ตอน 1

จางฟางซิน บุตรสาวเสนาบดีตกอับสกุลจาง ในยุคสมัยที่ตระกูลจางยังรุ่งเรื่อง บิดามีภรรยาสองคนทั้งสองเป็นพี่น้องกันตกลงปลงใจใช้สามีร่วมกัน บิดามีบุตรเพียงสองคนคือจางฟางซิน และจางฟางหรง น้องที่เกิดหลังนางแค่ครึ่งชั่วยาม มารดาของนางจากไปตั้งแต่วันที่นางถือกำเนิด หลังจากนั้นสามปีภรรยาอีกคนก็จากไป บิดาเศร้าโศกเสียใจจนร่างกายเจ็บป่วย ก่อนจะสิ้นใจบิดาได้ฝากฝั่งจางฟางซินและจางฟางหรงให้สหายรักช่วยดูแลพร้อมทรัพย์สินก้อนสุดท้ายที่เหลือน้อยนิด

จางฟางซินในวัยสิบสองจูงมือจางฟางหรงมายังสำนักศึกษาไผ่หยก ภายใต้การดูแลของสหายรักของบิดานามหยางอี้เสียง และด้วยความสงสารเวทนาจึงรับบุตรของสหายเป็นบุตรบุญธรรม

ชีวิตของจางฟานซินจึงเริ่มต้นใหม่ที่นี่ จนกระทั้งวันที่นางอายุสิบเจ็ด ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

....

นางไม่อยากเชื่อเลย อีกเพียงไม่กี่ลี้นางจะไปถึงที่หมายแล้วแท้ๆ เหตุใดถึงถูกตามไล่ล่าอย่างไร้หนทางเช่นนี้

จางฟางซินเคยอ่านเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับชายแดนตะวันออก นางศึกษาทุกอย่างจนมั่นใจว่าตัวเองเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างดียิ่ง ทว่านางไม่คิดว่า การลอบเดินทางที่ใช้เวลาครึ่งเดือนนี้จะมาจบลงที่รถม้าของนางพลิกคว่ำหลายตลบเช่นนี้

ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้รู้ว่านี่ไม่ได้ฝันไป แม้นางเตรียมใจไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเร็วเพียงนี้ อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น ขอเพียงนางได้ส่งสาส์นลับนี้ให้ถึงมือแม่ทัพพิทักษ์บูรพาเสียก่อน

หลังจากรถม้าของนางหยุดตีลังกาแล้ว นางได้ยินเสียงการต่อสู้ด้านนอก สารถีที่จ้างมาคงไม่อาจเป็นช่วยนางได้ และอาจรักษาชีวิตตนเองไม่ได้เช่นกัน เพียงการขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บปวดก็แล่นไปทั่วร่าง นางหลุดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด นางเป็นคนมีความอดทนสูงหากไม่เจ็บปวดเจียนตายเช่นนี้ นางคงไม่หลั่งน้ำตาออกมาเช่นนี้

นางควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้...ไม่งั้นลำบากแน่ ...

หญิงสาวตื่นจากอาการมึนงงแล้วเริ่มขยับกาย แต่ข้อเท้าของนางเจ็บจนไม่อาจขยับได้ นางนั่งนิ่งๆ และพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเอื้อมมือไปผลักตั่งเตี้ยเคยเป็นที่เขียนจดหมายออกจากข้อเท้าของนางออก นางรับรู้การเคลื่อนไหวที่เข้ามาใกล้ ดวงตากลมพยายามเบิกกว้างจ้องมองภาพผ่านม่านน้ำตา มือที่พอขยับได้ควานหาอาวุธ ทว่านางกลับพบมีดสั้นที่พ่อบุญธรรมมอบให้ติดตัว นางกำมีดพกแน่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่นางจะไว้ป้องกันตนเองได้

“อยู่นิ่งๆ”

จางฟานซินได้ยินเสียงดุดัน แต่คำพูดเหล่านี้ไม่ได้แทรกเข้ามาในสมองเลย นางพยายามดิ้นให้เป็นอิสระ

“อย่าขยับ!”

น้ำเสียงแข็งกร้าวดังขึ้นทำเอาร่างของจางฟางซินชะงักงันไปชั่วขณะ นางมองเห็นใบหน้าผู้เข้ามาไม่ชัด แต่เป็นกระบี่เปื้อนโลหิตนั้นกลับทำให้เบิกตากว้าง ปลายกระบี่อยู่ใกล้ใบหน้านางมากจนแทบจะรู้สึกได้ถึงรสชาติคาวเลือดที่ติดอยู่ที่กระบี่

ความเจ็บปวดถาโถมปล้นชิงสติของนางไปจนหมดสิ้น รสชาติความตายเป็นเช่นนี้หรือ? แล้วผู้ที่อยู่เบื้องหน้านางคือผู้ใดกัน มัจจุราชมารับดวงวิญญาณนางหรือ?

เหตุใดใบหน้ามัจจุราชจึงดูคุ้นตาเหลือเกิน!

หลัวหลิวหยางสบถเมื่อคนตรงตรงหน้าเป็นลมหมดสติ เขาขมวดคิ้วมอง ‘เด็กหนุ่ม’ บอบบาง ตรงหน้า เขายกตั่งที่ทับท่อนล่างนั้นออก ยื่นมือไปตบแก้มเรียกสติ แต่อีกฝ่ายยังไร้การปฏิกิริยา เขาต้องวัดดวงเอาแล้ว รถม้าคันนี้หลุดจากม้าตีลังกามาเกือบจะตกเขา รถม้าพาดกับต้นไม้ใหญ่ เพียงการขยับตัวเล็กน้อยทำให้รถเสียสมดุลพร้อมจะตกลงไปหุบเขาเบื้องล่าง เขาไม่วางใจให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยคนในนี้จึงต้องเข้ามาด้วยตนเอง ชายหนุ่มเก็บกระบี่ที่เปื้อนเลือดแล้วอุ้มร่างที่เบาหวิวขึ้น เสื้อผ้าที่สวมเป็นสีทึมแต่กลิ่นเลือดโชยแตะปลายจมูกของเขา เขาอุ้มเด็กหนุ่มที่อ่อนปวกเปียกออกมา ใช้ปลายเท้าแตะหลังคารถม้าถีบตัวเองออกมาได้ทันเวลาก่อนที่รถม้าจะร่วงลงไปด้านล่าง

หลัวหลิวหยางกวาดตามองทหารยี่สิบนายของตนที่กวาดต้อนโจรป่าเสร็จสิ้นแล้ว น่าเสียดายที่ไม่อาจช่วยสารถีชะตาขาดผู้นี้ได้ เดิมทีเขาคิดจะส่งเด็กหนุ่มผู้นี้ให้นายทหารคนอื่นอุ้มกลับไปรักษาที่จวนแม่ทัพ แต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดา เขาจึงเปลี่ยนใจอุ้มร่างที่หมดสติขึ้นหลังม้า สั่งการให้ทหารเก็บกวาดให้เรียบร้อย ส่วนตัวเขามุ่งหน้ากลับจวนแม่ทัพพิทักษ์บูรพาทันที

ความเจ็บปวดปลุกจางฟานซินเป็นระยะๆ นางมึนงงเกินกว่าจะเข้าใจเสียงพูดคุยที่ได้ยิน ทว่านางกลับผ่อนคลายเมื่อรู้สึกว่าร่างกายถูกโอบกอดด้วยกรุ่นไออบอุ่นและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ ไร้ความตื่นตระหนก นั้นย่อมหมายความว่านางจะปลอดภัยในวงแขนนี้

ตอน 2

มีแต่เรื่องฉุกเฉินเท่านั้นที่จะทำให้หลัวหลิวหยางยอมแตะต้องกายของผู้อื่นเช่นนี้ อาชาศึกงามสง่าถูกควบขี่เข้าประตูเมืองอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านหลบหลีกแล้วชะเง้อมองแผ่นหลังองอาจของแม่ทัพรักษาชายแดนตะวันออก นอกจากความน่าเกรงขามแล้ว เขายังครอบครองฉายา ‘ดวงกินภรรยา’ อีกด้วย

แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของหลัวหลิวหยาง เขาหยุดม้าเมื่อมาถึงจวน ออกปากสั่งให้บ่าวไพร่เชิญหมอทหารมาดูอาการคนเจ็บ เพราะเป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว คำพูดธรรมดาจึงทำให้บรรดาบ่าวไพร่ตัวสั่นรีบทำตามทันที หลัวหลิวหยางอุ้ม ‘เด็กหนุ่ม’ ไปนอนบนเตียงในห้องปีกซ้าย เขาอยู่ในสนามรบมานานกว่าสิบปี บาดแผลน้อยใหญ่ล้วนผ่านตามาแล้ว ร่างสูงหมุนตัวไปหยิบกรรไกรมาตัดเสื้อของ ‘เด็กหนุ่ม’ออกมาเพื่อจะได้สำรวจบาดแผล

หลัวหลิวหยางไม่ยอมเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เขรอะไปด้วยฝุ่นจากการไล่ล่าโจรป่า หากเขาไม่ได้นำทหารออกลาดตระเวนผ่านไปพอดี เรื่องจะหนักหนาเพียงใด มีผู้ใดเดินทางโดยไร้ผู้อารักขากันบ้าง เขาเข้ามาประจำการที่ชายแดนตะวันออกสองปี แม้จะสงบมากขึ้นกว่าแต่เดิมแต่ยังกวาดล้างโจรถ่อยไม่หมด รอยต่อระหว่างชายแดนสองแคว้นคือที่ซ่อนตัวที่ดีของโจรเหล่านั้น และเอกสารลงนามในสัญญาไม่ล่วงล้ำเขตแดนของแคว้น เขาจึงทำได้เพียงไล่ล่าไปสุดเขต เมื่อพวกโจรชั่วหลบเร้นเข้าไปในแนวป่าก็ไม่อาจข้ามเขตเข้าไปได้จับกุมได้

“หูซาน!”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

“ให้คนไปดูซากรถม้า ดูตราบนรถม้าและข้าวของที่มีในรถมาด้วย”

“รับทราบ”

หูซานเป็นทหารคนสนิทร่วมรบมาหลายปี เมื่อได้รับคำสั่งก็หมุนตัวออกไปอย่างไม่ลังเล เขาเดินสวนกันบ่าวที่เดินนำหมอทหารเข้ามาด้านใน

“ท่านแม่ทัพ ท่านหมอมาแล้วขอรับ”

มือที่แกะเสื้อเปื้อนเลือดอยู่ชะงักไป หัวคิ้วขมวดยุ่งเหยิง เขาสูดลมหายใจลึกก่อนแหวกสาบเสื้อของเด็กหนุ่มออก หลัวหลิวหยางเงยตัวขึ้นแล้วยกมือเป็นสัญญาณให้ทั้งหมอและบ่าวรับใช้ชายหยุดที่ประตู

“เจ้าไปเชิญแม่นมเหมยกุ้ยมาที่นี่ก่อน”

“ขอรับ”

บ่าวไพร่ในจวนแม่ทัพพิทักษ์บูรพาเคยชินกับการรับคำสั่ง ไม่ว่าผู้เป็นนายสั่งอะไรไม่มีใครกล้าตั้งคำถามหรือขัดคำสั่ง เขาหันมาทางหมอทหารแล้วเอ่ย

“ท่านหมอโปรดรอสักครู่” แม้น้ำเสียงที่ใช้จะเบาลงแต่ความหนักแน่นผสานแรงกดดันทำให้คนเป็นหมอถึงกับเหงื่อตก

หรือจะเป็นคนพิเศษของท่านแม่ทัพอหังการ์ผู้นี้

หลัวหลิวหยางรู้ดีว่าการรักษาคนไม่ควรประวิงเวลา แต่สถานการณ์นี้เขาไม่มั่นใจว่าจะทำอย่างไรกับ ‘เด็กหนุ่ม’ ผู้นั้น จะว่าไปเขาไม่ได้สนใจชื่อเสียงของตนเองจะมัวหมอง และตอนที่เข้ามาทุกคนคงเห็นแล้วว่าเขา ‘อุ้ม’ คนเจ็บเข้ามาด้วยตนเอง

เสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น เรียกสติของแม่ทัพหนุ่มวัยยี่สิบหกให้หันไปมอง เขาหมุนตัวเดินไปก้มมอง แขนซ้ายมีรอยบาดเป็นทางยาว ดูแล้วไม่น่าจะลึกแต่เลือดไหลออกมามาก แต่ส่วนที่น่าจะเจ็บที่สุด น่าจะเป็นข้อเท้าขวาของนาง

“แม่นมเหมยกุ้ยมาแล้วขอรับ”

“ท่านแม่ทัพ”

แม่นมเหมยกุ้ยเป็นสตรีวัยสี่สิบสองที่ท่านแม่ทัพให้ความเคารพดุจญาติผู้ใหญ่ นางยกชายกระโปรงก้าวเร็วๆ เข้าไปหา พอเห็นสภาพคนที่นอนหมดสติบนเตียงก็อุทานออกมา

“รบกวนแม่นมแล้ว”

“ได้ๆ ทางนี้ข้าจัดการเอง” นางรับคำอย่างรู้หน้าที่ “เด็กๆ ไปยกน้ำอุ่นมา ผ้าสะอาดด้วย ห้ามผู้ชายเข้าใกล้ และขอเชิญท่านมาทางนี้เจ้าค่ะ”

แม่นมเหมยกุ้ยสั่งการรวดเร็ว หลัวหลิวหยางถอนหายใจเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินออกมา เพียงยกเท้าพ้นธรณีประตู เสียงแม่นมก็ดังไล่หลังมาทันที

“ข้าสั่งคนเตรียมน้ำอุ่นให้ท่านแม่ทัพแล้ว ท่านควรผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วนะเจ้าค่ะ”

“ข้าทราบแล้ว”

มุมปากของหลัวหลิวหยางยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่เพราะใบหน้าดุดันอยู่เป็นนิจจึงแทบไม่เห็นรอยยิ้มนั้น ในจวนแห่งนี้มีสตรีน้อยมาก บ่าวไพร่ที่เป็นหญิงล้วนมีแม่นมเหมยกุ้ยคัดเลือกเข้ามาทำงาน เขาจึงวางใจเรื่องเหล่านี้บ้าง รวมทั้งพ่อบ้านที่แม่นมคัดเลือกมา จวนที่ไร้ฮูหยินมาดูแล จึงมีแต่แม่นมเหมยกุ้ยที่เลี้ยงดูเขาตั้งแต่กำเนิดคอยจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยนางไร้ญาติขาดมิตร บิดามารดาของเขาตั้งใจเลี้ยงดูนางให้อยู่เมืองหลวง แต่เมื่อเขาต้องมาประจำการที่ชายแดน มารดากลัวจะไม่มีผู้ใดดูแลความเป็นอยู่ของเขา มารดาจึงส่งแม่นมเหมยกุ้ยมาที่นี่

หลัวหลิวหยางกลับมาถึงห้องพักของตนเอง บ่าวชายมาช่วยปลดเสื้อเกราะออก เขาโบกมือไล่แล้วพาร่างเปลือยเปล่าลงแช่น้ำอุ่นที่ห่างหายไปนานเจ็ดหรือแปดวัน ใช้ชีวิตทหารจนชินชา แต่ผู้อื่นนั้นไม่ชินเช่นเขา เหมือนภรรยาคนงามที่มารดาคัดเลือกให้ เขาแต่งภรรยาคนแรกตอนอายุสิบแปด เข้าพิธีเสร็จวันรุ่งขึ้นก็ต้องเดินทางออกรบ ออกรบครั้งนั้นการศึกยืดเยื้อเขาถูกฝ่ายตรงข้ามจับกุมตัวไปสิบวัน ปล่อยข่าวว่าเขาถูกฆ่าแล้ว ทำให้ภรรยาคนงามตรอมใจจนป่วยไข้ กว่าเขาจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้กับชัยชนะ นางป่วยหนักจนตายจากไป หลังจากนั้นสามปี มารดาหมั้นหมายบุตรสาวเสนาบดีเป็นภรรยาให้เขา แต่ยังไม่ทันไรนางก็ตกน้ำเสียชีวิตไปก่อน นับจากนั้น ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังไปทั่วเมืองอย่างที่เขาไม่อยากให้มันเป็นนัก

ตอน 3

หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว บ่าวรับใช้เข้ามารายงานว่าท่านหมอได้ทำการรักษาเรียบร้อยแล้วและรอเขาไปพบเพื่อรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้ารับ เขาก้าวยาวๆ เดินกลับมาที่เรือนรับรอง ท่านหมอล้างมือเสร็จพอดีจึงประสานมือคารวะและรายงาน

“โชคดีมาก บาดแผลที่ศีรษะเป็นแค่ฟกช้ำ ส่วนที่แขนซ้ายนั้นเป็นรอยบาดไม่ลึก ห้ามเลือดและพันแผลเรียบร้อยดี ที่รุนแรงที่สุดเป็นข้อเท้าขวา เส้นเอ็นที่ข้อเท้าฉีกขาด ทำให้เจ็บปวดมากต้องรักษาอย่างน้อยหนึ่งเดือนจึงจะกลับมาเดินได้ปกติ”

“อย่างนั้นรึ”

ท่านหมอค้อมตัว “ข้าจะเขียนเทียบยาให้ ระวังอย่าให้...เดินลงน้ำหนักเท้าข้างที่เจ็บ ถ้าเป็นไปได้นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง ขยับตัวให้น้อยจะดีที่สุดขอรับ”

“อืม ขอบคุณท่านหมอ”

หลัวหลิวหยางเป็นคนถือกฎระเบียงเคร่งครัด แต่กับหมอแล้วเขาก็ให้ความเคารพไม่น้อย คนเป็นหมออดภูมิใจไม่ได้ ประสานมือคารวะแล้วก้าวออกไป แม่นมเหมยกุ้ยรอจนท่านหมอออกแล้วจึงได้เดินมาพบแม่ทัพหลิว

“ผู้หญิงคนนี้เป็นหนี้ชีวิตท่านแม่ทัพ”

เขาโบกมือปฏิเสธความคิดนี้ “ข้าทำหน้าที่ของข้า ข้าแค่บังเอิญช่วยชีวิตนางเท่านั้น ต่อจากนี้รบกวนแม่นมแล้ว”

“เจ้าค่ะ ข้าจะดูแลนางเอง” แม่นมรับคำแล้วเลิกคิ้วเป็นคำถาม “เราควรเปิดเผยฐานะของนางหรือไม่ เห็นชัดว่าก่อนหน้านี้นางตั้งใจให้ผู้อื่นมองนางเป็นบุรุษ”

“เรื่องนั้น รอให้นางฟื้นค่อยว่ากัน”

หลัวหลิวหยางเพียงปรายตามองคนที่นอนหมดสติบนเตียง สภาพใบหน้ามีรอยช้ำหลายแห่ง แต่ก็ดูดีกว่าตอนที่เขาอุ้มมา เขาได้แต่หวังว่านางจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เขาก็พอ

“ข้าวของที่เหลืออยู่ในรถม้ามีเพียงเท่านี้ขอรับ”

หูซานรายงานแล้ว มีเพียงสมุดเขียนบันทึกที่ถูกฉีกทิ้งหายไปหลายหนา เสื้อผ้ารวมทั้งข้าวของมีค่าคาดว่าถูกรื้อค้นขโมยไปหมดแล้ว

“รถม้าเป็นเพียงรถที่เช่ามาพร้อมสารถี ไม่มีตราสัญลักษณ์จากตระกูลใด ส่งศพสารถีไปที่ว่าการแล้ว เห็นว่ามีคนจำหน้าได้ เขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดารับจ้างทั่วไปขอรับ”

หลัวหลิวหยางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด เหตุใดสตรีผู้หนึ่งจึงแต่งกายเป็นชายเดินทางตามลำพังเช่นนี้

“ข้าจะจัดเวรยามคอยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของคนผู้นั้น” หูซานรีบเสนอความคิด แต่แม่ทัพใหญ่โบกมือห้ามไว้

“ไม่จำเป็น” หลัวหลิวหยางตอบ “เรื่องนี้ข้าจัดการเอง เจ้าตรวจดูโดยรอบดีแล้วใช่หรือไม่”

“ขอรับ”

“อย่าประมาท กำลังเวรยามต้องแน่นหนา”

“รับทราบ!”

“เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”

“ข้าน้อยขอตัวขอรับ”

แม่ทัพหลัวมองดูคนสนิทถอยออกไป สวนกับแม่นมเหมยกุ้ยเดินเข้ามาพอดี

“ข้ามารบกวนท่านแม่ทัพหรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

“ไม่” เขาตอบสั้นๆ ห้วนๆ เป็นเช่นนี้เสมอ “แม่นมมีอะไรหรือ?”

แม่นมเหมยกุ้ยพยักหน้าให้บ่าวรับใช้วางถาดอาหารวางลงบนโต๊ะ เมื่อบ่าวรับใช้เดินออกไปแล้วนางจึงเอ่ยขึ้น

“เจ้าไม่ได้กลับจวนหลายวัน ได้กินอิ่มนอนหลับดีหรือไม่” นางเอ่ยพลางรินน้ำชาให้

“ข้าชินแล้วไม่ได้ลำบากอะไร” เขารับน้ำชามาจิบเล็กน้อย “ครึ่งปีมานี้ท่านต้องมาดูแลข้าในที่ทุรกันดารเช่นนี้ ข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก”

“ข้าอยู่แต่ในจวนมิได้ออกไปรบจะเรียกว่าลำบากอันใดกัน” นางหัวเราะเบาๆ

“ท่านแม่ยังไม่ถอดใจเรื่องข้าอีกหรือ?” เขาถามพลางหยิบขนมเปี๊ยะส่งเข้าปาก

“ท่านแม่ทัพอย่าได้ใส่ข่าวลือเหล่านั้นเลย” นางยิ้มบางๆ “ท่านอุทิศตัวเองเพื่อปกป้องชายแดนตะวันออกจนได้รับสมญานามเป็นแม่ทัพพิทักษ์บูรพา นำพาชื่อเสียงสู่ตระกูลหลัว นายท่านและฮูหยินหวังใจจะเห็นท่านแม่ทัพได้มีศรีภรรยาปรนนิบัติดูแล”

“ปีนี้ข้าอายุยี่สิบหกแล้ว” เขาถอนหายใจหนักหน่วง อ้าปากจะพูดแล้วก็เปลี่ยนใจไปพูดเรื่องอื่นแทน “เจ้าเด็กนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

“เด็ก?” แม่นมเหมยกุ้ยเลิกคิ้ว ครู่ต่อมาจึงเข้าใจคำถาม “แม่นางผู้นั้นยังหลับอยู่ แต่ข้าให้คนสนิทค่อยเฝ้าไว้ หากนางฟื้นจะมารายงานทันที”

“อืม” เขาแค่รับคำกัดขนมเปี้ยะอีกคำ

“ข้าตระเตรียมเสื้อผ้าสตรีให้นางแล้ว”

หลัวหลิวหยางเลิกคิ้วแล้วสบตากับแม่นม “ท่านแน่ใจว่านางอยากสวมเสื้อสตรีหรือ?”

“ได้ยินว่านางเดินทางเพียงลำพัง การแต่งกายเป็นบุรุษย่อมปลอดภัยกว่า” แม่นมเหมยกุ้ยยื่นมือไปรินน้ำชาให้ “อีกอย่าง ผู้อื่นเห็นว่าท่านแม่ทัพพิทักษ์บูรพาอุ้มคนเจ็บเข้ามารักษาด้วยตนเอง ข้าเกรงว่าผู้อื่นจะเอาไปร่ำลือว่าท่านนิยมชื่นชอบบุรุษด้วยกัน ข้าจึงคิดว่านางแต่งกายเป็นหญิงจะเหมาะสมที่สุด”

“แค่กๆๆ” หลัวหลิวหยางสำลักขนมเปี๊ยะ แม่นมเหมยกุ้ยรีบลุกขึ้นมาลูบหลังให้

“โตแล้วเหตุใดทำตัวเป็นเด็กเช่นนี้”

หลัวหลิวหยางคว้าน้ำชามาดื่ม จะไม่ให้สำลักขนมเปี๊ยะได้อย่างไร เขาไม่คิดว่าแม่นมเหมยกุ้ยจะเป็นกังวลเรื่องเขาถึงเพียงนี้ นั้นสินะ เป็นทั้งแม่ทัพพิทักษ์บูรพา เป็นทั้งบุรุษผู้มีดวงกินภรรยา แล้วจะยังเป็นบุรุษที่กินบุรุษด้วยกันอีก ช่างเป็นบุรุษที่น่าริษยาเสียจริง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED