“แม่ขาพลอยไม่เหลืออะไรแล้ว พลอย...ไม่เหลืออนาคตการเป็นนางเอกอีกต่อไปแล้ว” ร่างบอบบางสะอึกสะอื้นเบาๆ ในอ้อมกอดของผู้เป็นมารดาอยู่นานหลายนาที
พรพรรณได้แต่เอามือลูบศีรษะทุยสวยของบุตรสาวไปมาอย่างปลอบโยน นางรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจ ที่ถูกเพื่อนดาราด้วยกันกลั่นแกล้งทำลายชื่อเสียงของพลอยไพลินจนป่นปี้ไม่มีเหลือ
สาเหตุเพราะมีภาพหลุดของนางเอกสาวดาวรุ่งพุ่งแรงอย่างพลอยไพลินกับหนุ่มไฮโซชื่อดังกำลังเริงรักกัน ทั้งที่ความจริงมันเป็นเพียงภาพตัดต่อ สองแม่ลูกต่างก็รู้ดี แต่จะมีใครบ้างที่เข้าใจ ที่คิดว่าข่าวนั้นมันไม่เป็นความจริง
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นสื่อการบันเทิงต่างๆ เทคะแนนและโหวตให้เธอเป็นนางเอกสาวที่สวยเซ็กซี่มากที่สุดและเป็นนางเอกขวัญใจวัยรุ่นในเกือบทุกปีที่ผ่านมา แต่ทว่าตอนนี้ชื่อเสียงของนางเอกสาวคนดังดั่งกับเศษของบ้องไฟที่หักมุมดิ่งลงเหว
หลายเดือนแล้วที่พลอยไพลินอดทนรอ หวังว่าข่าวไม่ดีต่างๆ จะจางหายไป และคงจะมีงานเข้ามาบ้าง แต่นับวัน ข่าวเสียๆ หายๆ ของเธอก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ และถูกวิพากษ์วิจารณ์หนาหูจนบางครั้งหญิงสาวสาวแทบจะไม่กล้าออกไปสู้หน้าใคร งานถ่ายละคร งานถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร หรือแม้แต่งานพรีเซ็นเตอร์สินค้าต่างๆ แทบไม่มีติดต่อเข้ามาเลย และที่ติดต่อมาก่อนหน้านั้นต่างก็พากันยกเลิกทั้งหมด ทำให้สองแม่ลูกอยู่กันอย่างลำบากด้วยความขัดสน
รถที่เพิ่งถอยออกมา พร้อมกับบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งทำสัญญาซื้อและเพิ่งผ่อนได้ไม่นานก็คงจะถูกยึดไปเร็วๆ นี้ เพราะไม่มีเงินจะไปผ่อน เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มร่อยหรอลงไปทุกวัน จะหันหน้าไปพึ่งใครยามนี้ก็แสนลำบาก
“แต่พลอยยังมีแม่อยู่นะลูก เรากลับบ้านนอกกันก่อนดีมั้ยลูก ฝืนอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีความสุข กลับบ้านเราเถอะนะ คุณยายกับป้าภาของเรายังรอเราสองคนอยู่ที่นั่น เชื่อแม่นะลูก” นางพรพรรณปลอบลูกสาวเสียงเครือ
“แต่ว่าบ้านกับรถของเรากำลังจะถูกยึดนะคะแม่” สายตาที่ทอดมองมาของหญิงสาวมีแววเสียดายอย่างสุดซึ้ง เธออุตส่าห์เก็บเงินตั้งนานกว่าจะเก็บหอมรอมริบเอามาดาวน์บ้านกับรถได้ และยังเพิ่งผ่อนได้ไม่ถึงปี กลับมีอันจะต้องถูกเขายึดไป เธอก็ยากที่จะทำใจ
“แต่เรายังมีเวลาเหลืออีกตั้งเดือนกว่านะลูก ที่จะหาเงินมาผ่อนเขา บางทีถ้าเรากลับไปบ้าน ยายกับป้าภาของลูกอาจจะช่วยได้นะ” แววตาของนางพรพรรณส่องประกายอย่างมีความหวังขึ้นมาเมื่อนึกถึงแม่และพี่สาวที่แสนใจดีของตนที่บ้านนอก
ร่างบอบบางถอนหายใจยาวออกมา แม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดของมารดาเธอนัก เพราะยังอายที่จะกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด แต่ว่าตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก เพราะแม้แต่จะโผล่หน้าออกไปทานข้าวนอกบ้านก็ยังไม่กล้า ไปไหนมาไหนก็ต้องสวมแว่นตาสีดำอันใหญ่อำพรางใบหน้าไว้ตลอดเวลา
“จะดีเหรอคะแม่” เสียงหวานใสที่เบาลงถามมารดาอีกครั้งอย่างไม่มั่นใจนัก
ใบหน้าที่แสนอ่อนโยนและยังคงมีสง่าราศีพยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มอบอุ่นมองเรียวหน้ารูปไข่ด้วยความรักและห่วงใยความรู้สึกของลูกสาวอย่างเหลือล้น เพราะรู้ว่าพลอยไพลินต้องต่อสู้กับความรู้สึกต่างๆ ในทางลบตอนนี้มากแค่ไหน
พลอยไพลินมองหน้าบุพการีอย่างชั่งใจ ก่อนที่จะสวมกอดและอิงใบหน้าอ่อนเยาว์ลงซบกับอกนุ่มของร่างท่วมเล็กน้อยที่อบอุ่นเสมอนั่นอีกครั้ง เธอตัดสินใจแล้วที่จะทำตามที่แม่ของเธอแนะนำ บางทีการกลับไปบ้านเกิดคราวนี้มันอาจจะไม่มีอะไรเลวร้ายอย่างที่เธอคิดไว้ก็ได้
เมื่อคิดว่าจะต้องกลับบ้านต่างจังหวัด ภาพของเด็กชายตัวมอมแมมคนหนึ่ง ก็ปรากฏแวบขึ้นมาในมโนภาพอย่างไม่ได้ตั้งใจ มันนานกี่ปีมาแล้วที่ภาพนั้นยังคงแจ่มชัดในสมองน้อยๆ ของเธอ ตั้งแต่ที่หล่อนยังเป็นเด็กหญิงพลอยไพลินที่แสนเอาแต่ใจ และหยิ่งผยองจองหองเป็นที่สุด เป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ค่อยน่าคบเท่าไหร่นัก ก็เพราะตอนนั้นเธอยังเด็กนี่นา แต่หญิงสาวก็ยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดีทีเดียว
วันนั้นที่บ้านหลังหนึ่งกำลังเพิ่งก่อสร้างได้ไม่กี่วันยังไม่เสร็จ ขณะที่ช่างก่อสร้างแต่ละคนกำลังตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตนเอง เด็กวัยรุ่นชายตัวผอมๆ แต่งตัวก็แสนจะมอมแมมคนหนึ่งกำลังก่ออิฐบล็อกตรงฝาบ้าน ท่าทางของเขายังไม่คล่องนัก ซึ่งมันช่างขัดหูขัดตาเด็กสาวคนหนึ่งมากเหลือเกิน เพราะทั้งคู่ไม่ถูกชะตากันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“นี่ นายเสาโทรเลข ก่ออิฐให้มันเนียนๆ หน่อยสิ เห็นมั้ย...ช่องไฟตรงนี้ที่นายก่อไม่น่าดูสักนิด ยังมีรูโหว่อยู่เลย ฝีมือแบบนี้พ่อนายปล่อยให้มาทำงานแทนได้ยังไงเนี่ย ชุ่ยที่สุด!” เด็กหญิงเชิดหน้าพ่นวาจาดูถูกฝีมือคนตรงหน้าอย่างหมิ่นๆ สีหน้าท่าทางของเด็กหญิงตัวเล็กดูจะพอใจยิ่งนักที่ยั่วโมโหคู่อริของตนได้สำเร็จ
แววตาไม่พอใจฉายชัดบนใบหน้าคมคร้ามสีแทนนั้น เขามองเด็กหญิงที่อายุอ่อนกว่าเขาหลายปีอย่างข่มโทสะสุดๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเธอก็ตามราวีเขาได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียน ที่วัด ตลาดนัด หรือที่ไหนก็ตามที่บังเอิญต้องเจอกัน ยัยตัวแสบนี่ต้องหาเรื่องเขาก่อนทุกครั้ง นี่เห็นว่าเป็นผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าหรอกนะ เขาถึงได้ยอมอ่อนข้อให้ ถ้าเป็นเด็กผู้ชายด้วยกันคงไม่ปล่อยให้มายืนด่าทอต่อว่าเขาปาวๆ แบบนี้หรอก ร่างผอมสูงกัดฟันกรอดก่อนจะตอบโต้กลับไปด้วยวาจาแสบๆ คันๆ ไม่แพ้กัน
“ยัยหลักกิโลเมตร คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นตรงไหนฮะ ถึงได้มาพูดจาหมาไม่แดกแบบนี้ หัดลองส่งกระจกมองดูตัวเองเสียบ้างสิ เตี้ยก็เตี้ย ฟันก็เหยิน ขาอย่างกับตะเกียบ เก้งก้างอย่างกับตั๊กแตนตำข้าว ปากก็เน่าอย่างกับปลาร้า นิสัยก็แย่ทั้งที่มีพ่อแม่สั่งสอน มิน่าถึงไม่มีใครอยากคบเป็นเพื่อน”
เด็กหญิงตัวเล็กเต้นเร่าๆ เจ็บใจที่สุดก็ตรงประโยคท้ายๆ นี่แหละ แม้ว่ามันจะจริงอย่างที่เขาว่าที่เด็กรุ่นเดียวกันไม่ค่อยมีใครคบกับเธอ แต่ว่ามันหนักหัวใครไม่ทราบ เขาบังอาจนักที่มาตอกย้ำปมด้อยของเธอแบบนี้ นิ้วเรียวจึงชี้ไปที่หน้าคมคร้ามออกมอมแมมนั้นอย่างโกรธแค้นสุดขีด
“นาย! นายมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันแบบนี้ ทั้งที่นายมันก็แค่ลูกกรรมกรจนๆ นายมันก็แค่ไอ้ลูกกำพร้าไม่มีแม่ นายมันก็แค่เด็กวัดที่ต่ำต้อยที่ขอข้าววัดมากินไปวันๆ” เด็กสาวพูดเสียงดังโดยไม่คิดสนใจคนรอบข้างว่าจะมองเธอด้วยสายตาตำหนิเช่นไร หวังเพียงแค่จะเถียงให้ชนะเขาเท่านั้น แต่คำพูดของเธอกลับทำให้ใบหน้าที่บัดนี้เครียดขรึม ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว เขาแทบจะกระโจนไปบีบคอเล็กของเธอให้ขาดใจตายคามือ เด็กอะไรปากร้ายไม่มีอะไรเปรียบ
สายตาวาวโรจน์เต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่มองเด็กสาวที่มีฐานะดีกว่าเขาในยามนี้ ทำให้เด็กหญิงที่กำลังตั้งท่าจะอ้าปากต่อว่าอีกระลอกต้องหยุดชะงักลงกลางคัน แววตาที่เจ็บปวดเต็มไปด้วยเพลิงนรกขนาดย่อมที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาคมวาวคู่นั้น มองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแทบจะแผดเผาร่างเล็กของเธอให้มอดไหม้เป็นจุณ มันดูน่ากลัวจนร่างผอมบางต้องถ่อยร่นไปข้างหลังโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหันหลังรีบเดินหนีไปไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาอีก
นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอทะเลาะกับเขา มันนับครั้งไม่ถ้วนด้วยซ้ำที่เขากับเธอด่าทอกันด้วยวาจารุนแรงแบบนั้น แต่เหตุการณ์วันนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอกับเขามีปากเสียงกัน หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ไม่ได้พบกับเขาอีกเลย จนกระทั่งถึงวันนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว
และในวันนี้เป็นวันที่พลอยไพลินกลายเป็นเด็กกำพร้าอย่างที่เขาเคยเป็น กำลังแย่ยิ่งกว่าที่เขาเคยแย่ กำลังจะจนอย่างที่เขาเคยจน แทบจะไม่กล้าเอาหน้าไปสู้ใครด้วยซ้ำ ถ้าหากเขาเห็นสภาพของเธอตอนนี้ เขาอาจจะหัวเราะเยาะเธอก็เป็นได้
แต่ว่ามันก็ผ่านมานานสิบกว่าปีแล้ว สิบสองปีได้แล้วมั้ง เพราะครอบครัวของเธอย้ายออกจากบ้านตั้งแต่เธอยังเด็ก เด็กผู้ชายสายตาเย็นชาแข็งกร้าวคนนั้นก็อาจจะแต่งงานมีเมียมีลูกไปแล้วก็ได้และอาจจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว
หากต้องบังเอิญเจอกันอีกครั้งเธอเองก็อาจจะจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่แววตาแข็งกระด้างเต็มไปด้วยไฟโทสะและโกรธแค้นคู่นั้น เธอยังจำมันได้ดี แต่รูปร่างหน้าตาของเขาจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนเธอเองก็ไม่อาจรู้ได้
ที่ไร่ส้มแสงตะวัน
“พ่อเลี้ยงทินคะ พรุ่งนี้ป้าขอหยุดงานหนึ่งวันนะคะ บังเอิญว่าพรุ่งนี้น้องสาวกับหลานสาวของป้าจะมาหาค่ะ” นางนิภาซึ่งเป็นลูกจ้างในไร่แสงตะวันมานานเอ่ยขออนุญาตลางานกับเจ้านายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายของนางด้วยความเกรงใจ
“น้องสาวกับหลานสาวของป้าจะมาหางั้นเหรอครับ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย ไม่มั่นใจว่าที่เขาได้ยินป้าภาพูดถึงน้องสาวกับหลานสาวของนางมันเรื่องจริงหรือเปล่า
‘แม่ดารานางเอกชื่อดังกับแม่ของหล่อนนะเหรอจะกล้ากลับมาบ้านนอก ไม่อยากจะเชื่อ’ แต่คนที่กำลังคิดสงสัยก็ชักอยากจะเห็นหน้านางเอกสาวฉาวโฉ่ชื่อดังตัวเป็นๆ นั่นแล้วสิ ไม่รู้ว่าตัวจริงกับในโทรทัศน์จะสวยเหมือนกันหรือเปล่า และหล่อนจะยังจำเขาได้อยู่ไหม ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายปีนี่ แต่สำหรับเขา...ยังจำเธอได้ไม่เคยลืม
“ใช่จ้ะ ป้าว่าจะไปรอรับสองคนนั่นที่สถานีขนส่ง ถ้าจะปล่อยให้มาที่นี่เอง กลัวว่าจะจำทางเข้าหมู่บ้านไม่ได้ เพราะสองคนนั้นออกจากบ้านไปก็หลายปีแล้ว”
“แล้วทำไมหลานสาวของป้าไม่ขับรถมาเองล่ะครับ”
“คือว่าทางขึ้นเขามันอันตราย แม่ของเขาเลยห้ามไม่ให้ลูกสาวของเขาขับมาเอง จึงพากันนั่งรถทัวร์ปรับอากาศมาแทนเพื่อความปลอดภัย” นางนิภาตอบตามที่น้องสาวของเธอโทรบอกเมื่อวานนี้
“อ้อ” ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ และเขาก็เห็นด้วยตามที่ผู้อาวุโสบอก เพราะตอนนี้ก็อยู่ในช่วงหน้าฝนพอดี ถึงจะเป็นช่วงปลายฤดูแต่ฝนก็ยังตกอยู่บ่อยๆ ยิ่งทำให้การสัญจรไปมาบนเนินเขาที่ลาดชันยากลำบากหลายเท่า หากคนขับรถไม่ระมัดระวังและมีความประมาทก็พลาดขับรถตกเนินเขาหรือตกเหวลึกได้
“ถ้าอย่างนั้น ให้ผมไปรับให้ดีมั้ยครับ ผมมีรถ เดี๋ยวผมไปรับน้องสาวกับหลานสาวของป้าให้เอง และพรุ่งนี้ผมให้ป้าหยุดงานได้หนึ่งวัน ตกลงนะครับ” พ่อเลี้ยงหนุ่มขันอาสา เพราะอยากจะเห็นหน้านางเอกสาวตกกระป๋องไวๆ อยากจะรู้ว่าถ้าหล่อนเจอหน้าเขาครั้งแรก ยัยหลักกิโลเมตรนั่นจะยังจำเขาได้หรือเปล่า และยังจะพูดจาดูถูกกันอีกมั้ย
“จะดีเหรอคะ ป้าเกรงใจคุณทินจัง” ผู้สูงวัยกว่ามองหน้าคมคร้ามนั่นด้วยความรู้สึกขอบคุณ ที่ชายหนุ่มใจดีกับครอบครัวของนางมาโดยตลอด แต่ก็ยังอดเกรงใจไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ธุระหน้าที่ของเขาที่จะต้องไปรับสองแม่ลูกนั่นแทนนาง
“ป้าจะมาเกรงอกเกรงใจผมทำไมครับ ผมนับถือป้าเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ป้าเป็นเหมือนแม่คนที่สองของผมเลยก็ว่าได้ ไอ้ครลูกชายป้าก็เป็นเพื่อนรักของผม วางใจได้ครับ พรุ่งนี้ผมไปรับป้าพรรณกับน้องพลอยเอง”
เมื่อทินกรพูดแบบนี้นางนิภาก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของพ่อเลี้ยงหนุ่มได้ ได้แต่ยิ้มรับขอบคุณ และพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าตกลง
แต่พอคล้อยหลังร่างค่อนข้างท้วมที่เดินลับหายเข้าไปในไร่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น สายตาที่แสนจะอ่อนโยนเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนไป
‘พลอยไพลิน นางเอกชื่อดังตกกระป๋อง พรุ่งนี้ฉันจะไปรับเธอเอง’ ร่างสูงพูดกับตัวเองในใจด้วยแววตาแข็งกร้าวดุจสายตาของพญาอินทรีย์ในวันนั้น วันที่ผ่านมาแล้วกว่าสิบสองปี
แต่ชายหนุ่มไม่มีวันลืมความรู้สึกโกรธแค้นในวันนั้นได้ และยังคิดอยากจะเอาคืนแม่ดาราคนสวยตัวแสบคนนั้นบ้าง แต่เขาก็คงไม่แค้นถึงขนาดจะต้องบังคับขืนใจให้หล่อนมาเป็นเมียทาสเหมือนในละครหรอก ก็แค่อยากจะสั่งสอนยัยหลักกิโลเมตรนิสัยเสียนั่นให้รู้จักสำนึกเสียบ้างก็เท่านั้นเอง
บ้านอิงตะวัน
“ฮึ...เปลี่ยนชื่อแล้ว นึกว่าฉันจะจำเธอไม่ได้งั้นเหรอ” ร่างสูงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บันเทิงฉบับหนึ่ง ที่ยังคงลงภาพกอดรัดฟัดเหวี่ยงของนางเอกสาวสวยกับไฮโซหนุ่มรูปหล่อ ดูแล้วช่างน่าสมเพชนัก
“เธอนี่มันนอกจากจะปากเน่าแล้ว เนื้อตัวของเธอก็คงจะเน่าเฟะจนไม่เหลืออะไรดีแล้วสินะ”
ทินกรพึมพำคนเดียวขณะที่อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าแบบคร่าวๆ ชายหนุ่มไม่เชื่อหรอกว่าข่าวนั้นมันจะไม่มีมูล ภาพชัดเจนขนาดนั้น และเจ้าหล่อนก็ไม่ได้ปฏิเสธความสัมพันธ์กับหนุ่มไฮโซคนนั้นว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน เพียงแค่บอกปัดว่าภาพนั้นไม่ใช่ภาพของเธอกับแฟนหนุ่ม แล้วใครเขาจะโง่เชื่อตามนั้นล่ะ
“ก็แค่ของเล่นไฮโซ” ร่างหนาพึมพำออกมาอีกครั้งก่อนจะเก็บพับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไว้ที่เดิมและเดินเข้าไปในห้องนอน
แต่ยังไม่ทันที่จะเอนตัวลงนอนบนเตียง เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าจากมือถือเครื่องเล็กก็ดังขึ้น แค่รู้ว่าใครโทรมา ใบหน้าคมเข้มนั้นก็ทำสีหน้าเบื่อหน่าย แล้วกดสายทิ้งอย่างไม่ใยดี แต่มีหรือที่คนโทรมาจะหยุดโทรหาเขาง่ายๆ
ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด!
มือเรียวยาวที่หยาบกร้านกดวางหลายครั้ง แต่ก็ต้องกดรับด้วยความหงุดหงิดใจก่อนที่จะกรอกเสียงไปตามสายด้วยความรำคาญ
“มีอะไรนุช นี่มันดึกแล้วนะครับ พี่จะนอน” ชายหนุ่มพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติให้มากที่สุด แต่คนฟังกังรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจที่เธอโทรไปรบกวน
อรนุชนั่นเองที่โทรมา ไม่รู้ว่าหล่อนมีความจำเป็น หรือมีเรื่องอะไรสำคัญนักหนา ถึงได้โทรมาหาเขาในช่วงเวลาดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ หรือคิดว่าตัวเองเป็นลูกสาวกำนันหรือไง ถึงได้ไม่มีความเกรงอกเกรงใจชาวบ้านเขาเลย
“ก็นุชคิดถึงพี่ทิน”
“กรุณาคิดถึงพี่ในเวลาที่เหมาะสมหน่อยได้มั้ยคร้าบ วันนี้พี่เหนื่อยมาก อยากจะนอน” ชายหนุ่มจงใจลากเสียงยาว เพื่อให้อรนุชเข้าใจแจ่มแจ้งว่าหล่อนโทรมารบกวนเวลานอนของเขา
“นุชขอโทษค่ะ แต่ว่าพรุ่งนี้นุชมีธุระจะออกไปในเมืองแต่เช้า ได้ข่าวว่าพี่ทินจะออกไปในเมืองเหมือนกัน เลยจะขอติดรถไปด้วยคนค่ะ” ปลายสายตอบเสียงอ่อยๆ
ที่จริงอรนุชรู้จากคนงานในไร่แสงตะวันแล้วว่า ทินกรจะออกไปรับพลอยไพลิน หรือยัยเพลินใจจอมหยิ่งนั่น และที่รู้ว่ายัยนางเอก พลอยไพลิน คือคนๆ เดียวกับยัย เพลินใจ ศัตรูคู่อาฆาตของเธอเมื่อครั้งยังเด็ก ก็เพราะเธอไปถามไถ่ข่าวคราวจากสาครอีกทีเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง
สมัยก่อนพลอยไพลินเหนือกว่าเธอทุกอย่างทั้งรูปร่าง ฐานะ และผลการเรียน ทุกครั้งที่เจอหน้ากันก็จะทะเลาะกันตลอด ถึงขนาดยกพวกตีกัน จนหัวร้างข้างแตกกันไปข้าง ครั้งหนึ่งที่อรนุชจำได้แม่นที่สุด ยัยเพลินใจตัวแสบเอาลูกหินปาหน้าผากเธอจนกลายมาเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้
“พรุ่งนี้พี่เอารถกระบะออกไป ไม่มีที่นั่งว่าง เพราะสาครมันจะติดรถไปด้วย อีกอย่างข้าวของก็เต็มรถ ให้คนอื่นไปส่งเถอะ” ชายหนุ่มรีบตัดรำคาญเสียงห้วน
“แต่ว่าก้นนุชนิดเดียวเองนะคะ ให้นุชเบียดกับพี่ครข้างหน้าก็ได้ นะๆ” หล่อนยังคงออดอ้อนไม่เลิก
“ไม่ได้! แค่นี้นะ” ทินกรตวาดเสียงดังมากขึ้น มือเรียวรีบกดวางสายไป และรีบปิดมือถือทันที เพราะกลัวว่าอรนุชจะตื๊อไม่เลิก จึงไม่ทันได้ยินเสียงปลายสายร้องโวยวายลั่นบ้าน
ทินกรรู้ว่าอรนุชมีใจให้กับเขามานานแล้ว แต่เขาก็ให้เธอได้แค่คำว่า ‘น้องสาว’ แต่ที่ยังไม่ตัดรอนเสียทีเดียวก็เพราะเกรงใจลุงกำนันซึ่งเป็นพ่อของหญิงสาว อย่างน้อยความสัมพันธ์ของสองครอบครัวก็สนิทสนมกันมานมนาน และลุงกำนันแกก็เป็นคนดีมีน้ำใจ อีกอย่างลุงแกก็มีลูกสาวเพียงคนเดียวที่รักและหวงมาก แต่ก็ไม่เคยว่าอะไรสักครั้งถ้าลูกสาวจะแวะเวียนมาที่บ้านพ่อเลี้ยงหนุ่มแห่งไร่ส้มแสงตะวันบ่อยๆ
ท่ามกลางผู้โดยสารมากมายที่เดินสวนกันไปมาด้านนอกประตูทางเข้าของห้องพักผู้โดยสาร ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นผู้หญิงรูปร่างผิวพรรณดีสวมแว่นตาดำอำพรางดวงตาสวยซึ้ง กำลังหันซ้ายแลขวาเพื่อสอดส่องสายตามองหาใครบางคนที่นัดเอาไว้ว่าจะมารับเธอในช่วงเวลาดังกล่าว
“แม่คะ ทำไมยังไม่เห็นป้าภามารับพลอยสักทีล่ะคะ” ใบหน้าเนียนใสที่โผล่พ้นแว่นอันเบ้อเริ่มออกมา ยืนคุยโทรศัพท์ถามมารดาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเธอเริ่มหงุดหงิดเต็มทีแล้ว เมื่อต้องรอคนมารับตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของร่างอวบๆ ที่สวมเสื้อสีม่วงลายดอกพลับพลึง กางเกงขายาวสามส่วนสีดำ ผมยาวรวบมัดไว้กลางหลัง ตามที่คนนัดได้บอกเอาไว้
“บางทีรถอาจจะติดก็ได้นะลูก” นางพรพรรณพยายามบอกเหตุผลให้ลูกสาวใจเย็นๆ
ทีแรกก่อนมาคนเป็นแม่ตั้งใจจะเดินทางมาพร้อมกับบุตรสาวด้วย แต่พอคิดไปคิดมา บ้านก็ห่วงรถก็ห่วง เธอจึงบอกให้ลูกสาวกลับไปบ้านหลบหน้านักข่าวที่บ้านนอกคนเดียวเพียงลำพัง หากข่าวฉาวโฉ่ของพลอยไพลินซาลงเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับมาบ้านที่กรุงเทพฯ
“แต่นี่มันต่างจังหวัดไม่ใช่กรุงเทพฯ นะคะแม่ อะไรมันจะติดนานขนาดนั้น” พลอยไพลินเริ่มบ่น โชคดีที่อากาศทางเหนือไม่ร้อนมากเหมือนภาคกลาง ไม่อย่างนั้นเธอต้องหงุดหงิดมากกว่านี้แน่
“รออีกหน่อยแล้วกันนะพลอย อีกประเดี๋ยวป้าภาก็คงจะมารับลูกเอง” นางพรพรรณกล่าวเพื่อกล่อมให้ลูกสาวใจเย็นลงอีกไม่กี่ประโยคก็วางสายไป
หลังจากวางสายจากมารดาร่างระหงก็เดินตรงไปยังที่นั่งว่างที่ติดอยู่กับผู้โดยสารท่านอื่นที่เหมือนจะมานั่งรอญาติมารับเช่นกันกับเธอ สายตาคู่สวยก็คอยกวาดมองไปโดยรอบตามทางเดินที่คิดว่าป้านิภาของเธอน่าจะเดินมารับ
นางเอกสาวในตอนนี้คงไม่มีใครจำเธอได้ เพราะสวมแว่นตาสีดำอันใหญ่อำพรางใบหน้าอยู่ตลอดเวลา มองใกล้ๆ อาจจะดูคุ้นๆ แต่คงไม่มีใครคิดหรอกว่าจะเป็นนางเอกสาวชื่อดังที่ชื่อว่า ‘พลอยไพลิน’ เป็นแน่
หญิงสาวนั่งหน้ามุ่ย สายตายังมองไปทางโน้นทีทางนี้ทีไม่หยุดหย่อน พร้อมกับปล่อยเสียงพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมาเป็นระยะๆ ด้วยอารมณ์เบื่อหน่ายหงุดหงิดรำคาญใจที่ต้องมารอคอยคนอื่นนานมากขนาดนี้ เพราะปกติก็มีแต่คนอื่นเท่านั้นแหละที่เป็นฝ่ายรอเธอ
เวลาผ่านไปอีกสิบห้านาที ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมารอรับ พลอยไพลินจึงเดินไปซื้อของกินรองท้อง เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรถขายขนมจีบซาลาเปากำลังจะจอดอยู่ตรงข้างหน้าบนทางเดินที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยจากจุดที่พักผู้โดยสารด้านนอก
ขณะที่นางเอกสาวเดินไปถึงรถขายซาลาเปา ก็มีลูกค้ายืนรอซื้อสองสามคน แต่จู่ๆ ก็มีผู้ชายตัวโตๆ แต่งตัวด้วยชุดยีนสีซีดทั้งชุด สวมรองเท้าหนังเก่าๆ สีน้ำตาลเข้ม สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาเรียกชื่อพ่อค้าซื้อซาลาเปาตัดหน้าไปโดยที่ไม่คิดจะต่อคิว
‘แบบนี้มันต้องสั่งสอนให้รู้สำนึก และให้ได้อายกันไปข้าง’ นางเอกสาวที่กำลังยืนต่อคิวซื้อขนมคิดอย่างคาดโทษ ชำเลืองมองไปทางผู้ชายที่เสียมารยาทข้างๆ ด้วยสายตามันวับอย่างเอาเรื่อง
“นี่คุณ เป็นพวกไร้วัฒนธรรมหรือเปล่าเนี่ย ทำไมไม่ต่อคิวเหมือนคนอื่นเขา เส้นใหญ่นักหรือไง ถึงได้ไม่รู้จักเกรงใจคนที่เขายืนรอซื้อก่อนตัวเอง รู้จักมั้ยคำว่าระเบียบวินัย” ร่างบางหันไปตะคอกใส่ผู้ชายตัวโตๆ ข้างๆ โดยไม่เกรงใจ
เฮอะ...จะให้หล่อนเกรงใจคนนิสัยไม่ดีแบบนี้น่ะหรือ ไม่มีทางเสียหรอก หางตาหล่อนก็ไม่อยากจะแลเสียด้วยซ้ำ หน้าตาก็ดูดีใช้ได้อยู่หรอกแต่นิสัยแย่ไร้ระเบียบวินัยแบบนี้ น่าจะโดนสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง
ไอ้เรื่องแซงคิวนี่พลอยไพลินรับไม่ได้จริงๆ เพราะที่ผ่านมาเธอเคยชินกับการมีระเบียบวินัยในตัวเอง และตรงต่อเวลาเสมอ แต่วันนี้นอกจากป้านิภาจะมาไม่ตรงเวลาให้เธอต้องนั่งแกร่วรอตั้งนานสองนานแล้ว หล่อนยังมาโดนผู้ชายนิสัยแย่ ไร้ระเบียบวินัยมาแซงคิวตัดหน้าเธออีก หญิงสาวจึงรู้สึกโมโหสุดๆ และระเบิดอารมณ์ใส่เขาเป็นชุดๆ
ชายหนุ่มนิรนามที่เธอเองก็ยังไม่เคยรู้จักมองหน้าหล่อนตาปริบๆ ไม่คิดว่าจะโดนว่าแรงขนาดนี้
“เอ่อ ผมขอโทษครับคุณผู้หญิง ลุงมิ่งครับจัดขนมให้คุณผู้หญิงคนนี้ก่อนก็ได้ครับ สงสัยเธอจะมาก่อน ผมไม่ทันมองจริงๆ”
ทินกรรีบขอโทษสาวสวยแถมหุ่นดีที่ด่าเขาฉอดๆ ด้วยรอยยิ้มเฝื่อนๆ ชายหนุ่มไม่เห็นจริงๆ ว่าเธอมายืนรอซื้อขนมก่อนเขา เพราะมัวแต่เหม่อมองไปทางประตูทางเข้าห้องพักผู้โดยสาร จึงไม่ทันได้เหลียวมามองคนข้างๆ ว่าหล่อนมายืนรอก่อนเขานานแล้ว
“เฮอะ ไม่ทันมอง ตั้งใจล่ะสิไม่ว่า” หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะพูดแขวะชายหนุ่มอีกครั้งอย่างหมั่นไส้ ที่เขาช่างตีหน้าตายได้เนียนจริงๆ
“เอ่อ จะรับอะไรดีครับ” พ่อค้าชิงถามหญิงสาวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนที่หล่อนจะตวาดแว้ดๆ ใส่คนตัวใหญ่ข้างๆ อีกรอบ
ใจจริงพลอยไพลินก็อยากจะต่อว่าพ่อค้าคนนี้ต่อเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงไม่หันมองดูเสียบ้างว่าลูกค้าคนไหนมาก่อนมาหลัง แต่ก็รีบยั้งปากไว้ทันเพราะเกรงใจคนอื่นที่ทยอยมายืนรอซื้อขนมเหมือนกัน จึงรีบตอบห้วนๆ กลับไป
“ซาลาเปาไส้หวานสองเค็มสอง แล้วก็ขนมจีบสองถุง” ไม่รู้หรอกว่าพ่อค้าเขาขายเท่าไหร่ยังไง แต่ก็เดาเอาว่ามันคงไม่ถึงร้อยหรอก ก่อนที่มือเรียวจะหยิบแบงค์สีแดงยื่นให้พ่อค้า
“ไม่ต้องทอน” ร่างเพรียวระหงรีบพูดเสียงห้วน และยัดเงินใส่มือพ่อค้าเพราะขี้เกียจยืนรอนานๆ ยิ่งต้องมายืนอยู่ข้างผู้ชายที่ไม่ค่อยมีมารยาทคนนี้แล้วด้วย เธอก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเป็นเท่าทวีคูณ
“หึ อวดรวยซะด้วย”
เสียงทุ้มลอยมาเข้าหูดาราสาวพอดี ขณะที่หล่อนกำลังจะก้าวขาออกไปก็ต้องหยุดชะงัก เธอไม่ใช่คนหูหนวกและไม่ใช่คนโง่นะ ที่จะไม่ได้ยินว่า ‘เขา’ พูดแดกดันเธออยู่
“นายว่าอะไรนะ!” ร่างบางหันขวับกลับมามองหน้าเขาทันควัน มองร่างสูงใหญ่ตาขวางอย่างเอาเรื่อง นอกจากจะไร้ระเบียบวินัยแล้ว เขายังจะมีนิสัยชอบนินทาคนอื่นลับหลังอีกต่างหาก ผู้ชายนิสัยแย่ๆ แบบนี้เธอรับไม่ได้จริงๆ
‘หูดีจริงจริ้ง แม่คุ้ณ’ ทินกรแอบบริภาษหญิงสาวในใจขำๆ แต่ก็หันหน้าไปมองหน้าเธอนิ่ง เมื่อใบหน้าสวยใสใต้แว่นสีดำนั้นมองมา
“ผมเปล่าว่าอะไรคุณนี่ครับ ใครจะกล้าว่าคนสวยๆ อย่างคุณ” ใช่หล่อนสวยจริงๆ นั่นแหละ โดดเด่นอีกต่างหาก และเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตาที่เขามองเธอก็เปลี่ยนไปเป็นพิจารณามองหญิงสาวอย่างถี่ถ้วนตั้งแต่หัวจรดเท้า
‘มันดูคุ้นๆ แฮะ’ ชายหนุ่มคิด พลางเพ่งพิศเค้าโครงหน้ารูปไข่นั้นอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง
รูปร่างและทรงผมของหล่อน มันดูคล้ายๆ ดารานางเอกสาวที่ชื่อพลอยไพลินมากเหลือเกิน นี่ถ้าหล่อนถอดแว่นตาอันใหญ่นั่นออก เขาคงจะหายสงสัยว่าเจ้าหล่อนเป็นใคร
พลอยไพลินจ้องหน้าผู้ชายไร้มารยาทอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ไม่อยากจะเสียเวลากับคนอย่างเขาอีก จึงรีบเดินไปนั่งที่เดิม แต่ร่างสูงเกินสันทัดก็เดินตามมา และมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ทำให้สายตาคู่สวยภายใต้กรอบแว่นตาอันใหญ่ ต้องเลิกคิ้วขึ้นมามองชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยสีหน้าแปลกใจระคนไม่พอใจ ที่เขาจ้องมองเธออยู่อย่างนั้น ก่อนที่ริมฝีปากหยักได้รูปจะขยับเอื้อนเอ่ยออกมา
“คุณใช่ลูกสาวของป้าพรพรรณหรือเปล่า” ชายหนุ่มไม่อยากถามไปตรงๆ ว่าเธอใช่ดารานางเอกสาวที่ชื่อพลอยไพลินใช่หรือไม่ เพราะกลัวว่าเธอจะอายเพราะข่าวที่ยังคงอื้อฉาวไม่ซาลง อาจทำให้บางคนแถวๆ นี้เบี่ยงเบนความสนใจมาที่เธอ ซึ่งมันคงไม่เป็นที่ปรารถนาของนางเอกสาวตกกระป๋องอย่างพลอยไพลินนัก
พลอยไพลินรู้สึกอึ้งมากเมื่อถูกชายหนุ่มแปลกหน้า เอ่ยชื่อมารดาของเธอออกมาอย่างสนิทสนม แล้วเขาเป็นใครกันทำไมถึงได้รู้จักชื่อแม่ของเธอ แต่พอมองๆ ไป โครงหน้าของเขาก็คุ้นๆ เหมือนกันนะ และพอดีกับที่ทินกรถอดแว่นตาดำออกพอดี หญิงสาวจึงมีโอกาสสำรวจใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง
แล้วสายตาสวยซึ้งก็ไปสะดุดเข้ากับสายตาที่เธอคุ้นเคยมานานแสนนาน สายตาคมกล้าดุจพญาเหยี่ยว ที่ยังคงความเข้มคมกริบเมื่อมองสบตา หากใบหน้าเรียบตึงนั้นแย้มยิ้มออกมาสักนิด เขาคงจะดูดีมีเสน่ห์มากขึ้นไม่น้อย แต่เคราเขียวครึ้มที่ไม่ได้โกนมาหลายวัน กลับทำให้ใบหน้าคมคร้ามนั้นดูเถื่อนหน่อยๆ
“นายนั่นเอง ทินกร” หญิงสาวครางเรียกชื่อเขาเสียงแผ่วอย่างตกตะลึง รู้สึกว่าหล่อนเพิ่งจะหาเสียงของตัวเองเจอเดี๋ยวนี้เอง หลังจากสำรวจใบหน้าหล่อเหลาคมคายของชายหนุ่มอยู่นานสองนาน แล้วแก้มนวลสองข้างก็แดงระเรื่อขึ้นเมื่อรู้สึกตัวว่าเผลอจ้องเขานานเกินไปแล้ว
‘ทินกร นายเปลี่ยนไปมากจริงๆ’ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ มากจนเธอจำเขาแทบไม่ได้เลย ทุกอย่าง...มีเพียงแววตาคมกล้าของเขาเท่านั้นที่ยังรู้สึกคุ้นเคย
เขาเองก็จำเธอไม่ได้เหมือนกันในคราวแรก เพราะเธอใส่แว่นตาสีดำอันใหญ่อำพรางใบหน้าสวยๆ เอาไว้
“ใช่ผมเอง ขอบคุณที่ยังจำกันได้” เขาเอ่ยเสียงเรียบ เดาไม่ออกเลยว่าตนรู้สึกเช่นไรที่ได้พบกับเธอ
“นายมารับฉันเหรอ” หญิงสาวถามเหมือนไม่แน่ใจนัก
“อืม” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ พยักหน้าเล็กน้อย
“ไหนบอกว่าป้าภาจะมารับฉันไง ทำไมถึงกลายเป็นนายไปได้” หญิงสาวสงสัย เพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเจอทินกรรวดเร็วปานสายฟ้าแลบแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ และบอกตัวเองไม่ได้เลยว่ารู้สึกอย่างไร ตื่นเต้น ดีใจ เสียใจ หรือว่าเฉยๆ แต่เมื่อสบสายตาคมกริบของเขาก็ทำเอาเธอประหม่าไปบ้างเหมือนกัน
“บังเอิญผมมีธุระต้องเข้าเมืองพอดี เลยอาสามารับแทน เพราะถ้าจะให้ป้าภามารับคุณเองท่าทางจะลำบากคนแก่มากเกินไป เพราะต้องนั่งรถขึ้นเขาลงเขาตั้งนานกว่าจะถึงบ้าน” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
“ขอบคุณ” หญิงสาวเอ่ยสั้นๆ โดยไม่มองหน้าชายหนุ่มสักนิด
ไม่ใช่ว่าเธอไม่พอใจเขา แต่เพราะเธอกำลังรู้สึกประหม่าไม่กล้าสบตาคนตัวโตสูงใหญ่ตรงหน้านี่มากกว่า โดยเฉพาะสายตาที่มองเธออย่างสำรวจนั่นด้วย ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย รู้สึกขอบคุณแว่นตาดำนี่จริงๆ ที่มันอำพรางใบหน้าและดวงตาของเธอไว้ ไม่อย่างนั้นทินกรต้องรู้แน่เลยว่าเธอรู้สึกประหม่ามากแค่ไหน
ทินกรมีผิวสีแทนเพราะคล้ำแดด ยิ่งทำให้ชายหนุ่มดูคมเข้มหล่อเหลาสมชายชาตรี รูปร่างของเขาสูงใหญ่บึกบึนต่างจากเมื่อหลายปีก่อนลิบลับ พลอยไพลินไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กวัยรุ่นผู้ชายที่ผอมแห้งเมื่อก่อน จะกลายร่างมาเป็นเทพบุตรที่หล่อแบบเถื่อนๆ ชวนให้เธอใจเต้นได้มากมายถึงเพียงนี้
“นี่กระเป๋าเดินทางของคุณใช่มั้ย”
ร่างเพรียวบางสมส่วนพยักหน้า จากนั้นร่างหนาก็ย่อตัวยื่นมือไปคว้ากระเป๋าใบใหญ่ของหญิงสาวมาถือไว้และเดินนำหน้าหล่อนไปที่รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ของเขาโดยไม่พูดอะไรอีก
ขาเรียวที่สั้นกว่าชายหนุ่มก้าวตามแทบไม่ทันจนต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามสารถีหนุ่มไปคล้ายจะไม่เต็มใจสักเท่าไหร่นัก ที่เขาเป็นคนมารับเธอเองแทนที่จะเป็นป้านิภา
ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้าน พลอยไพลินตั้งใจมองทิวทัศน์สองข้างทางด้วยความเพลินเพลิน ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก เจริญขึ้นไปตามยุคตามสมัย
พลอยไพลินจำได้ว่าสมัยก่อน ก่อนที่เธอจะออกจากหมู่บ้านไป ถนนส่วนใหญ่ยังเป็นดินลูกรัง แต่ตอนนี้กลายเป็นถนนคอนกรีตเกือบทั้งหมด ป่าไม้บนภูเขาที่เคยหนาทึบเขียวขจีเมื่อก่อน บัดนี้ป่าไม้ล้อมรอบภูเขาแต่ละลูกบางลงไปมาก แต่ก็ถือว่ายังค่อนข้างสมบูรณ์อยู่เมื่อเทียบกับป่าไม้บางภาคของไทย
ทินกรเงียบไปตลอดทางขึ้นเขาขณะขับรถ เพราะไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับหญิงสาวดี วันเวลาที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานทำให้เกิดช่องว่างมากมาย แม้แต่คำถามว่าสบายดีไหม ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยมันออกมา ทั้งที่เขาเองก็อยากจะถามหล่อนเหมือนกัน
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา กับคำดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ไว้หน้าของเจ้าหล่อน ก็ทำให้ใบหน้าของโชเฟอร์หนุ่มเรียบตึงยิ่งกว่าเดิม บรรยากาศภายในรถจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด จนพลอยไพลินเป็นฝ่ายร้อนรนทนไม่ไหวต้องทำลายบรรยากาศที่เงียบงันราวกับป่าช้านั่นเสียเอง
“ท่าทางของนายเหมือนไม่ได้เต็มใจอยากจะมารับฉันสักนิด” เสียงหวานเอ่ยออกมาเหมือนจะน้อยใจ
“รู้ได้ยังไง”
“ก็นายหน้าบึ้งเป็นตูดเป็ดแบบนี้ จะให้ฉันคิดเป็นอื่นได้ยังไง นายคงถูกป้านิภาขอร้องให้มารับฉันสินะ”
พลอยไพลินคิดว่าใช่ วันนี้ป้าของเธออาจจะมีธุระด่วนที่สำคัญจึงได้ไหว้วานให้เขามารับเธอแทนก็เป็นได้ แต่แปลกที่ทำไมป้าของเธอถึงไม่ยอมโทรมาบอกเธอก่อนว่าจะให้ใครมารับ เพราะถ้าหากรู้ว่าเป็นเขา หล่อนก็คงจะหาทางกลับบ้านป้าภาของเธอเองยังจะดีเสียกว่า
“ก็แค่ไม่อยากให้คนแก่ลำบาก” เขาตอบออกไปแบบส่งๆ ไม่อยากบอกความจริงว่าเขาเองก็อยากจะเห็นหน้าดาราตกกระป๋องที่เคยด่าทอถากถางเขามาก่อนเหมือนกันว่า หล่อนจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน และจะรู้สึกเช่นไรที่เจอหน้าเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังเดาใจหล่อนไม่ออก เพราะแว่นตาสีดำอันใหญ่อำพรางความรู้สึกของดาราสาวไว้เป็นอย่างดี
“ไม่ใช่เพราะอยากจะมาสมน้ำหน้าฉันหรอกเรอะ ที่ตอนนี้ฉันตกอับจนต้องกลับมาบ้านนอกเพราะทนสู้หน้าใครไม่ได้ นายคงจะรู้สึกสะใจมากสินะ”
“เพราะอะไรคุณถึงคิดแบบนั้น” ร่างหนาไม่ตอบแต่กลับย้อนถามเธอแทน
“ก็เมื่อก่อนฉันเคยพูดจาดูถูกนาย” หล่อนตอบ
“จำได้ด้วยเหรอ” เขาถามเหมือนประชดเสียมากกว่า
แล้วบรรยากาศในรถก็เงียบลงอีกครั้งเมื่อทั้งสองต่างก็ย้อนนึกไปถึงวันวาน ที่ทั้งคู่ไม่เคยพูดจาดีๆ ต่อกันเลยสักครั้งที่เจอหน้า พลอยไพลินรู้สึกหวาดหวั่นในหัวใจแปลกๆ เมื่อคิดว่าทินกรอาจจะกำลังหาทางกลั่นแกล้งเอาคืนเธออยู่ก็เป็นได้
ความหวาดกลัวไม่ไว้ใจชายหนุ่มเริ่มครอบงำจิตใจ เมื่อนึกได้ว่านั่งรถมากับเขาสองต่อสอง และไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ ออกมาอีก เพราะกลัวว่าถ้าหากเขาไม่พอใจขึ้นมา เขาอาจจะหักคอเธอแล้วเอาหมกไว้ในป่าทึบบนเขานี่ก็ได้
เมื่อขับรถมาได้ครึ่งทาง ก้อนเมฆสีดำทะมึนตั้งเค้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และทำท่าจะคล้อยต่ำลงมาเรื่อยๆ จนความมืดเริ่มสยายปีกปกคลุมไปทั่วผืนป่าเมื่อแสงอาทิตย์ยามใกล้เที่ยงเริ่มเหือดหายเพราะถูกก้อนเมฆสีดำบดบังพระอาทิตย์ทั้งดวง ลมพายุแรงก็เริ่มโบกพัดมา พาต้นไม้น้อยใหญ่ปลิวไสวลู่ไปตามแรงลม
สายตาคู่สวยที่กำลังหวาดหวั่นภัยใกล้ตัวที่อยู่ในรถ กลับรู้สึกหวาดกลัวฟ้าฝนที่เหมือนจะร่วงหล่นลงมาอยู่รอมร่อ แสงฟ้าแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าสีเทาเข้มช่างดูน่ากลัวนัก ก่อนที่สายฝนเม็ดใหญ่จะกระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงฟ้าร้องครืนๆ แม้จะอยู่ในรถก็ยังได้ยิน ทำให้ร่างบางเริ่มมองหาที่พึ่ง และร้องวี้ดว้ายทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าคำราม
สองมือเล็กปิดหูก้มลงเพราะหวาดกลัวพายุฝนด้านนอกที่สาดซัด ทินกรมองร่างบางที่ออกอาการหวาดผวาแวบหนึ่งก่อนจะมองหาที่หลบฝนชั่วคราว เพราะเม็ดฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสายและหนาทึบจนมองแทบไม่เห็นทางข้างหน้าทำให้รถกระบะต้องค่อยๆ ขับลงไปตามไหล่เขาบนถนนที่ไม่ที่กว้างมากนักอย่างระมัดระวังและไม่ประมาท จนกระทั่งมองเห็นกระท่อมตรงหน้าที่อยู่ไม่ไกลมากนักลางๆ ชายหนุ่มจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมา ก่อนที่จะพารถคู่ใจขับเคลื่อนไปยังที่หมายอย่างปลอดภัย
พอรถจอดพลอยไพลินก็เงยหน้าขึ้นมาถามสารถีหนุ่มอย่างแปลกใจ
“นี่นายหยุดรถทำไม อย่าบอกนะว่ารถเสียน่ะ”
“นี่คุณ ไม่เห็นหรือไงว่าฝนมันตกหนัก ทางแทบมองไม่เห็น อีกอย่างก็กำลังขับรถลงเขา มันอันตรายเกินไป หรือว่าคุณจะขับเอง” เขาอธิบาย พร้อมกับหันมาถามคนข้างๆ อย่างรำคาญ
เพราะพลอยไพลินมัวแต่คิดหวาดกลัวเขา หวาดกลัวพายุฝนจนสมองหยุดทำงานชั่วคราวจึงไม่ทันคิดว่าขับรถลงเขาขณะที่ฝนตกหนักแบบนี้มันอันตรายมากแค่ไหน
“เห็นกระท่อมมั้ย เราจะพักที่นี่สักพักก่อน รอให้ฝนซาสักหน่อยแล้วค่อยไปต่อ อ้อ...แล้วปิดเครื่องมือสื่อสารด้วยล่ะ ฟ้าร้องฟ้าแลบแบบนี้เดี๋ยวมันจะผ่าเอาได้ ไม่เชื่อก็ตามใจนะ”
พูดจบร่างหนาก็เปิดประตูรถออก และวิ่งไปหลบฝนด้านในกระท่อม พลอยไพลินจึงเปิดประตูรถและวิ่งตามเขาเข้าไปด้านในกระท่อมบ้าง ซึ่งอยู่กลางป่าเขาพอดี แต่ทั้งสองก็เปียกปอนไม่น้อยกว่าจะวิ่งฝ่าฝนเข้ามายังกระท่อมหลังน้อยได้
ลมพัดแรงที่พัดเข้ามา กับละอองฝนที่สาดกระเซ็นทำเอาร่างบางต้องกอดร่างของตัวเองด้วยความหนาวสั่น และผวาเข้าหาร่างหนาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าผ่าฟ้าร้อง ในที่สุด ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มก็กลายเป็นที่เกาะยึดของหญิงสาวขี้ตื่นไปโดยปริยาย
สายตาคมที่ตอนนี้บรรยายไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร มองมายังร่างบางที่สั่นระริกเพราะความหนาวและหวาดกลัวผสมกันนิ่งงัน ขณะที่ใบหน้าสวยหวานซึ่งบัดนี้ไม่มีแว่นสีดำอันใหญ่มาอำพรางอีกต่อไปกำลังมุดอยู่ที่อกเขาราวกับลูกแมวแสนเชื่อง มันทำให้ร่างกายบางส่วนของชายหนุ่มตื่นตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
บรรยากาศฝนพรำแบบนี้ กับสาวสวยสองต่อสองมันช่างล่อแหลมและยั่วยวนอารมณ์หนุ่มให้แตกกระเจิดกระเจิงยิ่งนัก คิดไปไกลถึงต่อไหนโดยที่คนตัวเล็กบอบบางไม่อาจรู้เลย เพราะมัวแต่มุดหน้าหลบแสงฟ้าแลบแปลบปลาบและเสียงฟ้าร้องตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะเงยหน้าขึ้นมามองคนตัวสูงสักนิด
มือหนาสองข้างอยากจะโอบกอดร่างที่เปียกปอนนั้นหลายครั้งหลายคราหมายจะปลอบขวัญให้หายตกใจ แต่ก็ต้องลดมือลงข้างกายทุกครั้งเพราะกำแพงบางๆ ที่กางกั้นไม่ให้เขาแสดงความรู้สึกห่วงใยนั้นออกมา
พลอยไพลินไม่ใช่สาวโสด หล่อนมีคนรักแล้ว เขาไม่ควรที่จะรู้สึกอะไรกับหล่อน ความรู้สึกทางกายอาจเกิดขึ้นได้ แต่ความรู้สึกของหัวใจไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่ๆ ตอนนี้ดาราสาวคงไม่รู้ว่าฐานะของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
หากหญิงสาวรู้ว่าเขาไม่ได้จนซอมซ่อเหมือนเมื่อก่อนหล่อนจะทำหน้ายังไง แต่ในใจลึกๆ เขายังไม่อยากให้พลอยไพลินรู้ฐานะของเขาเลย เขาอยากจะรู้ว่าผู้หญิงหยิ่งจองหองอวดดีเมื่อก่อน จะยังปากร้ายเย่อหยิ่งมาจนถึงตอนนี้หรือเปล่า
และเวลานี้ชายหนุ่มก็เชื่อว่า หญิงสาวที่กำลังซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาก็คงกำลังคิดว่าเขายังจนอยู่เช่นเดิมเป็นแน่ คิดมาถึงตรงนี้ทินกรก็อยากจะลองใจหล่อนดูบ้างเช่นกัน
อยากจะรู้นักว่าถ้าผู้ชายจนๆ ในความคิดของเธอแตะต้องตัวเธออย่างที่คลิปวีดีโอม้วนนั้นที่เขาเห็น หล่อนจะปฏิเสธและจะแสดงท่าทางรังเกียจมากแค่ไหน จะด่าทอดูถูกเหยียดหยามเขาอย่างไรบ้าง คิดพลางมือหนาก็ยกขึ้นมาบีบแขนกลมกลึงเบาๆ
ร่างบางรู้สึกตัว ว่ามือหนาที่บีบแขนของเธอเบาๆ นั้นกำลังเคลื่อนไปตามแผ่นหลัง ส่งผลให้ใบหน้าที่ซุกซบอยู่กับอกกว้างค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตาที่เริ่มร้อนดั่งเปลวไฟของเขาทีละน้อย หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ ลืมความหวาดกลัวฟ้าฝนไปชั่วขณะ เมื่อสบตาหยาดเยิ้มลามเลียนั่น
ใบหน้าคมคร้ามกำลังก้มต่ำลงมาช้าๆ หมายจะครอบครองริมฝีปากบางอิ่มที่เผยอเล็กน้อยอย่างลืมตัวนั่น อยากจะรู้ว่ามันจะให้ความรู้สึกหอมหวานสักปานใด แต่ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะชิดติดกัน เสียงหวานที่เต็มไปด้วยความประหม่าหวาดหวั่นก็แทรกขึ้น
“นะ...นายจะทำอะไร” เสียงถามรัวเร็ว ถามเขาพร้อมสายตาไหวระริกเล็กน้อยก่อนที่จะออกอาการต่อต้านขัดขืนเมื่อร่างสูงไม่ตอบ แต่กลับกระชับร่างบางเข้าหาอกแกร่งแนบชิดมากยิ่งขึ้น
สายตาหวาดหวั่นดึงดูดให้เขาอยากสัมผัสและค้นหาเธอมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าหล่อนจะไม่ประสาว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร หล่อนก็แค่แกล้งถาม เล่นตัวไปตามบทบาทดาราดัง แกล้งทำตัวไร้เดียงสา นี่ถ้าหากเธอรู้ว่าเขาร่ำรวยเป็นร้อยๆ ล้าน หล่อนคงจะไม่คิดต่อต้านเขาสินะ คิดพลางใบหน้าคมคร้ามก็ก้มต่ำลงมาอีก
“อย่านะ! นายคิดจะทำอะไร” เธอถามเขาเสียงสั่นๆ ไม่รู้ว่าสั่นเพราะหนาวหรือว่าเพราะกลัวเขาจับจิต
“ก็กำลังจะบอกอยู่นี่ไง”
มือเล็กก็พยายามผลักไสยันอกแกร่งออกห่างแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อริมฝีปากหยักได้รูปยังคงโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนลมหายใจของเขารินรดใบหน้าที่เริ่มแดงซ่านของเธอ พาให้หัวใจของพลอยไพลินเต้นโครมครามแข่งกับเสียงฟ้าร้องด้านนอก
“อื้อ นี่นาย อย่าทำแบบนี้นะ!” ร่างเล็กดิ้นรนสุดชีวิตเมื่อริมฝีปากอิ่มบางสีกุหลาบที่เริ่มซีดเล็กน้อยเพราะความเหน็บหนาวเริ่มถูกรุกรานลึกซึ้งมากขึ้น
ทินกรใช้กำลังและชั้นเชิงที่เหนือกว่า สยบแมวสาวที่ออกกำลังข่วนเขาสุดฤทธิ์จนหล่อนแพ้ราบคาบ เมื่อลิ้นร้อนสอดลึกเข้าไปในโพรงปากและไล่ต้อนเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กที่คอยแต่จะหลบหนีเขาได้สำเร็จ
ชายหนุ่มได้ลิ้มรสริมฝีปากของคนในอ้อมกอดเนิ่นนาน รับรู้แล้วว่าหล่อนหอมหวานมากแค่ไหน เขาจึงไม่อาจถอดถอนริมฝีปากออกได้โดยง่าย จนร่างบางตัวอ่อนระทวย ชายหนุ่มจึงต้องกอดประคองร่างหญิงสาวเอาไว้แนบแน่น
พลอยไพลินอยากจะต่อต้านใจแทบขาด แต่ก็ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมด ทินกรจูบดูดดื่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งคนตัวเล็กเริ่มดิ้นอึกอักชายหนุ่มก็เหมือนจะรู้ว่าหล่อนแทบขาดอากาศหายใจจึงได้ผละออกเล็กน้อย เพื่อต่อลมหายใจให้หญิงสาวอีกนิดก่อนที่จะครอบครองความหอมหวานนั้นอีกครั้งอย่างไม่รู้จักอิ่ม
รสชาติของหล่อนเหมือนสิ่งเสพติด เสพแล้วก็อยากเสพอีก ยิ่งเสพก็ยิ่งมึนเมาอยากทดลองมากกว่านั้น มือหนาที่ไวเท่าความคิด ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังนุ่ม ก่อนที่จะวกกลับมากอบกุมความนุ่มหยุ่นเต่งตึงตรงหน้าอย่างย่ามใจ ในขณะที่ร่างกายของหล่อนไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน
ร่างบางผวาเฮือกเมื่อถูกมือหนาบีบเคล้นทรวงอกอวบอัด หญิงสาวจึงพยายามใช้สติเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่คิดทบทวนว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเขารุกรานไปมากกว่านี้ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายผลักร่างแข็งแกร่งดุจกำแพงออกเต็มแรง จนร่างใหญ่ถึงกับเซถลาเล็กน้อย
เผียะ!!
เสียงของฝ่ามือเล็กประทับลงไปบนใบหน้าสากระคายนั้นสุดแรง จนมันเกิดรอยปื้นแดงของนิ้วทั้งห้าขึ้นทันตา
ทินกรอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าแม่แมวน้อยที่แสนเชื่องเมื่อครู่ ไฉนจึงได้กลายร่างเป็นแม่เสือสาวที่คิดจะต่อต้านเขาได้รวดเร็วแบบนี้ ก็เห็นอยู่ว่าหล่อนท่าทางเหมือนจะคล้อยตามเขาไปด้วยซ้ำ สายตาคมเข้มที่ยังเต็มไปด้วยเพลิงพิศวาสมองใบหน้าแดงปลั่งนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“คนเลว! ฉันไม่น่าไว้ใจให้นายรับฉันขึ้นรถมาด้วยเลย ถ้ารู้ว่านายจะเป็นคนเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ ฉันยอมนั่งรถสองแถวกลับบ้านยังจะดีเสียกว่า เสียแรงที่ป้านิภาไว้ใจให้นายมารับฉัน แต่ฉันลืมไปว่านายคงจะแค้นฉันมากจนอยากจะกลั่นแกล้งฉันให้ได้อับอาย นายถึงได้ทำกับฉันแบบนี้ สะใจแล้วใช่มั้ยที่เอาคืนฉันได้”
ร่างบางเริ่มน้ำตาคลอเมื่อรู้สึกตัวว่าแพ้ เวลานี้เธอจะเอาชนะเขาได้อย่างไรหากเขาคิดจะทำร้ายเธอหรือข่มขืนเธออตรงนี้จริงๆ
พลอยไพลินไม่กล้าแม้แต่จะด่าทอเขาด้วยถ้อยคำเจ็บๆ อีก เพราะกลัวสายตาของเขาที่มองจ้องมา หลังจากที่เธอตบเขาไปฉาดใหญ่สุดแรงเกิด ทั้งที่เพิ่งทำร้ายเขาไปหมาดๆ แต่ตัวเธอกลับสั่นไหวขึ้นมาอย่างหวาดกลัว กลัวว่าทินกรจะโมโหจนกระโจนข่มขืนเธอในกระท่อมร้างหลังนี้ โดยร้องขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ได้
ร่างเล็กเริ่มถอยห่างออกไปอย่างน่าสงสาร และดูเหมือนราชสีห์หนุ่มจะรู้เท่าทันความคิดของเธอ หัวใจของเขาจึงอ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว แต่ปากกลับพูดไปอีกอย่าง
“นี่คุณ ไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นก็ได้นะ ผมไม่คิดจะข่มขืนคนที่มีผัวแล้วอย่างคุณหรอก เมื่อกี้ก็แค่อารมณ์มันพาไป ก็ตัวคุณเปียกฝนจนผมเห็นอะไรๆ ที่มันยั่วตายั่วใจก็เลยเกิดอารมณ์ขึ้นมาเท่านั้น ผมไม่ได้นึกพิศวาสคุณหรอก อีกอย่างเมื่อกี้คุณก็ให้ท่าผมซะขนาดนั้น ใครจะอดใจไหว คราวนี้ก็พยายามอยู่ห่างๆ ผมก็แล้วกัน”
ผู้ชายที่เกือบกลายร่างเป็นอสูรบ้ากามพูดออกมาซะยาวเหยียดเพื่อปัดความรู้สึกของตัวเอง และเพื่อพูดให้กวางสาวหายตื่นกลัว
พลอยไพลินไม่เถียงเขาสักคำ และพยายามนึกภาพตามที่ชายหนุ่มบอก ใช่สิ...เมื่อครู่เธอกอดเขา ซบหน้าลงกับอกเขาแนบแน่นซะขนาดนั้น และร่างกายเปียกปอนของเธอก็อยู่ในสภาพล่อแหลมเต็มที ผู้ชายคนไหนเห็นก็คงจะเกิดอารมณ์ตามที่เขาบอก บางทีเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ก็ได้ พยายามคิดแบบนางเอกแล้วนะ
แต่เธอไม่คิดจะให้ท่าเขาสักหน่อย ดวงตาคู่สวยจึงขุ่นขวาง
ทว่ายังไงหญิงสาวก็ยังไม่ไว้ใจชายหนุ่มอยู่ดี ผู้ชายยังไงก็เป็นผู้ชายอยู่วันยังค่ำ ไว้ใจได้เสียที่ไหน พอคิดได้หญิงสาวจึงเดินไปหยิบไม้ท่อนหนึ่งมากำไว้ หากเมื่อไหร่ที่เขาคิดจะรังแกเธออีก เมื่อนั้นหัวของเขาจะต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แน่
ใบหน้าหล่อเหลามองไปทางกวางสาวที่ระแวดระวังภัยด้วยสีหน้ายิ้มๆ นี่หล่อนไม่ไว้ใจเขามากขนาดนั้นเชียวหรือ มันก็น่าไว้ใจอยู่หรอกนะ ในเมื่อเขาเพิ่งจะรังแกเธอไปหมาดๆ ก็สมควรที่หล่อนจะไม่ไว้ใจ ชายหนุ่มคิด
เกือบสองชั่วโมงผ่านไปที่เธอกับเขาติดฝนอยู่ด้วยกันในกระท่อมร้างกลางป่าเปลี่ยว ลมที่พัดมากระทบผิวกายช่วยทำให้เสื้อผ้าที่เปียกปอนเริ่มแห้งเหือด เสียงฟ้าร้องหายไปแล้วเหลือเพียงเม็ดฝนเล็กๆ ที่เริ่มซาลงเท่านั้น ทินกรจึงชวนคนที่ทำตัวลีบอยู่ในกระท่อมออกเดินทางต่อ
สีหน้าและแววตาของเขากลับมาปกติเหมือนเดิมราวกับว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างกับพลอยไพลินที่ยังพกขอนไม้ติดตัวขึ้นมาบนรถ พร้อมเสมอที่จะทุบตีเขาหากชายหนุ่มเกิดมีอารมณ์ขึ้นมาอีก
สายตาคมกริบหันมามองคนข้างๆ เป็นระยะ บางครั้งก็แอบยิ้มที่มุมปาก เมื่อนึกขำคนขี้ตื่นกลัวและระแวงภัยอยู่ตลอดเวลาจนไม่คิดที่จะหลับตาเอนหลังนอนพักผ่อน ทั้งที่หล่อนก็นั่งรถจนเมื่อยขบมานานหลายชั่วโมง
แต่บางครารอยยิ้มของคนเจ้าเล่ห์ก็แฝงความหมายบางอย่างเมื่อนึกถึงรสจุมพิตที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ระหว่างหล่อนกับเขา ทินกรไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่ผ่านมือชายมาแล้วอย่างพลอยไพลินจะยังคงหอมหวานปานน้ำผึ้ง ให้ความรู้สึกอยากจะลิ้มลองรสชาติของมันให้ลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก
“อีกนานมั้ย กว่าจะถึง” เพราะจากบ้านเกิดไปนาน ทำให้พลอยไพลินจำทางที่กลับเข้าบ้านของตัวเองไม่ค่อยได้ ไม่รู้ว่าเวลานี้รถกำลังแล่นอยู่ที่จุดไหน หมู่บ้านอะไร เพราะถนนหนทางดูเปลี่ยนไปเยอะมาก
ทางเดินที่เป็นดินเลนเมื่อก่อน กลายเป็นถนนคอนกรีตไปเกือบตลอดเส้นทาง ร้านค้าขายของมากมายงอกเงยขึ้นราวกับดอกเห็ด ต้นไม้ข้างทางที่หนาทึบก็ถูกตัดโค่นเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย
“อีกประมาณชั่วโมงหนึ่งก็ถึงแล้ว คุณหิวหรือยังล่ะ จะได้แวะกินอะไรก่อนค่อยเดินทางต่อ”
“ไม่ดีกว่า ฉันอยากกลับไปหาป้าภาเร็วๆ เมื่อยจะแย่ อีกอย่างฉันก็ยังมีซาลาเปาเหลืออีกลูกหนึ่ง กินนี่รองท้องก่อนก็ได้”
ทินกรพอจะเดาออกว่าพลอยไพลินคงไม่อยากนั่งรถกับเขานานเกินไป และคงอยากจะไปให้พ้นๆ หน้าเขาไวๆ ดูสีหน้าและแววตาของหล่อนก็รู้
แต่พอขับรถไปต่ออีกครึ่งชั่วโมง ร่างบางที่คอยระวังภัยให้ตัวเองมาตลอดทางก็ผล็อยหลับไปเสียดื้อๆ ขอนไม้เท่าข้อแขนเล็กของเจ้าตัวที่ถือไว้อย่างดิบดีก็ร่วงหล่นลงไปใต้เบาะนั่ง ใบหน้าสวยอิงแอบไปกับพนักพิงอย่างอ่อนล้า
โชเฟอร์จำเป็นหันมามองอย่างความเอ็นดูเพียงชั่ววูบ ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะอันตรธานหายไปเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของหล่อนดังขึ้น และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมารับสาย ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะเสียมารยาทกดรับสายที่โทรเข้ามานั้นแทน คิดแล้วก็โมโหที่หล่อนไม่ยอมปิดเครื่องมือสื่อสารตามที่เขาบอก ดีนะที่ฟ้าไม่ผ่าลงมาหากใครโทรเข้ามาเวลาที่ฝนตกฟ้าร้อง
“สวัสดีครับ” ทินกรกรอกเสียงนุ่มไปตามสาย โดยไม่ทันมองหน้าจอมือถือว่าใครกันที่โทรเข้ามา แต่แล้วเสียงทางปลายสายก็ขาดหาย เพราะไม่มีสัญญาณ ชายหนุ่มจึงฉวยโอกาสมองชื่อเบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามาเมื่อครู่อย่างอยากรู้
“บรมจักร” ชายหนุ่มพึมพำชื่อนั้นเบาๆ และเขาก็จำได้
ที่แท้ก็แฟนหนุ่มไฮโซของหล่อนนั่นเองที่โทรเข้ามา คงเป็นห่วงกันมากสินะ สงสัยคงติดต่อหลายทีแล้วแต่ไม่มีคลื่น เพราะสัญญาณโทรศัพท์บนเขาไม่ค่อยจะมี และไม่ชัดมักขาดๆ หายๆ ยิ่งบรรยากาศมืดฟ้ามัวฝนแบบนี้ น้อยนักที่จะโทรหากันได้ ชายหนุ่มยิ้มเยาะในใจ ที่ฝ่ายนั้นโทรติดต่อแฟนสาวไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้พอใจนักหนา
ประมาณสี่สิบนาทีต่อมาคนที่กำลังหลับปุ๋ยก็งัวเงียตื่นขึ้นมา เมื่อทินกรเผลอขับรถตกหลุมขนาดใหญ่กลางฟุตบาท จนทำให้ร่างบางที่นอนได้งีบหนึ่งสะดุ้งตื่น และเส้นทางที่สารถีหนุ่มขับรถไปยังหมู่บ้านที่เธอเริ่มคุ้นตา ก็ทำให้ม่านตากลมโตขยายกว้างมากขึ้นเพื่อกวาดมองไปตามสองข้างทางที่เปลี่ยนไปมาก แต่เธอก็พอจะจำได้ลางๆ เพราะมันเป็นเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้านของเธอเอง
“ใกล้ถึงแล้วหรือนี่” หญิงสาวพึมพำออกมาเบาๆ เมื่อรถกระบะคันใหญ่เลี้ยวเข้าไปในตัวอำเภอ และกำลังจะผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้เก่าๆ บ้าง เป็นบ้านปูนทั้งหลังบ้าง และอีกไม่กี่หมู่บ้านก็จะถึงคุ้มแสงตะวันแล้ว
“เมื่อกี้แฟนของคุณโทรมา” คนข้างๆ เหมือนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ มากกว่าต้องการจะบอกให้คนข้างๆ รับรู้
“แฟนฉัน ใคร คนไหน” เพราะเพิ่งตื่นทำให้หญิงสาวถามชายหนุ่มออกไปอย่างงงๆ
“อ้อ คงมีแฟนหลายคนสินะ ถึงไม่รู้ว่าแฟนคนไหนโทรมา จะบอกให้ก็ได้ ก็แฟนคุณที่อยู่ในคลิปโป๊นั่นไงที่โทรมา” เขาตอบโดยที่ไม่หันมามองหน้าหญิงสาวข้างกายด้วยซ้ำ
ร่างบางกะพริบตาปิบๆ เพื่อทบทวนคำพูดของเขา นี่ทินกรกำลังเหน็บแนมเธออยู่ใช่มั้ย ว่าเธอมีแฟนหลายคนจนจำไม่ได้ เขารู้ว่าเป็นบรมจักรที่โทรเข้ามา แสดงว่าเขาถือวิสาสะแอบกดรับสายโทรศัพท์ของเธอตอนที่เธอเผลอหลับไปสินะ ช่างไร้มารยาทที่สุด!
“นี่นายแอบกดรับสายมือถือของฉันเหรอ คนไม่มีมารยาท” เธอต่อว่าเขาด้วยสายตาเอาเรื่อง
“ก็คุณไม่กดรับเองนี่ ผมรำคาญก็เลยรับแทน นายบรมจักรนั่นคงห่วงแฟนตัวเองน่าดูสินะ ถึงได้โทรมาถามข่าวคราว”
“เขาไม่ใช่แฟนฉัน” หญิงสาวเถียงทันควันด้วยความโมโห หล่อนไม่มีวันเอาผู้ชายเลวๆ คนนั้นมาทำแฟนเด็ดขาด แม้แต่ความเป็นเพื่อนก็จะไม่มีให้ แต่คนข้างๆ กลับตีความหมายไปอีกอย่างอย่างน่าโมโห
“อ๋อไม่ใช่แฟน แต่เป็นผัวสินะ”
“นี่นาย อย่างพูดจาหยาบคายแบบนี้กับฉันนะ ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้น!” หล่อนตวาดแหวจนทินกรงุนงงว่าพลอยไพลินจะโมโหอะไรมากมายกับการที่เขาบอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นสามีของเธอ
หรือความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ต้องการให้ใครรับรู้หรืออย่างไร หรือว่าผู้ชายไฮโซคนนั้นอาจจะมีคนรักหรือมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว แต่คิดอยากจะมีดารานางเอกสาวไปเป็นเมียน้อยเมียเก็บตามประสาหนุ่มไฮโซที่รวยล้นฟ้า ที่อยากหาสาวๆ สวยๆ มาประดับกายเยอะๆ และพลอยไพลินก็คงจะชอบความหรูหราฟุ่มเฟือยจนยอมตกไปเป็นเมียลับๆ ของนายบรมจักรนั่นสินะ
แต่ทั้งคู่คงจะสนุกกันจนเกิดเหตุจนมีคลิปวีดีโอฉาวออกมาให้คนเกือบทั่วประเทศได้เห็น จนต้องระเห็จออกจากเมืองกรุงมุ่งสู่บ้านนอกเพื่อหลบหน้านักข่าวชั่วคราว ทินกรคิดเองและสรุปเอาเองเสร็จสรรพ ตามข่าวที่เขาได้เห็นและได้อ่าน
ร่างบางโมโหจัดที่ทินกรพูดจาดูถูกเธอ นี่เขาคงเชื่อสินะว่าไอ้คลิปวีดีโอบ้าๆ นั่นคือตัวเธอจริงๆ ถ้าหากผู้ชายคนนี้เชื่อตามนั้นแล้วคนครึ่งค่อนประเทศที่ได้อ่านได้เห็นจะไม่เชื่อตามเขาหรอกหรือ คิดแล้วหญิงสาวจึงรู้สึกอับอายขึ้นมาอีก แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม
มือเล็กหยิบแว่นตาสีดำอันเดิมขึ้นมาสวมพรางใบหน้าสวยสดนั้นอีกครั้งเมื่อรถกระบะขับเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้าน จนเกือบจะถึงหน้าบ้านของเธอที่เคยอาศัยอยู่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของทินกรไปสามหลัง บัดนี้กลายเป็นร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่กินเนื้อที่กว่าเกือบสิบไร่
แล้วคุณยายกับป้าภาของเธอย้ายไปอยู่ที่ไหนเสีย นางเอกสาวสงสัย
ทินกรหันมาเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของคนข้างๆ ก็อยากจะอธิบาย แต่คงต้องอธิบายและตอบคำถามกันยาว รอให้พลอยไพลินกลับไปถึงบ้านของป้านิภาที่ไร่แสงตะวันของเขาก่อนแล้วกัน แล้วป้านิภาของเธอก็คงจะอธิบายให้หลานสาวของนางเข้าใจเอง
“นี่นาย นี่มันร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างของใคร แล้วป้าภากับคุณยายพวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหนกัน” พลอยไพลินอดไม่ได้ที่จะถามคนข้างๆ
“อีกนิดเดียวก็จะถึงบ้านป้าภาของคุณแล้วล่ะ เอาไว้พอถึงบ้านแล้วคุณค่อยถามป้าภาเอาเองก็แล้วกัน”
คนอยากรู้เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ สายตาก็มองออกไปนอกรถตลอดการเดินทาง
จนกระทั่งรถกระบะคันใหญ่เลี้ยวเข้าไปจอดในไร่ส้มแสงตะวัน ดาราสาวก็มองอย่างงงๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสถามทินกรเพราะเขากำลังคุยโทรศัพท์ จึงได้แต่เดินตามร่างสูงไปจนพบคนที่มายืนรอรับเธอถึงสองคนพร้อมๆ กัน ก็คือคุณยายจันทร์กับป้านิภาของเธอนั่นเอง
พลอยไพลินถอดแว่นตาออก พร้อมกับเข้าไปกอดคุณยายจันทร์และป้านิภาของเธอสลับกันไปมา สองป้ายายรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นหน้าหลานสาว หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานเกือบสิบสองปีเต็ม ทั้งสองฝ่ายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันด้วยความคิดถึง รอยยิ้มที่ประทับบนใบหน้าของแต่ละคนบ่งบอกว่าพวกเขาดีใจมากแค่ไหนที่ได้พบหน้ากัน
เป็นครั้งแรกที่ทินกรมองเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าหมดจดนวลผ่องของพลอยไพลิน แม้ว่าเธอจะอดหลับอดนอนเพราะเดินทางมาไกล แต่ความสวยของหล่อนก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ทว่าสายตาชื่นชมของชายหนุ่มก็กะพริบหายไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับมีแววเฉยชาเข้ามาแทนที่เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
‘ก็คงจะสวยแต่รูป’ ทินกรเหยียดยิ้มตรงมุมปาก มองอดีตนางเอกสาวที่เคยดังอย่างหมิ่นๆ
คงเพราะเขากดรับโทรศัพท์ของผู้ชายคนนั้นความไม่ชอบใจจึงเกิดขึ้น แต่ชายหนุ่มก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารสจูบของหล่อนหอมหวานมากแค่ไหน แล้วสักครู่เขาก็ตะโกนบอกลาทุกคนก่อนที่จะขับรถกลับออกไปทำงานในไร่ของตนเอง โดยที่ไม่รอการขานรับจากนางนิภาที่ร้องเรียกเขาตามหลัง
“อ้าว พ่อเลี้ยงทิน ไปเสียแล้ว เลยไม่ได้ขอบคุณเลย” นางนิภาหันไปร้องเรียกหมายจะขอบคุณที่ทินกรอุตส่าห์ขับรถไปรับและมาส่งหลานสาวของนางจนถึงที่บ้าน ขณะที่ทุกคนก็หันไปมองท้ายรถที่แล่นออกไปไกลลิบตา
“คุณยายคะ ทำไมคุณยายถึงขายบ้านแล้วย้ายมาอยู่ในไร่นี้ล่ะคะ แล้วทำไมป้าภาถึงเรียกนายทินนั่นว่าพ่อเลี้ยงทิน เขารวยมากเหรอจ๊ะป้า” พลอยไพลินเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่ ก็เลยโพล่งถามคุณยายอย่างที่ใจกำลังคิด ด้วยความอยากรู้ และหันไปหาป้านิภาของเธอเพื่อขอความเห็นอีกที หลังจากที่เธอเข้ามานั่งอยู่ในบ้านกันสามคน
“ยายไม่ได้ตั้งใจจะขายหรอก แต่พ่อเลี้ยงทินเขาขอซื้อ และอยากให้ครอบครัวของเรามีงานทำ และยังสร้างบ้านให้อยู่ฟรีอีก ยายเห็นว่าตอนนั้นเราค่อนข้างขัดสนเรื่องเงิน ไหนจะต้องส่งเสียยัยภีเรียนหนังสือ ตอนนั้นพ่อของยัยภีก็เป็นสารพัดโรค และตายจากไปโดยทิ้งหนี้สินไว้ตั้งมากมาย ยายก็เลยตัดสินใจขายที่ดินผืนนั้นให้พ่อเลี้ยงทินไป” ยายจันทร์เล่าไปเรื่อยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพราะไม่ได้คิดอะไรมากมายเหมือนแต่ก่อนแล้ว
พลอยไพลินจึงเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าคุณลุงทองดีของเธอเสียชีวิตแล้ว และก็เสียใจที่เธอกับแม่ไม่ได้มาร่วมงานศพของคุณลุง นี่ถ้าแม่ของเธอรู้ข่าวก็คงจะเศร้าใจเช่นกัน
แต่คำถามในใจของเธอในตอนนี้ก็คือ ทินกรร่ำรวยขึ้นมาได้ยังไง ในเวลาอันรวดเร็ว เขาสามารถหาเงินมาซื้อที่ที่มีราคาเป็นล้านๆ ได้อย่างไร
“คุณป้าอย่าบอกนะคะว่าร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างนั่นก็เป็นร้านของเขา” พลอยไพลินถามอย่างอยากรู้
“ใช่จ้ะ นอกจากร้านนั้นแล้ว ไร่ส้มแสงตะวันนี่ก็เป็นไร่ของพ่อทินเขา ยังจะมีรีสอร์ตที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่กี่ปี่ที่อยู่ห่างจากไร่นี้ไปไม่กี่กิโลก็เป็นของเขา และยังมีสวนผลไม้ สวนยางพาราอีกมากมายที่เขาเป็นเจ้าของอีกนะ”
นางนิภาซึ่งทำงานอยู่กับครอบครัวของพ่อเลี้ยงทินกรมานานเปรยให้หลานสาวฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพราะรู้สึกชื่นชมทินกรมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากทินกรจะร่ำรวย หน้าตาดีแล้ว นายจ้างหนุ่มยังใจดีมีน้ำใจมากอีกต่างหาก
“เขารวยขึ้นมาได้ยังไงคะนี่ ค้ายาบ้าหรือเปล่า”
ก็ข่าวในโทรทัศน์หรือในหนังสือพิมพ์ก็ออกข่าวกันโครมๆ ว่าทางเหนือของไทยมีการลอบค้าขายยาบ้ากันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง หรือว่าทินกรจะเป็นหนึ่งในนั้นที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย เช่นขายยาเสพติด เปิดบ่อน เล่นการพนัน และอื่นๆ ที่มันท้าทายกฎหมาย
“จุ๊ๆ! อย่าเสียงดังไปนะลูก ใครได้ยินเข้ามันจะไม่ดี” นางนิภาเอามือจุ๊ปากให้หลานสาวหยุดพูดเรื่องนี้ และทุกคนก็หันมาปรามพลอยไพลินด้วยสายตา
“ยายไม่รู้หรอกว่าเขารวยมาได้ยังไง ยายรู้แค่ว่าพ่อเลี้ยงทินน่ะ เขาได้เป็นถึงลูกบุญธรรมของท่านผู้ว่าฯ คเชนทร์” ยายจันทร์กล่าวออกมา ยิ่งทำให้คิ้วเรียวสวยของอดีตนางเอกสาวขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม
หลังจากที่พลอยไพลินได้ฟังประวัติภูมิหลังของทินกรว่าเขากลายไปเป็นลูกบุญธรรมของท่านผู้ว่าฯ คเชนทร์ได้ยังไง หญิงสาวก็ฟังอย่างตั้งใจ
นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าบุญพาวาสนาส่ง ทั้งที่เป็นคนจนๆ อยู่แท้ๆ กลับกลายเป็นมหาเศรษฐีร่ำรวย และดารานางเอกชื่อดังอย่างเธอ กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการบันเทิงอยู่ดีๆ กลับร่วงลงสู่ดินแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด แถมรถกับบ้านก็กำลังจะถูกยึด นี่เขาเรียกว่าดวงตกหรือว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดใช่หรือเปล่า
ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด!
พลอยไพลินเดินออกไปข้างนอก และกดรับสายคุยอยู่ห่างๆ และกลับเข้ามาด้วยสีหน้าเศร้าหมอง บ่งบอกว่ากำลังมีเรื่องทุกข์ใจ ทุกคนหันไปมองเรียวหน้าสวยด้วยความเป็นห่วง
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าหนูพลอย” ป้านิภาถามหลานสาวเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง และพอจะเดาออกว่าไม่ใช่เรื่องงานก็เรื่องบ้านกับรถที่กำลังจะโดนยึดในเร็วๆ นี้ ถ้าไม่มีเงินไปผ่อนหนี้ที่ค้างชำระเขาตามกำหนด เรื่องนี้พรพรรณน้องสาวของเธอได้โทรมาเล่าให้ฟังก่อนที่หลานสาวของเธอจะมาถึงที่นี่แล้ว
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พลอยจัดการได้” สองผู้อาวุโสที่เป็นเจ้าของบ้านมองหลานสาวด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไร รอให้หลานสาวพูดออกมาเองจะดีกว่า เพราะบางทีพลอยไพลินอาจจะมีเรื่องส่วนตัวเรื่องอื่นที่ไม่ใช่หนี้สินก็เป็นได้
ร่างเพรียวบางเดินออกมานอกบ้าน และเดินลัดเลาะไปตามหลังบ้านเพียงลำพัง เพราะต้องการอยู่คนเดียว เพราะพอได้รับโทรศัพท์ทวงหนี้ทีไรเธอก็รู้สึกไม่สบายใจทุกที และไม่อยากคุยกับใครด้วยเพราะยังทำใจไม่ได้ ดวงตาคู่สวยเหม่อมองออกไปยังไร่ส้มที่กว้างสุดลูกหูลูกตา พานสมองก็นึกไปถึงใบหน้าของใครบางคนที่เป็นเจ้าของไร่นี้ ไม่นานนักหญิงสาวก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน
เวลาใกล้อาทิตย์อัสดง หลังจากที่นอนพักจนหายเหนื่อยพอสมควร พลอยไพลินก็ขออนุญาตทุกคนไปเดินเล่นในไร่ส้ม เพราะยังไม่มีอะไรทำ และหญิงสาวก็อยากจะเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ภายในไร่ที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล ที่เต็มไปด้วยต้นส้มที่เขียวขจีที่แทรกด้วยสีทองของผลส้มสุก
คุณยายจันทร์อธิบายให้เธอฟังว่า ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต เธอจึงมีโอกาสได้เห็นส้มเขียวหวานสุขเหลืองอร่ามเต็มต้นไปหมด เห็นป้านิภาของเธอบอกว่าคนงานในไร่สามารถเด็ดกินฟรีได้ เจ้าของไร่เขาไม่คิดเงิน เขาใจดี แต่เธอไม่ใช่คนงานในไร่ของเขานี่นะ แล้วจะแอบเด็ดกินส้มสักผลสองผลได้หรือเปล่า
ร่างโปร่งบางได้สัดส่วนในชุดเสื้อกล้ามสีชมพูพอดีตัว กับกางเกงยีนขาสั้นสีซีด เอื้อมมือไปเด็ดผลส้มที่คิดว่าน่าจะสุกแล้วมาแกะเปลือกออกและกินอยากเอร็ดอร่อย ตาก็มองซ้ายมองขวาคล้ายกับกลัวว่าเจ้าของสวนจะมาเห็นอย่างนั้นแหละ
‘แต่ป้าภาบอกเธอว่า ถ้าเธอจะเด็ดกินสักผลสองผล เขาไม่ว่าหรอกไง เธอเป็นหลานป้าภาที่ทำงานให้กับเขามานานก็น่าจะกินได้สิ แค่สองผลเอง คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง’ คนตัวเล็กที่กำลังกินส้มเพลินๆ ยักไหล่เล็กน้อย ก่อนที่จะกินต่ออย่างไม่ยี่ระ
“อะแฮ่ม! แอบกินส้มของคนอื่นเขาแบบนี้ เขาเรียกว่าขโมยนะคร้าบ คุณผู้หญิง” หางเสียงของเขาล้อเลียน จนร่างบางสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยหวานเห่อร้อนขึ้นเพราะความขวยเขินเมื่อถูกจับได้ว่าแอบกินส้มของเขา ก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาเห็นนี่ ที่สำคัญเขาเป็นเจ้าของสวนซะด้วยสิ
ทินกรรู้สึกชอบใจนัก ที่สังเกตเห็นแก้มนวลปลั่งของสาวสวยตรงหน้าแดงเรื่อขึ้น เขายิ้มล้อเลียนหล่อนทั้งสีหน้าและแววตา คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ขโมย เชิดคางขึ้นสบตากับเขานิ่งอย่างหยิ่งๆ แม้ในใจจะรู้สึกประหม่าเล็กน้อยก็ตาม
“ฉันไม่ได้ขโมย ป้าภาอนุญาตฉันแล้ว” แมวขโมยที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาปฏิเสธเสียงแข็ง เถียงไปข้างๆ คูๆ แม้ว่าเหตุผลจะฟังดูไม่ขึ้นก็ตาม ร่างสูงใหญ่ในชุดยีนสีซีดทั้งชุดหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างขำๆ
‘นี่เขาควรจะลงโทษแมวขโมยจอมหยิ่งนี่ยังไงดีน้า’
“แล้วสวนนี่มันเป็นของป้าคุณเหรอ ถึงได้ไปขออนุญาตป้าแกน่ะ” ชายหนุ่มถามกลับ โดยที่เจ้าตัวต้องนิ่งคิดอยู่นานกว่าจะตอบโต้เขากลับมาได้
“เพิ่งรู้ว่าเจ้าของสวนเขางก ไม่เห็นเป็นอย่างที่ป้าภาโฆษณาเอาไว้เลย” ดารานางเอกสาวแอบค้อนเล็กน้อยปรายตามองหน้า ‘คนงก’ ด้วยหางตา พร้อมกับเมินหน้าไปทางอื่น ทำนองว่า ‘ฉันไม่ผิด นายนั่นแหละขี้งกเอง’
“แล้วป้าของคุณ บอกหรือเปล่า ว่าคนที่จะเด็ดกินส้มในสวนนี้ฟรีๆ ได้ ต้องเป็นคนงานในไร่นี้เท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่ผมอนุญาตให้กินเท่านั้น”
“ฉันก็แค่อยากชิมดูเท่านั้น ว่าส้มของนายหวานจริงๆ อย่างที่ป้าภากับคุณยายโฆษณาไว้หรือเปล่า พอชิมดูแล้วก็งั้นๆ ไม่เห็นจะอร่อยกว่าที่ฉันซื้อกินในห้างตรงไหนเลย” พลอยไพลินแก้ต่างให้ตัวเองอย่างไม่ยอมรับผิด และเชิดหน้าหันไปมองทางอื่น จนร่างสูงต้องเดินอ้อมมาดักด้านหน้าแล้วกอดอกมองหล่อนตรงๆ
สายตาคมกริมมองหน้าแม่นางเอกตกกระป๋องที่กำลังต่อปากต่อคำกับเขาด้วยแววตาสำรวจที่เปล่งประกายวาววับ จนคนที่ถูกมองถึงกับร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกเขาเพ่งพิศด้วยสายตาลามเลียจนแทบจะเปลื้องผ้าของเธอออกเพียงแค่จ้องมองเท่านั้น
พ่อเลี้ยงหนุ่มไม่คิดเลยว่า เด็กผู้หญิงปากจัดจ้าน ตัวเตี้ยเป็นหลักกิโลเมตรและรูปร่างผอมเก้งก้างเมื่อสิบกว่าปีก่อน จะกลายมาเป็นสาวสวย หุ่นเอ็กซ์เซ็กซี่ น่าขย้ำ ได้มากขนาดนี้ ดูจากในสื่อโฆษณาต่างๆ ก็ยังไม่เท่ากับที่เห็นตัวเป็นๆ ของนางเอกสาวในวันนี้ แต่น่าเสียดาย ผู้หญิงสวยๆ อย่างหล่อนไม่น่าทำตัวเละเทะ จนมีข่าวอื้อฉาวคาวโลกีย์ออกมาแบบนี้เลย
สายตาชื่นชมที่เปลี่ยนไปกะทันหันของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เพียงชั่วเวลาไม่กี่วินาที ทำให้พลอยไพลินมองเขาอย่างสงสัย ลางสังหรณ์ในใจมันกำลังบอกกับเธอว่า เขาคงกำลังคิดไม่ดีกับเธออีกแน่
พลันภาพในอดีตหลายภาพเมื่อครั้งยังเด็ก ที่เธอคอยกลั่นแกล้งด่าทอเขาด้วยถ้อยคำดูถูกต่างๆ นานา สารพัด ก็ลอยเข้ามาในห้วงสำนึกอีกครั้ง แล้วก็ให้นึกสมเพชตัวเองที่ตอนนี้เด็กผู้หญิงอวดดีคนนั้นกลายเป็นตัวอะไรสักอย่างให้เขาได้มองสำรวจด้วยสายตาสมเพชเวทนา ยิ่งกว่าสายตาของเธอที่มองเขาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเสียอีก
เวลานี้มหาเศรษฐีหนุ่มคงจะรู้สึกสมเพชเธอมากสินะ เขาคงกำลังเยาะเย้ยเธอในใจ ก็ดูตัวเธอตอนนี้สิ ศักดิ์ศรีแทบไม่มีเหลือ งานการก็ไม่มีทำ หนี้สินล้นพ้นตัว ชีวิตที่ติดลบล้มละลายไม่เป็นท่า ข่าวเสียๆ หายๆ ที่ยังไม่สามารถเคลียร์ได้ ยิ่งทำให้เธอถูกสังคมมองมาอย่างกับไส้เดือนกิ้งกือ ทั้งที่ความจริงก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ใช่ แต่ใครเขาจะเชื่อล่ะ ก็คลิปโป๊บ้าบอนั่นทำได้เหมือนจริงซะขนาดนั้น
“นายคงกำลังเยาะเย้ยฉันอยู่ในใจสินะ” พลอยไพลินเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ด้วยแววตานิ่งขึงระคนปวดร้าวอยู่ในใจ มองเหม่อออกไปอย่างไร้จุดหมาย
“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น” เขาถามเสียงเรียบ ดวงตาหรี่ลง พยายามสำรวจความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ก็...” เมื่อเงยหน้าสบตาสีนิลมันวับคู่นั้นแล้ว หญิงสาวก็พูดต่อไปไม่ออก
ความรู้สึกบางอย่างมันวิ่งพล่านไปทั่วร่าง บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่ที่รู้...ตอนนี้หัวใจของเธอมันกลับเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะควบคุม เมื่อนึกไปถึงบทเลิฟซีนสดๆ ระหว่างเธอกับเขาที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมง
แล้วหญิงสาวก็นึกโมโหตนเองนัก ขนาดเธอถ่ายละครในบทเลิฟซีนกับพระเอกดังๆ มามากมาย เธอยังไม่รู้สึกตื่นเต้นประหม่ามากมายเท่านี้มาก่อนเลย แต่กับทินกรกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงอีกครั้งแล้ว
‘บ้าที่สุด! ทำไมต้องใจเต้นแรงเพียงแค่โดนผู้ชายคนนี้สบตาเท่านั้นนะ’