต่เขาก็รู้นิสัยดึงดันของซุนเจ้าเฟิงดี ยิ่งปฏิเสธก็หาทางลากไปให้ได้ เช่นนั้นแล้วเขาจึงได้แต่ยอมทำตามใจสหายรัก

สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านลูบไล้บาดแผลในใจให้เจ็บปวดขึ้นมาอีกครา

....

หญิงสาวในชุดผ้าต่วนสีครามอ่อนหวานดุจดอกไม้ ทุกการก้าวย่างพาให้เนื้อผ้าพลิ้วไหวไปกับเรือนร่างที่เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้ง นางดูภูมิใจกับชุดสวยที่ได้สวมและคอยดูว่าเสื้อผ้าจะเลอะเทอะเพราะความซุ่มซ่ามของตน เป็นครั้งแรกที่ได้รับอนุญาตให้แต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามเช่นนี้ มือเรียวกระชับห่อผ้าที่คล้องไหล่ไว้แน่นแต่สายตากลับมองเบื้องหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจ แต่กระนั้นก็มิรู้ตัวว่าตัวเองเป็นเป้าสายตาของผู้อื่นเช่นกัน

หลิวเข่อซิงออกจากหุบเขาจื่อเซ่อ เป็นครั้งแรก และนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ตลาด’ นางเคยเห็นมนุษย์อยู่บ้าง ก็เฉพาะเวลาที่มนุษย์เหล่านั้นหลงเข้าไปในหุบเขา ซึ่งส่วนใหญ่จะกลายเป็น ‘อาหาร’ ของนางและบรรดาศิษย์พี่

ถูกแล้ว ‘มนุษย์’ สำหรับศิษย์พี่และท่านแม่นั้น ล้วนเป็นได้แค่ ‘อาหาร’ เท่านั้น

หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่าตนเองมาอยู่หุบเขาจื่อเซ่อตั้งแต่เมื่อใด หรือก่อนหน้านี้นางเคยเป็นสิ่งใดมาก่อน รู้แค่ว่าตนเป็นปีศาจจิ้งจอกแดง นางต้องได้พลังชีวิตจากมนุษย์เพื่อต่ออายุขัยของตน แต่นางยังไม่เคยออกล่าอาหารด้วยตนเอง ได้แต่คอยรับเศษพลังชีวิตที่บรรดาศิษย์พี่มอบให้ด้วยความสงสาร

นางไม่ใช่แค่ปีศาจจิ้งจอกแดงฝึกหัดเท่านั้น แถมยังเป็นขั้นต่ำที่บรรดาปีศาจตนอื่นๆ มองด้วยหางตาอย่างดูแคลน นางจึงเป็นเสมือนหญิงรับใช้คอยรับใช้ปีศาจตนอื่นในหุบเขา แต่ปีศาจทุกตนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของ ‘ท่านแม่’ บรรดาศิษย์พี่น้องล้วนถูกท่านแม่เลี้ยงดูมาทั้งสิ้น เพียงแค่ต่างที่มาแต่อยู่ร่วมกันที่หุบเขาจื่อเซ่อ นางเคยได้ยินศิษย์พี่พูดคุยกันว่า แท้จริงแล้วพวกเราควรเรียก ‘อาจารย์’ แต่ท่านแม่ไม่ชอบใจให้พวกเราเรียกนางว่าท่านแม่ ท่านแม่ใจดีมาก เรียกนางมาใช้งานก็จริงแต่ก็แบ่งปัน (เศษ)พลังชีวิตให้ นางยังไม่ประสีประสาได้แต่คอยศึกษาแอบดูศิษย์พี่ดูดพลังชีวิตจากมนุษย์

“เข่อซิง! เจ้านี่เสียชื่อปีศาจหมด”

“ทำไมหรือศิษย์พี่” นางเอียงคอถามอย่างงุนงง แต่กระนั้นทำหน้าที่กวาดลานตำหนักจื่อเซ่ออย่างขยันขันแข็ง

“เจ้าไม่รู้จักยั่วยวนบุรุษหรือไร อยู่มาเป็นร้อยปียังหากินเองไม่ได้ต้องคอยกินเศษพลังชีวิตของผู้อื่นอยู่ร่ำไป!”

“ข้า... ศึก...ศึกษาอยู่”

...

นางพยายามแล้วจริงๆ แอบดูบรรดาศิษย์จัดการกับมนุษย์ที่จับมาเป็นอาหาร แต่เสียงร้องโหยหวนนั้นทำให้นางหวาดกลัวจนต้องปิดตาทุกครั้งไป ก็มันน่ากลัวจริงๆนี่ ให้มนุษย์ผู้ชายมานอนทับบนร่างแบบนั้น ไหนจะเสียงครวญครางเจ็บปวดนั้นอีก แค่คิดนางก็ยกมือปิดหูแล้ว

“แต่ข้าก็พยายามแล้วนะ” นางยังอดเถียงไม่ได้ แม้น้ำเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงยุง

“พยายามแล้ว? เจ้าช่างกล้าพูดคำนี้”

หญิงสาวหน้าหงายเพราะถูกนิ้วเรียวจิ้มหน้าผากอย่างแรง นางเสียหลักถอยหลังแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้น ดวงหน้าเล็กทำหน้าเศร้าพลางลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ แต่กระนั้นก็ไม่กล้าสบตากับศิษย์พี่ที่ยืนจ้องมองนางเหมือนนางเป็นยิ่งกว่าหนูสกปรกเสียอีก

“ขืนเจ้าทำตัวเช่นนี้ต้องอดตายแน่”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED