ตอน 1

วันเกิดของอาม่าเป็นวันรวมญาติแบบไม่เป็นทางการของครอบครัวเรา ฉันกับญาติไม่กี่คนมาถึงบ้านอาม่าเร็วกว่าปกติเพื่อเตรียมงานก่อนแขกจะทะลักมา

แขกที่ว่าไม่ได้มีเพียงครอบครัวอันใหญ่โตของอาม่าและลูกสี่คน หากแต่ยังรวมเพื่อนฝูงที่อาม่าสรรหามาตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ฉะนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนมาเยอะแน่

“เดี๋ยวเอาถั่วไปตั้งโต๊ะเลยนะคะ” ฉันร้องบอกคนในครัวก่อนจะถือถาดใส่จานถั่วลิสงคั่วเกลือแบบที่อาม่าชอบ เอาวางไว้ตามโต๊ะต่างๆ ก็ได้ยินเสียงอะไรตก

“น้องภู! นี่เอาอะไรหย่อนลงไปในแจกันอีกเนี่ย?!”

เข้าไปห้องทานข้าวก็พบว่าภู เหลนคนเล็กวัยสี่ขวบของอาม่าเพิ่งถอนมือจากปากแจกันจีนขนาดใหญ่กว่าตัวแกเล็กน้อย แจกันตั้งขนาบตี่จู่เอี้ย ไม่รู้ทำไมน้องภูถึงได้ถูกใจมันถึงขั้นเคยหย่อนแบงก์พันลงไปเพราะคิดว่าแจกันคงหิว

“เดี๋ยวหนูหยิบเองค่ะ” ฉันบอกคุณป้าที่ตามเข้ามาทีหลังและดึงตัวภูห่างแจกันไม่ให้เผลอดึงมันล้ม น้องภูดูไม่ค่อยสำนึกผิด กลับกัน ดูจะสนุกเหลือเกินที่ผู้คนเป็นเดือดเป็นร้อนกับการกระทำของตัวเอง ฉันถอนหายใจกับนิสัยแก้ไม่ตกของญาติผู้น้องก่อนจะมองลงไปในแจกัน ไม่รู้ว่าอะไรโดนหย่อนลงไป คงเป็นของเล่นหรือตุ๊กตาอีกตามเคย เดี๋ยวล้วงๆ คงจะเจอเอง

ฉันสอดแขนลงไปในปากแจกัน คลำเปะปะก็ยังไม่เจออะไรเลยพยายามล้วงมือลึกลงอีก ลึกลงไปถึงไหล่ก็สัมผัสอะไรเย็นๆ ได้ที่ก้นแจกัน

“อะไรอีกเนี่ย...” ฉันคีบมันขึ้นมาด้วยปลายนิ้วก็พบว่ามันเป็นวัตถุกลมๆ ชวนให้นึกถึงลูกปัดไม่ก็ไข่มุก ทันใดนั้นรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ายุบลง

“...เฮ้ย...” ฉันรีบดึงแขนออกจากแจกันก็พบว่ามันติดแหงกราวกับปากแจกันได้สูบแขนฉันเข้าไปแล้ว “ภู...!”

แต่ภูก็หายไป ทั้งบ้านเหมือนถูกคลุมด้วยหมอกชั้นหนึ่ง เมื่อครู่ยังเป็นเวลาสายแต่บัดนี้กลับดูเหมือนเวลากลางดึก ฉันพยายามดึงแขนออกอีกครั้งก็พบว่ามันยังติด หัวฉันหมุนติ้ว แล้วก็...

“เหวอ?!”

บ้านทั้งหลังรวมทั้งแจกันหายวับไป ร่างกายฉันหมุนคว้างกลางอากาศก่อนจะกระแทกกับบางสิ่งอย่างแรงจนอากาศทะลักออกจากปอดจนหมด

ลืมตาขึ้นอีกทีก็เห็นเพดานที่ไม่คุ้นเคย

“...หือ...?” ฉันกระดิกตัวก็พบว่าตัวเองอยู่ในเสื้อผ้ายาวรุ่มร่าม ผงกหัวขึ้นก็รู้สึกเจ็บเพราะนอนทับเส้นผมยาวของตัวเองอยู่

“...โคม่าหรือไงเนี่ย ทำไมผมยาวขนาดนี้...” ฉันจับเส้นผมตัวเองก็ต้องแปลกใจเพราะมันยาวเหยียด ผมฉันยาวแค่ถึงกลางหลัง แต่หยิบขึ้นมาดูก็พบว่าตอนนี้มันยาวถึงเอวเห็นจะได้

มีอะไรไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว ชุดสไตล์จีน ห้องนอนสไตล์จีน อย่าบอกนะว่า...

“...นี่ฉันทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนชะตาขาดสักคนสินะ...บ้าเอ๊ยอ่านนิยายมาเยอะ ไม่นึกว่าจะเจอกับตัว” ฉันหน้าย่น “แย่แล้ว ภาษาจีนที่ฉันรู้ก็มีแค่ หนีห่าว หนี่เจี้ยวเสินเมอ หว่ออ้ายหนี่...”

“ซื่อไท่ไท...?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง รีบลุกขึ้นก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง ท่าทางจะอยู่ตรงนั้นมาสักพักแล้ว

“...อะไรนะ?”

“ซื่อไท่ไท ไฉนท่านจึงลงนอนท่านั้น...?”

“...ปะ เปล่านี่ ท่าไหน ปกติดีออก”

ฉันรีบกลับขึ้นไปนั่งบนเตียงและกระแอมทีหนึ่ง มองอีกฝ่ายขึ้นๆ ลงๆ ตกใจอยู่เหมือนกันที่อยู่ดีๆ ก็ดูเหมือนฉันจะฟังภาษาจีนกลายเป็นภาษาไทยเสียแล้ว อา ช่างเถอะ ดูเหมือนว่า...

“...ผิงกั่วพ่าย...?”

ฉันลองเรียกชื่ออีกฝ่ายมั่วๆ ดู แต่ไม่คิดว่า...

“มีสิ่งใดให้ผู้น้อยรับใช้หรือ ซื่อไท่ไท?”

อา อย่างที่คิดจริงๆ ...

“ชิผายแล้วไง”

ฉันไม่รู้ว่าน้องภูหย่อนอะไรลงแจกันข้างศาล แต่พอเห็นเด็กสาวที่มีปานรูปแอปเปิลอยู่บนแก้มซ้าย ฉันก็พอจะเดาสถานการณ์ได้แล้ว

ฉันหลุดเข้ามาในนิยายเรื่องหนึ่งชื่อ ‘คุณชายใหญ่กับฮาเร็มฝันหวาน’ นิยายที่แกล้งทำตัวเป็นนิยายจีนโบราณเพื่อให้มีคนอ่าน แท้จริงมันคือนิยายมั่วๆ เรื่องหนึ่งที่ทุกคนในเรื่องถูกตั้งชื่อตามอาหารหรือศัพท์ที่เกี่ยวกับอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง! เนื้อเรื่องเขียนโดยที่คนแต่งด้นสดแบบไร้ทิศทางประมาณว่าอยากเขียนอะไรก็เขียน ขาดทั้งความสมเหตุสมผลและความต่อเนื่อง

ฉันอ่านฆ่าเวลาระหว่างรอแม่แต่งตัว ไม่คิดว่าจะหลุดมาในนิยายแบบนี้!

ตามเนื้อเรื่อง บ้านหลังนี้มีคุณชายใหญ่และฮาเร็มภรรยาสี่คน ภรรยาคนที่สี่ของคุณชายและเมียน้อยคนที่สามคือซื่อไท่ไท

ถ้าจำไม่ผิด ชื่อของเธอคือ ‘เค่อฟ่าน’ ผิงกั่วเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของเธอ

อา หลุดเข้ามาในนิยายทั้งที อย่างน้อยก็เป็นนิยายที่เหล่านางในทั้งหลายไม่ได้พยายามฆ่ากันเองตลอดเวลา มันเป็นฮาเร็มในฝันอย่างชื่อเรื่องจริงๆ

วันๆ ทุกคนเอาแต่นั่งเสวนาโขกไพ่นกกระจอกกันจนคุณชายใหญ่ต้นเรื่องแทบไม่มีตัวตน เขาสนิทกับต้าไท่ไทหรือภรรยาหมายเลขหนึ่งเสียจนไม่ค่อยแวะเวียนมาหาภรรยาน้อยที่เหลืออยู่แล้ว อย่างมากก็มาถามว่าวันเกิดอยากได้อะไร จากนั้นเขาก็จะเอามาวางหน้าห้อง เคาะประตู รีบหลบหลังเสาสักต้นแอบดูปฏิกิริยาตอนภรรยาได้รับ แล้วก็อมยิ้มน้อยใหญ่อยู่คนเดียว เขาเป็นคนแบบนั้นแหละ... แต่ที่สำคัญ...

รอดแล้วตรู! นี่แหละชีวิตสบายๆ ที่ใฝ่ฝัน! เอ้อระเหยไปวันๆ กับแก๊งเพื่อนสาวโดยมีชูการ์แด๊ดดี้คอยดูแล!

...โอเค ดีเลย ทีนี้กลับบ้านยังไงดี?

ซื่อไท่ไทอายุพอๆ กับฉัน ถ้าต้องใช้ชีวิตเน่าอยู่ที่นี่ตลอดชาติทั้งที่ยังปั่นเนื้อเรื่องเกมมือถือที่เล่นอยู่ไม่จบ ฉันคงค้างคาจนตายตาไม่หลับแน่!

ตอน 2

“เสี่ยวผิง วันนี้วันอะไร?” ฉันยกมือกุมหน้าผากด้วยท่าทางแสนดัดจริต เรียกอีกฝ่ายแบบที่ซื่อไท่ไทเรียก

“วันนี้วัน—” ยังไม่ทันตอบจบ ประตูห้องก็ถูกใครบางคนถีบเข้ามา

“ซื่อเม่ย! มีผู้คิดปลงชีพสามีพวกเราบุกเข้ามา!”

ฉันกับผิงกั่วสะดุ้งโหยง ถึงไม่เคยเห็นหน้าคนที่ยืนถกกระโปรงถีบประตูเข้ามาแบบไม่เคาะ แต่ในนิยาย คนนิสัยโผงผางแบบนี้มีแค่คนเดียว

“ซันเจ้...?”

ใช่ไหม...? ภรรยาหมายเลขสาม สารภาพว่าฉันจำชื่อเธอไม่ได้ แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ตอนดึกๆ แบบนี้?

“อย่าชักช้า มากับข้าพเจ้า!” อีกฝ่ายคว้าแขนฉันแล้วลากวิ่ง ผิงกั่วหอบข้าวของจำเป็นวิ่งหน้าตั้งตามมา

บ้านหลังนี้สร้างจากหินดูราวกับเขาวงกต ซันเจ้ลากฉันผ่านหลืบมากมายสมกับเป็นเจ้าบ้าน ดีแล้ว ถ้าปล่อยฉันไปเองคงต้องให้ผิงกั่วนำทางอย่างเดียว!

ซันเจ้วิ่งฝ่าดงคนรับใช้ ถีบประตูเข้าไปในห้องของต้าไท่ไท ในนั้นมีคนอยู่ก่อนแล้วสองคนคือตัวต้าไท่ไทเองกับเอ้อไท่ไท ทั้งสองคนอายุไม่ห่างกันมาก คนหนึ่งสามสิบกว่าส่วนอีกคนยี่สิบปลายๆ ต่างมีลูกชายหนึ่งคน ไม่รู้ว่าลูกไปอยู่ไหนเพราะในนิยายไม่เคยกล่าวถึง

“ซันเม่ย...” ต้าไท่ไทไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น

“ข้าพเจ้าพาตัวซื่อเม่ยมาแล้ว” พูดจบก็ปิดประตูดังปังตามหลัง ขังผิงกั่วไว้ข้างนอกกับคนรับใช้คนอื่นๆ “ผู้คุ้มกันเล่าอยู่ที่ใด? มิได้อยู่ที่นี่หรอกรึ?”

“คนเหล่านั้นอยู่กับหนงทัง... หวังว่าโจรผู้ร้ายโสโครกจะมิใคร่สนใจพวกเราเหล่าสตรี” ต้าไท่ไทนวดขมับ

หนงทังที่ใครวะ... ฉันใช้เวลานึกสองสามวิก็บางอ้อว่านั่นคือชื่อคุณชายผู้ไร้ตัวตนของเรานั่นเอง

“เช่นนั้นก็แล้วไป เห็นทีผู้ที่สามารถปกป้องสตรีอย่างเราก็มีเพียงแต่สตรีด้วยกัน ข้าพเจ้าจะคอยคุ้มกันพวกท่านมิให้เหล่าโจรโสโครกแตะต้องได้แม้สักครึ่งรูขุมขน” ซันเจ้พูดเสียงเครียด บิดคอดังกรอบแกรบ ท่าทางเตรียมต่อยเต็มที่ เดี๋ยวนะ...ฉันจำไม่เห็นได้เลยว่าซันเจ้ไปฝึกวิทยายุทธ์ไว้ตั้งแต่ตอนไหน สงสัยยังอ่านไม่ถึง

“ชีวิตพวกเราอยู่กับเจ้าแล้ว...ซันเม่ย” เอ้อไท่ไทพูดเสียงเบาโหวง ก่อนแต่งเข้าบ้านนี้ เธอเป็นลูกช่างเขียนภาพ ปกติไม่ค่อยเสวนาแต่เล่นไพ่นกกระจอกเก่งเป็นบ้า

ฉันมองหน้าสามสาวสลับกัน จำได้รางๆ ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเรื่องเหมือนกัน แต่มันออกจะขำขัน เหมือนสี่สาวมาปาร์ตี้ชุดนอนกันกลางดึกนั่งนินทาสามี ไม่ได้มีบรรยากาศกดดันแบบนี้

“ผู้ที่บุกมาเป็นผู้ใด... ใช่...” เอ้อไท่ไทไม่ต่อประโยคให้จบ ไม่รู้เพราะกลัวหรืออะไร

“คิดว่าเป็นผู้ใดรึ?” ต้าไท่ไทถามอีกฝ่าย เธอก็นิ่งไม่ตอบ

“...หรือท่านว่าเป็น ‘มันผู้นั้น’ ?”

“ผู้ใดหรือ ซันเจ้?” ฉันอดถามไม่ได้เพราะไม่อย่างนั้นพวกเธอคงกระซิบกระซาบว่ามันผู้นั้นไปอีกยาว ทุกคนหันมามองฉันแล้วอึกอักเหมือนการเอ่ยชื่อจะทำให้คนที่ถูกกล่าวถึงมาปรากฏตัวต่อหน้า

“เห็นจะมีแต่มันผู้เดียวที่โด่งดังทั่วแคว้นจบแดน... ท่านย่อมทราบว่าข้าพเจ้าหมายถึงผู้ใด” ซันเจ้พูดเสียงเข้ม “มันอย่างไรเล่า!”

“ก็แล้วมันไหนล่ะ?” มันหมู มันเบคอน ใครจะไปรู้?!

“ซื่อเม่ย เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องที่มันท้าพนันกับพ่อค้าแซ่ชาจนพ่อค้าร่ำรวยผู้นั้นสิ้นเนื้อประดาตัวรึ? ทุกคนล้วนว่ามันเป็นดั่งภูตผี ปรากฏตัวแล้วก็หายลับไม่มีผู้ใดจับได้ ฝีมือการพนันของมันหาผู้ใดเปรียบ เล่นร้อยชนะร้อย!” ต้าไท่ไทกดเสียงให้เบา กระซิบกระซาบกันสี่คน “หากจำกัดความมันในสามคำ ย่อมเป็นสามคำว่า หล่อ-เลว-รวย!”

หล่อเลวรวยเลยเหรอ? นี่ผู้บุกรุกหรือพระเอกนิยายรัก?

“คนแบบนั้น...จะหมายเอาชีวิต...?”

“ใช่ เพราะหนงทังปฏิเสธจะพนันกับมัน!”

“กรี๊ด!!!”

เสียงหวีดร้องดังขึ้นด้านนอก ซันเจ้พุ่งทะลุหน้าต่างออกไปที่ทางเดินทันที

“ผู้ใด? ปรากฏตัวออกมาต่อหน้าข้าพเจ้าบัดเดี๋ยวนี้!” เธอท้าเสียงดัง แทบเท้าเธอมีแต่ร่างที่สลบไม่ได้สติของเหล่าคนใช้ ต้าไท่ไทกับเอ้อไท่ไทเกาะตัวฉันไว้แน่น ดันฉันไปอยู่ด้านหลังพวกเธอและใช้ร่างซ่อนฉันไว้ การกระทำนั้นทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งกับน้ำใจคนเพิ่งรู้จักกันอย่างมาก

รอบตัวเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า พวกเรากลั้นหายใจ แต่แล้ว

“ซันเจ้ ข้างหลัง!” ฉันร้องลั่น ซันเจ้กระโดดแผล็วถอยจากจุดที่ยืนอยู่ ตรงนั้นมีมีดเล่มหนึ่งปักคาไว้ เธอลอยวืดเหมือนโหนสลิง แม่เจ้า เคยเห็นแต่ในหนัง ไม่นึกว่าจะมีคนฝึกวิชาตัวเบามาให้เห็นจริงๆ!

“หากท่านเป็นชาวยุทธจักรก็จงออกมาสู้กันต่อหน้า อย่าได้หลบซ่อน” เธอท้า “หรือท่านเกิดหวาดผวาเราผู้เป็นสตรีขาดการฝึกฝนจนมิกล้าแม้แต่จะออกมาจากกระดองเต่าน้อยๆ ของท่าน?”

ร่างสีดำกระโดดตุ้บลงมาจากคาน ล้อมหน้าล้อมหลังซันเจ้ไว้ เธอเหงื่อตก ไม่คิดว่าศัตรูจะมีจำนวนมากมายอย่างนั้น

พอคนที่ดูเหมือนหัวหน้าให้สัญญาณ พวกมันก็ตรงเข้าจับกุมตัวซันเจ้ เธอปัดการโจมตีสองสามครั้งแรกได้แต่เพราะศัตรูมีจำนวนมากเกินไปจึงเสียท่า

“ซันเจ้!!!!” ฉันเผ่นพรวดออกทางหน้าต่าง ใช้ศีรษะโขกใส่ชายชุดดำคนหนึ่ง เขาล้มกลิ้งเพราะไม่คิดว่าฉันจะโผล่มา

“จับพวกที่เหลือ” ตัวหัวหน้าสั่ง และพวกนั้นก็พังประตูเข้าไปลากตัวอีกสองสตรีที่อยู่ภายในออกมาจัดการจี้จุดจนตัวแข็ง จากหางตาเห็นซันเจ้โดนจี้จุดแล้วเหมือนกันแต่ปากยังขยับบอกให้ฉันหนี มือมากมายจับตัวฉันไว้ แต่ฉันสะบัดแล้ววิ่งป่าราบแบบไม่คิดชีวิต

“จับตัวยาโถว!” ได้ยินเสียงไล่หลัง ตามมาด้วยเสียงคนพุ่งปราดผ่านอากาศ มีหรือที่คนมีวิชาตัวเบาจะวิ่งช้ากว่าคนขาสั้นอย่างฉัน...?!

ตอนนั้นเอง มีบางอย่างพุ่งเฉี่ยวหน้าไป ได้ยินเสียงลมวูบปะทะหูก่อนจะมีเสียงร้องโอดโอยดังมาจากข้างหลัง ฉันไม่หันหน้าไปมอง รีบวิ่งท่าเดียว ไม่รู้ว่าอีตาคุณชายอยู่ไหนแต่วิ่งๆ ไปเดี๋ยวก็เจอเองแหละวะ! ไม่รู้ว่าใครช่วยฉันไว้ แต่ถ้าวิ่งตรงไปต้องเจอตัวแน่!

“ว้าก!” ฉันสะดุดชายชุดนอนตัวเองเกือบล้ม ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาติดๆ ขณะหลับตาปี๋ยื่นแขนออกไปเตรียมรับแรงปะทะกลับมีอะไรบางอย่างรั้งร่างฉันไว้

“รีบไปไหน เสี่ยวเจ้” เสียงผู้ชายดังขึ้นเหนือหัว แต่ยังไม่ทันมองคนที่ช่วย ฉันก็ดันถูกเขาหนีบไว้ใต้รักแร้ พาวิ่งหนีซะงั้น!

ตอน 3

ฉันเอามืออุดปากไม่ให้ส่งเสียง ไม่รู้ว่าโดนใครจับมา แต่ถ้าไอ้พวกชุดดำยังวิ่งไล่หลังพลางตะโกนด่าไม่ขาดปากแบบนี้แสดงว่าเขากำลังช่วยฉันอยู่ ยังไงก็ขอบใจแล้วกัน!

ฉันโดนพาวิ่งเข้าซอกหลืบจนมาถึงห้องหนึ่ง

“หยุดเท้า!” เสียงไม่เป็นมิตรดังขึ้น ฉันลืมตาที่โดนลมตีจนต้องหลับไว้ก็เห็นคนใส่ชุดสีเข้มท่าทางมีสง่าราศีกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ยังไม่ทันพูดกันก็มีกระบี่มาจ่อคอหอยคนที่ช่วยฉันไว้

“วางตัวนางลง” เจ้าของกระบี่สั่งเสียงเย็น

“ทุกคนโดนจับไป!” ฉันพูดขึ้นทันทีที่พอปะติดปะต่อได้ว่าคนนี้คงเป็นผู้คุ้มกัน เพราะด้านหลังเขาคือเรือนใหญ่ที่ฉันแน่ใจว่าเป็นเรือนของคุณชายไม่ผิดแน่ และฉันไม่ควรปล่อยให้พวกเขาทำร้ายคนที่มีพระคุณช่วยฉันเอาไว้

“ถูกต้อง ระหว่างที่พวกท่านนั่งจิบน้ำชายามดึก ข้าพเจ้าได้บุกไปช่วยแม่นางตัวน้อยมาจากเงื้อมมือของศัตรู เวลานี้หากพวกท่านรุดไปโดยเร็วอาจยังทันการณ์ ช่วยแม่นางที่เหลือ” คนที่ยังหนีบฉันไว้พูดเสียงราบเรียบเหมือนกระบี่ไม่ทำให้เขากลัวเลยสักนิด

“ไปที่ห้องของต้าไท่ไท เร็ว!” ฉันรีบเสริม มัวแต่ไม่ไว้ใจกันเดี๋ยวได้ตายกันหมดพอดี!

พวกนั้นเขม่นใส่คนที่ช่วยฉันอยู่พักหนึ่งก็กระโดดขึ้นหลังคาวิ่งหายไป ปล่อยคนเฝ้าเรือนใหญ่สองสามคนที่เอากระบี่มาจี้เขาเหมือนเดิม จังหวะนั้นฉันโดนปล่อยร่วงกับพื้นดังแหมะ เจ็บแค่ไหนก็พยายามไม่ส่งเสียงร้อง อีกฝ่ายเห็นท่าทางอดทนของฉันก็ผิวปากเสียงเบา

เคยดูซีรีส์จีนแล้วพระเอกหรือตัวละครผิวปากไหม? ฉันนี่แหละไม่เคยเห็น เลย ฉันเลิกคิ้วข้างหนึ่งคิดว่าหมอนี่ต้องมีอะไรผิดแผกจากชาวบ้านแน่ ถึงยังไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรก็ตาม

“ฟ่านเอ๋อ!” เสียงเรียกชื่อของซื่อไท่ไท...ไม่สิ เรียกชื่อฉันดังขึ้น คนที่ปรากฏตัวออกมาในสภาพใบหน้าลึกโหลเห็นทีจะเป็นคุณชายใหญ่

เขาเป็นผู้ชายมีอายุ ไว้เคราสั้นพองาม ดูเป็นหนุ่มใหญ่มีเสน่ห์ทีเดียว แต่พอเห็นหน้าคนที่ยังยืนค้ำหัวฉันใต้คมกระบี่ก็หน้าซีดกว่าเดิม ชี้นิ้วสั่นๆ ไป

“...เป็นท่าน!” เสียงเขาสั่นอย่างกับเจอเจ้าหนี้ดักรออยู่หน้าบ้าน

“คราวนี้ไม่ใช่ข้าพเจ้า” คนถูกชี้ยืนกุมมือไว้ด้านหลัง ท่าทางเหมือนมายืนคุยกับเพื่อนไม่ได้โดนกระบี่จี้ตูด “ข้าพเจ้าเพียงแต่มาทวงถามของสิ่งนั้นกับท่าน ประจวบเหมาะกับพวกมันบุกเข้ามา ข้าพเจ้าจึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ข้าพเจ้าได้พาตัวเสี่ยวเจ้ผู้นี้มาส่งให้ท่าน”

เขาพยุงฉันขึ้นจากพื้นและถอยไปยืนในระยะห่างที่พอเหมาะพองาม ฉันถึงเพิ่งมีโอกาสได้มองหน้าเขาดีๆ

เขาเป็นเด็กหนุ่ม ไม่น่าแก่กว่าฉันเท่าไหร่ เส้นผมชี้ฟูของเขามีสีขาวยาวเสมอต้นคอ มันดูฟูฟ่องเหมือนขนสัตว์ สภาพเหมือนไม่ได้โดนตัดแบบดีๆ ปลายจึงไม่เสมอกัน ทว่าถึงผมจะเป็นสีขาวเหมือนเซียน ขนคิ้วเขาดกดำรับกับใบหน้าที่ฉันต้องยอมรับว่าหล่อเอาการ เขาไม่ได้มีใบหน้าสำอางขาวเป็นตูดหมึกเหมือนพระเอกซีรีส์จีน แต่หน้าคมหน่อยๆ ผิวมีร่องรอยกร้านแดด ดวงตาและริมฝีปากดูเจ้าเล่ห์เพทุบาย เขาเหลือบมองฉันแล้วยักคิ้วให้แบบกวนๆ ดวงตาคู่นั้นเป็นสีดำเหมือนนิล ชวนให้นึกถึงตาของกวาง

ท่าทางการวางตัวเขาเหมือนพวกบัณฑิตที่เคยเห็นในหนัง แต่ก็ดูน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน เหมือนว่าจะไม่ยอมให้แตะตัวได้ง่ายๆ

“เอ้อ... เขาพูดจริง ถ้าไม่ได้คนผู้นี้...ฉัน...เอ๊ย ข้าเห็นทีจะโดนพวกมันลักพาตัวไปเป็นแน่แท้” ฉันกล่าว ส่งสายตาบอกอีกฝ่ายว่าฉันก็ไม่ได้เชื่อใจเขา แต่ในเมื่อยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครก็ตอบตามจริงไปก่อน ให้คนที่เหลือไปจับเท็จเอาเอง

จะว่าไป เขาเป็นใครกัน? ในนิยายมีผู้ชายผมสีขาวด้วยเหรอ? ฉันแน่ใจว่าไม่มีตัวละครนี้แน่ๆ ใครวะ...

ขณะฉันมัวแต่สงสัย คุณชายใหญ่ก็พูดต่อ

“ท่าน...ท่านทราบหรือไม่ว่าพ่อค้าแซ่ชาสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะท่าน?”

ฉันเบิกตาโพลง นี่มันคนที่พวกเจเจ้สงสัยว่าเป็นศัตรูของคุณชายไม่ใช่เหรอ?! คนที่ไปท้าพนันกับพ่อค้าจนทำเขาล้มละลาย ไอ้ผู้ชายหล่อเลวรวย! ไม่น่าเชื่อว่าจะมาปรากฏตัวตรงนี้ หรือฉันโดนเขาหลอกจัดฉากซื้อใจเข้าแล้ว?

ขณะฉันยืนตัวแข็ง เขาก็พูดต่อ

“เรื่องนั้นข้าพเจ้าทราบดี มันแพ้พนันเพราะทิฐิของตน หากรู้จักระงับทิฐิก็อาจยังพอมีเงินเหลือสักหลายหุนพอซื้อข้าวปลาอาหารและตั้งต้นใหม่” เด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบ “ท่านคิดจะให้เสี่ยวเจ้ท่านนี้ยืนขาแข็งทั้งคืนหรือ?”

คุณชายกระแอมทีหนึ่ง

“เชิญ...เชิญทั้งสองเข้ามาภายใน สนทนากันสักหลายคำ”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED