สิบห้าปีผ่านไปดั่งสายน้ำที่ไหลผ่าน ทิ้งร่องรอยแห่งความเปลี่ยนแปลงไว้บนผืนแผ่นดิน ณ เมืองหยางโจว เมืองการค้าริมแม่น้ำแยงซีเกียง บรรยากาศอึมครึมดุจท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆหนาอากาศหนาวเย็นจับแทบจะสังหารคน
ในเรือนหลังเล็กแห่งหนึ่งในคฤหาสน์สกุลจู จูเมย นั่งขดตัวอยู่มุมห้อง ในอ้อมแขนของนางคือจูเมิ่งเมิ่งน้องสาววัยสามขวบที่กำลังหลับสนิท
จูเมยลูบผมนุ่มของน้องสาวอย่างทะนุถนอมพร้อมกับถอนหายใจยาว ใบหน้าเล็กซูบผอมมิได้เปล่งปลั่งดั่งดรุณีวัยแรกแย้มเฉกเช่นคุณหนูผู้อื่น
เสื้อผ้าของจูเมยเก่าและขาดวิ่น แขนเสื้อสั้นเกินไปจนเผยให้เห็นข้อมือบางที่มีรอยช้ำเพราะถูกทำร้าย
ผมยาวสีดำสนิทของนางถูกมัดรวบอย่างลวกๆ ใบหน้าซีดเซียวเผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าและขาดการดูแล รูปร่างผอมบางแทบจะต้องลม เพราะสองปีมานี้แทบจะไม่ได้กินอะไรดี ๆ อย่างที่ควรจะเป็น
"พี่สาว ข้าหนาว..."
จูเมิ่งเมิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนขยับตัวพร้อมกับส่งเสียงเล็กๆ ออกมา จากนั้นเด็กน้อยจึงลืมตาขึ้นมองพี่สาวด้วยดวงตากลมโต
จูเมยยิ้มอ่อนโยน กอดน้องแน่นขึ้น
"ไม่เป็นไรนะเมิ่งเมิ่ง พี่จะกอดเมิ่งเมิ่งไว้แบบนี้ เดี๋ยวก็อุ่นแล้ว"
"คุณหนู ข้านำน้ำอุ่นมาให้เจ้าค่ะ"
เสียงแผ่วเบาดังขึ้น เป็นเสียงของซิ่วหลิน สาวใช้วัยยี่สิบปีผู้ซื่อสัตย์ที่ติดตามจูเมยมาตั้งแต่ตอนที่ชีวิตนางยังเป็นคุณหนูที่จวนสกุลเมยแห่งเมืองหลวง
จูเมยเงยหน้าขึ้นมอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้า
"ขอบคุณพี่ซิ่วหลิน"
ซิ่วหลินวางถ้วยน้ำอุ่นลงข้างๆ จูเมย แล้วนั่งลงข้างๆสองพี่น้อง
"คุณหนู วันนี้อากาศเย็นลงอีกแล้ว เรือนของพวกเราถ่านหมดมาหลายวันแล้ว ข้าจะลองไปขอจากเรือนครัวนะเจ้าคะ"
จูเมยส่ายหน้าไปมา
"ไม่ต้องหรอก พี่เพิ่งโดนดุไปเมื่อวานนี้ ข้าไม่อยากให้พี่ต้องลำบากอีก ถึงจะไปขออย่างไรพวกเขาก็ไม่ให้อย่าทำเรื่องลำบากเปล่า ๆ เลย"
ซิ่วหลินกำมือแน่น น้ำตาคลอ
"แต่คุณหนู... ข้าทนไม่ไหวแล้วที่เห็นท่านและคุณหนูน้อยต้องทนหนาวแบบนี้ อย่างไรพวกเราขอพบฮูหยินผู้เฒ่าดีหรือไม่เจ้าคะ หากฮูหยินผู้เฒ่าทราบเรื่องนี้ย่อมต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณหนูแน่"
จูเมยยิ้มบางๆ
"ท่านย่าล้มป่วยท่านหมอห้ามผู้ใดเข้าพบ ป้าสะใภ้ใหญ่ดูแลจวนอย่างเข้มงวด คงไม่ยินยอมให้ข้าพบท่านย่าได้ง่ายๆ"
"พี่สาว ท่านย่าเป็นอะไรหรือเจ้าคะ"
จูเมิ่งเมิ่งถามด้วยความสงสัย เสียงใสๆ ของเด็กน้อยทำให้บรรยากาศในห้องดูสดใสขึ้นมาทันที
จูเมยลูบศีรษะกลมของเจ้าก้อนแป้งน้อยเบา ๆ
"ท่านย่าไม่สบายน่ะเมิ่งเมิ่ง แต่ไม่ต้องกังวลนะ ท่านย่าแข็งแรงต้องหายดีแน่นอน"
ซิ่วหลินมองสองพี่น้องแล้วเอ่ยว่า
"ก่อนหน้าที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะล้มป่วย ฮูหยินผู้เฒ่ายังรักท่านสงสารท่านยิ่งกว่าผู้ใด คาดไม่ถึงว่าหนึ่งปีมานี้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ดูแล คนพวกนั้นจะกดข่มท่าน ใจดำกับท่านเพียงนี้ หากว่าท่านพ่อท่านแม่ของท่านยังอยู่ล่ะก็...คุณหนูของบ่าวคงไม่ลำบากเช่นนี้"
จูเมยถอนหายใจยาว จับมือของซิ่วหลินพร้อมกับแสร้งยิ้มกว้าง
"ข้าชินแล้วละ อีกอย่าง..." นางหยิบผ้าห่มบางๆ ขึ้นมาคลุมไหล่ของตนและน้องสาว "ผ้าห่มผืนนี้ก็ช่วยได้มากแล้ว"
"ท่านพี่ ผ้านี่บางมากนะเจ้าคะ เมิ่งเมิ่งห่มแล้วก็ยังหนาว"
จูเมิ่งเมิ่งพูดพลางลูบผ้าห่มด้วยมือน้อยๆ ของนาง เด็กน้อยเห็นสิ่งใดก็เอ่ยคำพูดนั้น
“เช่นนั้นพี่จะกอดเมิ่งเมิ่งของพี่ให้แน่นขึ้น เช่นนี้อุ่นหรือไม่”
จูเมยน้ำตาคลอมองเจ้าก้อนแป้งน้อยที่หลังจากเกิดได้เพียงหนึ่งปีมารดาก็ตายจาก บิดาที่เพิ่งกลับไปชายแดนอีกครั้งก็ตายในสนามรบ มิหนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมกับกบฏจึงทำให้ถูกริบทรัพย์ทั้งหมด จำเป็นต้องมาอาศัยอยู่ที่บ้านท่านย่าเช่นนี้
นางลำบากได้แต่น้องสาวของนางผู้นี้มีอายุเพียงแค่สามขวบกว่าเท่านั้นจะทนลำบากได้อย่างไร
ซิ่วหลินมองผ้าห่มผืนนั้นด้วยความเศร้าใจ มันเป็นเพียงผ้าบางๆ ที่แทบจะไม่สามารถกันความหนาวได้ แต่นี่คือสิ่งเดียวที่จูเมยมี
"คุณหนู..." ซิ่วหลินกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงตะโกนดังมาจากนอกเรือนหลังเล็ก
"จูเมยอยู่ที่ใด ฮูหยินใหญ่เรียกหาเจ้า เร็วเข้า รีบไปก่อนที่จะโดนตี"
เสียงแหลมของป้าสะใภ้รองของจูเมยดังลั่นเรือน ถึงแม้ว่าป้าสะใภ้รองจะมีเสียงดังน่ากลัว แต่นางก็เป็นคนเดียวที่เห็นใจจูเมยหลานสาวไร้ที่พึ่งคนนี้
จูเมยสะดุ้ง รีบลุกขึ้นยืน
"ข้าต้องไปแล้ว พี่ซิ่วหลินช่วยดูแลเมิ่งเมิ่งด้วยนะ"
"ท่านพี่จะไปไหนหรือเจ้าคะ"
มือเล็กป้อมจับชายเสื้อของจูเมยไว้แน่น
"พี่ต้องไปหาป้าสะใภ้ใหญ่ก่อนนะเมิ่งเมิ่ง เดี๋ยวพี่จะรีบกลับมา เมิ่งเมิ่งอยู่กับพี่ซิ่วหลินนะ เป็นเด็กดี ฟังคำพี่ซิ่วหลินด้วย"
เจ้าก้อนแป้งน้อยเชื่อฟังจึงพยักหน้า
"เมิ่งเมิ่งจะเป็นเด็กดีเจ้าค่ะ ท่านพี่รีบกลับมานะเจ้าคะ"
จูเมยลุกขึ้นลูบผมของน้องสาวเบา ๆ จากนั้นจึงส่งให้ซิ่วหลินแล้วเดินออกจากเรือนไป
ด้านนอกป้าสะใภ้รองกำลังรอนางอยู่ก่อนแล้ว ป้าสะใภ้รองผู้นี้มีสามีเป็นบุตรชายคนรองของสกุลจู อันเกิดจากอนุห้าของท่านปู่ซึ่งเป็นอนุอายุน้อยที่สุดเดิมมีฐานะเป็นสาวใช้
เพราะท่านลุงรองมีมารดาเป็นสาวใช้เช่นนั้นตำแหน่งในบ้านสกุลจูของเขาจึงต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ท่านป้าสะใภ้รองก็เป็นบุตรสาวของสาวใช้เช่นกันพวกเขาแต่งงานกันจึงนับว่าเหมาะสมยิ่งนัก
“ป้าสะใภ้รอง”
ป้าสะใภ้รองมองร่างมอมแมมของจูเมย เด็กสาวที่หน้าตางดงามโดดเด่นในวันวาน บัดนี้กลับมีร่างกายผอมและผิวพรรณที่เคยขาวผ่องก็กลับเหลืองซีดเช่นนี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
นางเอ่ยเบา ๆ
“ข้านำเครื่องเขียนมาให้เจ้าจะได้สอนเมิ่งเมิ่งเขียนหนังสือ อย่างไรก็ใช้ให้ระมัดระวังเพราะหากสะใภ้ใหญ่จับได้เรื่องใหญ่แน่”
จูเมยยอบกายอีกครั้ง
“ขอบคุณป้าสะใภ้รองเจ้าค่ะ”
นางนำเครื่องเขียนเข้าไปเก็บในเรือน พร้อมเสียงของป้าสะใภ้รองที่เอ่ยเร่ง
จากนั้นพวกนางทั้งสองเร่งฝีเท้าไปที่เรือนใหญ่ขณะพูดคุยกันไปด้วย
“ท่านรู้หรือไม่ว่าป้าสะใภ้ใหญ่เรียกหาข้าทำไมหรือเจ้าคะ”
ป้าสะใภ้รองส่ายหน้า
“ไม่รู้สิ เมื่อเช้าเจ้าเทกระโถนให้พี่หญิงใหญ่ของเจ้าดีหรือไม่เล่า หรือว่าไปทำอะไรให้คุณหนูใหญ่โกรธอีก”
จูเมยส่ายหน้าคิดไม่ออก นางมาอยู่ที่นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสาวใช้ของพี่สาวคนโตซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ เรื่องเทกระโถนขับถ่ายเป็นนางที่ทำในทุกเช้า
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดนะเจ้าคะ”
“ถ้าเช่นนั้นเรื่องอะไรกันเล่า จึงได้เรียกหาเช่นนี้ปกติไม่อยากจะพบเจ้าเท่าใด”
เมื่อมาถึงกลางเรือนป้าสะใภ้ใหญ่ก็นั่งรอนางอยู่แล้ว ด้านข้างมีสาวใช้คนหนึ่งยืนคอยรับใช้ท่าทางยโส
จูเมยยอบกายทำความเคารพ
“ป้าสะใภ้ใหญ่ หลานมาแล้วเจ้าค่ะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่มองจูเมยด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"เมยเมย สองสามวันนี้ให้เจ้าอยู่แต่ในเรือนเล็กของเจ้า ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"
จูเมยรู้สึกประหลาดใจแต่ก็ไม่กล้าถาม เพียงแต่พยักหน้ารับ
"เจ้าค่ะ ป้าสะใภ้ใหญ่"
ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้า แล้วหันไปพยักเหน้าให้สาวใช้ข้างกาย สาวใช้คนนั้นเดินเข้าไปในห้องด้านใน แล้วกลับออกมาพร้อมกับห่อผ้าห่อหนึ่ง สาวใช้คนนั้นมอบให้จูเมยและนางก็รับมาอย่างงงงวย
"นี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับเจ้า เจ้ารับมันไว้เถิดแล้วสวมมันไว้ให้ดูดีหน่อย ผู้คนจะได้ไม่นินทาหาว่าข้าดูแลเจ้าไม่ดี"
จูเมยตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่นางได้รับเสื้อผ้าใหม่แต่ดูก็รู้ว่าเป็นของใช้แล้วของผู้อื่น แต่ถึงกระนั้นนางก็ยินดีรับ
“มีเสื้อคลุมเด็กด้วยหรือเจ้าคะ”
จูเมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น บัดนี้ไม่ห่วงตนเองมีเพียงน้องสาวเท่านั้นที่นางห่วงใยที่สุด กระทั่งอาหารดี ๆ ที่ป้าสะใภ้รองแอบมอบให้นางจูเมยก็มอบให้น้องสาวกินก่อนทั้งหมด
นางจับเสื้อคลุมดูด้วยความตื่นเต้นแม้เนื้อผ้าจะหยาบกร้านแต่ว่าก็ยังเป็นตัวที่หนาพอสมควร ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้า
“ใช่ น้องสาวของเจ้าโตเร็วชุดเดิมคงเล็กไปแล้ว ปีนี้อย่างไรก็ต้องมีชุดใหม่บ้าง ผู้คนจะได้ไม่หาว่าข้าใจดำกับเด็กตัวเล็ก ๆ”
ถึงจะเป็นเพียงแค่เศษเงินแต่ก็ยังนับว่ามีน้ำใจ จูเมยจึงไม่อาจละเลยนางก้มหัวให้ป้าสะใภ้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง
ก่อนหน้านี้นางมีเสื้อผ้าอยู่ไม่น้อย ทว่าหลังจากท่านย่าป่วยป้าสะใภ้ใหญ่ก็เริ่มใจดำกับนาง ทั้งจำกัดอาหารและของใช้นางจึงต้องหาทางเอาตัวรอดเพื่อเลี้ยงดูไม่ให้น้องสาวและสาวใช้ของตนเองอดอยาก
อยู่ที่นี่มีอากาศหนาวตลอดปี ช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมานางได้รับปันถ่านน้อยยิ่งนักจึงไม่พอใช้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาเงินมาซื้อถ่านที่พอมีคุณภาพด้วยตนเอง
เพราะเงินทองเครื่องประดับถูกทางการริบไปหมดนางจึงมีเพียงเสื้อผ้าที่พอมีราคาและปิ่นหยกขาวติดกายที่ท่านพ่อท่านแม่เคยกำชับว่าเป็นของสำคัญที่ท่านอามอบเอาไว้ให้
นางไม่ยินยอมขายปิ่นหยกขาวยังเก็บเอาไว้อย่างดีจึงได้แต่ขายเสื้อผ้าของตนเองเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย
บัดนี้นางจึงเหลือเพียงเสื้อผ้ากันหนาวไม่กี่ชุด ที่หยางโจวอากาศหนาวกว่าเมืองหลวงมากนัก ดังนั้นเสื้อผ้าของนางที่มีแต่ดั้งเดิมจึงขายไม่ค่อยได้ราคาเท่าใด
วันนี้ได้รับเสื้อผ้าใหม่ที่ทำให้รู้สึกอุ่นมาแล้วจึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง
"ขอบพระคุณป้าสะใภ้ใหญ่มากเจ้าค่ะ หลานซาบซึ้งใจยิ่งนัก"
ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้า ความจริงนางไม่ได้มีเมตตาอันใดกับหลานสาวทั้งสองทว่าก่อนหน้านี้นางได้รับข่าวว่าจะมีญาติจากทางเมืองหลวงมาขอเยี่ยมเด็กทั้งสอง
เพื่อไม่ให้ขายหน้าสกุลจูจนเกินไป สามีของนางจึงได้ขอร้องให้นางมอบเสื้อผ้าให้เด็กทั้งสองไม่ให้ผู้ใดครหาได้ ดังนั้นป้าสะใภ้ใหญ่จึงจำใจต้องมอบของเหล่านี้ให้อย่างเสียไม่ได้
เมื่อส่งของและกำชับเรียบร้อยแล้วจึงไล่จูเมยให้กลับไป
"เอาละ กลับไปเรือนของเจ้าได้แล้ว และจำไว้ห้ามออกมาจนกว่าข้าจะอนุญาต"
จูเมยถือโอกาสที่เห็นป้าสะใภ้ใหญ่อารมณ์ดีจึงรีบเอ่ยเรื่องที่ตนเองกำลังขาดแคลน
“ป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าคะ หลานยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่ชะงัก
“ว่ามาเถิด”
“เรื่องถ่านเจ้าค่ะ หลานจะขอถ่านเพิ่มได้หรือไม่ ถ่านที่ได้มาก่อนหน้าคุณภาพไม่ดีจึงได้เผาไหม้เร็วและมีควันมาก ไม่สามารถใช้ได้จนครบสิบห้าวัน ตอนนี้ที่เรือนหนาวเย็นยิ่งกว่าเรือนหิมะอีกเจ้าค่ะ ตัวหลานเองยังพอทนไหวแต่เมิ่งเมิ่งยังเด็กนักหลานกลัวว่าน้องจะล้มป่วยเพราะไอเย็นเจ้าค่ะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่ใคร่ครวญ อย่างไรก็ไม่รู้ว่าญาติของจูเมยเป็นผู้ใดกันแน่ นางจึงไม่อาจประมาทให้เกิดเรื่องครหาได้ ดังนั้นจึงพยักหน้าอนุญาตอย่างจำใจ
“เช่นนั้นข้าจะให้คนส่งถ่านไปที่เรือนของเจ้า” จากนั้นก็หันไปบอกสาวใช้ของตนเอง
“เตรียมถ่านไปให้คุณหนูรองที่เรือน อย่าให้ขาดตกบกพร่องอีกตรวจสอบคุณภาพถ่านให้ดี”
“เจ้าค่ะ”
จูเมยคำนวณไม่พลาดที่นางเอ่ยปากในตอนนี้ นางกล่าวขอบคุณป้าสะใภ้ใหญ่ก่อนจะคำนับอีกครั้งแล้วเดินออกจากเรือนใหญ่ทันใด
ป้าสะใภ้รองเดินตามมาส่งกระซิบเบา ๆ
"เมยเมย ป้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้าต้องระวังตัวให้มาก วันนี้สะใภ้ใหญ่ดูแปลก ๆ มีเมตตากับเจ้าจนข้าขนลุกไปหมดแล้ว"
จูเมยพยักหน้า "ขอบคุณป้าสะใภ้รองที่เป็นห่วงนะเจ้าคะ"
เมื่อกลับถึงเรือนเล็กของตน จูเมยรีบเปิดห่อผ้า นอกจากชุดใหม่ของจูเมิ่งเมิ่งแล้วข้างในมีชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนและเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม ทั้งสองชิ้นดูใหม่กว่าที่นางคาดคิดเอาไว้ทั้งยังหนาและนุ่มรวมทั้งยังมีเสื้อคลุมกันหนาวอีกตัวหนึ่ง
"คุณหนู นี่มัน..."
ซิ่วหลินที่รออยู่ในห้องอุทานด้วยความประหลาดใจที่เห็นเสื้อผ้าเหล่านี้
“คนใจดำนั่นสิ่งใดเข้าฝันจึงได้มอบเสื้อผ้าให้คุณหนูเจ้าคะ”
ซิ่วหลินกล่าวพลางลูบผ้านุ่มๆ ด้วยความตื่นเต้นเอ่ยน้ำเสียงยินดี
จูเมยยิ้มความกรุณาเพียงน้อยนิดนี้นางย่อมซาบซึ้ง เพราะนางกับน้องสาวเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางต้องโทษคนหนึ่ง หากนางไม่ใช่สตรีป่านนี้คงถูกประหารชีวิตไปแล้ว
"ป้าสะใภ้ใหญ่มอบให้ข้าจริง ๆ ยังให้ถ่านมาเพิ่มด้วย ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องทนหนาวแล้วนะซิ่วหลิน หรือว่าป้าสะใภ้ใหญ่จะเมตตาข้าแล้วจริง ๆ"
ถึงจูเมยจะมองโลกในแง่ดีเช่นนั้น แต่ซิ่วหลินก็ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด
จูเมิ่งเมิ่งที่นั่งอยู่บนเตียงกระโดดลงมาวิ่งเข้าหาพี่สาว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความสนใจ มีเล็กป้อมขาวอวบราวหัวไชเท้าลูบไปตามเนื้อผ้าพร้อมกับเสียงเล็กน่ารักที่เอ่ยขึ้น
"ท่านพี่เจ้าคะ ชุดนี้สวยจังเลยเจ้าค่ะ"
จูเมยยิ้มกว้าง ยื่นเสื้อคลุมให้นาง
"นี่คือชุดใหม่ของเมิ่งเมิ่ง เมิ่งเมิ่งชอบหรือไม่"
เจ้าก้อนแป้งพยักหน้าขึ้นลง จากนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ น่าเอ็นดู
"ชอบเจ้าค่ะ อุ่นจัง”
จูเมยลูบศีรษะน้องสาวแผ่วเบา รู้สึกสงสารน้องสาวยิ่งนักตอนที่บิดามารดาของนางยังอยู่นางไม่เคยมองเสื้อผ้าไร้ค่าพวกนี้ด้วยซ้ำ ทว่าบัดนี้กลับมีความหมายมาก
จากนั้นจูเมิ่งเมิ่งก็หันมาสนใจเสื้อผ้าของพี่สาว
“ท่านพี่ชุดที่ท่านได้มาใหม่สวยมากๆ เลย ชุดนี้ก็สวย นี่ก็สวยเจ้าค่ะ”
จูเมิ่งเมิ่งร้องอย่างตื่นเต้น มือน้อย ๆ ลูบไล้ผ้านุ่มอย่างทะนุถนอม
"แล้วเมิ่งเมิ่งจะได้ใส่ชุดสวย ๆ แบบนี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ"
จูเมยรู้สึกเจ็บปวดในใจที่เห็นน้องสาวตื่นเต้นกับเสื้อผ้าเหล่านี้ แม้หัวใจจะรู้สึกฝาดขมแต่ก็พยายามยิ้มให้น้องสาว
"แน่นอนสิจ๊ะ เมิ่งเมิ่งของเราต้องได้ใส่ชุดที่งดงาม เมื่อโตขึ้นพี่สาวสัญญาว่าจะหาชุดสวย ๆ มาให้เมิ่งเมิ่งใส่จนเลือกไม่ไหวเลยทีเดียว"
จูเมิ่งเมิ่งเกิดมาได้เพียงขวบเดียวก็เกิดเรื่องที่บ้าน ตั้งแต่คลอดจูเมิ่งเมิ่งมารดาของนางก็ร่างกายอ่อนแอล้มป่วยมาตลอด เมื่อได้ข่าวเรื่องสะเทือนใจไม่นานก็จากไป
หลังจากนั้นท่านย่าทราบข่าวก็ส่งคนมารับนางและจูเมิ่งเมิ่งมาอยู่ที่หยางโจวอาศัยอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขกระทั่งท่านย่าล้มป่วยลง
และนับตั้งแต่นั้นชีวิตของนางก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น นางถูกส่งให้มาทำงานเป็นเด็กรับใช้ให้พี่สาวที่เอาแต่ใจ และยังถูกทุบตีอยู่หลายครั้ง
ทว่านางก็ต้องอดทนเพราะยังมีจูเมิ่งเมิ่งที่นางต้องดูแล
เด็กตัวน้อยมองพี่สาวด้วยดวงตาเป็นประกายจากนั้นจึงเอ่ยว่า
"เมิ่งเมิ่งจะได้ใส่ชุดสวย ๆ จริงๆ นะเจ้าคะ เมิ่งเมิ่งดีใจที่สุดเลย เมิ่งเมิ่งอยากสวยเหมือนท่านพี่"
เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
"แล้วเราจะได้กินขนมหวานด้วยไหมเจ้าคะ เมิ่งเมิ่งอยากกินถังหยวน"
จูเมยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก นึกถึงวันที่พวกนางเคยได้ลิ้มรสถังหยวนครั้งสุดท้ายเมื่อเทศกาลหยวนเซียวปีก่อน
"พี่จะพยายามหามาให้นะจ๊ะ แต่ตอนนี้เรายังไม่มี... เทศกาลหยวนเซียวยังอีกนาน"
ซิ่วหลินเห็นท่าทีของจูเมยที่คล้ายจะร้องไห้แล้ว จึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กน้อย
"คุณหนูเมิ่งเมิ่งของบ่าว มานั่งตรงนี้นะเจ้าคะอย่าลงจากเตียงเลยอากาศหนาวยิ่งนัก บ่าวจะสวมชุดใหม่ให้คุณหนูเมิ่งนะเจ้าคะ" จากนั้นก็หันไปบอกกับจูเมย
“คุณหนูด้วย รีบเปลี่ยนชุดเถิดเจ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่ก็บอกข้าว่าให้รีบเปลี่ยนชุดใหม่ ท่าทางนี้ของนางแปลกประหลาดนัก ไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใด”
ซิ่วหลินเองมีสีหน้าครุ่นคิด
“นั่นสิเจ้าคะ ได้รับชุดใหม่เช่นนี้บ่าวกลับไม่สบายใจนัก สตรีนางนั้นใจดำอำมหิตไม่รู้ว่าไยคิดมาทำดีกับคุณหนู แต่ว่าช่างเถิดเจ้าค่ะ ได้ของดีกว่าไม่ได้ต่อไปคุณหนูทั้งสองจะได้ไม่ต้องทนหนาวอีกแล้ว”
ซิ่วหลินรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เจ้าก้อนแป้งน้อย ในขณะที่จูเมยเปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเอง
ครู่ต่อมาสองพี่น้องก็อยู่ในชุดใหม่สะอาดเอี่ยม ทั้งคู่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและนุ่มนวลของเนื้อผ้า ทำให้นางรู้สึกมีความสุขที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้
จูเมิ่งเมิ่งมองพี่สาวดวงตาเป็นประกาย ปากเล็ก ๆ เอ่ยชม
"ท่านพี่งดงามมากเลยเจ้าค่ะ เมิ่งเมิ่งอยากสวยแบบพี่สาวจัง"
จูเมยยิ้มอย่างอ่อนโยนเดินมานั่งเคียงข้างน้องสาวที่อยู่บนเตียงแล้วดึงร่างเล็กป้อมให้มานั่งตักของตนเอง
“น้องสาวของพี่ก็งามที่สุดเช่นกันจ้ะ ทั้งยังเป็นเด็กดีน่ารักที่สุดในโลกเลย”
ดวงหน้าเล็กกลมเผยรอยยิ้มจนเห็นเหงือก จากนั้นก็ซบใบหน้าเข้ากับอกแข็ง ๆ ที่เต็มไปด้วยกระดูกของจูเมยแต่ถึงกระนั้นเด็กน้อยก็รู้สึกว่าอ้อมอกของพี่สาวช่างอบอุ่นนัก
“ข้าเป็นเด็กดีใช่หรือไม่เจ้าค่ะ”
“อืม...เด็กดีที่สุดเลยจ้ะ”
ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังอบอุ่น เสียงเคาะประตูอย่างแรงก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงตวาดของจูหลี
"นังตัวดีเปิดเดี๋ยวนี้นะ!"