กลีบบุปผาร่วงโรยโบกโบยพัดผ่าน ดอกไม้สวรรค์เบ่งบาน พลอยทำให้ใจสดใส เสียงเพลงหวานกังวานดังเป็นสาย ยามนางสวรรค์เยื้องกราย เต้นรำกลิ่นหอมกรุ่นโชยพาใจสั่นไหว
เงาสูงร่างหนึ่งนั่งโดดเด่นงามสง่า ในอาภรณ์สีแดงเพลิงสะดุดตา ทำให้เซียนสาวน้อยใหญ่ ทั้งชั้นต่ำชั้นสูง ต่างลอบมองด้วยใบหน้าแดงซ่าน
หลี่จิ้งหาได้สนใจผู้ใด การมาร่วมงานเลี้ยงในครานี้ ก็เพราะคิดจะผ่อนคลายหลังจากกลับมาจากสยบปีศาจกระทิง แต่เมื่ออยู่ในงาน กลับพบว่าที่นี่ยิ่งน่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าการสังหารปีศาจเสียอีก
เบื้องหน้าของเขาคือธิดาสวรรค์ผู้งดงาม กำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อย กระทั่งหลายนางแอบลอบส่งสายตาให้เขา หลี่จิ้งได้แต่ส่ายหน้า หลบสายตานางเหล่านั้น สูงขึ้นไปคือองค์เง็กเซียน ด้านข้างคือสหายเทพจี้กงที่ขยันเอ่ยวาจา อีกทั้งยังขยันยกจอกสุรายิ่งกว่าผู้ใดในงาน
"หลี่จิ้งซ่างเสิน สุราไม่ถูกปากหรืออย่างไร ถึงได้ทำท่าทางเบื่อหน่ายเช่นนั้น"
สหายเทพจี้กง ผู้อยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมงดงามเอ่ยถาม คนผู้นี้ปกติวัน ๆ เอาแต่ทำตัวเป็นขอทานในแดนมนุษย์ อารมณ์ดีหน่อยก็มาสั่งสมบารมี ช่วยคนปราบปีศาจ เมื่อมีงานเลี้ยงจึงจะกลับสวรรค์มาดื่มกินสักที หมดงานก็ลงไปขลุกอยู่ที่แดนมนุษย์เช่นเดิม
แต่เขาเป็นเทพปีศาจ ที่แดนมนุษย์ล้วนเป็นหน้าที่ของพวกเซียนชั้นต่ำ ที่ยังต้องบำเพ็ญเพียร เขามักจะแย่งงานเซียนเหล่านั้น จนถูกร้องเรียนบ่อยครั้ง
เทพจี้กง อย่างไรก็คือเทพชั้นสูง องค์เง็กเซียนตักเตือนแล้วอย่างไร เขาเพียงแต่พูดว่า พวกนักพรตผู้บำเพ็ญตนฝีมือไม่ถึงขั้น หากปล่อยปีศาจไว้นาน พวกนี้จะดูดกลืนวิญญาณมนุษย์ กลายเป็นปีศาจชั้นสูง ตอนนั้นสวรรค์ก็คงวุ่นวายแล้ว
องค์เง็กเซียนจึงได้แต่หลับตาข้างหนึ่ง เพราะแอบเห็นด้วยกับเขาเช่นกัน แสร้งตักเตือนไม่ให้เหล่าเซียนพวกนั้นครหา
เหตุใดหลี่จิ้งจะไม่รู้ว่า เทพจี้กงเบื่อหน่ายสวรรค์เพียงใด ฝีมือเทพจี้กงไม่ดีพอที่จะปราบปีศาจร้ายของสวรรค์ จึงว่างงาน เมื่อว่างมากจึงลงไปหาอะไรทำในโลกมนุษย์ งานปราบปีศาจชั้นต่ำทำแล้วสนุกดี เขาจึงติดใจก็เท่านั้น หาได้มีจิตเมตตาคิดสั่งสมบารมีแต่ประการใด
"ดื่มสุราของท่านไปเถิดอย่าใส่ใจข้าเลย"
"ท่านเป็นเทพอัคคีมิใช่หรือ เหตุใดจึงเย็นชาเช่นนี้ ไม่คิดว่าผิดปกติวิสัยเทพแห่งไฟไปหน่อยหรือ เห็นท่านมองเทพธิดาที่ร่ายรำแล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เป็นคนอื่นเห็นคงคิดว่าท่านเป็นองค์ราชาแห่งแดนเหมันต์เป็นแน่ เยือกเย็นไร้ความรู้สึกยิ่งนัก หรือไฟในกายของท่านจะดับมอดแล้ว ไม่คึกคักดังเดิมช่างน่าสงสารยิ่งนัก"
หลี่จิ้งยิ้มน้อยไม่ต่อปากต่อคำกับเทพช่างพูด ถึงเป็นสหายแต่หลี่จิ้งถนัดฟังมากกว่า รอยยิ้มนั้นก็ดูเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง เขาก้มหน้าดื่มสุราต่อเมื่อยกจอกจดปากกลับพบว่าสุราในจอกกลายเป็นน้ำแข็ง ลมเย็นพัดวูบมาอย่างแรงหอบหนึ่งแรง พอจะทำให้ทุกสรรพสิ่งหยุดนิ่ง
"เกิดอาเพศอันใดขึ้นแดนสวรรค์อันอบอุ่นจึงได้มีลมเย็นพัดหอบมาเช่นนี้"
องค์เง็กเซียนแปลกพระทัยไม่น้อย ถึงขนาดลุกขึ้นจากที่ประทับ เพ่งดวงจิตดูความเป็นไปชั่วครู่ กระทั่งพระองค์ลืมพระเนตรขึ้นสิ่งที่พระองค์เห็นนั้นคือหิมะขาวโพลนแผ่ขยายปกคลุมไปทั้งดินแดน
ลมพายุหิมะพัดมาอีกหอบหนึ่ง พร้อมกับเสียงของเด็กร้องจ้า พริบตาต่อมาแดนสวรรค์ทั้งหมดกลับถูกแช่แข็ง ทวยเทพทั้งหมดที่มางานเลี้ยงดอกสวรรค์บานครานี้ ต่างมีร่างแข็งค้างทุกสิ่งหยุดเคลื่อนไหว ความเงียบเข้าปกคลุม ทันใดพลังหิมะอันรุนแรงจนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้คือสิ่งใดกัน
"ฝ่าบาท" กระทั่งเสียงของเทพผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
"หลี่จิ้งซ่างเสิน คงเป็นท่านสินะที่ทนพลังนี้ได้ สมแล้วที่เป็นเทพอัคคี"
หลี่จิ้งอยากจะหัวเราะ หากเขาถูกแช่แข็งเหมือนเทพองค์อื่น คงขายหน้าไม่น้อย โชคดีที่ไฟในตัวเขาร้อนแรงยิ่งจึงไม่เป็นอันใด จู่ ๆ ก็รู้สึกภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของตนเอง อย่างน้อยก็ลบคำสบประมาทของสหายเทพจี้กง ที่ดูถูกว่าเขาไม่ร้อนแรงลงไปได้ คราวนี้เทพจี้กงคงรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ใด
"เกิดสิ่งใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ" เขากระแอมแล้วเอ่ยถาม
"เกรงว่าปฐมวิญญาณ ที่หลุดไปของดาวมาร จะถือกำเนิดแล้ว ซ่างเสินได้ยินเสียงร้องของเด็กหรือไม่"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ที่เราตามหากันมาตลอดว่า ปฐมวิญญาณหลุดหายไปที่ใด บัดนี้ข้าได้คำตอบแล้ว"
"ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ"
"แดนเหมันต์ เพียงเสียงร้องไห้ของนาง ที่ถือกำเนิดจิตมารทั่วพื้นพิภพก็ตอบรับอย่างยินดี ก่อเกิดเป็นพลังอันใหญ่หลวงพัดหอบความหนาวเย็นไปทั่วสามภพ เกรงว่าตอนนี้คงจะถูกแช่แข็งกันแล้ว"
องค์เง็กเซียนนั่งลงยังที่ประทับ ด้วยใบหน้าที่ดูไม่กังวลนัก หลี่จิ้งขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าองค์เง็กเซียนยังยกจอกสุราขึ้นดื่ม แต่อย่างไรเล่า ในเมื่อทุกสิ่งแข็งไปหมดแล้วแม้แต่สุราในจอกของพระองค์
เง็กเซียนเงยพระพักตร์ขึ้น มองเขาพลางแย้มพระโอษฐ์
"หลี่จิ้งซ่างเสินรับราชโองการ"
หลี่จิ้งคุกเข่าประสานมือเข้าด้วยกัน ก้มใบหน้าเล็กน้อย คาดว่าคงได้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อสามภพเป็นแน่ เขาเตรียมพร้อมอยู่แล้ว
"ใช้ไฟโลกันตร์ของเจ้า....อุ่นสุราให้ข้าสักกา สงสัยข้าแก่แล้วไฟในกายเริ่มดับมอด ทำอย่างไรก็ละลายน้ำแข็งอันทรงพลังของดาวมารไม่ได้"
หลี่จิ้ง "..."
หนึ่งร้อยปีต่อมา
เพราะเป็นหิมะที่เกิดจากจิตมารอันแข็งแกร่งกว่าเทพอัคคี หลี่จิ้งจึงใช้เวลากว่าร้อยปีเพื่อละลายน้ำแข็งจนหมดสิ้น สรรพสิ่งเกิดใหม่ โลกมนุษย์กลับสู่ความสงบได้ไม่นาน เผ่ามารถือกำเนิดดวงวิญญาณชั่วร้ายน้อยใหญ่ เล็ดลอดจากการถูกจับสร้างความเดือดร้อนให้เผ่ามนุษย์
กว่าจะทำงานใช้แรงงานสำเร็จ ก็เหนื่อยมิใช่น้อย เทพอัคคีจึงคิดว่า ต่อนี้อีกสามร้อยปี เขาจะไม่ทำสิ่งใดอีก เรื่องปราบมารปราบปีศาจก็ยกให้เป็นหน้าที่ของทัพสวรรค์ไป คงต้องถึงเวลาลาพักร้อนเพื่อฟื้นฟูดวงจิตอันเหนื่อยล้าของตนเอง
เมื่อกลับมายังตำหนักสุริยันได้ไม่ถึงครึ่งถ้วยน้ำชา กิเลนไฟน้อยถงถงสัตว์เทพรับใช้ของเขา ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"นายท่านขอรับ ท่านเทพหยีหนิงพร้อมด้วยเทพเซียนนับสิบ นำพระบัญชาองค์เง็กเซียนมาขอรับ บัดนี้อยู่ด้านหน้าตำหนักแล้ว"
เป็นที่รู้กันดีว่าตำหนักสุริยันของเทพอัคคี ล้วนรายล้อมด้วยไฟโลกันตร์หากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา แม้จะเป็นเทพเซียนชั้นสูง ก็อาจจะถูกไฟโลกันตร์เผาดวงจิตจนแตกดับ ดังนั้นตำหนักสุริยันต์ จึงเป็นตำหนักต้องห้ามของเทพทั่วไป ที่แทบจะไม่มีใครย่างกายเข้ามา
"นี่ฝ่าบาท จะไม่ให้ข้าพักเลยหรืออย่างไร ทั่วทั้งแดนสวรรค์นี้ หาได้ไร้ซึ่งเทพที่เก่งกาจมากมาย เหตุใดจึงมีพระราชโองการมาถึงข้าอีก"
หลี่จิ้งที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้ดวงตาแทบจะไฟลุก เขาเหนื่อยอ่อนเช่นนี้ยังจะได้รับคำสั่งอันใดอีก แทบจะให้คนไปจับโยนเทพหยีหนิงออกจากตำหนัก
กิเลนไฟรู้อารมณ์เจ้านายเป็นอย่างดี เขาไม่รู้ว่าเทพหยีหนิงนำสิ่งใดมา แต่คิดว่าการที่ตนเองทำงานสำเร็จ เทพอัคคีมักให้รางวัลเป็นน้ำพุเย็นแห่งสระเหมันต์ อันหายากหาเย็นอยู่เสมอ บัดนี้เทพอัคคีทำงานใหญ่สำเร็จ ช่วยให้สามภพหลุดพ้นจากการถูกแช่แข็งย่อมได้รับรางวัล เขาจึงพูดออกไป โดยยึดเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่
"อาจจะพระราชทานรางวัลก็เป็นได้นะขอรับ หรือไม่ก็เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่พระองค์จะยกให้ท่านเพื่อบำเพ็ญเพียร"
เทพอัคคียกมุมปาก คำกล่าวของเจ้ากิเลนน้อยถงถง มีเหตุผลอยู่มาก เรื่องนี้เขาเปรยกับฝ่าบาทออกมาแล้ว พระองค์น่าจะทรงจดจำได้ ใบหน้าของเทพอัคคีพลันเปลี่ยนสี ถงถงเหมือนจะไม่เห็นเพลิงไฟในดวงตาของเจ้านายแล้ว
"แดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อกักตนหรือ อาจจะเป็นได้ข้าเหนื่อยล้ายิ่ง ร้อยปีที่ผ่านมาไม่มีวันใดที่จะหยุดมือเลย เช่นนั้นเจ้ารีบเปิดทางนำเชิญราชโองการเถิด"
"ขอรับ"
หมายเหตุ ซ่างเสิน คือตำแหน่งเทพชั้นสูงบนแดนสวรรค์
กิเลนไฟน้อย กระโดดพรวดเดียวก็ถึงหน้าตำหนัก เขาหมุนกายอย่างว่องไวดูดไฟโลกันตร์ที่รายล้อมด้านหน้าเข้ามาหาตนเอง ไม่นานไฟโลกันตร์นั้นก็ถูกดูดจนหมด ประตูใหญ่ถูกเปิดออก
เทพหยีหนิง ซึ่งมีฐานะเป็นถึงหลานขององค์เง็กเซียน นำเชิญราชโองการด้วยตัวเอง นับว่าเทพอัคคีได้รับเกียรติอย่างสูงสุด กิเลนไฟเห็นดังนั้นก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวของเจ้านายเป็นอย่างยิ่ง
"เชิญท่านเทพขอรับ"
หลังจากเทพหยีหนิงพ้นประตูตำหนัก กิเลนไฟน้อยก็พ่นไฟออกมา พริบตาประตูด้านหน้าก็ร้อนระอุ ถูกปกคลุมด้วยไฟโลกันตร์ทันใด เทพหยีหนิงกระโดดห่างออกมาแทบไม่ทันเกือบจะโดนเผาไปแล้ว
กิเลนไฟเห็นท่าทางเต้น หย็องแหย็งประหลาดนั่น พลันขมวดคิ้ว เทพหยี หนิงกระแอมด้วยรู้สึกว่าความสง่าราศี ที่มีของตนเองลดน้อยลงไปมาก จึงยืด..อกขึ้นเห็นกิเลนไฟตัวน้อย แต่ฤทธิ์เดชมากตนนั้น แยกเขี้ยวน้ำลายยืดลงไปถึงพื้นดูน่ากลัวยิ่ง
แม้ว่าเทพหยีหนิง จะเป็นหลานชายขององค์เง็กเซียน แต่อายุขัยยังห่างจากกิเลนไฟหลายหมื่นปี อีกทั้งเขาไม่ใช่เทพสงครามโดยกำเนิด ตบะที่มีย่อมเทียบกับสัตว์วิเศษ ของเทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างเทพอัคคีไม่ได้ ภายในใจก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย อย่างไรเสียกิเลนไฟ ก็คือสัตว์ตนหนึ่ง ที่อาจคลุ้มคลั่งขึ้นมาเมื่อใดก็ได้
ที่แท้แล้วกิเลนไฟ หาได้แยกเขี้ยวแต่ประการใด เขากำลังส่งยิ้ม ที่คิดว่าดูดีที่สุดให้เทพหยีหนิง การที่คนสำคัญอัญเชิญราชโองการ ของผู้เป็นเจ้าครองสวรรค์มาด้วยตนเองเช่นนี้ เขาต้องประพฤติตนให้เทพหยีหนิงประทับใจ ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ตนเองแสดงออก จะทำให้ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่หวาดเกรงได้
ถงถงเดินนำหน้าด้วยท่าทางองอาจ เข้าไปภายในตำหนัก ตำหนักแห่งนี้ถึงจะเต็มไปด้วยเพลิงอัคคี แต่ภายในกลับดูอบอุ่นและสงบเป็นอย่างยิ่ง หาได้ร้อนอย่างที่ใจของเขาคิด
เทพหยีหนิงเดินตามถงถงเข้ามาภายใน เบื้องหน้าบรรดาเซียนไฟน้อยใหญ่ต่างตั้งแถวรอรับเขาโดยพร้อมพรั่ง กระทั่งเห็นเทพอัคคีนั่งอยู่ด้านหน้า บนแท่นประธาน
เทพหยีหนิงทำความเคารพเทพอัคคีตามศักดิ์ที่สูงกว่า เทพอัคคีไม่รอช้าถึงใบหน้าจะไม่แสดงอารมณ์ แต่นับได้ว่าใบหน้าสดชื่นยิ่งนัก หลังกล่าวทักทายกันสองสามประโยค เทพหยีหนิงจึงเอ่ยว่า
"ตำหนักซ่างเสินช่างคึกคักยิ่ง เทพไฟ เซียนไฟน้อยใหญ่อยู่พร้อมหน้า"
"ความจริงทั้งหมดก็เพื่อต้อนรับท่าน หลังจากได้ยินกิเลนไฟแจ้งว่า ท่านได้อัญเชิญราชโองการมา จะให้ตำหนักสุริยันขายหน้าได้อย่างไร คนมีเท่าไหร่ก็ต้องออกมาต้อนรับให้สมเกียรติ"
"เกรงใจเกินไปแล้ว"
เทพหยีหนิงยิ้มหน้าบาน รู้สึกว่าตนเองได้รับเกียรติอย่างเต็มที่ก็ยินดียิ่ง
กิเลนไฟได้ยินเจ้านายของตนเองกล่าวเช่นนั้น ก็ได้แต่นึกว่า หลายปีที่ท่องละลายน้ำแข็งบนโลกมนุษย์และแดนปีศาจ เทพอัคคีได้นิสัยกล่าวเท็จจากพวกปีศาจที่เขาพบเจอมาไม่น้อย
เดิมทีเทพเซียนเหล่านี้ เพิ่งกลับมาจากการละลายหิมะ ต่างหากยังไม่ทันได้แยกย้าย เทพหยีหนิงก็ปรากฏกายแล้ว เมื่อสักครู่เจ้านายของตน โมโหเป็นฟืนเป็นไฟเพราะคิดว่าเทพหยีหนิงจะนำราชโองการมาสั่งงานเขาอีก
พอรู้ว่าอาจจะได้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันล้ำค่า เพื่อบำเพ็ญตบะสีหน้าพลันเปลี่ยนราวกับคนละคน ยังมีเรื่องโกหก..พก..ลมพวกนี้อีก ดูท่าว่าเจ้านายกำลังเรียนรู้สิ่งที่ไม่ดี มาจากมนุษย์และปีศาจเหล่านั้น เช่นนี้ควรให้เขารีบกักตนโดยไวเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสที่เริ่มเกาะกินในใจ
เขาซึ่งเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ รู้สึกรับไม่ได้เสียจริง ที่ท่านเทพผู้สูงส่งของเขากลายเป็นคนเช่นนี้
"เช่นนั้นไม่เสียเวลาแล้ว ข้าขออัญเชิญราชโองการเลยดีหรือไม่"
เทพอัคคีก้าวลงจากเก้าอี้ตำแหน่งประธาน เขาค้อมกายลงเตรียมรับราชโองการสวรรค์อย่างนอบน้อม รวมทั้งเซียนน้อยใหญ่ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาด้วย
หลังอ่านราชโองการเสร็จสิ้น เทพอัคคียังคงค้อมกายอยู่เช่นนั้น เหมือนว่าเทพอัคคีกำลังแข็งค้าง
เทพหยีหนิงเห็นแล้วพลันนึกสงสัย จึงเดินเข้าไปใกล้หวังช่วยพยุงให้เขาลุก เพียงแต่สัมผัสร่างของเทพผู้นั้น พลันรู้สึกราวกับว่ามือของตนเองกำลังถูกเผาด้วยไฟที่ร้อนแรง
"โอ๊ย โอ๊ย" เทพหยีหนิงลืมตน ไม่สนใจท่าทางองอาจเขากระโดดโลดเต้นโดยทันใด
"แย่แล้ว แย่แล้วนายท่านของข้ากำลังโกรธแย่แล้ว"
เทพหยีหนิง ยังคงสะบัดมือที่ร้อนราวกับถูกไฟเผานั่น ข่มความเจ็บเอาไว้แล้วเอ่ยถาม
"กิเลนไฟเจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"เฮ้ยพวกท่านกลับไปก่อนเถิด ก่อนที่ร่างของพวกท่านจะถูกเผาเป็นเทพย่างไฟ รีบกลับไปเร็ว"
น้ำเสียงหวาดผวาของกิเลนไฟ ทำให้เทพแต่ละองค์ลนลานกลับไปอย่างว่องไว ละทิ้งความสง่าผ่าเผยของเทพเซียนชั้นสูงไปอย่างสิ้นเชิง
หลังจากนั้นผ่านไป ตำหนักสุริยันต์พลันสงบสุข ไม่มีกระทั่งเสียงของเทพสักองค์ ในขณะที่เทพอัคคีเอาแต่บ่นพึมพำแทบจะไร้เสียง แต่กิเลนไฟถงถง ย่อมรู้ดีว่าเจ้านายของตนเองกำลังโกรธเพียงใด
และเป็นจริงดังคาด เพียงเขาเงยหน้าขึ้นมาก็ไม่พบร่างของเทพอัคคีเสียแล้ว
หลี่จิ้งปรากฏกายในตำหนักเง็กเซียน ด้วยใบหน้าคล้ายคนไม่ได้ปลดทุกข์มาหลายวัน
"ได้อย่างไร กว่าจะให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แก่ข้าเป็นรางวัล ก็ต้องแลกด้วยการเป็นอาจารย์ของเจ้ามารน้อยนั่น ตั้งแต่นางลืมตาก็ทำข้าเดือดร้อน มาครานี้ยังให้ข้าขัดเกลานางอีก เง็กเซียนฮ่องเต้ ข้าบังอาจถามท่าน เทพผู้อื่นบนแดนสวรรค์ขาดแคลนหรือไร ถึงต้องผลักภาระมาที่ข้า สั่งสอนนางไม่ว่า ข้าต้องลงไปแดนมนุษย์กับนาง เพื่อช่วยนางฝึกจิตใจอีก ท่านไม่คิดว่าเสมือนท่านกำลังลงโทษข้า ผู้ซึ่งไม่ได้กระทำความผิดหรอกหรือ?"
เง็กเซียนฮ่องเต้ทำใจดีสู้เสือ ยิ้มให้เขาพร้อมกับเอ่ยอย่างใจเย็น
"เฮ้ย ความจริงข้าก็ลำบากใจยิ่ง แต่จะให้ทำเช่นไรได้เล่า ในเมื่อมองไม่เห็นผู้ใดแล้วนอกจากท่าน มารน้อยนั่นเติบโตขึ้นมาในร้อยปีนี้ ทำคนกลายเป็นตุ๊กตาน้ำแข็งไปแล้วกี่คนท่านไม่รู้หรือ ยามนางโกรธนั้น พลังรุนแรงมาก กระทั่งพ่อแม่ของนางยังต้านพลังของนางไม่ได้ โดนแช่แข็งไปก็หลายครา ดีที่พลังของพวกเขาสูงส่งจึงสามารถละลายตนเองได้ แต่หากเป็นเซียนผู้น้อยล่ะก็คงยากจะแก้ไข ยิ่งนางเติบใหญ่ นางยิ่งควบคุมพลังไม่ได้ ข้าก็มองไม่ออกว่า จะเป็นผู้ใดที่อยู่ใกล้นางแล้วจะปลอดภัย อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือสามโลก ขัดเกลาให้นางเป็นคนดี ละทิ้งใจมารไปได้"
"ที่ท่านกล่าวมายืดยาวทั้งหมดนี้ อีกทั้งส่งขบวนเทพไปมากมาย ก็เพื่อมัดข้าไม่ให้ดิ้นหลุดใช่หรือไม่ รู้ว่านางเป็นมารร้ายมาจุติ เหตุใดไม่สังหารเสียเล่า ตัดไฟแต่ต้นลม ไยต้องมาขัดเกลากันให้เสียเวลาทำไม มารก็คือมารสังหารทิ้งนับว่าช่วยสามโลกแล้ว"
องค์เง็กเซียนส่ายพระพักตร์ พร้อมกับแสร้งถอนหายใจออกมา
"ทั้งหมดล้วนเป็นลิขิตสวรรค์ อีกทั้งข้าได้ปรึกษาองค์ยูไลแล้ว อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นได้ ถือว่าท่านได้ทำประโยชน์แก่สามโลกดีกว่า ต้องมาสู้รบกันในกาลข้างหน้า เรียกว่ากันไว้ดีกว่าแก้จะดีหรือไม่ อีกอย่างบารมีของนางยังมีมาก ไม่เช่นนั้นนางคงไม่เกิดเป็นธิดาของราชาเหมันต์เช่นนั้น หากคิดจะสังหารนางราชาเหมันต์คงไม่ยินยอมเป็นแน่ เช่นนั้นสงครามก็ต้องเกิดขึ้นอีก ราชโองการข้าก็ได้ออกไปแล้ว สวรรค์ล่วงรู้ อย่างไรก็ไม่อาจละเลยได้ ท่านก็รู้ไม่ใช่หรือ"
หลี่จิ้งรู้ดีถึงโทษที่ต้องได้รับ เขาพ่นลมหายใจออกมา การฝ่าฝืนคำสั่งสวรรค์มีโทษสถานหนักคือต้องรับทัณฑ์สายฟ้าถึงสิบครั้ง เป็นเทพธรรมดาโดนสายฟ้าฟาดไม่ถึงครึ่งก็วิญญาณแตกสลายแล้ว ถูกบีบบังคับเช่นนี้เทพอัคคีก็ไม่รู้จะทำเช่นไร
ปกติเขาเป็นเทพแห่งไฟ เรื่องความใจร้อนนั้นนับเป็นที่หนึ่งแล้วเขาจะอดทนฝึกสอนคนได้อย่างไร เพียงแค่คิดก็หงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง
กระทั่งกลับจากตำหนักเง็กเซียน เขาจึงขี่ก้อนเมฆมายังแดนเหมันต์พร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงคู่ใจกิเลนไฟถงถง ด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ไม่นานก็มาถึงที่นี่ดินแดนที่เหน็บหนาว เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน ทุกสิ่งที่นี่ดูสงบเงียบประดุจดินแดนที่ร้างผู้คน
เมื่อเหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ เขาพลันปะทะกับพลังน้ำแข็งสายหนึ่งหากเป็นผู้อื่นคงได้ถูกแช่แข็งไปแล้ว แต่มีหรือเขาจะใส่ใจ คงมีเพียงเขาและกิเลนไฟเท่านั้นที่สามารถเดินฝ่าพลังอันรุนแรงนี้ได้ โดยไม่ถูกเกล็ดน้ำแข็งแทงขั้วหัวใจ
"เทพอัคคีที่แท้เป็นท่าน"
ราชาแห่งแดนเหมันต์ปรากฏกายต่อหน้าเขา พร้อมด้วยใบหน้ายินดียิ่ง ความจริงเรื่องนี้ทั้งเขาและเง็กเซียนต่างรู้ดีว่า องค์หญิงน้อยมีปฐมวิญญาณของจอมมาร และตั้งใจจะข่มจิตมารเอาไว้ด้วยตบะแห่งความดี เพื่อไม่ให้บุตรสาวเติบใหญ่มาเป็นภัยต่อสามภพ จำเป็นต้องฝึกฝนนางให้ดี
ดังนั้นเรื่องที่เทพอัคคี ต้องกลายมาเป็นอาจารย์จำเป็นขององค์หญิงน้อยจึงได้ตกลงกันเองตั้งแต่นางถือกำเนิด
เทพอัคคีทำความเคารพองค์ราชาแห่งแดนเหมันต์อย่างนอบน้อม
"หลี่จิ้งคำนับองค์ราชา"
"เกรงใจไปแล้วท่านคืออาจารย์ของบุตรสาวของข้า ต่อไปต้องรบกวนท่านแล้ว"
เทพอัคคีหน้าบึ้งขึ้นทันใด หากเพราะไม่ใช่คนผู้นี้ วิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเง็กเซียนเขาจะลำบากเพียงนี้หรือ
องค์ราชาแห่งดินแดนเหมันต์นามเป่ยเหยียน นำท่านอาจารย์ของบุตรสาวเข้ามาด้านใน โดยมีกิเลนไฟถงถงตามมาด้วยความระแวดระวังคล้ายกับสุนัขตนหนึ่ง
หลังจากมีโอกาสพบเทพอัคคีมาหลายครา องค์ราชาเป่ยเหยียน ชื่นชมเขาไม่น้อย ไม่คิดว่าความในใจนี้ จะมีพลังมากมายจนได้เขามาเป็นอาจารย์ของบุตรสาวในที่สุด
เพราะชื่นชมจึงคิดไปไกล ด้วยท่วงท่าสง่างามของเทพอัคคี อีกทั้งฝีมืออันเก่งกาจ นับเป็นหนึ่งในสามเทพแห่งแดนสวรรค์ที่เก่งกล้าที่สุด นอกจากจะหวังให้เขามาเป็นอาจารย์ของบุตรสาวแล้ว ดูเหมือนว่าองค์ราชาผู้นี้จะคิดไปไกลกว่านั้น
หากได้คนที่มีใบหน้าหล่อเหลาเก่งกาจสง่างามเช่นคนผู้นี้ มาดูแลดินแดนเหมันต์ต่อจากเขาคงดีไม่น้อย
แน่นอนว่าความคิดนี้เขาไม่เคยบอกให้ผู้ใดล่วงรู้มาก่อน หากพูดไปคงได้ขายหน้า เพราะบุตรสาวของตนเองมีอายุเพียงร้อยปี ยังเป็นแค่เด็กแบเบาะที่กำลังหัดเดินผู้หนึ่งเท่านั้น ยังมิทันไรเขาก็คิดจะหาลูกเขยให้นางเสียแล้ว
เดินเข้ามาถึงตำหนักใน นางกำนัลในตำหนักต่าง ยอบกายถวายความเคารพ และเป็นที่ชินตาของถงถง เมื่อพวกนางล้วนตกตะลึงในความร้อนแรงเอ๊ยความหล่อเหลาของนายท่าน ถึงจะมีบางคนที่ทำท่าเบิกตาโต ตกใจอยู่บ้างยิ่งถงถงจ้องมองพวกนางคนเหล่านั้นยิ่งหวาดกลัว
หรือใบหน้าของนายท่านจะมีปัญหา ยิ่งมองยิ่งไม่เข้าตาสตรีพวกนี้หรือถึงได้ทำท่าพิกลเช่นนี้
ถงถงจึงลองส่งยิ้มน้ำลายยืด ผูกมิตรแทนนายท่าน เหล่าสตรีน้ำแข็งพวกนั้นถึงกับถอยกรูออกไปห่าง ๆ ยิ่งคิดกิเลนไฟที่มีหางเป็นวัว หัวเป็นมังกร อีกทั้งยังมีกลีบเท้าเหมือนม้า ยังมีไฟโลกันตร์อยู่รอบกาย ก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าคนพวกนั้น กำลังทำท่าหวาดกลัวจนถอยห่างออกไปด้วยเหตุอันใด
สงสัยว่าสมองของพวกนางคงถูกแช่แข็งไปจนไม่เหลือแล้ว
กระทั่งพวกเขามาถึงตำหนักหนึ่ง ด้านหน้าตำหนัก พบนางกำนัลหลายคนถูกแช่แข็ง นั่งแน่นิ่งโดยไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง สำหรับเทพอัคคี นับว่าเรื่องนี้ประหลาดยิ่ง พวกนางเหล่านี้ล้วนเติบโตในดินแดนนี้ ทานทนต่อความหนาวยิ่งกว่าน้ำแข็งกลับถูกแช่แข็งได้
"อีกแล้วหรือ" เป่ยเหยียนองค์ราชาเอ่ยขึ้น
"คารวะองค์ราชาเพคะ"
"ผู้ใดทำนางโกรธเล่า" พระองค์ตรัสถามทันใด
"ไม่มีเพคะ เพียงแต่ฝ่าบาทน้อยทรงหัดเดินแล้วล้ม ไม่พอพระทัยตนเองเลยเกิดโทสะแช่แข็งนางกำนัลไปหลายคน"
องค์ราชาขยับเข้าไปใกล้นางกำนัลแต่ละคน ร่ายอาคมอย่างว่องไวชั่วครู่พวกนางก็กลับเป็นปกติ งานหลักของราชาเหมันต์บัดนี้นอกจากจะควบคุมอากาศของโลกมนุษย์ อีกทั้งยังปกครองดินแดนแล้ว ยังมีหน้าที่คอยเช็ดล้างสิ่งที่บุตรสาวทำกับคนของตน ร้อยปีมานี้จึงกลายเป็นความชาชินของเขาไปแล้ว
เทพอัคคีรับรู้ถึงความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นในทันใด องค์ราชาเหมันต์อายุแสนกว่าปีแล้ว ย่อมแก่ชราเป็นธรรมดาสรรพสิ่ง ไม่อาจอยู่ค้ำฟ้าแต่บุตรสาวผู้นี้ดันเป็นดาวมารมาจุติ ย่อมสร้างความลำบากให้บิดาผู้หวังให้นางครองดินแดนเหมันต์เป็นอันมาก
"คราวหน้าให้พวกเจ้าระวัง หากข้าไม่อยู่แล้วกลับมาไม่ทันช่วยดวงจิตรพวกเจ้า อาจรั้งไม่ไหวดับสลายไปได้ อย่าทำให้นางโกรธ"
"เพคะฝ่าบาท"
"ท่านป้อ"
และแล้วฝ่าบาทน้อย ที่เหล่านางกำนัลพูดถึง พลันเดินเตาะแตะออกมา นางยืนอยู่เบื้องหน้าเงยหน้ากลมขึ้น แล้วมองไปที่กิเลนไฟถงถง ด้วยความสนใจ
"ตะตัวประฉาด" นางตั้งใจจะเอ่ยคำว่าตัวประหลาดออกมา
เทพอัคคีเมื่อแรกพบกับองค์หญิงน้อย ผู้มีใบหน้ากลมดวงตากระจ่างใสรูปร่างกลมเหมือนก้อนแป้งก้อนหนึ่ง นางอยู่ในอาภรณ์สีเขียวสด ผิดจากอาภรณ์ของคนในแดนเหมันต์ซึ่งเป็นสีขาวทันทีที่นางหันมามองเขา
ดวงตากลมโตที่จับจ้องมายังเขาโดยไม่หวาดกลัว และไม่กะพริบตาทำให้ หลี่จิ้งรับรู้ถึงพลังงานบางอย่าง
พลังงานแห่งความวุ่นวายโดยไม่มีหยุดสิ้น
"ผู้ใดกัน"
นางยังคงพูดไม่ชัดนัก แต่คำถามนี้กลับชัดเจน อีกทั้งยังเดินเตาะแตะมาหาเขา เป่ยเหยียนปล่อยบุตรสาวแล้วกล่าวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
"ท่านอาจารย์ของเจ้า เทพอัคคีอย่างไรเล่า คารวะอาจารย์เร็ว"
นอกจากนางจะไม่ทำตามแล้ว ยังเดินตรงมาหาเขาเอื้อมมือ ออกมาจวบจนจะสัมผัสร่างของเขาท่ามกลางความตกใจของทุกคน
"ฝ่าบาทน้อย"
ร่างของเทพอัคคีอาบด้วยไฟโลกันตร์ หากเขาไม่อนุญาตไม่มีผู้ใดแตะต้องอาจถูกเผาจนวิญญาณดับสลาย แต่ไม่ทันการณ์แล้วนางว่องไวยิ่ง ร่างน้อยกอดเข้าไปที่ขาของเทพอัคคีโดยพลัน
ไม่เพียงแต่คนของตำหนักเหมันต์ที่ตกใจ ทั้งหลี่จิ้งและถงถงต่างก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กคนนี้เคลื่อนไหวว่องไว สมกับที่มีพลังร้ายในร่าง จนกระทั่งเขายังมิอาจหลบทัน
สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงยิ่งขึ้น นอกจากนางจะไม่เป็นอันใดแล้วยังกอดขาของเขาแน่น
"ฉวยจัง ข้าขอ ข้าขอ"
ที่แท้เป็นเพราะองค์หญิงน้อย ชอบสีสันฉูดฉาดเห็นอาภรณ์สีแดงเพลิงของเทพอัคคีที่งดงามวิจิตร นางจึงเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก จึงกอดขาเขาแน่นอีกทั้งยังร้องขอผ้าผืนนี้จากเขา
สีหน้าของหลี่จิ้งพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาสะบัดขาครั้งเดียวร่างขององค์หญิงน้อยถึงกลับกระเด็นออกมา ถงถงทนเห็นความใจร้ายของเจ้านายไม่ได้จึงกระโดดเอาร่างของตนเองเข้ารับนาง
คาดไม่ถึงว่าองค์หญิงน้อยจะว่องไว พลิกกายขี่ลงบนหลังของถงถงทันใด
"ฝ่าบาทน้อยนี่เจ้า นี่เจ้า"
ถงถงถึงกับพูดไม่ออก นอกจากนางจะขี่หลังเขาแล้ว ยังหัวเราะอย่างสนุกสนาน โน้มตัวลงมาดึงเขาที่งอกมาอันเดียวตรงกลางศีรษะของถงถง
"ไปฉัดปาหลาดไป ไป"
ถงถงไม่พอใจอย่างมาก ความตั้งใจดีของเขากลายเป็นว่า บัดนี้เขากลายเป็นวัวเป็นม้าให้เด็กเกเรคนนี้ขี่ไปแล้ว ตัวเองพยายามสลัดนางลง แต่นางกลับติดหนึบยิ่งกว่าตังเม ทำอย่างไรก็ไม่หยุด ยิ่งสะบัดแรงนางยิ่งเกาะเขาของเขาแน่น ไฟโลกันตร์ก็ใช้กับนางไม่ได้จะทำเช่นไรดี ถงถงหันไปหาผู้เป็นเจ้านาย เห็นเขายืนนิ่งเอ๊ะหรือว่านายท่านจะถูกนางมารน้อยนี่แช่แข็งไปแล้ว
ซวยแล้ว ซวยแล้ว
ด้านองค์ราชาเหมันต์กลับมองภาพนั้นด้วยความสุข ท่าทางว่าบุตรสาวของเขา จะเข้ากับเทพอัคคีและกิเลนไฟคู่กายของเขาได้เป็นอย่างดี
น้ำตาของพ่อผู้ชราถึงกับไหลพราก เขาคิดไม่ผิดที่แท้ก็สามารถฝากความหวังไว้ที่เทพอัคคีได้จริง ๆ
ด้านเทพอัคคีถึงกับกำมือแน่น ถงถงของเขาเป็นสัตว์เทพชั้นสูง ที่ผ่านมานอกจากเขาแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถใช้งานถงถงได้ หากรังแกถงถง เท่ากับลบหลู่เกียรติของเขา บัดนี้กลับถูกฝ่าบาทน้อยตัวแสบนั่นทำลายเกียรติที่เขาสร้างขึ้นมาหลายหมื่นปีลงไปอย่างสิ้นเชิง
ลูกศิษย์ผู้นี้เขาคงต้องกำราบอย่างหนักเสียแล้ว