สวนสาธารณะขนาดย่อมใจกลางกรุง กลับกลายเป็นปอดธรรมชาติทำหน้าที่ฟอกควันพิษของคนกรุงไปโดยปริยาย ด้วยทิวไม้ใหญ่หลากหลายต้นขึ้นเป็นแนวตลอดสองฝั่งข้างทาง ช่วยทำหน้าที่ฟอกอากาศให้สดชื่นและให้ร่มเงาแก่ผู้สัญจรไปมา รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวมของร้านอาหารขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ไปด้วย
ร้านอาหารหลากแนวต่างมีธีมตกแต่งตามสไตล์แตกต่างกันไป บ้างดูวินเทจและบ้างก็ดูอินดี้ เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนทั้งหญิงชายที่มีออฟฟิศอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะแห่งนี้ และร้านที่ดูจะเข้ากับบรรยากาศร่มรื่นของพันธุ์ไม้สีเขียวมากสุดก็คงไม่พ้นเป็นร้านที่ตกแต่งด้วยธีมสีชมพูนมสดตัดกับสีน้ำตาลช็อกโกแลต จึงไม่แปลกหากในยามเที่ยงวันอย่างนี้ ภายในร้านจึงมีลูกค้าอยู่หนาแน่น แต่ทุกอย่างต้องดีกว่านี้แน่ ถ้าจะไม่มีเสียงแปดหลอดของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาซะก่อน
“ทิวลิป! แกคิดดู วันๆ มันก็เอาแต่กินเหล้าเที่ยวผู้หญิง มันไม่เคยเห็นใจฉันเลย! ฉันน่ะต้องเลี้ยงลูก ต้องทำงานทั้งนอกบ้านทั้งในบ้าน ไหนจะเรื่องบนเตียง ใต้เตียง หรือว่าขอบเตียงมันก็ให้ฉันทำหมดทุกอย่าง แล้วแกดูมัน! มันก็ยังไปเอานังนั่น มันไม่เคยเห็นคุณค่าของฉันเลย ยังไงนะแก ถ้ามันทิ้งฉันจริงๆ อ่ะ แกช่วยฉันคิดหน่อยสิ ทิวลิป...”
‘ทิวลิป’ ที่เพื่อนสาวเอ่ยเรียกนั้นเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยเก๋ ผมซอยสั้นทันสมัยในเฉดสีเหลืองมะนาวเปรี้ยวจี๊ด ผิวขาวดูสุขภาพดีส่งผลให้แก้มอิ่มมีสีชมพูระเรื่อตามธรรมชาติ จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากกระจับบางเคลือบด้วยสีเชอร์รี่มันวาว โดยเฉพาะดวงตาคมจัดแต่งแต้มอายไลเนอร์เส้นหนาและตวัดหางขึ้นให้สวยเฉี่ยวนั้น ยิ่งทำให้เจ้าของใบหน้านี้ดูเป็นสาวมีกึ๋นทันคนและก็คงจะเป็นกูรูผู้รอบรู้ในสิ่งที่เพื่อนเธอเอ่ยถามอย่างแน่นอนสุด
แต่ว่าองค์ประกอบของเครื่องหน้าสวยเก๋นั้นน่าจะดูดีมากๆ ถ้าริมฝีปากบางกระจับจะไม่เบ้ออกแบบอืมระอากับเรื่องราวของเพื่อนมารุมปรับทุกข์ให้เธอฟังซะก่อน เพราะนี่เป็นรอบที่เท่าไรของเดือนนี้ก็ไม่รู้ ที่ยัยพวกนี้โทรนัดเธอให้มานั่งฟังเรื่องไร้สาระแบบนี้
‘ไร้สาระสำหรับเรา แต่สำหรับนังพวกนี้กลับเต็มไปด้วยสาระอันล้นพ้น’
นั่นแหละคือความคิดที่ทำให้ต้องอดทนนั่งฟังอย่างหลังขดหลังแข็ง และต้องสรรหาสารพันวิธีการแก้ปัญหาเรื่องผัวเมีย ทั้งศิราณีจำเป็นนี้ไม่เคยมีประสบการณ์จริงเลยสักครั้ง ซึ่งหลังๆ นี้เธอพยายามจะคิดว่า ‘เพื่อนคงลืม’ ว่าเธอยังไม่มีใครสักคน เพื่อนสาวทั้ง 4 จึงขยันมาปรับทุกข์กับเธอกันจัง สุดท้ายเธอเลยกลายเป็นกูรูผู้รู้ลึกรู้จริงไปเสียแล้ว
“ทิวลิปแกจะว่าไง ทำไมแกนั่งเฉยแบบนี้! แกไม่สงสารเพื่อนเลยเหรอไง”
“ใช่! ทิวลิปแกแนะนำมันหน่อยสิ แกน่ะรู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว บอกยุมันหน่อยนะ จะให้มันทำยังไง ผัวมันถึงจะกลับบ้าน”
“ใช่! คราวที่แล้วที่แกแนะนำฉัน ฉันยังใช้ได้ผลเลย แกน่ะรู้ดีไปหมด แนะนำยุมันหน่อยเถอะน่า...”
อัมรา นุจรี และลดา ต่างช่วยกันพูดให้เธอแนะนำวิธีที่ดี สำหรับให้ยุรนานำไปใช้ผูกมัดสามีให้กลับมาบ้านหลังจากทั้งสามสาวก็ต่างผลัดกันมาขอคำปรึกษาจากเธอ และดูเหมือนในทุกคราวที่นัดจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งมีปัญหาจนต้องเรียกร้องศิราณีไฮเทคอย่างเธอมาแก้ไขให้
“นะแก ทิวลิปช่วยฉันหน่อยเถอะ คราวที่แล้วที่แกบอกให้ฉันลองที่ขอบเตียง มันก็ใช้ได้ผลนะแก แต่ก็แค่ไม่กี่ครั้ง มันก็อดจะกลับไปหานังนั่นไม่ได้ ไม่รู้นังนั่นมันใช้ท่าไหนจับผัวฉันไว้ แกช่วยสอนฉันหน่อยสิ ได้มั้ย ทิวลิป” ยุรนากระชับท่อนแขนของทิวลิปอย่างเว้าวอนอ้อนขอ เพราะนี่แหละที่พึ่งพาสุดท้ายของเธอ
“ช่วยยุมันเถอะนะทิวลิป” อัมราสนับสนุน ช่วยอ้อนวอนอีกคน
“นะทิวลิป นะ” นุจรีก็ไม่น้อยหน้าเพราะมองสีหน้าของยุรนาแล้วเธอก็สงสารเพื่อนเหลือเกิน
สีหน้าท่าทางของเพื่อนๆ ช่วยกันสื่อช่วยกันพูดทำให้ทิวลิป กลอกตามองทิวไม้ด้านบนอย่างเหลืออด ก่อนจะแผดเสียงลั่นเพราะยั้งระเบิดอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่อยู่แล้ว
“โอ๊ย! พวกแก! หยุดได้แล้ว ฉันจะบ้าตาย หยุดพูดเดี๋ยวนี้!”
เสียงหวานตวาดแว้ดจนทำให้ลูกค้าที่กำลังเดินเข้ามาและนั่งอยู่ก่อนแล้วต่างหันมามองเธอเป็นจุดเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่ง ‘ทิพยุพา’ เจ้าของร้านสาวสวยต้องออกมายืนใช้สายตาปรามๆ ส่งตรงมาทางนี้ จนทิวลิปต้องหดหัวอย่างแหยงๆ พลางก้มศีรษะขอโทษขอโพยทั้งแขกมาใหม่และเก่า ก่อนเจ้าหล่อนจะหันไปใช้สายตาปรามๆ เพื่อนสาวทั้ง 4 เป็นการเอาคืนเหมือนกัน ที่ทำให้เธอสติแตกในสถานที่ไม่สมควรเข้าแล้ว เพราะนี่น่ะ ‘ร้านสีชมพู’ ของ ‘พี่ทิพย์’
ทิพยุพาเป็นรุ่นพี่สาวสวยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันและเป็นพี่รหัสของเธอด้วย เธอและผองเพื่อนจึงใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สิงสถิตทุกครั้งที่เกิดปัญหา ตั้งแต่เรียนจนจบเข้าทำงานและจนต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว การนัดพบกันทุกครั้งก็ไม่พ้นจะเป็นที่นี่ เพราะไม่ใช่แค่ชื่อที่ตั้งได้กิ๊บเก๋โดนใจ แต่เป็นเพราะธีมตกแต่งร้านใช้สีน้ำตาล สีขาว และสีชมพูเป็นโทนหลักทำให้ร้านดูหวานปนแกร่งได้อย่างน่าทึ่ง ทิวลิปหันไปยิ้มแหยให้กับทิพยุพาเป็นเชิงขอโทษขอโพยอีกครั้งก่อนจะหันมามองเพื่อนสาวด้วยแววดุๆ เพราะเรื่องจะไม่เกิดถ้า...
“นี่พวกแก! ที่ถามน่ะ แน่ใจนะว่าตั้งใจมาถามฉันจริงๆ พวกแกรู้บ้างมั้ยว่า ฉันต้องอดทนอดกลั้นกับพวกแกมากขนาดไหน นังพวกบ้า! สารพันคำถามร้อยแปด ถามจริง! พวกแกลืมไปรึไงว่าฉัน... ฉันยังไม่มี ผอสระอัว ผัวน่ะ ลืมกันหรือไง”
น้ำเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพยายามพูดให้เบาที่สุด ทว่าความกราดเกรี้ยวก็ยังทำให้น้ำเสียงเล็ดลอดไปจนลูกค้าโต๊ะข้างเคียงให้ได้ยิ้มกับคำถามของเจ้าหล่อน โดยเฉพาะเหล่าผองเพื่อนทั้ง 4 นั่งอึ้งไปอย่างไม่คาดคิด ก็ยิ่งทำให้สาวขี้วีนดูน่ารักกับคำถามโพล่งๆ ของเธอ จนลูกค้าโต๊ะข้างๆ ลุกขึ้นมาขอถ่ายรูปคู่กับเธอไปซะงั้น
ทิวลิปจึงต้องปรับอารมณ์เป็นยิ้มหวานรับกล้องอย่างช่วยไม่ได้ที่เกิดมา ‘สวย เก๋ ดูดี’ แต่ว่าจะจริงเหรอ? หัวคิ้วเรียวสวยขมวดขึ้นครุ่นคิดเพราะคานทองนิเวศดูเหมือนกำลังเปิดประตูรอรับเธออยู่แล้ว ก็นี่น่ะ 30 ฝนแล้วนี่นา... รถไฟขบวนไหนๆ ก็ไม่ผ่านมาให้เห็น แม้แต่เสียงหวูดเธอก็ยังไม่ได้ยิน
“ว่าไง... จะแนะนำเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปนี้ไม่ต้องมาถามอีก พวกแกทั้งสี่คนนั่นแหละ ที่ต้องปรึกษากันเอาเอง เคยๆ กันแล้วทั้งนั้นนี่ ถามอยู่ได้คนไม่เคย”
ทิวลิปบ่นงุบ ดวงตาคมจัดจากการแต่งแต้มเครื่องสำอางกวาดมองใบหน้าเพื่อนรักแต่คนละอย่างเอาเรื่อง ซึ่งทุกคนก็ยิ้มแหยราวกับสำนึกผิด แต่เธอรู้ว่านั่นน่ะภาพลวงตาชัดๆ เพราะแค่จิกกัดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ นังพวกนี้ไม่สลดหรอก
“โธ่... ทิวลิป พวกฉันขอโทษ ก็เห็นทุกครั้งถามไปแกก็ตอบได้ ฉันก็เลยคิดว่าแกเป็นกูรูผู้รู้จริง ก็ดันตอบได้ทุกครั้งหนิ” ลดาพูดให้สถานการณ์คลายลง เพราะเมื่อสักครู่นั้นเธอยังไม่ได้ทันได้อ้าปาก ทิวลิปก็ปรี๊ดแตกขึ้นมาเสียก่อน
“ก็ใครล่ะที่ทำให้ฉันต้องตอบน่ะ สารพัดปัญหาช่างไม่ซ้ำกันเลยจริงจริ๊ง...”
หนังสือปกขาวหลายเล่มถูกหยิบออกมาจากถุงและวางบนโต๊ะตามแรงอารมณ์เจ้าของ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นๆ แต่เหี้ยมนักในสายตาของเพื่อนสาวทุกคน ก่อนน้ำเสียงหวานๆ จะสะท้านเข้าไปถึงหัวใจเพื่อน
“เอ้า! ฉันซื้อให้พวกแก คนละเล่ม อ่านกันเข้าไป รับรองถ้าพวกแกเล่นครบทุกท่า ผัวรักผัวหลงแน่นอน ต่อให้สิบนังพวกนั้นก็สู้พวกแกไม่ได้หรอก และอย่ามาถามฉันอีกนะว่าทำไง เอาไปสิ!”
“ทิวลิป!”
เสียง 4 สาวโพล่งขึ้นพร้อมๆ กัน พร้อมกับมองหนังสือตรงหน้าสลับกับมองหน้าสวยเก๋ของทิวลิปไปมา ราวกับเห็นสิ่งแปลกประหลาด ‘Sex secret’ คือชื่อหนังสือที่เพื่อนสาวส่งให้ และเมื่อเห็นสายตาเอาจริงของทิวลิป เหล่าเพื่อนสาวก็เปลี่ยนใจมาคว้าหนังสือเปิดพลิกซ้ายพลิกขวาดูเนื้อหาด้านในทันที และภายในมีทั้งภาพประกอบสมจริงกับคำบรรยายอย่างละเอียด ก็ทำให้ทั้ง 4 สาวต้องกลืนน้ำลายลงคอ
“มิน่าล่ะ มันถึงชื่อว่า Sex secret อืม... บรรยายได้สมจริงแจ่มแจ๋ว”
“นังยุ!”
เพื่อนสาวทั้ง 4 ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ยุรนายิ้มแหยพลางรีบเก็บหนังสือใส่กระเป๋าตามผองเพื่อนที่ต่างก็รีบเก็บเช่นกัน เพราะเริ่มกลัวกับสายตาโต๊ะข้างๆ มองมาอย่างสนใจใคร่รู้ และกลัวสุดก็คือทิวลิปจะเปลี่ยนใจเอาคืนเสียก่อน
“แหะๆ ลืมตัว ว่าแต่ทิวลิป แกจะบ้าเหรอ ซื้อมาทำไมตั้งสี่เล่ม ถามจริงแกมีเอี่ยวกับนักเขียนหรือไง กะซื้อให้เขารวยเลยมั้ง” อัมราถาม สายตาจับจ้องมองใบหน้าเพื่อนสาวโสดคนเดียวในกลุ่ม เพราะคิดภาพไม่ออกยามทิวลิปหอบหนังสือหลายเล่มนี้ไปให้พนักงานขายคิดเงิน เพื่อนเธอควรจะอายหรือพนักงานขายควรจะอายกันแน่
“ก็ฉันรำคาญเวลาพวกแกถามไง เลยตัดใจซื้อซะเลย แกจะได้เลิกถามฉันกันสักที ไปศึกษาด้วยตัวเองบ้าง เพราะพวกแกน่ะมีที่ทดลอง ไม่ใช่อะไรๆ ก็ถามแต่ฉัน ถามตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ และฉันจะบอกให้ว่านี่ไม่ใช่แค่สี่ แต่ยังมีอีกเพียบ”
ทิวลิปยกถุงผ้าใส่หนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะ ยิ้มเมื่อเพื่อนสาวทำหน้าเหวอ
“แม่เจ้า! ทิวลิป นี่แกจะบ้ารึไง ใจคอแกจะซื้อไปแปะข้างฝาบ้านแทนวอลเปเปอร์เลยเรอะ”
อัมราส่งเสียงขึ้นในทันทีที่เห็นหนังสือปกขาวมองคร่าวๆ มากกว่า 5 เล่มเรียงกันอยู่ในถุง เพราะทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเล่มเดียวกับตำรารักลับๆ ที่พวกเธอพากันยัดใส่กระเป๋าไปเมื่อครู่
“ฉันซื้อมาหนึ่งโหล สำหรับพวกแกและบรรดาพี่ๆ น้องๆ ที่บริษัท ตลอดจนคุณลูกค้าทั้งหลายที่คิดว่าฉันเป็นกูรูผู้รอบรู้อย่างที่พวกแกเข้าใจ ได้ครบทุกคน ต่อไปนี้จะได้ไม่มีใครมาถามฉันเรื่องนี้อีก ฉันเซ็ง! ฉันเบื่อ!”
“โอเค โอเค... ต่อไปนี้พวกฉันจะไม่กวนใจแกเรื่องนี้อีกแล้วนะ แกน่ะโชคดีแล้วนะทิวลิปที่อยู่เป็นโสด อย่ามีเล้ย... ครอบครัว แต่อย่างว่าล่ะนะเรื่องแบบนี้ คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ฉันคงห้ามแกไม่ได้หรอกว่ะ”
“นุจแกไม่ต้องมาบอก ชาตินี้ฉันก็ไม่คิดจะมีคู่อยู่แล้ว ถ้ามีแล้วต้องเจออย่างพวกแก สู้ฉันอยู่คนเดียวให้แห้งเหี่ยวอย่างนี้จะดีกว่า” พูดด้วยใบหน้ามั่นใจ แต่แววตานั้นกลับหมองไปด้วยความอ้างว้าง เมื่อมองไปทางไหนใครๆ ก็มีคู่ มาเป็นคู่ เดินเป็นคู่ แม้แต่นังพวกนี้ก็มีคู่ ถึงจะลุ่มๆ ดอนๆ ก็เหอะ ส่วนเธอล่ะ ‘อยู่คนเดียว... เปลี่ยวใจจุงเบย’
“นุจแกก็พูดเกินไป บางทีทิวลิปอาจจะไม่เจอเหมือนพวกเราก็ได้”
“เออใช่เนอะ มันก็ไม่ได้เจอแต่เรื่องแย่ๆ เสมอไปซะเมื่อไหร่ ไม่เชื่อเย็นนี้แกลองเปิดใช้สักบทสองบทสิ รับรองเรื่องดีๆ มีมาแน่นอน”
นุจรีและลดาพูดเย้าแหย่กันไปมา เพราะวันนี้ไม่ใช่คิวของเธอทั้งสองปรับทุกข์ แต่เป็นยุรนาที่สามีไปติดพันนักร้องห้องอาหาร เลยทำให้ทั้งสามนางที่เหลือดูจะยิ้มแย้มกันได้อยู่ ไม่เหมือนเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนที่ทั้งสามสาวก็มีสภาพไม่ต่างไปจากยุรนาสักเท่าไร
ทิวลิปมองเพื่อนสาวของเธอพูดกันไปเถียงกันไป เรื่องทั้งหมดนั้นสร้างความชาชินให้กับเธอ เริ่มตั้งแต่พี่สาวทะเลาะตบตีกับพี่เขยไม่เว้นแต่ละวัน ตลอดจนพี่ป้าน้าอาญาติพี่น้องทั้งหลาย บางครอบครัวก็แยกกันอยู่ บางครอบครัวที่ยังอยู่ด้วยกันแต่ก็มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันได้ตลอด จนเธอชาชินและไม่คิดจะมีคู่ เพราะไม่เห็นใครสักคนจะมีความสุขที่จีรังนั้น เหมือนจะเข้าตำรา ‘ความสุขไม่จีรัง แต่ความทุกข์สิยั่งยืน’
“ทิวลิป เฮ้ย! ทิวลิป นี่แกฟังพวกฉันอยู่หรือเปล่า”
“ฮะ! ว่าไงนะ” เมื่อตื่นจากภวังค์ก็หันมาสนใจเพื่อนตามเดิม และคำถามต่อมาของลดาก็ทำให้ทิวลิปยิ้มๆ เย้ยๆ ให้ตัวเอง
“ฉันถามว่าแกไม่คิดจะมีผอสระอัวจริงๆ น่ะเหรอ”
“ไม่อ่ะ สงสัยเนื้อคู่ฉันยังไม่เกิดมั้งแก”
“เสียดายความสวยของแกว่ะ แกจะปล่อยให้มันร่วงโรยเหี่ยวแห้งไปจริงๆ เหรอ นี่ก็สามสิบฝนแล้วนะแก ลองเปิดใจคบใครดูบ้างมั้ย เผื่อบางทีชีวิตมันจะได้ชุ่มชื่นกว่านี้”
“อื้อ! จะกี่ฝนกี่หนาวฉันก็ไม่ว่ะ ฉันถือคติ ‘จะอยู่ให้ผู้ชายมันเสียดายเล่น’ เป็นไงแก วลีฉันเด็ดมั้ย”
“ดะ... เด็ดมากอ่ะแก โอว... ว้าว... หล่ออ่ะ ว้าว...”
อัมราอ้าปากค้างแต่สายตาส่งตรงไปด้านหลังซึ่งเป็นทางเข้าของร้าน รวมทั้งเพื่อนสาวคนอื่นๆ ก็มีอาการอึ้งๆ ไม่แพ้กัน ทำให้ทิวลิปต้องหันมองตาม
“อะไรของแกวะนังอัม พวกแกด้วย ผัวมีเมียน้อยจนเพี้ยนแล้วมั้งเนี่ย”
และความอึ้งทึ่งเสียวก็มาเยือนเธอเข้าจนได้ เพราะชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใหม่นั้นสะกดทุกสายตาของคนในร้านได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะหากคนมองนั้นเป็นผู้หญิงก็คงจะอยู่ในอาการไม่ต่างจากที่เธอกำลังเป็นอยู่นี้
มนุษย์ผู้ชายสูงกว่า 180 เซนติเมตร ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงยีนส์สีซีดๆ ชุดธรรมดากลับดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลยเมื่อคนสวมใส่เป็นเขา เพราะใบหน้าหล่อจัด ไม่สิ... เรียกว่าสวยจัดนั่นต่างหาก
ดวงตาคมล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนหนารับกลับจมูกโด่งและริมฝีปากบางเฉียบสีแดงระเรื่อ จะขัดกันก็ตรงกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ชวนจินตนาการ และไรเคราเขียวอ่อนที่มองออกว่าเพิ่งโกนมาหมาดๆ นั้น ทำให้หัวใจของเธอเต้นถี่อย่างไม่เคยเกิดกับใครมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อริมฝีปากบางเฉียบนั้นเหมือนจะคลี่ยิ้มให้เธอเพียงนิด พร้อมกับก้มศีรษะทักทาย ก่อนเจ้าของร่างสูงหล่อเสียจนทำให้เธอละเมอจะเดินหายเข้าไปในโซนด้านหลังของร้าน
“ผู้ชายอะไรวะแก ว้าว... หล่อลากดิน หล่อระเบิดระเบ้อ หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อไม่แบ่งปันเพื่อนฝูง ล้อหล่ออ่ะ... หล่อขนาด”
ดวงตาคมเฉี่ยวเป็นประกายแพรวพราวยามพรรณนาถึงรูปลักษณ์ของชายหนุ่ม พร้อมคำเปรียบเปรยดูเหมือนละเมอพูด ทำให้เหล่าเพื่อนสาวพากันมองทิวลิปอย่างอึ้งๆ ปนขำ
“สงสัยเนื้อคู่ไอ้ทิวลิปจะมาเกิดแล้วว่ะ ดูดิ ถึงกับละเมอ ลองเรียกดิ จะรู้ตัวมั้ยเนี่ย ทิวลิป... ทิวลิป!”
“อะไรของแกนังอัม! อยู่ใกล้กันแค่นี้แกจะตะโกนทำไม หูจะแตก”
“อย่ามา อย่ามา แกเจอเนื้อคู่แล้วใช่มั้ย ทิวลิป ฉันอยากให้แกเห็นหน้าตัวเองตอนนี้ว่ะ นุจแกเอากระจกมาให้มันดูดิ มันจะได้รู้ว่าหน้ามันทั้งแดงแจ๋ ทั้งเหวอขนาดไหน”
ทิวลิปหน้าเหวอพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อเพื่อนๆ ต่างมารุมล้อม เพราะไอ้อาการทั้งหมดนั้นฟ้องได้จากความรู้สึกวูบวาบไปทั้งใบหน้าและหัวใจเต้นรัวเร็วอย่างกับจังหวะร็อคแอนด์โรล ซึ่งหากทำได้ก้อนเนื้อเต้นรัวนี้ก็คงอยากจะแล่นตามเขาเข้าไปหลังร้านแล้วล่ะ
“แกจะเอายังไงทิวลิป มหานครเที่ยวสุดท้ายของแกแล้วนะโว้ย!”
“อะไรวะมหานคร...” ลดาถามสีหน้าไม่รับมุกของนุจรี
“ก็รถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายของทิวลิปมันไง คิดหน่อยสิเพื่อน... คิดหน่อย”
นุจรีเฉลยคำตอบให้ลดาซึ่งยังคงทำสีหน้างงๆ ก่อนจะร้องอ๋อเพราะเพิ่งเข้าใจ จากนั้นทั้ง 4 สาวก็พร้อมใจกันหันไปนั่งจ้องหน้า ทิวลิปเพื่อเค้นเอาคำตอบ เพื่อนเลิฟต้องกลายเป็นจำเลยให้ทนายแหววอย่างพวกเธอซักฟอกจนใสสะอาด
“จะเอายังไงบอกมา เขาอยู่หลังร้าน ต้องรู้จักพี่ทิพย์แน่ๆ ไม่งั้นไม่ตรงเข้าไปอย่างนั้นหรอก ถ้าแกไม่เอา ฉันเอานะ” ยุรนาเปลี่ยนอารมณ์เศร้าเมื่อครู่มาเป็นคุณทนายซักจำเลยที่ยังนั่งหน้าแดง
“เอา! ฉันเอา”
“เฮ้อ! ก็แค่นั้นแหละ อ้ำอึ้งอยู่ได้”
คำตอบรัวเร็วทำให้เพื่อนสาวทั้ง 4 ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะร้องออกมาพร้อมๆ กันเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคำตอบนั้นหมายความว่ายังไง
“ฮะ! ทิวลิปแกว่าไงนะ”
“ฉันจะเอาอ่ะแก แล้วฉันก็จะเอาให้ได้”
น้ำเสียงเบาๆ เอ่ยตอบ ทว่าดวงตาคมเฉี่ยวกลับเปลี่ยนเป็นหวานหยาดเยิ้มชวนฝัน ดูท่าหัวใจคงลอยตามคนหล่อนั้นไปอย่างกู่ไม่กลับเสียแล้ว
“ทิวลิป โอ๊ย! ฉันดีใจ ฉันไม่อยากให้แกขึ้นคาน จริงๆ นะเพื่อน โอ๋... เพื่อนเลิฟของฉัน ต่อไปนี้แกจะได้ให้คำปรึกษาพวกฉันอย่างรู้ลึกรู้จริงเสียที ไม่ต้องไปพึ่งมันแล้ว ทั้งหนังสือทั้งอินเทอร์เน็ตนี่อ่ะ เนอะ! พวกแกเนอะ”
“ใช่ๆๆ ลุยเลยแก เข้าไปเลย เข้าไปชวนพี่ทิพย์คุยอะไรก็ได้ แกต้องเจอเขาแน่ๆ ไปสิ ไปเลย”
ทิวลิปยิ้มเอียงอาย ดูท่าว่าครั้งนี้เธอจะไม่เลือกมากอีกต่อไปแล้ว เพราะก็คงจะเป็นรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายของเธอแล้วจริงๆ และเมื่อถูกเพื่อนสาวทั้งหลายเชียร์มากๆ เข้า ทิวลิปกล้าจนเกินงามอยู่แล้วก็ทำท่าจะลุกไป แต่แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงนั่งลงอีกครั้ง
ผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนทุกคนที่ผ่านมา อะไรบางอย่างในหัวใจบอกแบบนั้น จังหวะการเต้นของหัวใจในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งไหน เพราะหัวใจร่ำร้องแต่เขา... เขา... และเขาอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ
‘รักแรกพบ... ความรู้สึกนี้คือ รักแรกพบใช่มั้ย’
คำถามที่หัวใจตั้งให้เธอตอบ ทำให้ไม่ได้ยินเสียงเพื่อนสาวเร้าหรือให้เธอรีบเร่ง
“ไปสิ! ทิวลิป แกจะรออะไร เดี๋ยวแกก็อดหรอก”
“ฉันว่าไม่หรอกว่ะแก ดูนั่นเด่ะ”
ยุรนาพยักพเยิดให้เพื่อนสาวมองตามยกเว้นแค่เพียงทิวลิปเท่านั้นที่เธอไม่ต้องบอก เพราะเจ้าของใบหน้าสวยเฉี่ยวเปลี่ยนเป็นสวยหวานในพริบตานั้น ทอดสายตามองตรงไปยังคนหล่อลากดินตาไม่กะพริบเลยทีเดียว เพราะคนหล่อนั้นมีผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลคาดอยู่ที่เอว ในมือมีสมุดเล่มเล็กไว้จดรายการอาหารและเดินตรงไปยังโต๊ะที่เข้ามาใหม่อย่างรู้หน้าที่