ตอน 2

ปรับตัวในตำหนักเย็น

“แล้วทำไมฉะ เอ่อ....ข้าถึงมาอยู่ในตำหนักมืด ๆ แบบนี้ได้ล่ะ แล้วนี่ข้าเป็นอะไรทำไมรู้สึกเจ็บบริเวณลำคอมากมายเช่นนี้” กุ้ยเฟยถามพร้อมกับจับบริเวณลำคอของตัวเองแล้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ

“เอ่อ….ที่นี่คือตำหนักเย็นเพคะ และที่กุ้ยเฟยรู้สึกเจ็บบริเวณลำคอก็เพราะว่า….กุ้ยเฟยทรงอัตวินิบาตกรรมตัวเองเพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินก้มหน้าตอบคำถามกุ้ยเฟยไปตามความจริง

“นี่ข้า….ฆ่าตัวตายอย่างนั้นเหรอ” กุ้ยเฟยไม่เข้าใจว่าทำไมวิญญาณเดิมของร่างนี้เป็นถึงพระสนมของฮ่องเต้ มีข้ารับใช้มากมายถึงคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ ควรที่จะคิดหวงแหนชีวิตของตัวเองเสียมากกว่า

“เพคะ กุ้ยเฟยทรงอย่าทำเช่นนี้อีกเลยนะเพคะ หม่อมฉันหัวใจจะสลาย” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวอย่างวิงวอน

“หม่อมฉันด้วยเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าววิงวอนอีกเสียง

“กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยางชนะศึกสงครามกลับมาแล้วรู้ว่ากุ้ยเฟยทรงอัตวินิบาตกรรมตัวเอง ท่านแม่ทัพต้องเสียใจเป็นอย่างมากแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงพูดเสริมอีก ทั้งสามคนเป็นห่วงกุ้ยเฟยเป็นอย่างมาก จงรักภักดีมอบกายถวายชีวิตรับใช้ด้วยหัวใจ

“ข้าจะไม่มีวันทำเช่นนั้นอีกอย่างแน่นอน”

“ขอบพระทัยเพคะ” เจี่ยลี่อิงในร่างกุ้ยเฟยรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่ทั้งสามคนห่วงใยเธอมากมายถึงเพียงนี้ ปกติตอนที่เจี่ยลี่อิงมีชีวิตอยู่นั้นเธอไม่ค่อยมีเพื่อน ที่บ้านของเธอนั้นค่อนข้างเข้มงวด ตอนเรียนก็ให้เธอตั้งใจเรียนไม่ให้มีเพื่อน เมื่อถึงวัยทำงานเธอจึงติดนิสัยการทำอะไรด้วยความจริงจังและตั้งใจ และก่อนที่เธอจะเสียชีวิตนั้น เธอเครียดและอดนอนมาหลายคืนเนื่องจากต้องการเป็นเชฟมือทองของภัตตาคารหรูแห่งนั้นมาก การที่เธอทะลุมิติมาอยู่ที่ดีคงจะดีเหมือนกัน เธอจะได้เป็นอิสระจากความกดดันเสียที และได้ใช้ชีวิตใหม่ที่สวรรค์ลิขิตมาให้นี้เต็มที่ไปเลย

“ว่าแต่….ทำไมข้าถึงต้องมาอยู่ที่ตำหนักเย็นด้วยล่ะ” เจี่ยลี่อิงในร่างของกุ้ยเฟยถามด้วยความสงสัย เธอพอจะรู้ประวัติศาสตร์อยู่บ้างว่าตำหนักเย็นคือสถานที่ที่ใช้กักขังเหล่าฮองเฮา พระสนม และนางในที่กระทำความผิด

“เอ่อ….เป็นพระกระแสรับสั่งจากฮ่องเต้เพคะ ให้กุ้ยเฟยทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักเย็นจนกว่าท่านแม่ทัพพระบิดาของกุ้ยเฟยจะคว้าชัยชนะกลับมาจากการสู้รบในครั้งนี้เพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์อาสาตอบคำถามที่กุ้ยเฟยอยากรู้

“แล้วเมื่อไรกันล่ะ” เมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว กุ้ยเฟยก็มีใบหน้าเศร้าหมอง เพียงแค่คิดว่าชีวิตใหม่นี้ถูกริดรอนอิสระภาพอย่างไม่มีวันและเวลากำหนดที่แน่ชัด กุ้ยเฟยก็รู้สึกหมดสนุกไปอย่างทันที เพราะชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้น ถึงแม้จะกดดันแต่ก็ไม่เคยถูกกักขังเช่นนี้เลย

“ความสามารถของท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยางมีมากล้น หม่อมฉันมั่นใจว่าไม่นานเกินรออย่างแน่นอนเพคะ กุ้ยเฟยทรงอย่าร้อนพระทัยไปเลย เดี๋ยวหม่อมฉันนำเอาพระกายาต้มจากครัวหลวงมาถวาย เมื่อกุ้ยเฟยเสวยแล้ว จะได้เสวยพระโอสถที่หมอหลวงให้ไว้นะเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวบอก ก่อนจะทำความเคารพแล้วเตรียมจะเดินออกไป แต่กุ้ยเฟยเรียกนางกำนัลผู้นั้นเอาไว้ก่อน “ช้าก่อนตงเอ๋อร์”

“เพคะกุ้ยเฟย”

เสียงท้องของกุ้ยเฟยร้องขึ้นมา ก็นึกได้ว่าก่อนตายยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง นี่แสดงว่านางหมดแรงจนตายแน่ เมื่อเสียงท้องร้องดังนางก็นึกถึงการทำอาหารจึงเอ่ยถามนางกำนัลข้างตัว

“ข้าสามารถปรุงอาหารที่ตำหนักเย็นแห่งนี้ได้หรือไม่” ถึงแม้ว่าเจี่ยลี่อิงจะได้ชีวิตใหม่เป็นถึงกุ้ยเฟย แต่ทว่าการทำอาหารนั้นเป็นสิ่งที่นางโปรดปรานมากจนฝังอยู่ในเส้นเลือดไปเสียแล้ว ถ้าเธอไม่ได้ทำอาหาร โลกใบนี้คงมีแต่ความเศร้าหมองไม่มีความแช่มชื่นเบิกบานใจอีกต่อไปสำหรับเจี่ยลี่อิง

“ที่ตำหนักเย็นมีห้องครื่อง แต่มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรุงอาหารไม่มากนักและไม่มีพ่อครัวด้วยเพคะ เหล่าขันทีและนางกำนัลรับใช้ก็ไม่มี”

“ไม่มีก็ไม่เป็นไร ข้าจะเป็นคนครัวของตำหนักเย็นแห่งนี้เอง” กุ้ยเฟยยืดอกพูดด้วยความภาคภูมิใจในความสามารถด้านการทำอาหารของตัวเอง ซึ่งต่างไปจากกุ้ยเฟยคนเดิมก่อนที่จะคิดแขวนคอ ปกติกุ้ยเฟยไม่เคยสนใจเรื่องการทำอาหารเลยแม้แต่นิด

“เอ่อ….” นางกำนัลทั้งสองมองหน้ากันพลางอ้ำอึ้งเหมือนต้องการจะพูดอะไรแต่ไม่ยอมพูดเสียที กุ้ยเฟยจึงเอ่ยถามนางกำนัลทั้งสองเสียเอง “มีอะไรก็พูดมาสิตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน”

“กุ้ยเฟยจะเป็นคนครัวเองจริงหรือเพคะ กุ้ยเฟยเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แค่เย็บปักถักร้อยเป็น กิริยาวาจาสุภาพอ่อนหวาน มีมารยาท และนิสัยดีก็เพียงพอแล้วเพคะ เรื่องงานครัวปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนครัวและนางรับใช้ในห้องเครื่องดีกว่านะเพคะ”

“ข้าไม่ถนัดเรื่องเย็บปักถักร้อย ข้าถนัดปรุงอาหาร แล้วข้าจะทำให้พวกเจ้าได้กินด้วยนะ”

“เอ่อ….เป็นพระกรุณาเพคะ”

“เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสามกล่าวคำขอบคุณกุ้ยเฟยอย่างนอบน้อม ถึงแม้ว่าจะยังไม่มั่นใจเรื่องการทำอาหารของกุ้ยเฟยก็ตาม

“ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน พวกเจ้าทั้งสองพาข้าไปสำรวจทั่วทั้งตำหนักเย็นแห่งนี้หน่อยได้หรือไม่”

“ยามนี้เลยหรือเพคะ หม่อมฉันอยากให้กุ้ยเฟยทรงได้พักผ่อนก่อน เมื่อสักครู่นี้กุ้ยเฟยยังตรัสอยู่เลยว่าเจ็บแผลที่ลำคอ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวค้านอย่างเป็นห่วงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในใจก็รู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อยว่าจะถูกกุ้ยเฟยอาละวาดใส่

“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว นี่….เห็นมั้ย ข้าเดินได้คล่องปรื๋อ” กุ้ยเฟยลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินไปเดินมาอย่างทะมัดทะแมงและคล่องแคล่ว ทำเอาผู้รับใช้ทั้งสามมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงง ปกติกุ้ยเฟยจะถือใจตนเป็นใหญ่ หากต้องการสิ่งใดแล้วใครหน้าไหนก็ห้ามขัด แต่ยามนี้กุ้ยเฟยกลับยอมเสียเวลาอธิบายให้นางกำนัลและขันทีผู้ต่ำต้อยเชื่อโดยที่ไม่อาละวาดออกมาเลยแม้แต่นิด

“นี่….ทำไมเงียบกันไปล่ะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ ไม่เห็นเหรอ” กุ้ยเฟยพยายามทำให้ผู้รับใช้ทั้งสามเชื่อให้ได้ ทั้งเดินทั้งกระโดด ทำทุกอย่างที่สตรีชั้นสูงไม่ปฏิบัติกัน จนนางกำนัลอี๋เหวินทนดูไม่ไหวรีบกล่าวห้าม “กุ้ยเฟยพอเถอะเพคะ หม่อมฉันเชื่อแล้ว”

“เย้….ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเจ้าก็พาข้าไปสำรวจตำหนักเย็นแห่งนี้ได้แล้วใช่หรือไม่” กุ้ยเฟยเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น เดินเข้าไปคว้ามือบางของตงเอ๋อร์และอี๋เหวินคนละข้าง จนนางกำนัลทั้งสองต้องรีบชักมือออกแล้วก้มหัวลงด้วยความตกใจ

“....เพคะกุ้ยเฟย”

นางกำนัลตงเอ๋อร์ นางกำนัลอี๋เหวิน และขันทีจางกงพากุ้ยเฟยเดินสำรวจตำหนักเย็นที่ทั้งมืดและเงียบสงัดแห่งนี้จนทั่ว เมื่อเดินสำรวจทั่วทั้งตำหนักแล้วกุ้ยเฟยคิดการใหญ่หลายอย่างด้วยความตื่นเต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ล้วนแล้วจะทำให้ตำหนักเย็นแห่งนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาทั้งนั้น

“ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน จางกง”

“เพคะกุ้ยเฟย / พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย”

“พวกเจ้าไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้ให้ทั่วจนสะอาดเอี่ยมอ่องทุกซอกทุกมุมเลยนะ” กุ้ยเฟยสั่งให้นางกำนัลทั้งสองและขันทีทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้ เพราะการที่จะฟื้นฟูตำหนักเย็นในด้านอื่น ๆ ได้นั้นต้องเริ่มจากการทำความสะอาดให้สะอาดน่าอยู่เสียก่อน

“กุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันขออนุญาตไปเอาพระกายาต้มที่ครัวหลวงมาถวายกุ้ยเฟยได้เสวยก่อนได้หรือไม่เพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวถาม กลัวว่ากุ้ยเฟยจะไม่ได้เสวยพระโอสถ ตั้งแต่กุ้ยเฟยฟื้นคืนสติขึ้นมาก็เอาแต่ตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้างจนลืมไปว่าตัวเองยังไม่แข็งแรงดี โดยที่สองนางกำนัลกับหนึ่งขันทีนั้นไม่รู้เลยว่าสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้านี้ไม่ใช่กุ้ยเฟยของพวกเขาตัวจริงอีกแล้วตลอดกาล

….กุ้ยเฟยทานข้าวต้มพลางพิจารณาในรสชาติทุกคำที่ตักเข้าปากจนหมดถ้วย “ข้ากินหมดแล้ว รสชาติใช้ได้เลยนะ เป็นรสชาติที่ปรุงได้พอดี รสไม่จัดมาก ซดได้คล่องคอ หอมกลิ่นควันไฟนิด ๆ เมื่อได้ทานแล้วรู้ได้ทันทีว่าผ่านกระบวนการทำที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก” กุ้ยเฟยสาธยายถึงรสชาติของข้าวต้มที่ครัวหลวงทำมาให้เหมือนกับว่าตัวเองนั้นได้ไปอยู่ในห้องครัวหลวงและลงมือทำด้วยตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

“ครัวหลวงมีพ่อครัวหลวงที่มีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นเลิศเลยเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวบอก ทำให้กุ้ยเฟยรู้สึกคันไม้คันมืออยากแสดงฝีมือด้านการทำอาหารของตัวเองจนเต็มแก่

“นี่….ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน จางกง รีบเอาพระโอสถมาให้ข้าเสวยเสียทีสิ จะได้รีบไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำความสะอาดตำหนักเย็นแห่งนี้เสียที”

“เพคะกุ้ยเฟย”

….หลังจากที่กุ้ยเฟยเสวยพระโอสถที่หมอหลวงให้ไว้เรียบร้อยแล้ว กุ้ยเฟยก็มีรับสั่งให้นางกำนัลตงเอ๋อร์ นางกำนัลอี๋เหวิน และขันทีจางกงพากันไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดมาปัดกวาดเช็ดถูตำหนักเย็นจนสะอาดสะอ้าดน่าอยู่มากขึ้น

เมื่อเสร็จสิ้น….กุ้ยเฟยปัดเศษฝุ่นจากมือและเสื้อผ้าของตัวเองออก เพราะเธอเองก็ได้ลงมือช่วยนางกำนัลและขันทีทำความสะอาดด้วย….กุ้ยเฟยมองรอบ ๆ ตำหนักด้วยใบหน้าชื่นมื่นนึกคิดถึงความสนุกที่อยากทำในสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยู่ดี ๆ เธอก็ได้มาอยู่ราวกับเป็นความฝัน

“กุ้ยเฟยเพคะ ทรงพักผ่อนสักหน่อยเถอะเพคะ กุ้ยเฟยต้องรักษาพระวรกาย ถ้าถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว หม่อมฉันจะปลุกกุ้ยเฟยมาเสวยพระกระยาหารนะเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์กล่าวบอกด้วยความห่วงใย

“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ส่วนแผลที่คอเจ้าก็คอยทาพระโอสถเครื่องยาที่หมอหลวงได้ให้ไว้ก็เพียงพอแล้ว ไม่นานก็คงหายดี” กุ้ยเฟยพูดให้นางกำนัลและขันทีสบายใจและหายห่วง ก่อนที่จะเดินไปที่ห้องเครื่องของตำหนักอีกครั้ง นางกำนัลทั้งสองและขันทีจึงเดินตามไปอย่างสำรวม

“ห้องเครื่องของตำหนักนี้มีเพียงเครื่องครัวเก่า ๆ ไม่มีวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงอันใดเลย เฮ้อ….แบบนี้ก็น่าเบื่อแย่เลยสิ” กุ้ยเฟยพึมพำกับตัวเองพร้อมกับทำหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่นานก็ยิ้มออกมาเมื่อนึกคำพูดของนางกำนัลและขันทีได้ “แต่ว่า….พวกเจ้าบอกกับข้าว่าข้าสามารถปรุงอาหารที่ห้องเครื่องของตำหนักเย็นแห่งนี้ได้ หมายความว่าพวกเจ้าสามารถหาเครื่องครัว วัตถุดิบ และเครื่องปรุงมาให้ข้าได้ด้วยใช่หรือไม่”

“เอ่อ….เพคะกุ้ยเฟย พวกหม่อมฉันและจางกงจะพยายามหามาให้กุ้ยเฟยให้ได้เพคะ”

“ว่าแต่….กุ้ยเฟยต้องการสิ่งใดเหรอพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้ไปสรรหามาให้อย่างสุดความสามารถ” ขันทีจางกงรอถวายการรับใช้กุ้ยเฟยตาคำสั่งของท่านแม่ทัพเจี่ยฮุ่ยหยาง

“ที่นี่มีกระดาษหรือไม่”

“กุ้ยเฟยทรงหมายถึงกระดาษไช่หลุนใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ยุคนี้เรียกว่ากระดาษไช่หลุนสินะ….กุ้ยเฟยคิดในใจก่อนจะพยักหน้าตอบขันทีจางกง “อืม….ข้าหมายถึงสิ่งนั้นช่วยเอามาให้ข้าหน่อยนะจางกง”

“พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย กระหม่อมทูลลา” ขันทีโค้งตัวรับคำสั่งด้วยนอบน้อมก่อนจะเดินออกจากตำหนักเย็นไปเอากระดาษไช่หลุน พู่กันและหมึกมาให้กุ้ยเฟยตามที่ต้องการ

ตอน 3

คิดค้นเมนูอาหารใหม่

ระหว่างที่รอขันทีจางกงไปหากระดาษไช่หลุน พู่กันและหมึกมาให้นั้น เจี๋ยลี่อิงในร่างเจี่ยหลีฟางกุ้ยเฟยก็คิดถึงแต่เรื่องที่นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และทำไมถึงต้องมาอยู่ในร่างของกุ้ยเฟยพระสนมเอกของฮ่องเต้ด้วย หรือว่านางต้องมาชดใช้เคราะห์กรรมต่อที่นี่ “ได้มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้ากุ้ยเฟยพร้อมกับยกกระดาษไช่หลุน พู่กันและหมึกขึ้นเหนือหัวเพื่อถวายให้กับกุ้ยเฟย

“ขอบใจนะจางกง” เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ลี่อิงก็ไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณด้วยความดีใจ

“กระหม่อมยินดีถวายการรับใช้กุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงพูดพร้อมกับก้มหัวคำนับกุ้ยเฟยอย่างนอบน้อม

“อืม….” ลี่อิงรับของที่ขันทีจางกงนำมาให้ ก่อนจะกลับไปนั่งลงบนเตียงนอนเช่นเดิม ลี่อิงนั่งเหม่อลอยคิดหาคำตอบว่าเรื่องราวน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นกับนางได้อย่างไร เอาแต่คิดไม่ยอมขีดเขียนอะไรลงไปในกระดาษไช่หลุนเสียที นางกำนัลตงเอ๋อร์กับนางกำนัลอี๋เหวินมองหน้ากันก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ตั้งแต่กุ้ยเฟยฟื้นคืนก็มีนิสัยที่ผิดแปลกไปและชอบเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดสิ่งใดเป็นบางเวลา

“กุ้ยเฟยเพคะ ทรงคิดเรื่องอันใดอยู่เพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินตัดสินใจถามออกไป เพราะเห็นกุ้ยเฟยนิ่งเงียบแบบนี้ไปเกือบหนึ่งเค่อแล้วทำให้นางกำนัลทั้งสองรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี

“ข้าแค่คิดถึงที่ที่ข้าจากมา” ลี่อิงตอบนางกำนัลไปตามความจริง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเป็นทางยาวสลัดความคิดในอดีตออกไปจากสมองเสียให้หมด บอกกับตัวเองให้เดินหน้าต่อในเมื่อพรหมลิขิตขีดเขียนมาแล้ว

“โถ่….กุ้ยเฟย ไม่นานกุ้ยเฟยต้องได้ออกไปจากตำหนักเย็นอย่างแน่นอนเพคะ” เมื่อกุ้ยเฟยเศร้าหมอง นางกำนัลทั้งสองจึงรีบพูดปลอบใจ

“เฮ้อ….ข้าไม่ควรจมปลักกับความเศร้า ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป เอาล่ะ….พวกเจ้าคอยดูรูปที่ข้ากำลังจะวาดใส่กระดาษไช่หลุนนี้ด้วยนะ”

“เพคะกุ้ยเฟย/พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย” นางกำนัลและขันทีตอบรับคำสั่งของกุ้ยเฟยพร้อมกัน ก่อนจะนั่งลงกับพื้นรอดูรูปวาดของกุ้ยเฟยอย่างสงบเสงี่ยม

….เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเห็นจะได้ ลี่อิงก็เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองนางกำนัลกับขันที นางกำนัลทั้งสองเฝ้ารออย่างจดจ่อ ส่วนขันทีจางกงกำลังนั่งหลับ คงเพราะรอกุ้ยเฟยวาดรูปนานไปหน่อย “อ่ะแฮ่ม” ลี่อิงกระแอมในลำคอพร้อมกับแตะไปที่หัวไหล่ของเขาเพื่อปลุกให้ตื่น

“ไอ้หยา! ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” ด้วยความตกใจขันทีจางกงก็เปลี่ยนท่าเป็นนั่งคุกเข่าแล้วรีบก้มหัวคำนับลงกับพื้นพร้อมกับพูดเพ้อออกมาอย่างลนลานคล้ายกำลังละเมอ เรียกเสียงหัวเราะให้กับสตรีทั้งสามที่ได้เห็น

“ฮ่า ๆ จางกง….เจ้ากำลังฝันว่าเข้าเฝ้าฮ่องเต้อยู่หรือไงกัน” กุ้ยเฟยกับนางกำนัลทั้งสองต่างหัวเราะขันทีจางกงกันคิกคักจนขันทีจางกงต้องก้มหน้างุดด้วยความอาย “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย”

“ไม่เป็นไรจางกง รู้มั้ยว่าเจ้าเรียกเสียงหัวเราะให้กับข้า และตงเอ๋อร์กับอี๋เหวินได้ ทำให้ตำหนักเย็นแห่งนี้ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป….เอาล่ะพวกเจ้าพร้อมที่จะดูรูปวาดของข้าแล้วหรือยัง” ลี่อิงพูดให้นางกำนัลและขันทีได้ลุ้น ก่อนที่ผู้รับใช้ทั้งสามจะพยักหน้างึก ๆ อย่างใจจดใจจ่อ

“อี….เอ้อร์….ซาน….ปิ๊ง! เป็นอย่างไรสวยมั้ยเอ่ย….” ลี่อิงนับเลขเสริมความตื่นเต้น ก่อนจะพลิกกระดาษไช่หลุนอีกด้านที่มีรูปวาดให้กับผู้รับใช้ทั้งสามได้ดู

“นี่คือ….สิ่งใดเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลและขันทีเอ่ยถามกุ้ยเฟยพร้อมกับทำตาปริบ ๆ แทนที่จะตื่นเต้นแต่กลับทำหน้ามึนงง เพราะรูปวาดที่กุ้ยเฟยวาดให้ดูนั้นเป็นสิ่งที่แปลกตาเป็นอย่างมาก ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน

“สิ่งนี้คือหม้อชาบู” ลี่อิงพูดด้วยความตื่นเต้น นางเต็มใจเสนอสิ่งนี้เป็นอย่างมาก

“หม้อชาบู?” ผู้รับใช้ทั้งสามพูดพร้อมกันอย่างช้า ๆ

“ช่าย~ สิ่งนี้แหละข้าอยากได้ จางกง….” ลี่อิงเอ่ยตอบก่อนจะเรียกขันทีจางกง

“พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย” ขันทีจางกงก้มหน้ารอรับคำสั่งจากกุ้ยเฟย

“เจ้าหาสิ่งนี้มาให้ข้าได้หรือไม่” ลี่อิงพูดพร้อมกับจับหัวพู่กันจิ้มไปที่รูปวาดของตัวเองในกระดาษไช่หลุน

“เอ่อ….กระหม่อมไม่เคยเห็นสิ่งนี้ในครัวหลวงเลยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงพิจารณารูปวาดอย่างดีอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธกุ้ยเฟย

“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะเจ้าต้องสั่งทำให้ข้า เจ้าเอารูปนี้ไปให้ช่างตีเหล็กของวังหลวงทำให้ข้าทีนะ” ลี่อิงม้วนกระดาษไช่หลุนส่งให้ขันทีจางกง

“พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย” ขันทีจางกงก้มหน้ารับคำสั่งพร้อมกับรับกระดาษไช่หลุนจากกุ้ยเฟยมาถือไว้ ก่อนจะออกไปจากตำหนักเย็นมุ่งตรงไปหาช่างตีเหล็กของวังหลังในทันที

“กุ้ยเฟยจะเอาหม้อชาบูที่ว่ามาทำอันใดหรือเพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินถามอย่างข้องใจ ตั้งแต่เกิดมาบนแผ่นดินใหญ่นี้นางไม่เคยเห็นสิ่งที่กุ้ยเฟยวาดออกมามาก่อน จึงไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นใช้ทำอันใด

“ทำชาบูกิน” ลี่อิงตอบด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเห็นใบหน้าที่มึนงงของนางกำนัลทั้งสองยิ่งทำให้ลี่อิงรู้สึกตื่นเต้นอยากจะรีบทำชาบูให้กับสองนางกำนัลได้เห็นและได้ลิ้มลองในรสชาติ

“สิ่งนั้นทำอาหารได้ด้วยหรือเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์เอียงคอถาม ซึ่งนางกำนัลทั้งสองยังคงมีความสงสัยในสิ่งที่กุ้ยเฟยวาดออกมาและบอกว่าสิ่งนั้นคือหม้อชาบูอยู่ จะไขข้อสงสัยได้ก็ต่อเมื่อได้เห็นวิธีการใช้งานเต็มสองตา

“ได้สิ หม้อชาบูก็เหมือนหม้อต้มทั่วไปนั่นแหละ แค่วิธีการใช้งานต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เอาไว้ถ้าได้หม้อชาบูมาแล้วข้าจะใช้งานให้พวกเจ้าดูทันทีเลยนะ” ลี่อิงอธิบายอย่างใจเย็น นางรู้สึกมีความสุขมากเมื่อได้พูดถึงอุปกรณ์เครื่องครัวที่นางมีความรู้อย่างหนาแน่น

“ด้วยความกรุณาเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลทั้งสองก้มหน้าพร้อมกับเอ่ยขอบคุณกุ้ยเฟย

“ว่าแต่….พวกเจ้ากินอาหารเย็นที่ไหนกันหรือ” ลี่อิงช้อนคางนางกำนัลทั้งสองขึ้นมาถามด้วยความเอ็นดู ก่อนจะส่งยิ้มแฉ่งให้จนนางกำนัลทั้งสองสะดุ้ง เพราะไม่เคยได้รับรอยยิ้มเช่นนี้จากกุ้ยเฟยมาก่อน ที่ผ่านมาส่วนใหญ่กุ้ยเฟยจะเอาแต่ทำใบหน้าบูดบึ้งบอกบุญไม่รับเสียมากกว่า

“เราสองคนกินอาหารที่ครัววังหลวงทำแจกจ่ายให้เหล่าขุนนางและนางในเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลตงเอ๋อร์ตอบ

“ต่อไปข้าจะทำอาหารให้พวกเจ้ากินเอง” ลี่อิงพูดราวกับว่าการที่กุ้ยเฟยลงมือทำอาหารให้กับผู้รับใช้กินนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“จะดีหรือเพคะ ใต้หล้านี้ไม่เคยมีกุ้ยเฟยนางใดทำอาหารให้กับนางกำนัลและขันทีกิน มีแต่ทำให้เบื้องสูงอย่างเช่นไทเฮา ฮ่องเต้ และฮองเฮาเพียงเท่านั้นเพคะ” ตอนแรกนางกำนัลทั้งสองไม่กล้าเอ่ยขัดกุ้ยเฟยตอนที่นางบอกว่าจะทำอาหารให้พวกเขากิน เพราะคิดว่าคงไม่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเห็นว่ากุ้ยเฟยจะทำจริงแล้วนั้นก็อดที่จะเอ่ยขัดไม่ได้

“ห้ามขัดใจข้านะ ก่อนหน้านี้พวกเจ้าตกลงแล้วว่าจะให้ข้าทำให้กิน” ลี่อิงแกล้งทำเสียงดุและกอดอกอย่างเอาแต่ใจ เพราะนางกำนัลทั้งสองผิดคำตกลง

“….เพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลทั้งสองเสียงอ่อยอย่างไม่มีทางเลือก เพราะถูกกุ้ยเฟยดักคอไว้เรียบร้อย

“ข้าจำได้ว่าที่ห้องเครื่องของตำหนักมีเตาฟืน หม้อ มีดและเขียงไม้ อื้ม….ข้านึกออกแล้วอาหารเย็นวันนี้ข้าจะทำข้าวมันไก่ไหหลำ”

“ข้าวมันไก่ไหหลำ!” สองนางกำนัลเบิกตาโตมองหน้ากัน….ไม่คิดว่ากุ้ยเฟยของพวกนางจะคิดทำการใหญ่ถึงเพียงนี้

“ข้าวมันไก่ไหหลำเลยหรือเพคะกุ้ยเฟย หม่อมฉันทั้งสองไม่กล้ากินหรอกเพคะ ข้าวมันไก่ไหหลำเป็นอาหารสำหรับบุรุษและสตรีชั้นสูงเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลอง เพราะไก่ที่จะนำมาทำข้าวมันไก่ได้อย่างอร่อยจะมีเพียงไก่เหวินชางจากมณฑลไหหลำเท่านั้น” นางกำนัลทั้งสองโบกมือปฏิเสธ เพราะคิดว่าตัวเองลิ้นคงไม่ถึงอย่างแน่นอน อาหารที่ดีที่สุดสำหรับขันทีและนางในนั้นก็เห็นจะเป็นเมนูที่ใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายรอบ ๆ เขตพระราชวังเท่านั้น

“กุ้ยเฟยทรงพักผ่อนเถอะนะเพคะ เอาไว้ทรงแข็งแรงดีแล้วค่อยทำดีกว่า” นางกำนัลตงเอ๋อร์อ้อนวอนให้กุ้ยเฟยยุติความคิดลง

“ไม่ ไม่ ไม่ ถ้าข้าไม่ได้ทำอาหารสักมื้อ คืนนี้ข้าต้องนอนไม่หลับเป็นแน่” ลี่อิงทำหน้างอพร้อมกับส่ายหน้าไปมาอย่างเอาแต่ใจ อย่างไรวันนี้นางก็ต้องทำอาหารสักอย่างให้ได้ดั่งใจปราถนา

“แต่หม่อมฉันว่า….การทำข้าวมันไก่ไหหลำในยามนี้คงจะไม่เหมาะเสียเท่าไรนะเพคะ เพราะต้องใช้ไก่เหวินชางเป็นวัตถุดิบหลัก ตอนนี้เป็นเวลาของยามเซินแล้วคงหาได้ไม่ทัน และที่สำคัญกุ้ยเฟยทรงยังไม่ได้พักผ่อนเลยนะเพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวคัดค้านด้วยเหตุผลที่มากขึ้นกว่าเดิม

“ไม่ว่าจะเป็นไก่ชนิดไหนข้าก็สามารถทำให้เป็นข้าวมันไก่ไหหลำรสชาติเลื่องลือชาได้ทั้งนั้น ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน”

“เพคะกุ้ยเฟย” เมื่อกุ้ยเฟยเรียกนางกำนัลทั้งสองก็รีบขานรับและเตรียมถวายการรับใช้ในทันที

“พวกเจ้าไปหาไก่ตอน 1 ตัว เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู เต้าเจี้ยว ขิง กระเทียม พริก และน้ำสะอาดมาให้ข้าภายในครึ่งชั่วโมง”

“ครึ่งชั่วโมง! คืออะไรหรือเพคะ” นางกำนัลทั้งสองกล่าวถามด้วยความงุนงง

“อ่ะ อ๋อ….สองเค่อ” ลี่อิงพูดใหม่อย่างอ้ำอึ้งท่าทีเลิ่กลั่กเก็บพิรุธไว้อยู่ นึกได้ว่าตัวเองเผลอพูดคำสมัยใหม่ออกไป

“อ๋อ….สองเค่อ ได้เพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลทั้งสองรีบคำนับลาแล้วออกไปจากตำหนักมุ่งตรงไปยังครัวหลวงเพื่อหาสิ่งที่กุ้ยเฟยต้องการมาให้อย่างเลี่ยงไม่ได้

….หนึ่งก้านธูปผ่านไป….ซ่าส์~ เสียงวัตถุดิบบางอย่างโดนความร้อนจากน้ำมันที่ร้อนจัด วัตถุดิบที่ว่านี้ก็คือข้าวหอมอย่างดีที่ถูกนำไปซาวน้ำจนสะอาด จากนั้นจึงนำเอามันไก่ลงไปเจียวในกระทะ แล้วนำน้ำมันจากหนังไก่นั้นมาผัดกับข้าวหอม ตามด้วยใส่กระเทียมทั้งกลีบแบบไม่ต้องทุบและไม่ต้องปอกเปลือก ผัดกับข้าวหอมด้วยไฟอ่อน จนกระทั่งข้าวหอมมีสีขาวขุ่น จึงนำเอาไปหุงต่อในหม้อโดยใส่น้ำต้มไก่ที่ลี่อิงได้ต้มจนไก่นุ่มเอาไว้แล้วหลังจากได้วัตถุดิบมาลงไป ส่วนเตาฟืนนั้นขันทีจางกงได้ก่อเอาไว้ให้ถึงสองเตาด้วยกัน

ย้อนกลับไปในส่วนของการต้มไก่นั้น ตั้งน้ำในหม้อให้ร้อนก็ใส่ไก่ลงไปทั้งตัว จากนั้นบุบขิงแก่ กระเทียม และเกลือลงไป ต้มไก่ต่อไปประมาณสองเค่อ คอยพลิกด้านของไก่ซ้ำไปซ้ำมาด้วยจนกระทั่งหนังไก่สุกเหลือง ในส่วนวิธีตรวจสอบความสุกของไก่นั้น สามารถใช้ตะเกียบแทงทะลุช่วงน่องด้านในที่ติดกับตัวไก่ ซึ่งหากตะเกียบทะลุผ่านไปได้ง่าย และไม่มีเลือดติดออกมา ก็หมายความว่าไก่นั้นสุกดีแล้ว

ระหว่่างรอให้ข้าวสุก ก็ทำเอาไก่ที่ต้มจนสุกแล้วไปเลาะเอาเนื้อและเครื่องในออก หลังจากนั้นก็เอากระดูกไก่ไปเคี่ยวต่อเป็นน้ำซุปอีกประมาณหนึ่งเค่อ จนกลายเป็นน้ำซุปที่ซดได้คล่องคอ เพราะมีรสชาติที่กลมกล่อม หวานน้ำต้มกระดูก ข้าวมันที่กำลังระอุส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งกระจายไปทั่วตำหนักเย็น มิหนำซ้ำกลิ่นหอมยังลอยละล่องส่งไปทั่วทั้งวังหลวงอีกด้วย นางกำนัลและขันทีที่ได้กลิ่นใกล้ ๆ ถึงขั้นน้ำลายสอ ลอบกลืนน้ำลายลงคอหลายต่อหลายอึกแล้ว

ระหว่างรอให้ข้าวมันสุกเต็มที่นั้น ก็มาจัดทำน้ำจิ้ม น้ำจิ้มจะเป็นสิ่งที่ช่วยตัดเลี่ยนของข้าวมันและไก่ต้มได้ดี เพราะได้ความเค็มจากเต้าเจี้ยวและความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูหมัก ตัดรสชาติด้วยความเผ็ดร้อนของพริกและกระเทียมซอย ตามด้วยขิงหั่นเต๋าและน้ำตาล ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ‘ข้าวมันไก่ไหหลำ’

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED